สวัสดีครับทุกท่าน เว็บไซต์แห่งนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารทางการศึกษา ให้เป็นวิทยาทานสำหรับบุคคลทั่วไป

ข่าวการศึกษา

สนทนา

วันจันทร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ปัญจมรัช และฉัฐราช กับการศึกษา

วันเสาร์ที่ 23 ตุลาคม พุทธศักราช 2553 เป็นอภิลักขิตสมัยบรรจบกาลหนึ่งร้อยปี นับแต่วันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และวาระเดียวกันเป็นสมัยที่บรรจบหนึ่งร้อยปี นับแต่วันที่พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติ สมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้าทั้งสองพระองค์ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจอย่างล้นเหลือและเป็นพระมหากรุณาธิคุณอเนกอนันต์แก่อาณาประชาราษฎร กล่าวโดยเฉพาะด้านการศึกษา ทั้งสองพระองค์ทรงใฝ่พระราชหฤทัยในทางทำนุบำรุงสติปัญญาแก่ราษฎร ทรงปรับปรุงพัฒนาและขยายการศึกษาให้เป็นไปโดยตลอดทั่วถึง เพื่อเปิดโอกาสให้ราษฎรทุกชั้นชนได้ศึกษาเล่าเรียนเสมอหน้ากัน พระราชดำริในครั้งนั้นล้วนรอบคอบประกอบด้วยพระปรีชาญาณหยั่งเห็นซึ่งความเป็นไปที่มีมาในสยามประเทศแต่เดิม เสริมด้วยหนทางที่ควรดำเนินในอนาคต แล้วกำหนดเป็นพระบรมราโชบายและพระราชดำริตริการในเรื่องต่างๆ เป็นทางแห่งประโยชน์น้อยใหญ่และเป็นรากฐานอันสำคัญให้แก่การศึกษาของชาติสืบมาจนทุกวันนี้
เพื่อสนองพระมหากรุณาธิคุณ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาสืบค้นได้ต้นฉบับหนังสือเรื่อง “เอกสาร เรื่อง การจัดการศึกษาในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว”ที่คณะกรรมการจัดงานฉลองวันเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 100 ปี ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รวบรวมจัดพิมพ์เนื่องในโอกาส 100 ปีนับแต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสวยราชย์ 1 ตุลาคม 2511 พิเคราะห์แล้วเห็นว่าเป็นหนังสือที่มีประโยชน์ยิ่ง ทำให้ผู้อ่านสามารถสอดส่องเห็นการที่ล่วงแล้วมาในครั้งกระนั้นได้เป็นอย่างดี และช่วยเกื้อกูลสอดส่องความคิดที่จะดำเนินการต่อไปในวันข้างหน้า ศาสตราจารย์พิเศษธงทอง จันทรางศุ เลขาธิการสภาการศึกษา จึงได้นำต้นฉบับหนังสือเล่มนั้นมาปรับปรุงให้สมบูรณ์ขึ้น พร้อมกันนี้ก็ได้ขอให้อาจารย์ ดร.ชัชพล ไชยพร รองคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ช่วยตรวจสอบรวบรวมเอกสารเรื่องการจัดการศึกษาในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นอีกชุดหนึ่ง มีเนื้อความเกี่ยวเนื่องถึงกันกับหนังสือเล่มแรกที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น แล้วจัดพิมพ์เป็นสมุดสองเล่มประกอบกันเป็นชุด เรียกว่า หนังสือชุด “ปัญจมรัช และฉัฐราช กับการศึกษา” อันมีความหมายว่าพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 กับการศึกษา เพื่อเผยแพร่แก่สถานศึกษาและสาธารณชนทั่วไป เป็นเครื่องบูชาพระมหากรุณาธิคุณและเฉลิมพระเกียรติในอภิลักขิตกาลครั้งนี้
ในวันพฤหัสบดีที่ 21 ตุลาคม 2553 สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาจะได้จัดกิจกรรมทางวิชาการ ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดย ศาสตราจารย์พิเศษธงทอง จันทรางศุ จะปาฐกถาเรื่อง “สยามอารยะด้วยพระบารมี” ณ บริเวณระเบียงคด ณ วัดราชบพิธ เวลา 15.00 น. ซึ่งปาฐกถานี้จะได้นำเผยแพร่ซ้ำทางทรูวิชั่นส์ ช่อง TNN 2 ในวันที่ 23 ตุลาคม 2553 เวลา 14.00-15-00 และอีกครั้งในเวลา 21.00-22.00 น. ในโอกาสเดียวกันนี้สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาได้เชิญสถาบันการศึกษาที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงก่อตั้งขึ้น หรือมีนามของสถานศึกษาเกี่ยวเนื่องกับสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินพระองค์นั้นมารับมอบหนังสือชุดดังกล่าวด้วย

