ข่าวการศึกษา

วันจันทร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

รางวัลงานวิจัยสตรี

นักวิจัยสตรีจาก มทร.ธัญบุรีคว้า 8 รางวัล จากการส่งผลงานร่วมประกวดในงาน Korea International Women's Invention Exposition 2010 (KIWIE 2010) ที่กรุงโซล ประเทศเกาหลี...

รศ.ดร.นำยุทธ สงค์ธนาพิทักษ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี เปิดเผยว่า ตามที่ มทร.ธัญบุรีได้ส่งผลงานร่วมประกวดในงาน Korea International Women's Invention Exposition 2010 (KIWIE 2010) ที่กรุงโซล ประเทศเกาหลี ซึ่งเป็นการประกวดงานวิจัยสิ่งประดิษฐ์ของนักวิจัยสตรี มี 109 หน่วยงาน จาก 31 ประเทศเข้าประกวด ปรากฏว่านักวิจัยสตรีจาก มทร.ธัญบุรีคว้า 8 รางวัล คือรางวัล KIWIE Award ได้แก่ ผศ.ดร.สิริแข พงษ์สวัสดิ์ และ น.ส.สุทธวรรณ สุพรรณ จาก "ถังปฏิกรณ์ชีวภาพแบบใช้แสงแนวตั้งสำหรับการเพาะเลี้ยงสาหร่ายเพื่อการผลิตพลังงานชีวภาพ" รางวัล KOTRA (Korea Trade-Investment Promotion Agency) ได้แก่ นางวีราภรณ์ ผิวสอาด จาก "ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ผลิตจากพลาสติกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม" รางวัลเหรียญเงิน 3 รางวัล ได้แก่ ผศ.ดร.วารุณี อริยวิริยะนันท์ และ น.ส.ธัญญนันท์ วรเศรษฐพงษ์ จาก "แผ่นกระเบื้องยางปูสนามภายนอกอาคารทำจากวัสดุยางธรรมชาติ คอมโพสิต" เหรียญทองแดง 3 รางวัล ได้แก่ นางรุ่งนภา ผลพฤกษา จาก "การออกแบบผลิตภัณฑ์หัตถกรรมเครื่องถมเงินลวดลาย 12 นักษัตร จ.นครศรีธรรมราช" น.ส.กิติยาพรรณ โพธิ์ล่าม, ผศ.สาคร ชลสาคร, นางอุไรวรรณ คำสิงหา และ ผศ.สุรเดช ชูพินิจรอบคอบ จาก "การพัฒนาแปรรูปสิ่งทอจากเปลือกโสน" ผศ.มาริน สาลี จาก "การพัฒนาแปรรูปอาหารจากโสน"

“บอร์ดคุรุสภา” ไฟเขียวใบประกอบวิชาชีพครู 11,479 ใบ

“บอร์ดคุรุสภา” ไฟเขียวใบประกอบวิชาชีพครู 11,479 ใบ เปิดทางบรรจุครูผู้ช่วยสพฐ. 1,354 อัตรา 69 เขตพื้นที่การศึกษา ด้าน สพท.41 เขต ส่ง 815 รายชื่อผู้สอบผ่านครู ไร้ใบอนุญาตฯผ่านแค่ 686 ราย

จากการที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เปิดสอบบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาตำแหน่งครูผู้ช่วยครั้งที่ 1/2553 สังกัด สพฐ.จำนวน 1,354 อัตรา จาก 45 สาขาวิชาเอกของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) 69 เขตพื้นที่การศึกษา โดยได้ประกาศผลการสอบแล้วปรากฏว่า มีผู้ที่สอบได้จำนวนมากมีเฉพาะใบรับรองสิทธิ แต่ไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ซึ่งคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ออกประกาศว่าผู้ที่จะมีสิทธิบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการตำแหน่งครูผู้ช่วยต้องใบอนุญาตฯ เท่านั้น ดังนั้น คุรุสภาได้แจ้งไปยัง สพท.ทั้ง 69 เขตพื้นที่ฯ ให้ส่งรายชื่อผู้สอบได้ทั้งหมด เพื่อตรวจสอบว่ามีคุณสมบัติครบตามมาตรฐานวิชาชีพหรือไม่ จากนั้นจะออกใบอนุญาตฯ เพื่อนำไปใช้ประกอบการบรรจุให้ทันตามกำหนดเวลานั้น

วันนี้ (31 พ.ค.) นายองค์กร อมรสิรินันท์ เลขาธิการคุรุสภา กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการคุรุสภา (นัดพิเศษ) ว่า คณะอนุกรรมการกลั่นกรองการออกและต่อใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา (เฉพาะกิจ) ได้เสนอให้ที่ประชุมพิจารณาบัญชีรายชื่อผู้ยื่นคำขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู 11,479 คน ซึ่งจำแนกเป็นรายชื่อของผู้สอบครูผู้ช่วยผ่าน และ สพท.ได้ส่งรายชื่อมาให้คณะกรรมการคุรุสภาอนุมัติใบอนุญาตฯ แล้ว 815 คน 41 เขตพื้นที่ฯ จากทั้งหมด 69 เขตพื้นที่ฯ ที่เปิดสอบ โดยที่ประชุมตรวจคุณสมบัติของรายชื่อที่เสนอมาแล้วมีมติเห็นชอบอนุมัติใบอนุญาตฯ ให้กับผู้ยื่นขอจำนวน 11,479 คน แบ่งเป็นผู้สอบครูผู้ช่วยผ่านที่ได้ยื่นมา 815 คน จาก 41 เขตพื้นที่ฯ ได้รับอนุมัติใบอนุญาตฯ 686 คน ใบอนุญาตปฏิบัติการสอน 8 คน เนื่องจากไม่มีประสบการณ์การสอนตามที่คุรุสภากำหนด ส่วน 121 คน ยังไม่ได้ยื่นเอกสารขอใบอนุญาตฯ

นายองค์กร กล่าวต่อว่า สำหรับรายชื่อ จำนวน 686 คน จาก 41 เขตพื้นที่ฯ ที่ได้รับอนุมัติใบอนุญาตฯ มีดังนี้ สพท.นครพนม เขต 2 จำนวน 1 คน, สพท.สมุทรสงคราม จำนวน 6 คน, สพท.สุรินทร์ เขต 2 จำนวน 61 คน, สพท.ระนอง จำนวน 1 คน, สพท.เลย เขต 3 จำนวน 2 คน, สพท.ตาก เขต 1 จำนวน 38 คน, สพท.ระยอง เขต 2 จำนวน 4 คน, สพท.ตราด จำนวน 28 คน, สพท.กำแพงเพชร เขต 1 จำนวน 8 คน, สพท.มหาสารคาม เขต 2 จำนวน 1 คน, สพท.สกลนคร เขต 2 จำนวน 3 คน, สพท.สระแก้ว เขต 1 จำนวน 26 คน, สพท.กรุงเทพฯ เขต 3 จำนวน 16 คน, สพท.เชียงใหม่ เขต 3 จำนวน 92 คน, สพท.ชัยนาท จำนวน 24 คน, สพท.กาฬสินธุ์ เขต 1 จำนวน 14 คน

สพท.อุทัยธานี เขต 2 จำนวน 55 คน, สพท.จันทบุรี เขต 2 จำนวน 39 คน, สพท.สระแก้ว เขต 2 จำนวน 12 คน, สพท.สุรินทร์ เขต 3 จำนวน 25 คน, สพท.นราธิวาส เขต 2 จำนวน 12 คน, สพท.อุดรธานี เขต 3 จำนวน 3 คน, สพท.ร้อยเอ็ด เขต 1 จำนวน 8 คน, สพท.สุราษฎร์ธานี เขต 2 จำนวน 1 คน, สพท.ประจวบคีรีขันธ์ เขต 2 จำนวน 12 คน, สพท.หนองคาย เขต 3 จำนวน 20 คน, สพท.อุบลราชธานี เขต 3 จำนวน 43 คน, สพท.แพร่ เขต 1 จำนวน 29 คน, สพท.สตูล จำนวน 4 คน, สพท.ปทุมธานี เขต 2 จำนวน 79 คน, สพท.นครราชสีมา เขต 4 จำนวน 8 คน, สำนักงานบริหารงานการศึกษาพิเศษ จำนวน 24 คน, สพท.พังงา จำนวน 3 คน, สพท.นครราชสีมา เขต 3 จำนวน 23 คน, สพท.อำนาจเจริญ จำนวน 11 คน, สพท.สุราษฎร์ธานี เขต 1 จำนวน 21 คน, สพท.ลำปาง เขต 1 จำนวน 20 คน, สพท.สระแก้ว เขต 2 จำนวน 11 คน, สพท.นครปฐม เขต 3 จำนวน 13 คน, สพท.ตรัง เขต 2 จำนวน 12 คน และ สพท. ระนอง จำนวน 4 คน

“ส่วนเขตพื้นที่ฯ อีก 28 แห่งที่ไม่ได้แจ้งรายชื่อมายังคุรุสภาก็ไม่สามารถดำเนินการออกใบอนุญาตฯ ได้ เพราะได้แจ้งไปแล้วว่าให้ สพท.ส่งรายชื่อมาให้ภายในวันที่ 31 พ.ค.เนื่องจากคณะกรรมการคุรุสภาจะประชุมนัดพิเศษในการอนุมัติใบอนุญาตฯ เพื่ออำนวยความสะดวกและให้ผู้สอบผ่านสามารถบรรจุทันตามกำหนดเวลา ซึ่งจากการวิเคราะห์ สพท.28 แห่งที่ไม่ได้แจ้งรายชื่อนั้นน่าจะเป็นกรณีผู้ที่สอบได้อันดับต้นๆ มีใบประกอบวิชาชีพอยู่แล้ว ดังนั้น จึงไม่ต้องยื่นขออีก ทั้งนี้ หาก สพท.ที่เหลือส่งรายชื่อหลังจากนี้มี 2 แนวทาง คือ 1.ประชุมนัดพิเศษเพื่ออนุมัติใบอนุญาตฯ อีกครั้ง และ 2.ต้องรอการประชุมในเดือนก.ค. ซึ่งหากเป็นแนวทางที่ 2 ก็จะไม่ทันการบรรจุแน่นอน” เลขาธิการคุรุสภา กล่าว

นายองค์กร กล่าวด้วยว่า สำหรับผู้ที่ได้รับอนุมัติใบอนุญาตฯ สามารถตรวจสอบรายชื่อในเว็บไซต์ของคุรุสภา และมารับเพื่อไปยื่นขอบรรจุได้เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.เป็นต้นไป หรือว่าจะให้จัดส่งตามที่อยู่ที่แจ้งไว้ในคำขอใบอนุญาตฯ

ศธ.เดินหน้าพัฒนาครูต้นแบบครู 3 หมื่นคน

สพฐ.จัดอบรมพัฒนาศักยภาพครู ที่มีผลประเมินอยู่ในระดับที่สูง 10% ประมาณ 30,000 คน เพื่อให้ครูเหล่านี้มาเป็นครูต้นแบบให้แก่ครูส่วนอื่น ตั้งเป้าจะอบรมกลางเดือนมิ.ย.นี้...

ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยความคืบหน้าการประเมินพื้นฐานความรู้ของครูเป็นรายบุคคลเพื่อใช้ในการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการประเมินผลการสอบประเมินความรู้ของข้าราชการครูประมาณ 4 แสนกว่าคนใน 8 กลุ่มสาระวิชาต่างๆ อาทิ คณิตศาสตร์ บรรณารักษ์ ภาษาไทย ซึ่งหลังจากประเมินผลเสร็จแล้ว สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จะจัดอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพครู ที่มีผลประเมินอยู่ในระดับที่สูง 10% หรือประมาณ 30,000 คน เพื่อให้ครูเหล่านี้มาเป็นครูต้นแบบให้แก่ครูส่วนอื่น ตั้งเป้าจะอบรมกลางเดือน มิ.ย.นี้ โดยมีคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย จัดอบรมให้ สำหรับครูที่เหลืออีก 4 แสนกว่าคน สพฐ.จะจัดอบรมอีเทรนนิ่งให้ในปีนี้เช่นเดียว กัน โดยจะแบ่งเป็นครูระดับกลางและระดับล่าง ส่วนผู้บริหารสถานศึกษาประมาณ 30,000 กว่าคนนั้นจะจัดอบรมเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม การประเมินความรู้ของครูและผู้บริหารสถานศึกษาทั่วประเทศนี้ผลคะแนนที่ออกมาจะไม่มีผลอะไรแต่จะเป็นประโยชน์ในการพัฒนาครู

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ตนได้มอบให้ สพฐ.จัดตั้งคณะกรรมการเพื่อขับ เคลื่อนการใช้หลักสูตรแกนกลางเพื่อพัฒนาการศึกษาในทศวรรษที่สอง ซึ่งมีแผนที่จะดำเนินการให้ชัดเจนเพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติ โดยมีเลขาธิการ กพฐ. เป็นประธาน โดยปีการศึกษา 2553 จะจัดทำแนวทาง แลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการพัฒนาคุณลักษณะของผู้เรียน จากนั้นจะทำเวิร์กช็อปเพื่อนำหลักสูตรแกนกลางมาใช้อย่างแท้จริง เพื่อบูรณาการหลักสูตรแกนกลางให้สอดคล้องกับกิจกรรมการเรียนการสอน การประเมินผลโดยเฉพาะสนองตอบต่อเป้าหมายที่ต้องการเห็นการจัดการศึกษาในอนาคต เพื่อเด็กได้มีการพัฒนาทุกด้าน

วันอาทิตย์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

การใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน

รมว.ศธ.กล่าวว่า ได้มอบให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ไปดำเนินการจัดตั้งคณะกรรมการ เพื่อขับเคลื่อนการใช้หลักสูตรแกนกลาง เพื่อพัฒนาการศึกษาในทศวรรษที่สอง ซึ่งมีแผนที่จะดำเนินการให้ชัดเจนเพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติ โดยมีเลขาธิการ กพฐ. เป็นประธาน

โดยในปีการศึกษา ๒๕๕๓ จะจัดทำแนวทาง แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ดำเนินการที่จะทำจุดมุ่งเน้นในการพัฒนาคุณลักษณะของผู้เรียน หลังจากนั้นก็จะได้ทำ Workshop เพื่อที่จะดำเนินการในการที่จะนำหลักสูตรแกนกลางมาใช้อย่างแท้จริงจะได้มีการบูรณาการหลักสูตรแกนกลางให้สอดคล้องกับกิจกรรมการเรียนการสอน การประเมินผล

โดยเฉพาะสนองตอบต่อเป้าหมายที่ต้องการเห็นการจัดการศึกษาในอนาคตนั้น ต้องเป็นการจัดการศึกษาที่ให้เด็กได้มีการพัฒนาทุกด้าน (เก่ง ดี มีความสุข) ทั้งเป็นส่วนที่มีเป้าหมายในการพัฒนาที่ชัดเจน (ใฝ่รู้ ใฝ่เรียน ใฝ่ดี คิดเป็นแก้ปัญหาเป็น มีศีลธรรม คุณธรรม มีความเป็นพลเมือง ยึดมั่นการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข)

เป้าหมายในการพัฒนาผู้เรียน จะต้องมีจุดเน้นที่ชัดเจน ดังนี้

ช่วงชั้นที่ ๑ (ป.๑ ถึง ป.๓) เน้นสอนให้เด็กอ่านออกเขียนได้ คิดเป็น เพื่อที่จะได้มีความรู้ความสามารถ ที่เป็นพื้นฐานในการที่จะศึกษาต่อ

ช่วงชั้นที่ ๒ (ป.๔ ถึง ป.๖) เน้นในเรื่องการอ่านคล่อง เขียนคล่อง คิดเลขคล่อง มีทักษะความคิด มีทักษะชีวิต เป็นการพัฒนาจากทักษะพื้นฐานในเรื่องการเรียนรู้ขึ้นมาในระดับหนึ่ง

ช่วงชั้นที่ ๓ (ม.๑ ถึง ม.๓) เน้นให้มีทักษะความคิดขั้นสูง มีทักษะชีวิต มีความสามารถในการแก้ไขปัญหาได้ มีทักษะในการใช้เทคโนโลยีในการเรียนรู้ร่วมกัน

ช่วงชั้นที่ ๓ (ม.๔ ถึง ม.๖) มุ่งเน้นที่จะให้ได้พลเมืองยุคใหม่ที่แท้จริง หมายถึง ผู้เรียนที่จะสำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ ต้องมีทักษะการคิดขั้นสูง มีทักษะชีวิตในสังคมในระบอบประชาธิปไตย สามารถที่จะแก้ไขปัญหาได้ สามารถใช้เทคโนโลยี แสวงหาความรู้ด้วยตนเอง

รมว.ศธ.กล่าวสรุปว่า จะได้มีการประสานงานกับคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง เพื่อนำประเด็นเหล่านี้ไปพิจารณา เพราะต้องการเห็นคุณสมบัติของเด็กไทยตามจุดเน้นในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน การขับเคลื่อนใช้หลักสูตรแกนกลางนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ต้องการให้ทุกภาคส่วนโดยเฉพาะองค์กรหลักใน ศธ.ได้ให้ความสำคัญและดำเนินการให้เกิดผลอย่างจริงจัง มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องต่อไป.

สมศ.เพิ่ม3เกณฑ์ตัวชี้วัดยืดหยุ่น

สมศ.เตรียมปรับตัวชี้วัดรอบ 3 อีกรอบ หลังทดลองประเมินพบยังมีข้อบกพร่อง ลดตัวชี้วัดที่ไม่จำเป็น เพิ่ม 3 เกณฑ์ที่ยืดหยุ่นสอดคล้องกับความเป็นจริงของแต่ละสถาบัน รองรับการปฏิรูปรอบการศึกษารอบใหม่ คาด 3 เดือนเสร็จ พร้อมประเมิน 61,510 แห่งทันที
ศ.ดร.ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์ ผู้อำนวยการสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) เปิดเผยว่า การประเมินคุณภาพภายนอกสถานศึกษารอบสาม ปี 2554-2558 จะมีสถานศึกษาเข้ารับการประเมินทั้งสิ้น 61,510 แห่ง ซึ่งที่ผ่านมา สมศ.ทดลองนำร่องใช้ระบบหลักเกณฑ์การประเมินฯ รอบสามของสถานศึกษาในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน การอาชีวศึกษาและการอุดมศึกษา ที่ได้มีซึ่งพบว่าการยกร่างมาตรฐานและตัวชี้วัดยังมีส่วนที่ต้องปรับปรุง อาทิ เรื่องการเก็บข้อมูลย้อนหลัง 3 ปี บางสถานศึกษาไม่มีข้อมูลเพื่อนำมาประกอบการประเมิน เป็นต้น ดังนั้น สมศ.นำข้อค้นพบที่ได้จากการนำร่องและข้อเสนอแนะจากผู้ทรงคุณวุฒิ มาปรับปรุงตัวชี้วัดใหม่ โดยจะลดปริมาณตัวชี้วัดเหลือเท่าที่จำเป็น และวัดในสิ่งที่เป็นไปได้ให้สอดคล้องกับการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สองและสถานการณ์บ้านเมืองที่เปลี่ยนไป
ผอ.สมศ.กล่าวต่อว่า สำหรับการประเมินฯ รอบสามได้กำหนดตัวชี้วัดเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1.ตัวชี้วัดพื้นฐานหรือตัวชี้วัดขั้นต่ำที่ไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานจำเป็นของทุกสถาบัน 2.ตัวชี้วัดอัตลักษณ์ โดยให้แต่ละสถาบันนำเสนอเอกลักษณ์ตามปรัชญา ปณิธาน พันธกิจ และจุดเด่น ซึ่งเป็นความต่างของแต่ละสถาบัน และยังแก้ปัญหาสถาบันที่บางแห่งเปิดมานาน บางแห่งเพิ่งเปิด ตลอดจนเรื่องการแบ่งประเภทของสถาบันได้ด้วย และ 3.ตัวบ่งชี้มาตรการส่งเสริม ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่ปรับเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ตามยุคสมัย หรือตามนโยบายภาครัฐ เพื่อให้สามารถตอบสนองนโยบายการขับเคลื่อนคุณภาพโดยรวม
"การประเมินฯ รอบสามจะประเมินผลเชิงบวก ซึ่งสถานศึกษาไม่ต้องกังวล เพราะในส่วนของตัวชี้วัดพื้นฐาน ก็ยังคงมาจากตัวชี้วัดเดิม ส่วนตัวบ่งชี้อัตลักษณ์ สถานศึกษาสามารถเสนอมาเองได้ ทั้งนี้การประเมินฯ รอบสามไม่จำเป็นต้องแจ้งให้สถานศึกษาทราบถึงตัวบ่งชี้ล่วงหน้า 1 ปี ก่อนการประเมินเหมือนในอดีตอีก ยกเว้นตัวชี้วัดพื้นฐาน ถ้าหากมีการเปลี่ยนแปลงก็จะบอกล่วงหน้า" ศ.ดร.ชาญณรงค์กล่าว และว่า อย่างไรก็ตามเมื่อเร็วๆ นี้คณะกรรมการบริหาร สมศ.ได้มีมติเห็นชอบให้ขยายเวลาการจัดทำตัวชี้วัดรอบสามออกไปอีก 3 เดือน จากเดิมที่กำหนดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนมิถุนายน 2553 ดังนั้นคาดว่าภายในวันที่ 30 กันยายน ทุกอย่างก็จะชัดเจนทั้งเรื่องตัวชี้วัด หลักเกณฑ์ใหม่ คู่มือผู้ประเมิน ตลอดจนคู่มือการรับการประเมิน และจะเริ่มออกประเมินฯ รอบที่สามได้ในเดือนมิถุนายน 2554.

ที่มา นสพ.ไทยโพสต์

วันเสาร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

"แผนที่จิตใจ" หรือ Mind maps

แผนที่ จิตใจ หรือ Mind maps เป็นวิธีการในการนำเสนอ "ความคิด" หรือ "คำสำคัญ" ให้ออกมาเป็นภาพหรือกราฟิกที่มองเห็นได้ เป็นวิธีการที่ใช้สำหรับการเรียนการสอนและการสื่อความคิด สรุปความคิด สรุปบทเรียนมานับพันปีแล้ว ปัจจุบันมีโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ใช้วิธีการนี้ทำให้สามารถนำเสนอ ความคิด หรือ คำสำคัญ ในเรื่องราวต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น โดยมีชื่อของโปรแกรมคอมพิวเตอร์หลากหลายที่ใช้แนวคิดการทำงานของ Mind maps และมีการตั้งชื่อที่ใช้คำว่า Mind และคำว่า Map ทั้งให้พ้องรูปและพ้องเสียง หรือ คล้ายกันเช่น My Map หรือ ใช้ตรง ๆ Mind Map เลยก็มี แต่สาระสำคัญคือ เป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ หรือ ซอฟต์แวร์ อันหนึ่งซึ่งเป็นเครื่องมือสำหรับการทำงานในลักษณะนี้ สำหรับภาษาไทยที่ใช้คำว่า "แผนที่จิตใจ" นั้นผู้เขียนเลือกใช้คำนี้เพราะน่าจะตรงกับความหมายมากที่สุดในขณะที่เขียน เรื่องนี้

ดังนั้นในปัจจุบัน "แผนที่จิตใจ" หรือ Mind maps จึงเป็นการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ และการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการนำเสนอคำสำคัญ ความคิด ภารกิจ หรือสิ่งใด ๆ ที่มีความเชื่อมโยงอยู่รายรอบกับ "ความคิดหลัก" หรือ "คำสำคัญ" นั้น โดยให้อยู่ในรูปของ แผนภาพ หรือ Diagram ที่สามารถเข้าใจได้ด้วยการมองเห็นด้วยตาเนื้อ

วิธีการอีกอย่างหนึ่ง ที่คล้ายกันกับ Mind maps คือ Concept maps หรือ "แผนที่ความคิด" เป็นแผนภาพ หรือ Diagram ที่แสดงความสัมพันธ์ของความคิดต่าง ๆ เป็นเครื่องมือกราฟิกอย่างหนึ่งที่ใช้สำหรับจัดระเบียบ และ นำเสนอองค์ความรู้ เทคนิควิธีการนี้เรียกว่า Concept Mapping ใช้เป็นมาตรฐานอุตสาหกรรมอย่างหนึ่งสำหรับการออกแบบและพัฒนาระบบสารสนเทศและ การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์โดยใช้ Unified Modeling Language (UML) นอกจากนี้ยังมีวิธีอื่นอีกที่มีความคล้ายกัน เช่น Topic map และ Road map เป็นต้น

การใช้ "แผนที่จิตใจ" หรือ Mind maps

การนำ วิธีการ "แผนที่จิตใจ" เสนอความคิดออกมาให้มองเห็นได้นั้น สามารถทำได้โดยการใช้ดินสอและกระดาษซึ่งเขียนด้วยลายมือ หรือพัฒนาไปสู่การใช้คอมพิวเตอร์ก็ตาม ล้วนเป็นการใช้ในฐานะที่เป็น "เครื่องมือ" หรือ Tools ทั้งสิ้น ดังนั้นเครื่องมือเหล่านั้นจึงขึ้นอยู่กับผู้ใช้เป็นสำคัญ

การที่วิธีการนี้เป็นวิธีการที่เรียกว่า "แผนที่จิตใจ" นั้นแสดงให้เห็นการสะท้อนภาพออกมาจากจิตใจของผู้ที่ต้องการสื่อสารให้ผู้ อื่นรับรู้ ซึ่งเป็นการนำเสนอสาระที่มาจากการระดมสมอง การใช้กระบวนการกลุ่มด้วยวิธีการต่าง ๆ จนถึงการใช้จินตนาการ และการคาดหมายตามความคิดหรือความเข้าใจของผู้ต้องการนำเสนอ

องค์ประกอบสำคัญของการนำเสนอด้วย "แผนที่จิตใจ" จึงตั้งอยู่บนฐานของความเห็น ความคิด เป็นสำคัญ โดยยังไม่เป็นการใช้ข้อมูลหรือความคิดที่เป็นจริงหรือพิสูจน์แล้วก็ได้ เพราะอาจใช้วิธีการ "แผนที่จิตใจ" นี้ในขั้นตอนของกระบวนการแสวงหาข้อสรุป หรือกระบวนการแสวงหาความรู้ความจริงต่อไป

วิธีการนี้ใช้เป็นเครื่องมือสำหรับการทำงานเพื่อการระดมสมอง เสนอความคิด สรุปบทเรียน เพื่อแสดงความสัมพันธ์ของปรากฏการณ์ เนื้อหา สาระ เวลา บุคคล รวมทั้งสิ่งต่าง ๆ เข้าด้วยกันตามความเข้าใจในขณะนั้นเท่านั้น

ปัญหา การใช้เครื่องมือ "แผนที่จิตใจ" (Mind maps)

ปัญหาการใช้เครื่อง มือนี้แยกได้เป็น 2 ประการ ได้แก่ การใช้เครื่องมือในการทำงาน และการใช้เครื่องมือเพื่อการเสนอแผนที่จิตใจต่อสาธารณะ

ประการแรก : ปัญหาการใช้เป็นเครื่องมือในการทำงานมีดังนี้

1. ผู้ใช้โปรแกรมอาจไม่เชี่ยวชาญถึงเทคนิคต่าง ๆ รวมทั้งข้อจำกัดและความสามารถที่มีอยู่ในโปรแกรม
2. ผู้ใช้อาจไม่เข้าใจสาระ ความคิดที่ต้องการสร้างแผนที่จิตใจอย่างถ่องแท้ ทำให้จัดวางความคิดหรือสาระในตำแหน่งที่ไม่ถูกต้อง
3. ผู้ใช้อาจไม่เข้าใจระดับความสัมพันธ์อันซับซ้อนที่ไม่ใช่เป็นลักษณะเชิงเส้น จึงจัดวางความสัมพันธ์ไม่ถูกต้อง และไม่อาจจัดระดับความสัมพันธ์ในหลายมิติได้
4. เครื่องมือนี้ต้องสอดคล้องกับหลักการของ Mind maps ที่ต้องมีความคิดหลัก หรือสาระสำคัญเป็นศูนย์กลาง โดยมีปัจจัยหรือองค์ประกอบอื่น ๆ รายล้อม
5. การใช้เส้นเพื่อโยงความสัมพันธ์ต้องชัดเจนไม่สับสน และแฝงด้วยความสมเหตุสมผลและสอดประสานกัน

ประการที่สอง : ปัญหาการใช้เป็นเครื่องมือในการนำเสนอต่อสาธารณะมีดังนี้

1. การใช้แผนที่จิตใจนำเสนอความคิดและประเด็นปัญหานั้น เมื่อทำแผนที่จิตใจเสร็จแล้วควรนำมาทบทวนในกลุ่มผู้ที่มีส่วนในการเสนอความ คิดเป็นอันดับแรก หลังจากทอดเวลาให้ผ่านไประยะหนึ่งประมาณ 2-3 วัน (ไม่นานกว่านั้น) เพื่อทบทวนและปรับปรุงแก้ไขให้เข้าใจตรงกันอีกครั้ง
2. เนื่องจากแผนที่จิตใจนั้น เป็นการสรุปย่อ ดังนั้นบุคคลที่ไม่อยู่ในกลุ่มการเสนอความคิดหรือกลุ่มที่มีสาระความรู้ เดียวกันจะไม่เข้าใจความเป็นมาและการจัดวางรวมทั้งการกำหนดตำแหน่งของกลุ่ม ความสัมพันธ์ต่าง ๆ ที่อยู่ในแผนที่จิตใจ
3. การนำเสนอแผนที่จิตใจ ควรมีประเด็นเดียว เป็นประเด็นหลักและอยู่ตรงกลางของแผนที่ด้วย จึงจะทำให้เข้าใจได้ง่าย อย่าลืมว่า การเลือกวิธีการนำเสนอด้วยแผนที่จิตใจนั้นเพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจ เพราะสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเนื้อ อย่าทำให้เข้าใจยาก
4. การถอดรหัส ถอดใจความของแผนที่จิตใจ ต้องใช้ความรู้ความสามารถที่ได้รับการฝึกฝนอบรมมาก่อนเป็นอย่างดีทั้งใน เรื่องของวิธีการของแผนที่จิตใจ และในเนื้อหาสาระที่นำเสนอ จึงจะสามารถเข้าใจและนำไปใช้ได้อย่างถูกต้อง การตีความและถอดรหัสแผนที่จิตใจไม่อาจใช้สำนึกทั่วไปของวิญญูชนในการตัดสิน คุณค่าหรือตีความสาระที่อยู่ในแผนที่จิตใจได้อย่างถูกต้องเสมอไป
5. แผนที่จิตใจไม่สามารถนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพกับการนำเสนอปัญหาที่มีความ ซับซ้อนเชิงโครงสร้าง เพราะข้อจำกัดในการนำเสนอนั้นไม่อาจแสดงถึงระดับของความสัมพันธ์ในหลายมิติ โปรแกรมแสดงความสัมพันธ์ได้เพียงมิติเดียวที่ไม่ซับซ้อนในโครงสร้างของความ คิดเท่านั้น

ดังนั้นการใช้เครื่องมือแผนที่จิตใจนี้และนำเสนอผลการ ใช้เครื่องมือนี้ต้องใช้ด้วยความระมัดระวังอย่างมากเพราะอาจถูกนำไปใช้อย่าง ไม่ถูกต้อง ผิดเจตนาและสร้างความเข้าใจคลาดเคลื่อนในการตีความจากแผนที่จิตใจได้ รวมทั้งอาจนำไปสู่การวิพากษ์และโจมตีโดยใช้เพียงสามัญสำนึกของวิญญูชนและยก เหตุผลประกอบได้อย่างน่าเลื่อมใส ทั้ง ๆ ที่การตีความและถอดรหัสความเข้าใจกับแผนที่จิตใจนั้นไม่อาจใช้สำนึกปกติหรือ สามัญสำนึกได้อย่างถูกต้องเสมอไป แต่ต้องเป็นการใช้ความรู้ ความเข้าใจประกอบการตีความและถอดความรวมทั้งถอดรหัสที่อยู่ในแผนที่ด้วย

แต่การพิจารณาตัดสินคุณค่าของสาธารณะนั้นหรือแม้แต่ศาลยุติธรรมเอง โดยมากแล้วจะใช้ฐานสามัญสำนึกของวิญญูชนเป็นสำคัญ ผู้นำเสนอจึงต้องเตรียมตัวรับผิดชอบต่อผลที่ตามมาอีกด้วย

อุทาหรณ์

ใน สนามแข่งขันยิงปืนระดับอุดมศึกษา นักศึกษาหญิงในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งถามอาจารย์ที่ปรึกษาชมรมยิงปืนว่า "ทำไมจึงต้องมีปืนหลายกระบอกหลายแบบ มีแบบเดียวไม่ได้หรือ มันก็ปืนเหมือนกัน ?" เป็นคำถามที่มีท่าทางแสดงถึงความอยากรู้อย่างบริสุทธิ์ใจ

อาจารย์ที่ ปรึกษาชมรมยิงปืนจึงได้ถามกลับไปว่า "ในบ้านเธอและในห้องครัวเธอมีมีดกี่เล่ม?" นักศึกษาตอบว่า "มีหลายเล่ม พ่อกับแม่ซื้อมามาก เป็นชุด ๆ เลย ก็มี" อาจารย์จึง อธิบายว่า "มีดแต่ละเล่มก็ใช้งานแต่ละอย่าง ถึงแม้จะมีมีดบางเล่มที่ใช้งานได้หลายอย่างแต่จะไม่ดีเท่ากับมีดที่ออกแบบมา สำหรับใช้เฉพาะงาน มีดปอกผลไม้ถ้าเอาไปใช้หั่นเนื้อ แล่เนื้อ หรือหั่นขนมปัง คงไม่ดีเท่ากับมีดที่ออกแบบมาสำหรับใช้หั่นเนื้อ หรือหั่นขนมปังโดยเฉพาะใช่ใหม"

นักศึกษายิ้มรับพยักหน้าและบอกว่า "อ้อ...เข้าใจแล้วค่ะ"

อาจารย์จึงอธิบายต่อไปว่า "ปืนที่มีหลายประเภท หลายชนิด และมีการแข่งขันยิงปืนหลายประเภทก็เช่นเดียวกัน เพราะแต่ละประเภทก็เหมาะกับงานแต่ละชนิด"

จากอุทาหรณ์ การเลือกเครื่องมือและใช้เครื่องมือในงานแต่ละประเภท ต้องเลือกประเภทและชนิดของเครื่องมือให้เหมาะกับงานจึงจะมีประสิทธิภาพ สูงสุด

สรุป

Mind maps จึงเป็นเครื่องมือที่ต้องระมัดระวังอย่างมากในการนำไปใช้นำเสนอความคิดหรือ ประเด็นปัญหาที่มีปัจจัยแห่งความเชื่อมโยงที่ซับซ้อนและมีความสัมพันธ์กันใน หลายระดับหลายมิติ โดยเพาะอย่างยิ่งเมื่อใช้นำเสนอให้กับบุคคลทั่วไป เพราะข้อจำกัดของตัวโปรแกรมและข้อจำกัดของตัวผู้รับสารอาจทำให้เกิดความคลาด เคลื่อนในการสื่อความหมายได้ ถ้าสามารถมารถเลือกใช้วิธีอื่นหรือเครื่องมืออื่นนำเสนอน่าจะเป็นทางเลือก ที่ดีกว่า

รองศาสตราจารย์ ดร.กฤษมันต์ วัฒนาณรงค์
ที่มา : เดลินิวส์

วันศุกร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

พระโอวาทวันวิสาขบูชา “สมเด็จพระสังฆราช”


“สมเด็จพระสังฆราช” ประทานพระโอวาท เนื่องในวันวิสาขบูชา เราทั้งหลายควรทำการบูชาและน้อมรำลึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรม และพระอริยสงฆ์ เพื่อน้อมนำมาเป็นที่พึ่งของตน เป็นแนวทางในการปฏิบัติดำเนินชีวิต เพื่อความสวัสดีและความสงบร่มเย็นแก่เพื่อนร่วมโลกสืบไป

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพระโอวาท เนื่องในวันวิสาขบูชา พุทธศักราช 2553

“วันวิสาขบูชา เป็นวันที่มีความสำคัญที่สุดสำหรับพุทธศาสนิกชนทั่วโลก เพราะเป็นวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน พระองค์ทรงเป็นพระบรมศาสดาผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระคุณอันประเสริฐ 3 ประการ คือ พระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ และพระมหากรุณาธิคุณต่อทวยเทพ มวลมนุษย์ และสรรพสัตว์ เนื่องด้วยพระพุทธศาสนามีคุณูประการอันใหญ่หลวง ซึ่งอำนวยประโยชน์เกื้อกูลความเจริญรุ่งเรือง และความสงบร่มเย็นแก่นานาอารยชนมาตลอดระยะเวลากว่า 2500 ปี เมื่อวันวิสาขบูชามาถึง ควรที่เราทั้งหลายจะได้ทำการบูชาและน้อมรำลึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมทั้งพระธรรม และพระอริยสงฆ์ เพื่อน้อมนำมาเป็นที่พึ่งของตน เป็นแนวทางในการปฏิบัติดำเนินชีวิต เพื่อความสวัสดีและความสงบร่มเย็นแก่เพื่อนร่วมโลกสืบไปขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย และบุญกุศล อำนวยให้ท่านเจริญด้วยสุขสิริสวัสดิ์พิพัฒนชัยมงคลตลอดไปโดยทั่วกัน”

ที่มา ASTVผู้จัดการออนไลน์ 28 พฤษภาคม 2553

วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

จุฬาราชมนตรี คนที่ 18

ภายหลัง นายสวาสดิ์ สุมาลยศักดิ์ จุฬาราชมนตรีคนที่ 17 ของประเทศไทย ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันพุธที่ 24 มีนาคม 2553 ณ โรงพยาบาลกรุงเทพ สิริรวมอายุได้ 94 ปี นอกจากความเศร้าเสียใจแล้ว สิ่งที่พี่น้องมุสลิมทั่วประเทศต่างเฝ้าคอยติดตามก็คือ ใครจะได้ขึ้นมาดำรงตำแหน่งจุฬาราชมนตรีในฐานะ ‘ประมุข’ ของมุสลิมในประเทศไทย ตามพระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ.2540 ที่ต้องมีการสรรหาจุฬาราชมนตรีคนใหม่

นายสวาสดิ์ สุมาลยศักดิ์ นั้นได้รับเลือกเป็นจุฬาราชมนตรี หลังนายประเสริฐ มะหะหมัด ถึงแก่อนิจกรรมปี 2540 จึงนับเป็นจุฬาราชมนตรีคนแรกที่ได้รับเลือกตั้งตามพระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ.2540 โดยมีการกำหนดคุณสมบัติของจุฬาราชมนตรีไว้ว่า 1 เป็นมุสลิมผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิด 2 มีอายุไม่ต่ำกว่าสี่สิบปีบริบูรณ์ 3 เป็นผู้มีความรู้ความเข้าใจในศาสนาอิสลามเป็นอย่างดี 4 เป็นผู้ประพฤติปฏิบัติตามบัญญัติแห่งศาสนาอิสลามโดยเคร่งครัด 5 เป็นผู้มีความสัมพันธ์อันดีกับทุกศาสนา 6 เป็นผู้มีความเลื่อมใสในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 7 ไม่เป็นหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลาย 8 ไม่เป็นผู้เคยถูกจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ 9 ไม่เป็นผู้ทุพพลภาพจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ไร้ความสามารถหรือมีจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ หรือเป็นโรคตามที่กำหนดในกฎกระทรวง 10 ไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ทั้งนี้ประมุขมุสลิมในประเทศไทยมีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา โดยจุฬาราชมนตรีคนแรกแต่งตั้งในสมัยพระเจ้าทรงธรรม คือ ‘เชค อะหมัด’ เป็นพ่อค้าวานิชชาวเปอร์เชีย นิกายชีอะห์ นับเป็น ‘ปฐมแห่งจุฬาราชมนตรี’ และเป็นต้นตระกูล ‘บุนนาค’ และจุฬาราชมนตรีตั้งแต่ยุคกรุงศรีอยุธยากระทั่งกรุงรัตนโกสินทร์ ล้วนแต่มาจาก ‘นิกายชีอะห์’ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นมุสลิม ‘สายสุหนี่’ ในยุคของ นายแช่ม พรหมยงค์ สมัยรัชกาลที่ 8

ห้วงที่มีการเสนอชื่อจุฬาราชมนตรีคนใหม่ ปรากฏว่ามีรายชื่อบุคคลที่เป็น ‘แคนดิเดท’ อยู่หลากหลายชื่อ กระทั่งคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด 39 จังหวัดทั่วประเทศ จำนวน 716 คน จากทั้งหมด 751 คน เข้าร่วมการประชุมครั้งประวัติศาสตร์ ณ ศูนย์บริหารกิจการศาสนาอิสลามแห่งชาติ คลอง 9 จ.ปทุมธานี เพื่อเลือกจุฬาราชมนตรีคนใหม่ โดยมีนายถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย ธีระ สลักเพชร รมว.กระทรวงวัฒนธรรม มานิต วัฒนเสน ปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการสรรหาจุฬาราชมนตรี มงคล สุระสัจจะ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมการปกครอง และผู้แทนเอกอัครราชทูตประเทศมุสลิม เข้าร่วมสังเกตการณ์

คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ได้นำเสนอรายชื่อผู้เข้ารับการสรรหาเป็นจุฬาราชมนตรีรวม 9 คน ประกอบด้วย นายสมาน มาลีพันธ์ นายอาศิส พิทักษ์คุมพล นายวินัย สะมะอูน นายอรุณ อีซอ นายอรุณ บุญชม นายอิมรอน มะลูลีม นายทวี นภากร นายทองคำ มะหะหมัด และนายอรุณ วันแอเลาะห์

ผลการลงคะแนนปรากฏว่า ‘อาศิส พิทักษ์คุมพล’ อายุ ๖๓ ปี ได้รับเลือกเป็นจุฬาราชมนตรีคนใหม่ ด้วยคะแนนสนับสนุนมากถึง 423 คะแนน

นายอาศิส พิทักษ์คุมพล นับเป็นตัวแทนจากภาคใต้คนแรกที่ได้รับเลือกเป็นจุฬาราชมนตรี ในฐานะพื้นเพเดิมเป็นชาวจังหวัดสงขลา เป็นบุคคลที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ทั้งยังดำรงตำแหน่งสำคัญๆ มากมาย อาทิ รองประธานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ประธานชมรมคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด 14 จังหวัดภาคใต้ อดีตสมาชิกวุฒิสภา ที่ปรึกษาสภาเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เคยร่วมเป็นคณะกรรมการอิสระไต่สวนข้อเท็จจริงกรณี ‘เหตุการณ์กรือเซะ’ และเหตุการณ์สลายการชุมนุม ‘ตากใบ’ โดยเฉพาะผลงานที่โดดเด่น คือ การเป็นแกนหลักประสานทั้งภาครัฐ การเมือง เอกชน และภาคประชาชน ดำเนินโครงการก่อสร้างมัสยิดกลางประจำจังหวัดสงขลา งบกว่า 143 ล้านบาท กระทั่งโครงการประสบความสำเร็จ ได้รับคำชื่นชมถึง ‘พลังสามัคคี’ และความสวยงามเชิงสถาปัตยกรรมที่โดดเด่น

วันพุธที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

หลักการสร้าง "วินัยเชิงบวก"

1. หลักการทำให้เป็นเรื่องใหญ่ การให้ความสนใจเชิงบวกกับเด็กๆ เวลามีพฤติกรรมที่เหมาะสม แทนพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ด้วยชมเชย ขอบคุณ กอด แต่การชม ควรเจาะจงพฤติกรรมไปเลย เช่น มังกรเก่งจังเลยที่หนูรอให้คุณแม่พูดจบก่อน แล้วหนูค่อยพูด หรือขอบคุณลูกนะคะที่ตื่นมาไม่ร้องไห้ รู้จักหน้าที่ ช่วยแม่เก็บของ เป็นต้น

2. หลักการให้ทางเลือกเชิงบวก การเสนอทางเลือกที่ยอมรับได้ให้เด็ก 2 ทาง และให้โอกาสให้เด็กตัดสินใจเลือกว่า จะทำตามทางเลือกไหน เช่น จะให้คุณพ่อ หรือ คุณแม่อาบน้ำให้ดีคะ

3. หลักการอะไรก่อน-หลัง การบอกเด็กๆ ให้ทำสิ่งที่จำเป็นต้องทำให้เสร็จก่อน แล้วถึงจะอนุญาตให้เด็กทำในสิ่งที่พวกเขาต้องการ เช่น เมื่อทานข้าวเสร็จแล้ว ไปเล่นกับเพื่อนได้ค่ะ ไม่ใช่บอกว่า "ถ้าไม่กินข้าว ก็ห้ามไปเล่น"

4. หลักการมองตา การนั่งลดระดับลงมาในระดับสายตาของเด็ก และใช้น้ำเสียงที่นุ่มนวลเวลาพูดคุยกับเด็ก ๆ เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์กับเด็ก ๆ และทำให้เด็กรู้สึกอบอุ่น และเป็นมิตรเวลาที่อยู่กับครู หรือพ่อแม่

5. หลักการกระซิบ การใช้เสียงกระซิบ หรือใช้เสียงเบา ๆ เมื่อต้องการเรียกความสนใจจากเด็ก ๆ และควบคุมให้ห้องเรียนมีความปกติ คุณครูอาจจะพูดเบา ๆ หรือร้องเพลงเบา ๆ ก็ได้ ลดการตะโกน หรือแข่งกับเสียงเด็ก หรือลูกจะเสียงดังมากในรถ ในบ้าน พ่อแม่อาจจะทำเป็นเสียงกระซิบคุยกัน จากนั้นเด็กจะเงียบ เพราะเขาสงสัยละ ว่าพ่อแม่คุยอะไรกัน

โดย ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร

วันอังคารที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

กรอบการขับเคลื่อนนโยบายพัฒนาการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ

รมว.ศธ.กล่าวว่า กรอบการขับเคลื่อนนโยบายพัฒนาการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ มีองค์ประกอบหลัก ๒ ส่วน ได้แก่

Roadmap ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการจะต้องดำเนินการให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ในฐานะที่เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง

กรอบทิศทางที่สอดคล้องกับนโยบาย ๘ ข้อของ รมว.ศธ. ซึ่งถือว่าเป็นจุดมุ่งเน้นที่สำคัญในการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ เพื่อให้ตอบสนองต่อการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง และตอบสนองต่อนโยบายพัฒนาการศึกษาของรัฐบาล

นอกจากนี้ รมว.ศธ.ได้เน้นย้ำเรื่องยุทธศาสตร์ของกระทรวงศึกษาธิการ ดังนี้

๑. การสร้างโอกาสทางการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต ทั้งนโยบายเรียนฟรี เรียนดี ๑๕ อย่างมีคุณภาพ การสร้างแหล่งเรียนรู้ราคาถูก การพัฒนาสถานศึกษา ๓ ดี (3D) ได้แก่ สถานศึกษามาตรฐานไปสู่สากล จำนวน ๕๐๐ โรง, สถานศึกษาดีระดับอำเภอ จำนวน ๒,๕๐๐ โรง และสถานศึกษาดีระดับตำบล จำนวน ๗,๐๐๐ โรง รวมทั้งมีการจัดตั้งสถานศึกษาที่เรียกว่าโรงเรียนดีประจำตำบล เพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพและมาตรฐานของสถานศึกษาขึ้นมา เพื่อให้โอกาสเด็กในชนบทได้เรียนในสถานศึกษาที่มีคุณภาพใกล้เคียง หรือมีความเสมอภาคกับโรงเรียนที่พัฒนาแล้ว

๒. การยกระดับคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา ตามนโยบายในการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง เป็นส่วนสำคัญที่จะมุ่งเน้นเรื่องของการสร้างเครือข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อพัฒนาการศึกษาอย่างจริงจัง (Ned Net) มีสถาบันเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาและเชื่อมโยงเครือข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศไปสู่การศึกษาในระดับต่างๆ นอกจากระดับอุดมศึกษา ระดับวิทยาลัยอาชีวศึกษา ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานแล้ว ก็ยังมีเครือข่ายการศึกษานอกโรงเรียนในระดับตำบลเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต และเพื่อสร้างแหล่งเรียนรู้ในชุมชนอย่างแท้จริง

๓. พัฒนาขีดความสามารถของประเทศ ได้ส่งเสริมให้มีองค์การความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี ส่งเสริมให้วิทยาลัยอาชีวศึกษาได้พัฒนาเป็นสถาบันการอาชีวศึกษา และส่งเสริมให้มีสถาบันพัฒนาคุณวุฒิวิชาชีพ เพื่อยกระดับฝีมือแรงงานขึ้นมา ในระดับของมหาวิทยาลัยก็ได้ส่งเสริมศักยภาพในการแข่งขัน ส่งเสริมในส่วนของมหาวิทยาลัยเพื่อการมีงานทำ และยกระดับมหาวิทยาลัยให้เป็นมหาวิทยาลัยระดับโลกต่อไป

๔. การพัฒนาการศึกษาเพื่อความมั่นคงของรัฐ มีนโยบายที่ชัดเจนในเรื่องการพัฒนาการศึกษาใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะการยกระดับการศึกษาในระดับศูนย์อบรมจริยธรรมวันอาทิตย์ การศึกษาในระดับฟัรดูอีน การพัฒนาเป็นปอเนาะต้นแบบ เพื่อส่งเสริมอิสลามศึกษาให้มีความเข้มข้นขึ้น ในส่วนของการศึกษาขั้นพื้นฐานก็ได้จัดหลักสูตรการศึกษาอิสลามแบบเข้มขึ้นมา จำนวน ๒๐๐ โรง และจะดำเนินการต่อเนื่องต่อไป

๕. การพัฒนาระบบบริหารจัดการและกฎหมายด้านการศึกษา เพื่อยกระดับและพัฒนามาตรฐานของครู พัฒนาครูทั้งระบบ สร้างขวัญและกำลังใจครู ตามนโยบายที่ได้กำหนดเอาไว้ การผลักดันพระราชบัญญัติเงินเดือน วิทยฐานะ ใบประกอบวิชาชีพครู ส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพของครู

รมว.ศธ.กล่าวสรุปว่า ได้มอบให้สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ไปบูรณาการกรอบ Roadmap ทั้งหมดที่ได้กำหนดไว้ ทั้งที่เป็นภาพรวมในการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง เพื่อให้สอดคล้องกับ Roadmap ที่จะต้องดำเนินการตามนโยบายเร่งด่วนของกระทรวงศึกษาธิการ ให้เห็นผลได้อย่างชัดเจนและเป็นทิศทางในการปฏิบัติงานร่วมกันต่อไป

Student Achievement Progress Award ( SAPA )

ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ( กพฐ.) เปิดเผยว่า ได้หารือกับผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ถึงแนวคิดการให้รางวัลแก่สถานศึกษาที่มีความก้าวหน้าอย่างโดดเด่นในการเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็ก หรือใช่ชื่อเรียกว่า Student Achievement Progress Award ( SAPA ) โดยแบ่งรางวัลเป็น 2 ประเภทได้แก่
1.รางวัลสำหรับสถานศึกษาที่มีการพัฒนาสู่ความเป็นเลิศแล้ว
2.รางวัลสำหรับสถานศึกษาที่อยู่ในระดับกลาง หรือต่ำกว่ามาตรฐาน โดยการประเมินจะพิจารณาจากความก้างหน้าของคตวามสำเร็จใน 3 ด้าน ดังนี้ ด้านความรู้ คุณลักษณะ และทักษะกระบวนการ


เลขาธิการกพฐ.กล่าวอีกว่า รายละเอียดของการประเมินนั้น ให้สำนักทดสอบทางการศึกษา ของ สพฐ.ไปศึกษาอยู่และทำรายละเอียดมาเสนอ ว่าจะกำหนดเกณฑ์ในการคัดเลือกและสร้างแรงจูงใจให้สถานศึกษาเข้าร่วมลักษณะใดบ้าง อย่างไรก็ตาม ในการประเมินนั้นจะต้องเชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานภายในต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเช่นผลประเมินจากสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) สถาบันทดสอบลทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) สำนักทดสอบทางการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นต้น

“ เป้าหมายของการสร้างรางวัล SAPA ขึ้นมา เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจครูและสถานศึกษา และเผยแพร่ผลงานของครูและสถานศึกษาที่มีบทบาทในการพัฒนาการศึกษา และพัฒนาผู้เรียน อย่างไรก็ตาม จะมีแรงจูงใจในรูปอื่น ๆ ด้วย โดยรางวัลนี้จะมีผลต่อการปรับขึ้นเงินเดือนของผู้บริหาร ครูมในสถานศึกษาที่ได้รับรางวัล และอาจเชื่อมโยงไปสู่การประเมินเลื่อนวิทยาฐานะ โดย สพฐ.อาจขอให้ ก.ค.ศ.นำรางวัลนี้มาเป็นผลงานประกอบการพิจารณาเลื่อนวิทยฐานะด้วย “ ดร.ชินภัทร กล่าว

วันจันทร์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ศธ.เร่งติดตามนโยบายช่วงเปิดภาคเรียน

รมว.ศธ.กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการได้มีการเตรียมความพร้อมก่อนเปิดภาคเรียน ปีการศึกษา ๒๕๕๓ โดยได้มอบให้องค์กรหลักดูแลและรับมือในเชิงรุกสำหรับช่วงเปิดภาคเรียนใหม่ เพื่อไม่ให้มีปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อการเรียนการสอนของนักเรียน ในประเด็นต่างๆ ดังนี้

โครงการเรียนฟรี เรียนดี ๑๕ ปีอย่างมีคุณภาพ ได้มอบหมายให้องค์กรหลักรายงานให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการรับทราบความคืบหน้าเป็นระยะทั้งในเรื่องการเรียนฟรี นมฟรี อาหารกลางวันฟรี ติวฟรี และเด็กพิการเรียนฟรีจากระดับประถมศึกษาจนถึงระดับอุดมศึกษา มาตรการทั้งหมดนี้กระทรวงศึกษาธิการได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมกราคม ๒๕๕๓ ซึ่งโรงเรียนที่เปิดภาคเรียนไปแล้วก็ได้มีการดำเนินการอยู่ในระดับเป็นที่น่าพอใจ มีบางส่วนที่จะต้องติดตามในภาพรวมต่อไป ได้แก่ โครงการหนังสือเรียนฟรี ที่จะต้องเร่งรัดให้มีการส่งมอบให้สถานศึกษาโดยเร็วที่สุด และให้สรุปรายละเอียดทั้งหมดของโครงการ รวมทั้งในกรณีที่มีการสละสิทธิ์การเรียนฟรี เพื่อจะนำเงินบริจาคดังกล่าวไปช่วยเหลือกับโรงเรียนขนาดเล็ก

การติดตามความเรียบร้อยในการรับนักเรียน นักศึกษา เข้าเรียนในปี ๒๕๕๓ ในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับปฐมวัย ระดับประถมศึกษาปีที่ ๑ ระดับมัธยมศึกษาปีที่ ๔ ระดับอาชีวศึกษา จนถึงระดับอุดมศึกษา

การทะเลาะวิวาท จะมีปัญหาในช่วงเปิดภาคเรียนใหม่ ขอให้โรงเรียนได้ทำความเข้าใจในช่วงที่ต้องฟื้นฟูประเทศ ต้องสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ ได้มอบหมายให้องค์กรหลักกำชับไปยังสถานศึกษาได้ทำความเข้าใจ ดูแล นักเรียนอย่างใกล้ชิดในช่วงเปิดภาคเรียนปี ๒๕๕๓

กิจกรรมรับน้องใหม่ ได้มอบให้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ไปดำเนินการประสานงานกับมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยในกำกับทั้งหมด ในเรื่องกิจกรรมรับน้องใหม่เพื่อให้เป็นกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างความปรองดองและสร้างความรู้รัก สามัคคีให้เกิดกับนักศึกษา และที่สำคัญจะต้องเป็นกิจกรรมที่ไปเสริมหลักสูตรให้เป็นประโยชน์กับนักเรียนนักศึกษาด้วย

ความประพฤติของครู ต้องกำชับให้ครูได้สละเวลาเพื่อที่จะจัดกิจกรรมปฐมนิเทศ กิจกรรมแนะแนว กิจกรรมที่ให้กำลังใจกับนักเรียนเพื่อให้มีความพร้อมในการเรียนในปีการศึกษา ๒๕๕๓ หากครูได้มีส่วนในการเข้าไปช่วยดูแลนักเรียนเป็นรายบุคคล ก็จะเป็นประโยชน์ในการจัดการเรียนการสอนได้มากขึ้น แต่ยังมีข้อกังวลกรณีที่ครูลงโทษนักเรียน ซึ่งจะต้องดำเนินการตามระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการฟ้องร้อง ดังนั้นจึงได้เน้นย้ำขอให้ครูทุกคนได้ให้ความสนใจในเรื่องเหล่านี้เป็นพิเศษ

การดูแลช่วยเหลือนักเรียนและนักศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์จลาจล แม้ว่าในช่วงดังกล่าวจะปิดภาคเรียน แต่อาจจะมีนักเรียน นักศึกษา ที่อยู่ในชุมชนต่างๆ ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม ผู้ปกครองอาจจะตกงาน มีปัญหาในเรื่องของอาคารสถานที่ที่ประกอบการถูกเผาหรือถูกทำลาย ดังนั้นได้กำชับให้สถานศึกษาได้เข้าไปช่วยประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และช่วยแนะนำให้ผู้ปกครองนักเรียนดังกล่าวได้เข้าสู่กระบวนการเยียวยาของรัฐบาล โดยการไปลงทะเบียนตามที่กำหนด เพื่อขอรับความช่วยเหลือ ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการได้มอบให้องค์กรหลักได้เน้นย้ำ ในเรื่องการช่วยเหลือดูแลนักเรียน นักศึกษา ไม่ว่าจะอยู่ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครหรือในพื้นที่จังหวัดอื่นๆ.

วันอาทิตย์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

การประชุมกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 4

รมว.ศธ.เปิดเผยว่าสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ได้รายงานความก้าวหน้า เรื่องการพัฒนาการศึกษาเพื่อสร้างความเป็นพลเมือง ซึ่งได้มอบเป็นนโยบายให้ไปดำเนินการในการตั้งคณะทำงานขึ้นมา เพื่อที่จะดำเนินการกำหนดยุทธศาสตร์ และขับเคลื่อนการใช้การศึกษาเพื่อสร้างความเป็นพลเมืองให้เกิดขึ้นอย่างจริงจังและพัฒนาอย่างยั่งยืน โดย สกศ. ได้รายงานความคืบหน้าว่าในขณะนี้ได้กำหนดยุทธศาสตร์ ๖ ด้าน ดังนี้
1. การปลูกฝังความรู้ ความเข้าใจ ความเป็นพลเมือง ให้กับกลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครอง ชุมชน รวมทั้งผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษา และนักการเมือง
2. ปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรความเป็นพลเมืองจากภาคทฤษฎีไปสู่การปฏิบัติ และนำไปสู่ความเชื่อมโยงกับการบูรณาการที่จะปรับปรุงหลักสูตร กิจกรรมการเรียนการสอน โดยเฉพาะเน้นการปฏิบัติจริงให้เกิดขึ้น
3. ส่งเสริมสถาบันการศึกษาทุกระดับ ให้มีบทบาทในการเตรียมคนรุ่นใหม่ ให้เป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
4. คัดเลือก และยกย่องบุคคลให้เป็นต้นแบบพลเมืองที่พึงประสงค์ เพื่อจะเป็นแบบอย่างของนักเรียน นักศึกษา และเยาวชนในอนาคต
5. สร้างเครือข่ายในการขยายผลที่จะใช้การศึกษาเพื่อสร้างความเป็นพลเมืองให้เกิดขึ้นกับการศึกษาทุกระดับ คือ ระดับปฐมวัย ประถมศึกษา มัธยมศึกษา การศึกษานอกโรงเรียนและการศึกษาตามอัธยาศัย อาชีวศึกษา จนถึงอุดมศึกษา ซึ่งจะต้องมีจุดเน้นที่แตกต่างกัน และให้เกิดคุณสมบัติตามวัตถุประสงค์ที่ได้กำหนดไว้ ในการที่จะสร้างความเป็นพลเมืองที่ดีในอนาคต
6. ระดมทรัพยากรจากทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม โดยให้ สกศ. ไปดำเนินการรวบรวมกิจกรรมหรือโครงการของแต่ละองค์กร ตลอดถึงบูรณาการงบประมาณที่มีอยู่เพื่อนำมาขับเคลื่อนในการพัฒนาการศึกษาเพื่อสร้างความเป็นพลเมืองให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริงต่อไป รวมถึงการจัดตั้งงบประมาณให้ทันในปีการศึกษา ๒๕๕๓

รมว.ศธ.กล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้รายงานเรื่องโครงการเรียนดี เรียนฟรี ๑๕ ปีอย่างมีคุณภาพ ในเรื่องความคืบหน้าของการผลิตหนังสือเรียน ซึ่ง สพฐ. ยืนยันว่าได้มีการผลิตหนังสือตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปี ๒๕๔๔ ที่ใช้ในชั้น ป.๒, ป.๓, ป.๕, ป.๖ และ ม.๒, ม.๓, ม.๕, ม.๖ โดยผลิต ๘ กลุ่มสาระ รวมภาษาจีนอีก ๑ สาระ ดำเนินการเสร็จแล้วร้อยละ ๙๓ สำหรับการผลิตหนังสือตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปี ๒๕๕๑ ซึ่งเริ่มใช้ในปีการศึกษา ๒๕๕๓ ในชั้น ป.๑, ป.๔, ม.๑, ม.๔ โดยผลิต ๘ กลุ่มสาระ รวมภาษาจีนอีก ๑ สาระ ดำเนินการเสร็จแล้วร้อยละ ๙๒

โดยจำนวนหนังสือทั้งหมดนั้นผลิตโดยโรงพิมพ์องค์การค้า สกสค.จำนวน ๒๖ ล้านเล่ม และผลิตโดยสำนักพิมพ์เอกชนจำนวน ๑๙ ล้านเล่ม ซึ่งคาดว่าในส่วนที่เหลือจะสามารถจัดส่งได้ครบภายในวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ซึ่ง รมว.ศธ.ได้กำชับให้ สพฐ.ไปตรวจสอบการดำเนินการของสถานศึกษา ในการรับหนังสือเรียนจากร้านค้าตัวแทนที่ได้ทำการจัดซื้อจัดจ้างไว้ และรายงานให้กระทรวงศึกษาธิการทราบทุกวันจันทร์ ภายในเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๓ เพื่อจะได้ติดตามกระบวนการในการส่งมอบหนังสือเรียนให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้

รมว.ศธ.ยังได้มอบให้ สพฐ.ไปเตรียมการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการเชิญชวน การสละสิทธิ์ หรือบริจาคสิทธิ์โครงการเรียนฟรี เพื่อจะไปจัดสรรให้กับโรงเรียนขนาดเล็กที่ด้อยโอกาส ซึ่งภายในต้นเดือนมิถุนายน ๒๕๕๓ จะได้ตัวเลขที่ชัดเจน นอกจากนี้ได้เน้นย้ำให้องค์กรหลักที่มีส่วนในการนำงบประมาณจำนวน ๗๘,๐๐๐ ล้านบาท เกี่ยวกับโครงการเรียนฟรี เรียนดี ๑๕ ปีอย่างมีคุณภาพ ไปติดตามขับเคลื่อนในส่วนที่เป็น ๕ ฟรีทั้งหมดให้เกิดประสิทธิภาพและให้นักเรียนได้รับประโยชน์สูงสุด ไม่ว่าจะเป็นค่าเล่าเรียน หนังสือเรียน เครื่องแบบนักเรียน คนพิการเรียนฟรี และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ทั้งหมดนี้จะมีการติดตาม ตรวจสอบ เพื่อให้การดำเนินตามโครงการนี้เกิดประสิทธิภาพต่อไป.

วันเสาร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ศธ.รับงบปี'54 เฉียด 4 แสนล้าน เพิ่มจากปีที่แล้ว 4 หมื่นล้าน

"ชินวรณ์" เผยศธ.รับงบปี'54 เฉียด 4 แสนล้าน เพิ่มจากปีที่แล้ว 4 หมื่นล้าน สพฐ.ได้รับจัดสรรมากสุดกว่า 2.5 แสนล้าน พร้อมกระจายงบเดินหน้าหลายโครงการ ขับเคลื่อนปฏิรูปฯ รอบ 2

วันนี้(21 พ.ค.) นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหาร 5 องค์กรหลักเมื่อเร็วๆ นี้ว่า ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาเตรียมการชี้แจงงบประมาณ รายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 ตามร่างพ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายปี 2554 ของ ศธ.ซึ่งจะพิจารณาในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ระหว่างวันที่ 26-27 พ.ค.นี้ โดยในปีนี้ ศธ.ได้รับงบประมาณจำนวน 388,050 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มจากปีงบประมาณ 2553 จำนวน 41,333 ล้านบาท หรือร้อยละ 11.92 โดยแยกงบประมาณตามหน่วยงานองค์กรหลัก ดังนี้ สำนักงานปลัด ศธ. ได้รับ 41,234 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.26% สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา(สกศ.) 310 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.27% สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) 241,407 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.18% สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) 22,284 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.61% และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) 79,695 ล้านบาท เพิ่มขึ้น19.33%

สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ได้รับ 298 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 56.82% สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการ ศึกษา(สกสค.) 209 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37.05% ร.ร.มหิดลวิทยานุสรณ์ 318 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.32% สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการลงทุน 50 ล้านบาท เพิ่มขึ้น17.11% สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) 659 ล้านบาท เพิ่ม 56.23% สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) 1,586 ล้านบาท เพิ่มขึ้น15%

นายชินวรณ์ กล่าวด้วยว่า งบประมาณที่ ศธ.ได้รับเพิ่มขึ้นจะนำไปดำเนินการในโครงการสำคัญต่างๆ อาทิ โครงการพัฒนาคุณภาพการศึกษาและมาตรฐานการศึกษาเพื่อการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง 8,681 ล้านบาท โครงการยกระดับคุณภาพครูทั้งระบบ 2,757 ล้านบาท โครงการผลผลิตผู้ได้รับการสนับสนุนทุนการศึกษา 1,328 ล้านบาท โครงการโรงเรียนดีต้นแบบระดับตำบล 1,274 ล้านบาท โครงการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาฯ 967 ล้านบาท โครงการจัดตั้งมหาวิทยาลัยพะเยา 668 ล้านบาท โครงการ พัฒนาคุณภาพการศึกษาผ่านระบบสารสนเทศ 282 ล้านบาท โครงการผลิตครูพันธุ์ใหม่ 136 ล้านบาท โครงการจัดตั้งสถาบันอาชีวศึกษา 57 ล้านบาท ทั้งนี้เมื่อแยกงบประมาณที่ได้รับทั้งหมดของศธ.จะแยกเป็นงบประมาณด้าน บุคลากร 203,802 ล้านบาท หรือ 52.52 % ชองงบประมาณทั้งหมด งบดำเนินการ 28,562ล้านบาท หรือ 7.36% งบลงทุน 25,802ล้านบาท หรือ6.65% งบเงินอุดหนุนการศึกษา 124,512 ล้านบาท หรือ 32.09% และงบประมาณรายจ่ายอื่นๆ 5,371ล้านบาท หรือ 1.38%

วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ความเป็นมาของ สิทธิมนุษยชน และสิทธิขั้นพื้นฐาน

สิทธิมนุษยชน และสิทธิขั้นพื้นฐาน (Human Rights and Fundamental Rights)
เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองได้ยุติลงเมื่อ พ.ศ. 2488 (ค.ศ. 1945) โดยชัยชนะของฝ่ายสัมพันธมิตรที่มีสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย เป็นผู้นำนั้น

สงครามโลกครั้งที่สองได้นำความหายนะมาสู่ชีวิตและทรัพย์สินของหลายประเทศทั่วโลก ชาวโลกได้ประจักษ์ถึงความทารุณโหดร้ายของพรรคนาซีเยอรมันที่ได้ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวหลายล้านคนและกระทำการย่ำยีประชาชนทุกประเทศที่เยอรมันเข้ายึดครอง

การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ การย่ำยีสิทธิสตรี เด็ก ถือเป็นการทำลายศักดิ์ศรีมนุษย์อย่างชัดเจน หัวหน้ารัฐบาลประเทศพันธมิตรต่างเห็นพ้องต้องกันว่าจะต้องแสวงหามาตรการที่เป็นรูปธรรมป้องกันมิให้มีการทำลายศักดิ์ศรีของมนุษย์เกิดขึ้นอีก

ภายหลังการก่อตั้งองค์การสหประชาชาติเมื่อในวันที่ 15 เมษายน 2488 มีการรับรองกฎบัตรสหประชาชาติ ( UN Charter ) โดยมติที่ประชุมใหญ่ ในกฎบัตรนี้มีความหมายหลายตอนที่แสดงถึงความมุ่งมั่นของสหประชาชาติในการทำหน้าที่ส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน

เดือนตุลาคม พ.ศ. 2489 สหประชาชาติได้ตั้งคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน (The Commission on Human Rights ) ให้อยู่ภายใต้คณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคม ( Economic and Social Council หรือ ECOSOC )

เดือนมกราคม พ.ศ. 2490 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนได้เรียกประชุมเป็นครั้งแรกและได้แต่งตั้งคณะกรรมการยกร่างเอกสารสหประชาชาติเพื่อคุ้มครองสิทธิมนุษยชน โดยแบ่งออกเป็น 3 ชุด ชุดแรก จัดทำร่างปฏิญญา ( Declaration ) ชุดที่สอง จัดทำอนุสัญญา ( Convention ) ชุดที่สาม ศึกษาปัญหาการเมืองระหว่างประเทศ

คณะกรรมการยกร่างปฏิญญาได้มีการประชุมกันหลายครั้งและได้นำเสนอร่างปฏิญญาให้สมัชชาใหญ่สหประชาชาติลงมติยอมรับและประกาศปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2491 ด้วยคะแนนเสียง 48 คะแนนเสียง ไม่มีเสียงคัดค้าน และประเทศกลุ่มคอมมิวนิสต์ทั้งหมด ซาอุดิอาระเบีย และอัฟริกาใต้ งดออกเสียง สำหรับประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ให้การรับรอง

ที่มา คณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติ แรงงานข้ามชาติและผู้พลัดถิ่น สภาทนายความ

วันอังคารที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

พ.ร.ก.จัดตั้งสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ อาชีวะ

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ก.) จัดตั้งสถาบันพัฒนาคุณวุฒิวิชาชีพของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ซึ่งเป็นองค์กรมหาชนที่จัดตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและทักษะชีวิตของแรงงานโดยเฉพาะการประเมินมาตรฐานทักษะฝีมือด้านวิชาชีพของนักศึกษาสังกัด สอศ.ตามแผนปฏิรูปการศึกษาในรอบ 2 โดยหลังจากนี้ ศธ.จะนำร่าง พ.ร.ก.ฉบับนี้เสนอต่อสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อให้พิจารณาตรวจสอบในรายละเอียดก่อนนำเข้าครม.เพื่อขอความเห็นชอบประกาศบังคับใช้อีกครั้ง

“ผมคิดว่าคณะกรรมการกฤษฎีกาคงใช้เวลาพิจารณาร่าง พ.ร.ก.จัดตั้งสถาบันพัฒนาคุณวุฒิวิชาชีพระยะหนึ่งเพราะปัจจุบันมีกฎหมายมาตรฐานแรงงานของกระทรวงแรงงานอยู่ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ระบุถึงมาตรฐานแรงงานขั้นต่ำ และค่าตอบแทน อย่างไรก็ตาม ร่าง พ.ร.ก.จัดตั้งสถาบันพัฒนาคุณวุฒิวิชาชีพของ สอศ.นั้น ไม่ได้ไปซ้ำซ้อนกับกฎหมายดังกล่าว เพราะสถาบันพัฒนาคุณวุฒิวิชาชีพของสอศ.มุ่งเน้นในส่วนของนักศึกษาอาชีวศึกษา”รมว.ศธ.กล่าว

นายชินวรณ์ กล่าวอีกว่า ครม.ยังเห็นชอบรับรองหนังสือความร่วมมือระหว่างเครือข่ายมหาวิทยาลัยอาเซียน ซึ่งเป็นความร่วมมือในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในสมาคมอาเซียนและอนุมัติให้ รมว.ศธ.ลงนามในหนังสือดังกล่าว อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้เป็นไปตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญปี 2550 เพราะเป็นการลงนามข้อตกลงระหว่างประเทศ จะต้องนำเสนอขอความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรก่อน เมื่อสภาเห็นชอบแล้ว รมว.ศธ.จึงจะลงนามได้ ทั้งนี้ จะเร่งเสนอเรื่องนี้ต่อสภาฯโดยเร็วที่สุดก่อนปิดประชุมสภา

“ชาญวิทย์” คุม สช.
นายเฉลียว อยู่สีมารักษ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานปลัด ศธ.ได้ประกาศรับสมัครคัดเลือกข้าราชการ เพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผอ.สถาบันพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา, ผอ.ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และ ผอ.สำนักบริหารงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) นั้น คณะกรรมการสรรหาที่มี นายนิวัตร นาคะเวช รองปลัด ศธ. เป็นประธาน ได้เสนอรายชื่อผู้ที่มีความเหมาะสมในแต่ละตำแหน่งๆ ละ 3 รายชื่อ มาให้พิจารณาคัดเลือก ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ได้ทำการพิจารณาคัดเลือก โดยเลือกผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็น อันดับที่ 1 ของแต่ละตำแหน่ง และได้ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งเรียบร้อยแล้ว

ปลัด ศธ. กล่าวต่อไปว่า ผู้ที่ได้รับการคัดเลือก ประกอบด้วย 1.นายชาญวิทย์ ทับสุพรรณ นักวิชาการศึกษา สำนักบริหารยุทธศาสตร์และบูรณาการการศึกษาที่ 10 (ภูเก็ต) เป็น ผอ.สำนักบริหารงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน 2.น.ส.มยุรี รัตนมุง นักวิชาการศึกษา ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เป็น ผอ.ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และ 3. นายประณีต ศรีศักดา นักทรัพยากรบุคคลสถาบันพัฒนาครู คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา เป็น ผอ.สถาบันพัฒนาครู คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา

สำหรับ ตำแหน่งรองเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.)นั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการส่งเรื่องให้คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน(ก.พ.)พิจารณาว่า ข้าราชการครูที่สมัครเข้ารับการคัดเลือกในตำแหน่งดังกล่าวจะมีคุณสมบัติตรงตามหลักเกณฑ์ของตำแหน่งหรือไม่ หาก ก.พ.ตอบกลับมาเมื่อใด ภายใน 1 สัปดาห์ ก็จะสามารถพิจารณาได้ทันที

ช่องว่างทางปัญญา

...นักบินบางคนที่เก่งมาก ฉลาดมากหรือเป็นอัจฉริยะ เขาจะเชื่อมั่นตนเองมากจนไม่เชื่อคำแนะนำจากหอบังคับการหรือเครื่องมือ วัด...

...ผู้บริหารบางคนที่เก่งมาก ฉลาดมากหรือเป็นอัจฉริยะ เขาจะเชื่อมั่นตนเองมากจนไม่เชื่อใคร...

ความแตกต่าง ระหว่างบุคคล

สมรรถนะทางปัญญาของมนุษย์นั้นมีความแตกต่างกัน ถือเป็นความแตกต่างระหว่างบุคคล และเป็นสิ่งที่นักการศึกษาทั้งหลายยอมรับว่ามีอยู่จริงและมีการกระจายเป็น โค้งปกติ ถ้าแบ่งเป็นกลุ่ม ๆ จะมีประมาณ 5 กลุ่ม ได้แก่กลุ่มที่มีสมรรถนะทางปัญญามากที่สุดระดับอัจฉริยะมีอยู่ประมาณ 3 เปอร์เซ็นต์ กลุ่มสมรรถนะทางปัญญามากมีประมาณ 13 เปอร์เซ็นต์ กลุ่มปานกลาง มีประมาณ 68 เปอร์เซ็นต์ กลุ่มที่มีสมรรถนะทางปัญญาค่อนข้างน้อยมีประมาณ 13 เปอร์เซ็นต์ และกลุ่มที่มีสมรรถนะทางปัญญาต่ำสุดประมาณ 3 เปอร์เซ็นต์

การคัดเลือกนักบินไม่นิยมคัดเลือกคนที่เก่งมาก ฉลาดมาก เข้าเป็นนักบิน โดยเฉพาะคนที่อยู่ในกลุ่ม อัจฉริยะ 3 เปอร์เซ็นต์นั้น เพราะอาจทำให้ "เครื่องบินตก" หรือ มีปัญหาในการควบคุมการบินได้ เพราะเขาจะเชื่อมั่นตนเองมากจนไม่เชื่อคำแนะนำจากหอบังคับการหรือเครื่องมือ วัด นักบินที่ดีจึงไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ที่มีสมรรถนะทางปัญญาสูงมาก แต่ก็ไม่ต้องการคนที่มีสมรรถนะทางปัญญาต่ำกว่าเฉลี่ยเช่นกัน กลุ่มคนที่เหมาะสมเป็นนักบินจึงเป็นกลุ่ม 13 เปอร์เซ็นต์ที่มีสมรรถนะทางปัญญามากก็เพียงพอแล้ว

เพราะคนที่มีสมรรถนะทางปัญญามากมีแนวโน้มจะมีความเชื่อมั่นในตนเองสูง ไม่ค่อยจะรับฟังใคร เพราะเชื่อว่าตนเองมีภูมิปัญญาสูงกว่า โดยอนุมานเอาจากหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า ความรู้ วิทยาการ และกระบวนการศึกษาอบรมที่ตนได้รับมานั้นมีมากกว่า ดีกว่าคนอื่น ๆ ดังนั้นความรู้ ความเข้าใจ ความคิดเห็นของตนจึงดีกว่า ถูกต้องกว่าคนอื่นเสมอ

ผู้บริหารบางคนที่มีความฉลาด และคิดว่าตนเองได้รับการศึกษาอบรมมามากกว่าคนอื่น หรือดีกว่าคนอื่นเขาจะมีความเชื่อมั่นในตนเองมาก ไม่ค่อยเชื่อใคร การเกิดความมั่นใจในตนเองอาจมาจากผลงานความสำเร็จต่าง ๆ บรรยากาศที่เอื้ออำนวย สรรเสริญเยินยอ และสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ รวมทั้งการเลี้ยงดูของครอบครัว ถ้าเป็นนักศึกษาที่มีลักษณะเช่นนี้จะตอบคำถามในส่วนของการตัดสินคุณค่าต่าง ๆ ผิดไปจากนักศึกษากลุ่มอื่น ในขณะที่ระบบการศึกษาพยายามส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความคิดสร้างสรรค์ เสริมสร้างความมั่นใจ และความเชื่อมั่นในตนเอง ในขณะเดียวกันก็พยายามให้เชื่อถือและศรัทธาค่านิยม หรือ บรรทัดฐานของสังคมโดยรวมไปด้วย ซึ่งหมายถึงการให้ความสำคัญกับความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่นั่นเอง แต่ผู้บริหารบางคนที่เก่งมากอาจไม่สนใจผู้อื่นหรือคนส่วนมากยังคงยึดมั่นใน ความคิดของตนเองว่าถูกต้องดีงามเสมอ

การคัดเลือกผู้บริหารนั้นสังคม ต้องการผู้บริหารที่มีระดับสมรรถนะทางปัญญาเหมือนกับหรือเทียบเท่ากับนักบิน ก็น่าจะเพียงพอแล้วเช่นกัน ส่วนผู้ที่เป็นอัจฉริยะนั้นเหมาะที่จะเป็นผู้นำมากกว่าเป็นผู้บริหาร

ช่องว่างทางปัญญา

ช่องว่างทางปัญญาของกลุ่มคนในสังคมเริ่มมีมากขึ้น เมื่อมีข้อมูล และข่าวสารที่ต้องใช้สมรรถนะทางปัญญาในการคิดวิเคราะห์ และตัดสินคุณค่าต่าง ๆ ผลของการตัดสินคุณค่าในแต่ละกลุ่มคนจะแตกต่างกันด้วยตามระดับสมรรถนะของสติ ปัญญาอย่างไรก็ตามเมื่อถึงเวลาที่ต้องเลือกใช้ผลของการตัดสินคุณค่าใดๆ อันจะมีผลต่อสังคมโดยรวมแล้ว เสียงข้างมากจะถูกนำมาใช้ นั่นหมายถึงเสียงของคนส่วนใหญ่ 68 เปอร์เซ็นต์ที่อยู่ตรงกลางจะเป็นเสียงตัดสินในระบอบประชาธิปไตย ถ้ากลุ่มนี้มีความเห็นสอดคล้องกับการตัดสินคุณค่าอย่างไร หรือของใคร สังคมมักจะใช้ผลการตัดสินคุณค่าจากกลุ่มใหญ่นั้น ถ้ามีการต่อต้านจากกลุ่มอื่นก็จะเป็นกลุ่มที่มีสมรรถนะทางปัญญาที่สูงกว่า หรือต่ำกว่าซึ่งมีความคิดเห็นที่แตกต่างไปจากคนส่วนใหญ่ ซึ่งความเห็นของกลุ่มต่อต้านนั้นอาจจะถูกต้อง ดีงามประเสริฐสุดก็ตาม แต่ยังไม่ถึงเวลาที่จะนำมาใช้ ถือว่าผิดกาละ

แต่อย่างไรก็ตามการต่อต้านความคิดของคนกลุ่มน้อยที่มีต่อคนกลุ่มใหญ่นั้นเป็นปกติวิสัยในสังคม มนุษย์และนำมาสู่การขัดแย้งและทำลายล้าง ถ้าคนกลุ่มน้อยนั้นถึงแม้จะมีปริมาณน้อยแต่ถ้ามีกำลังมากก็สามารถสร้างความ เสียหายให้กับสังคมได้อย่างมากเช่นกัน กงล้อของพัฒนาการทางสังคมมีการหมุนเวียนเป็นวัฏจักร ไม่สามารถจะหลีกหนีพ้น ประวัติศาสตร์จึงซ้ำรอยและจะเป็นอย่างนี้ตลอดไปตราบใดที่มีมนุษย์อยู่ เพราะมนุษย์มีความแตกต่างกันทางสมรรถนะทางปัญญา และเป็นความแตกต่างที่จะคงมีอยู่ในมนุษย์ตลอดไปเช่นกัน

การ ลดช่องว่างทางปัญญา

การให้การศึกษาเป็นกระบวนการหนึ่งที่ใช้ สำหรับการลดช่องว่างทางปัญญา แต่กระบวนการศึกษาไม่สามารถเปลี่ยนสมรรถนะทางปัญญาที่มีอยู่ในตัวของมนุษย์ ได้ การให้การศึกษาในปัจจุบันจึงเป็นเพียงการให้ข้อมูล สาระ ความรู้ รวมทั้งปลูกฝังความเชื่อและศรัทธาให้เกิดขึ้นกับมนุษย์เป็นสำคัญ

การ ลดช่องว่างทางปัญญาโดยการเปลี่ยนสมรรถนะทางปัญญาของมนุษย์จึงไม่ใช่เป้าหมาย ของการศึกษา แต่เป็นการส่งเสริมให้ใช้สมรรถนะที่มีอยู่นั้นให้เกิดประสิทธิภาพและ ประสิทธิผลสูงสุดตามกำลัง และความสามารถของแต่ละคน รวมทั้งควรรู้จักประมาณตนเองด้วยว่าควรจะมีความพอเพียงแค่ไหน

การลด ช่องว่างด้วยการศึกษาเป็นการลดช่องว่างด้วยการที่ให้มีการจัดการให้ข้อมูล ข่าวสาร รวมทั้งความรู้ต่าง ๆ ให้ได้รับการเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมกัน เป็นการลดช่องว่างของผลจากการใช้ปัญญาในแต่ละกลุ่มได้ ทั้งนี้เนื่องจากปัญหาส่วนใหญ่นั้นไม่ใช่เกิดจากการใช้สมรรถนะทางปัญญาที่ แตกต่างกันในการวิเคราะห์และตัดสินคุณค่า แต่มาจากการได้มาของข้อมูล ข่าวสาร และความรู้ที่ไม่เท่าเทียมกันมากกว่า การปิดกั้นการรับข้อมูล ข่าวสาร และความรู้จึงทำให้เกิดช่องว่างทางปัญญาได้

หน่วยประมวลผล ข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือ CPU (Central Processing Unit) หรือ Processor อาจจะมีสมรรถนะในการประมวลผลข้อมูลแตกต่างกัน เช่นเดียวกับระดับสมรรถนะภูมิปัญญาของมนุษย์ แต่ถ้ามีข้อมูล สาระ หรือความรู้ที่ป้อนเข้าไปเหมือนกัน ส่วนมากแล้วจะได้ผลเหมือนกัน เว้นแต่สมรรถนะของ Processor บางตัวเท่านั้นที่อาจไม่สามารถประมวลผลได้ถูกต้อง ประมวลผลไม่ได้ หรือประมวลได้ผิดไปจากส่วนใหญ่ที่เป็นจริง และบาง Processor ได้ผลลัพท์จากการประมวลผลมากน้อยไม่เท่ากัน ระยะเวลาที่ใช้ประมวลผลมีความเร็ว-ช้าต่างกัน เพราะอาจมีปัจจัยเสริมอื่น ๆ เป็นตัวช่วยทำให้แตกต่างและเป็นช่องว่างกันได้อีกเช่นกัน

อุทาหรณ์

นักเรียน ในต่างจังหวัดสองคนเป็นเพื่อนรักกัน เรียนด้วยกันมาตั้งแต่ชั้นประถมจนถึงมัธยมต้นมีผลการเรียนเท่า ๆ กัน พอมัธยมปลายเพื่อนคนหนึ่งย้ายตามผู้ปกครองมาเรียนในเมืองหลวง อีกคนเรียนที่ต่างจังหวัด คนที่มาเรียนในเมืองหลวงสามารถหาหนังสือดี ๆ อ่านได้ มีอาจารย์เก่ง ๆ สอนหรือติว ได้รับข้อมูลข่าวสารที่ทันสมัยรวดเร็ว และสุดท้ายสามารถสอบคัดเลือกเข้าเรียนต่อในสาขาวิชาและมหาวิทยาลัยในเมือง หลวงที่มีการแข่งขันกันสูงได้ เพราะการแข่งขันกันนั้นใช้กระบวนการทดสอบวัดความรู้เป็นหลักในการคัดเลือก

ส่วน เพื่อนนักเรียนที่เรียนต่างจังหวัดไม่สามารถเข้าถึงความรู้ที่ใช้สำหรับการ สอบคัดเลือกได้ จึงไม่สามารถสอบเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยได้ เขากลายเป็นคนที่ไม่มีความรู้หลายอย่างที่ใช้สอบเหมือนกับเพื่อนที่เรียนใน เมืองหลวงที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ บางเวลาเมื่อมาพบกัน เพื่อนรักคู่นั้นคุยกันไม่ได้ คุยกันไม่รู้เรื่องเพราะความรู้และความคิดต่างกัน ดังนั้น โอกาสและความเท่าเทียมกันในการได้รับความรู้จึงเป็นสิ่งที่เกิดเป็น "ช่องว่างทางปัญญา" และ "ช่องว่างทางปัญญา" ทำให้เกิด "ปัญหาในสังคมหรือช่องว่างในสังคม" ตามมามากเช่นกัน เนื่องจาก “คุยกัน ไม่ได้ คุยกันไม่รู้เรื่องเสียแล้ว”

รองศาสตราจารย์ ดร.กฤษมันต์ วัฒนาณรงค์

วันจันทร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

กศน.ตำบล ศูนย์ติดจรวดความรู้ครบวงจร

“ชินวรณ์” ชู กศน.ตำบล แหล่งเรียนรู้ราคาถูก เพิ่มโอกาสให้คนไทยรักการอ่าน ส่งเสริมด้านอาชีพคนในชุมชน ด้าน มท.ประกาศหนุน กศน.ทุกแห่ง

ที่ อิมแพค เมืองทองธานี วันนี้ (17 พ.ค.) นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานพิธีเปิด “กศน.ตำบล : แหล่งเรียนรู้ราคาถูก” กล่าวว่า ตนได้ประกาศนโยบายด้านการศึกษา 8 ข้อ โดยการจัดตั้ง กศน.ตำบลแหล่งเรียนรู้ราคาถูกในทุกตำบล/แขวง ซึ่งเป็น 1 ในนโยบาย 8 ข้อ เพื่อเป็นการเปิดพื้นที่ให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของตนเอง ซึ่งจะทำให้ประชาชน ชุมชน ได้ประโยชน์ด้านการศึกษาจากบริการของรัฐอย่างแท้จริง

โดย กศน.ตำบล เป็นการจัดการศึกษาและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ประชาชนด้วยการใช้กระบวนการเรียนรู้ที่บูรณาการรูปแบบการศึกษาต่าง ๆ เข้าด้วยกัน โดยได้รับความร่วมมือจากภาคีเครือข่าย เช่น กระทรวงมหาดไทย องค์กรปกครองท้องถิ่น ทั้ง อบจ.อบต. สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(สสวท.) เป็นต้น

นายชินวรณ์ บอกว่า ส่วนตัวคาดหวังว่าจะได้เห็น กศน.ตำบลทำหน้าที่เป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชนอย่างแท้จริง โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการส่งผ่านความรู้ทางอินเทอร์เน็ตให้แก่ประชาชน พร้อมกันนี้อยากเห็นประชาชนใช้ศูนย์ กศน.ตำบลเพื่อการเรียนรู้ให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองและชุมชน เป็นศูนย์ในการส่งเสริมการอ่านให้เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่เป็นทักษะชีวิตของประชาชน

“คนไทยอ่านหนังสือน้อยมาก เพราะฉะนั้น กศน.ตำบล ต้องจัดระบบการแลกเปลี่ยนหมุนเวียนหนังสือของครอบครัวและชุมชน มีการจัดมุมหนังสือตามแหล่งต่างๆ เป็นแหล่งค้นหาหนังสือราคาถูก กศน.ตำบลยังทำหน้าที่ส่งเสริมการเรียนรู้ด้านอาชีพ ศูนย์ส่งเสริมภูมิปัญญาและองค์ความรู้ด้านเศรษฐกิจพอเพียงด้วย” รมว.ศธ.กล่าว

ด้าน นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ถือเป็นก้าวสำคัญของ ศธ.ที่จัดให้มี กศน.ตำบลเกิดขึ้นทั่วประเทศ ยังสร้างโอกาสให้ประชาชนที่ขาดโอกาสทางการศึกษาได้เรียนรู้ในสิ่งที่ต้องการ ที่สำคัญ กศน.ตำบลจะเป็นแหล่งสร้างความรักและความสามัคคีให้กับชุมชน ในส่วนของกระทรวงมหาดไทย ขอยืนยันว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัดและตำบลทั่วประเทศ จะให้การสนับสนุน กศน.ตำบลในทุกๆ ด้าน

วันอาทิตย์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

สพฐ.ชงตั้งคณะทำงานปฏิรูปหลักสูตร

สพฐ.เสนอรมว.ศึกษาธิการ ลงนามคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานระดับกระทรวง เพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปหลักสูตรการเรียนการสอนและการวัดผล โดยมีเลขาฯกพฐ.เป็นประธาน...

ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า สพฐ. จะเสนอให้ รมว.ศึกษาธิการ ลงนามในคำสั่งแต่งตั้ง คณะทำงานระดับกระทรวง เพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปหลักสูตรการเรียนการสอนและการวัดผล โดยมีเลขาธิการ กพฐ. เป็นประธาน และมีตัวแทนจากสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน (สทศ.) สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) เป็นกรรมการ เพื่อทำให้การจัดการศึกษามีความกระชับ ทั้งหลักสูตรและจุดเน้นของแต่ละช่วงชั้น การปรับเวลาเรียนให้มีความยืดหยุ่น การจัดสัดส่วนระหว่างวิชาการ และกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ให้มีความเป็นรูปธรรมมากขึ้น

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวอีกว่า นอกจากนี้จะหารือถึงการนำผลคะแนนแบบทดสอบทางการศึกษา แห่งชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ตมาใช้ให้เกิดประโยชน์มากขึ้น เพราะได้รับข้อเสนอแนะมาตลอดว่า หากการสอบโอเน็ตไม่มีผลต่อการเรียนของนักเรียน และอนาคตในการศึกษาต่อ ก็จะทำให้นักเรียนไม่มีแรงจูงใจและตั้งใจสอบ ซึ่งจะส่งผลให้การสอบโอเน็ตไม่น่าเชื่อถือตามไปด้วย ดังนั้น สพฐ.จะหารือร่วมกับ สทศ. เพื่อหาวิธีการที่จะทำให้โอเน็ตมีคุณประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษา เช่น กำหนดให้โอเน็ตมีผลต่อการจบช่วงชั้น หรือใช้เป็นเงื่อนไขในการเข้าเรียนต่อชั้น ม.1 เป็นต้น

การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้

แผนรักษาความปลอดภัย

รมว.ศธ.กล่าวว่า ปีการศึกษานี้ ศธ.ได้เตรียมความพร้อมในการเปิดภาคเรียนทั่วประเทศ ในส่วนของพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น มีความแตกต่างกันในด้านภาษา ศาสนา วัฒนธรรม และอุปสรรคต่างๆ ดีใจที่ได้รับทราบว่ากองทัพภาคที่ ๔ ได้ประชุมร่วมกันกับผู้บริหาร ศธ.เพื่อวางแผนดูแลรักษาความปลอดภัย แผนการสื่อสารการเดินทาง และแผนงานที่ร่วมกับหน่วยงานอื่นให้มีความกระชับเข้มแข็งมากขึ้น มีการเตรียมความพร้อมของสถานศึกษาแต่ละแห่ง โดยได้เน้นย้ำให้ดำเนินการด้วยความไม่ประมาท แม้จะมีมาตรการเยียวยา แต่ก็ไม่สามารถทดแทนการสูญเสีย การบาดเจ็บได้ โดยเฉพาะหากต้องมีการทำการนอกเวลา นอกเส้นทาง จะต้องประสานกับฝ่ายความมั่นคงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งรายงานให้ผู้บริหารสถานศึกษา สพฐ. และองค์กรหลักอื่นๆ ได้ช่วยดูแลด้วย

การติดตามโครงการเรียนฟรี เรียนดี ๑๕ ปีอย่างมีคุณภาพ


ตั้งแต่เดือนมกราคม ๒๕๕๓ เป็นต้นมา ศธ.ได้จัดสรรงบประมาณให้สถานศึกษาทั่วประเทศครบถ้วนเรียบร้อยแล้ว โดยได้ให้จัดทำปฏิทินการทำงานที่ชัดเจน เพื่อให้ผู้ปกครองและสถานศึกษาได้เข้าใจ อย่างไรก็ตามต้องการเน้นย้ำในเรื่องหนังสือเรียน ซึ่ง ศธ.ได้ปล่อยคาราวานส่งหนังสือเรียนสู่สถานศึกษาไปแล้วเมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งยืนยันว่าในปีการศึกษานี้ หนังสือเรียนจะจัดส่งถึงสถานศึกษาได้ทันก่อนเปิดเรียน ส่วนการปลอมแปลงหนังสือเรียนที่นำมาขายให้สถานศึกษาโดยให้ส่วนลดเป็นพิเศษ หากสถานศึกษาใดพบกรณีนี้ขอให้ตั้งข้อสังเกตไว้ก่อน และจะให้ สพฐ.และ สสวท. ดำเนินการฟ้องร้องต่อไป ขอให้ผู้บริหารสถานศึกษาตรวจสอบเรื่องนี้ด้วย มิฉะนั้นเมื่อเกิดเหตุขึ้น ผู้บริหารหรือครูผู้เกี่ยวข้องอาจต้องเสียเวลามาเป็นพยานและเกี่ยวข้องกับคดีความ

ในส่วนของหนังสือเรียนระดับชั้น ม.ปลายและ ปวช. ในปีการศึกษานี้จะแจกให้นักเรียนทุกคนฟรี เพื่อให้นักเรียนนำไปเตรียมการสอบอย่างต่อเนื่อง ส่วน ม.ต้น และประถมศึกษา ยังคงให้ยืมเรียนต่อไป เพราะเกี่ยวข้องกับงบประมาณมหาศาล สำหรับปีการศึกษา ๒๕๕๔ ได้เตรียมงบประมาณไว้ให้มากขึ้นเป็น ๗๗,๐๐๐ ล้านบาท โดยเพิ่มขึ้นจากปีการศึกษานี้ถึง ๔,๐๐๐ ล้านบาท ส่วนผู้ที่มีความพร้อมทางเศรษฐกิจ ขอเชิญชวนผู้ปกครองเสียสละด้วยการสละสิทธิ์ไม่รับเงินเรียนฟรีค่าชุดนักเรียนและอุปกรณ์การเรียน เพื่อนำเงินสละสิทธิ์ไปมอบให้โรงเรียนที่ห่างไกลในชนบท

ขวัญกำลังใจของครูและบุคลากรทางการศึกษา

รมว.ศธ.กล่าวแสดงความเห็นใจที่บุคลากรต้องทำงานในภาวะที่เสี่ยงภัย เมื่อตนเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ได้พยายามหยิบยกในเรื่อง พ.ร.บ.เงินเดือนข้าราชการครูฯ เพื่อให้เงินเดือนขั้นต่ำขั้นสูงข้าราชการครูเท่าเทียมกับข้าราชการอื่นที่ได้เพิ่มล่วงหน้าไปแล้ว ๒ ครั้ง ครั้งละ ๔% แต่ปัญหาที่ผ่านมามีประเด็นตอบข้อหารือจากหน่วยงานอื่นจำนวนมาก ซึ่งสัปดาห์นี้จะนำเรื่องนี้เข้าคณะกรรมการกลั่นกรองฯ เพื่อพยายามผลักดันให้สำเร็จ ส่วนการผลิตครูพันธุ์ใหม่นั้น ปีนี้เป็นปีแรกที่มีนักเรียนสมัครเข้ามาเรียนคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์มากที่สุด อีกประเด็นหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับขวัญกำลังใจคือ การปรับปรุงหลักเกณฑ์การประเมินและเลื่อนวิทยฐานะ โดยเน้นในเรื่องผลงานที่เกิดจากการปฏิบัติมากขึ้นกว่าการจัดทำเอกสาร แต่เกณฑ์ใหม่นี้ตนก็ยังไม่พอใจนัก โดยเฉพาะครูในพื้นที่ห่างไกลที่ควรจะต้องมีหน่วยวัดมาดูแลเรื่องการปฏิบัติงาน เช่นเดียวกับในอดีตที่เคยอนุมัติตำแหน่งผู้อำนวยการยุ่งยากมาแล้ว

การพัฒนาคุณภาพการศึกษาในภาพรวม

รมว.ศธ.กล่าวว่า เมื่อเข้ามาเป็นรัฐมนตรีได้ดูแล ๒ ส่วน คือ ดำเนินการตามเป้าหมายปฏิทินการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง ซึ่งได้มีการตั้งคณะกรรมการปฏิรูปฯ คณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปฯ พร้อมทั้งยังได้มีการจัดทำสมัชชาให้เป็นพลังขับเคลื่อนปฏิรูปการศึกษา เพื่อที่จะให้กรอบความคิดเป็นไปตามเป้าหมาย ๔ ข้ออย่างชัดเจน คือ การสร้างพลเมืองยุคใหม่ ครูพันธุ์ใหม่ สถานศึกษาและแหล่งเรียนรู้ยุคใหม่ และการบริหารจัดการใหม่ โดยจะพัฒนาสถานศึกษาทุกระดับตั้งแต่การเป็นสถานศึกษาระดับสากล ระดับจังหวัด จนถึงสถานศึกษาขนาดเล็กที่ได้มีโครงการโรงเรียนดีประจำตำบล ซึ่งโรงเรียนดีประจำตำบลไม่ใช่เป็นกิจกรรม แต่เป็นชุดความคิดที่ต้องการยกระดับคุณภาพมาตรฐานสถานศึกษาในท้องถิ่นให้เกิดความร่วมมือกับท้องถิ่น ที่จะมีการทำประชาคมร่วมกับชุมชนในระดับตำบล

อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญคือ ครม.ได้มีมติเห็นชอบจัดตั้งสถาบันส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) ซึ่งได้ทำงานร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพื่อให้เป็นเครือข่ายในการพัฒนาการศึกษาในแนวราบ หรือการพัฒนาโดยให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมมากขึ้น โดยมีหน้าที่ในการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือสนับสนุนการสร้างกระบวนการเรียนรู้ ส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้ ที่ส่งผลโดยตรงต่อการยกระดับคุณภาพเด็กและเยาวชน ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อความร่วมมือในการพัฒนานโยบายสาธารณะด้านการเรียนรู้และการศึกษา สนับสนุนการรณรงค์สร้างสรรค์สังคมแห่งการเรียนรู้ และเอื้ออำนวยและสนับสนุนงบประมาณในรูปของโครงการ กิจกรรมที่ไม่ใช่งานประจำ

วันเสาร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

5 มาตรการคุม MOU ศธ.ร่วมกับหน่วยงานอื่น

นายธงทอง จันทรางศุ เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) กล่าวถึงความคืบหน้าหลังจากนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) แต่งตั้งเป็นประธานประชุมคณะกรรมการกำหนดแนวทางการทำบันทึกข้อตกลงความเข้าใจของหน่วยงานในกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดแนวทางการปฏิบัติการการทำ MOU โดยที่ประชุมเห็นชอบแนวทางพิจารณาเบื้องต้นเกี่ยวกับเกณฑ์ MOUของหน่วยงานสังกัด ศธ.5 ข้อ
1.การทำเอ็มโอยูระหว่างของ ศธ.กับหน่วยงานรัฐทั้งในไทยและต่างประเทศ รวมทั้งองค์กรระหว่างประเทศ ให้ดำเนินการตามแนวทางที่เคยดำเนินการมาแล้ว แต่ต้องคำนึงถึงภาระงบฯ ประโยชน์ที่ได้รับ รวมทั้งประเด็นความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศด้วย

2.การทำเอ็มโอยูวิชาการระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) และมหาวิทยาลัยต่างๆ กับสถาบันศึกษาภายในประเทศและต่างประเทศ ให้ดำเนินการตามแนวทางที่ได้เคยดำเนินการมาแล้วและตามอำนาจหน้าที่ของแต่ละมหาวิทยาลัย ซึ่งมีพ.ร.บ.เป็นการเฉพาะ แต่ต้องคำนึงถึงความพร้อมและความเหมาะสมทางวิชาการด้วย

3.การทำเอ็มโอยูระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) กับผู้ประกอบการภาคเอกชนเพื่อความร่วมมือในการจัดการศึกษาในลักษณะทวิภาคี ให้ สอศ.ดำเนินการตามแนวทางที่เคยดำเนินการมา แต่คำนึงถึงผลประโยชน์ที่ได้รับ

4.กรณีการบริจาคเงินสิ่งของภาคเอกชน เพื่อสนับสนุนกิจกรรมหน่วยงานสังกัด ศธ.ให้ดำเนินการตามหลักการระดมทรัพยากรเพื่อสนับสนุนการศึกษาให้ดำเนินการตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการรับเงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคให้ราชการอย่างเคร่งครัด

5.การรับข้อเสนอกิจกรรมจากภาคเอกชน เพื่อความร่วมมือให้ส่วนราชการของ ศธ. จัดครู นักเรียน นักศึกษาเข้าร่วมกิจกรรม ตรงนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน และอาจกระทบถึงสิทธิเสรีภาพของผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ จึงสมควรวางเกณฑ์ด้วยความรอบคอบ จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวบรวมข้อมูลและการปฏิบัติในส่วนที่ดำเนินการอยู่ในขณะนี้ หรือที่เคยดำเนินการผ่านมาแล้วในอดีต ทั้งนี้ คณะกรรมการจะได้พิจารณาวางเกณฑ์ต่อไป

“สพฐ.กับสมาคมพุทธศาสตร์สากลฯ กำลังจะ MOU นั้นแต่ได้มีผู้คัดค้านนั้น ตรงนี้เข้าข่ายข้อ 5 อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมเห็นว่าคณะกรรมการยังไม่มีข้อมูลครบถ้วน จึงเห็นว่าควรให้ สพฐ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวบรวมข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับ MOU แล้วเสนอกลับมาภายในสัปดาห์หน้า เพื่อนำมาวางเกณฑ์การเข้าร่วมกิจกรรมของหน่วยงานสังกัด ศธ.พร้อมกันนี้จะนำไปพิจารณาว่า MOU ระหว่างสพฐ.กับสมาคมพุทธศาสตร์สากลฯ ตรงตามข้อกำหนดหรือไม่ ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะยกเลิกหรือเดินหน้าต่อ เพราะการยกเลิกต้องมีเหตุผลไม่ใช่ใช้อารมณ์เป็นหลัก อย่างไรก็ดี ตนจะนำเสนอสรุปเกณฑ์ MOU 5 ข้อรายงานต่อนายชินวรณ์ เพื่อตัดสินใจว่าจะต้องดำเนินการอย่างไรต่อไป” นายธงทองกล่าวทิ้งท้าย

วันพฤหัสบดีที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

รมว.ศธ.มอบนโยบายเรียนฟรี เรียนดี ๑๕ ปีอย่างมีคุณภาพ

รมว.ศธ.กล่าวว่า จากการรายงานผลการดำเนินโครงการเรียนฟรี เรียนดี ๑๕ ปีอย่างมีคุณภาพ โรงเรียนได้ดำเนินการตามกระบวนการที่ ศธ.มอบหมายเรียบร้อยแล้ว และโครงการประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม การดำเนินการโครงการเรียนฟรีของ ศธ.ในปีแรก พบว่ามีการร้องเรียนเรื่องโครงการเรียนฟรี ไม่ฟรีจริง และมีการได้รับหนังสือเรียนล่าช้า ในปีที่ ๒ ศธ.จึงได้พยายามปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการทำความเข้าใจเกี่ยวกับโครงการเรียนฟรีที่มีความชัดเจนมากขึ้น มีการเตรียมแผนปฏิบัติการเป็นขั้นตอนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถทำความเข้าใจกับนักเรียนและผู้ปกครองได้ดียิ่งขึ้น สำหรับการสละสิทธิ์ในปีนี้ รมว.ศธ.ขอเชิญชวนนักเรียนที่มีความพร้อมและมีความยินดีที่จะสละสิทธิ์ เพื่อนำเงินส่วนนี้ไปช่วยเหลือโรงเรียนที่ด้อยโอกาสในชนบท ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับการพัฒนาคุณภาพของโรงเรียนในชนบท และการเพิ่มโอกาสให้เด็กด้อยโอกาสให้สูงขึ้น โดยกระบวนการของการสละสิทธิ์ สพฐ.ได้มีการเตรียมการไว้แล้ว

รมว.ศธ.กล่าวอีกว่า การดำเนินโครงการเรียนฟรีจะเป็นปัจจัยให้นักเรียนเรียนได้อย่างมีคุณภาพเพิ่มขึ้น และครูสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งขณะนี้ ศธ.มีโครงการจะพัฒนาคุณภาพครู โดยจะพัฒนาครูทั้งระบบ ประเมินครู อบรมครู และพัฒนาครูในสาขาที่ขาดแคลนมากขึ้น รวมทั้งการให้ขวัญกำลังใจครู สำหรับนักเรียน ศธ.จะมีการปรับปรุงหลักสูตรและการประเมินผล เพื่อให้นักเรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนการสอนที่แท้จริง ให้นักเรียนได้