อนุกรรมการพัฒนาคุณภาพฯชี้ต้องปรับหลักสูตรการศึกษาภาคบังคับ เน้นอ่านออกเขียนได้
คณะอนุกรรมการนโยบายปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง(กนป.) ด้านการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาและเรียนรู้ จัดประชุมเพื่อจัดทำยุทธศาสตร์และมาตรการ ครั้งที่ 13/2553 ณ ห้องประชุมหิรัญญิกา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เสนอให้มีการปรับหลักสูตรการศึกษา เน้นคุณภาพผู้เรียน อ่านออกเขียนได้ ซึ่งจะนำเสนอ กนป. ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน
รองศาสตราจารย์ ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ ประธานคณะอนุกรรมการ กนป.ด้านการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาและเรียนรู้ กล่าวในที่ประชุมว่า เด็กไทยปัจจุบันยังขาดคุณลักษณะที่จำเป็นต่อการ พัฒนาบางประการ เช่น ขาดความรับผิดชอบ สมาธิสั้น ขาดความอดทนในการฝ่าฟันอุปสรรค มีจิตสาธารณะน้อยลง และคุณภาพเชิงวิชาการก็มีแนวโน้มลดลง ซึ่งจะเห็นได้จากผลสอบ O-Net ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในปีการศึกษา 2548 – 2552 ในวิชาภาษาไทย สังคมศึกษา ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์มีคะแนนเฉลี่ยทุกวิชาต่ำกว่าร้อยละ 50 ยกเว้นวิชาภาษาไทย ในปี 2549 และ 2550 ที่มีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 50.33 และ 50.70 ตามลำดับ
รศ.ดร.วรากรณ์ กล่าวต่อไปอีกว่า ในที่ประชุมได้เสนอให้มีการปรับหลักสูตรการศึกษาภาคบังคับเพื่อให้สอดคล้องต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษา สอดรับการตัวผู้เรียน โดยกำหนดหลักสูตรให้ผู้เรียนทุกช่วงชั้นเป็นคนดี มีความสามารถที่เหมาะสมกับช่วงวัย ส่งเสริมให้มีการพัฒนาตามวัยและสามารถอ่านออกเขียนได้ คิดเลขเป็นในช่วงชั้นที่ 1-2 และมีความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ในช่วงชั้นที่ 3-4 ทั้งนี้จะต้องปรับวิธีการสอนภาษาอังกฤษใหม่ให้นักเรียนสามารถนำไปใช้ได้จริง
ประธานคณะอนุกรรมฯ กล่าวและว่า ส่วนระดับอาชีวศึกษาเน้นความสามารถด้านวิชาชีพควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคม ระดับอุดมศึกษาเน้นความเป็นเลิศและการผลิตกำลังคนเพื่อแข่งขัน และส่งเสริมให้โอกาสในการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิต ปรับวิธีเรียน เปลี่ยนวิธีสอนให้ครู คณาจารย์ และผู้เรียนได้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริงด้วยกระบวนการปฏิบัติจริงด้วยกระบวนการวิจัย
“ในทุกช่วงชั้นจะต้องมีการปลูกฝังความเป็นพลเมืองโดยสอดแทรกกิจกรรมภาคปฏิบัติในทุกสาระของหลักสูตรและทุกกิจกรรมการเรียนรู้ เน้นการปฏิบัติจนเป็นวัฒนธรรมของโรงเรียน ให้แทรกซึมอยู่ในวิถีชีวิตของทุกคน ” รศ.ดร.วรากรณ์กล่าว


บทความจาก สกศ.

ไม่มีความคิดเห็น: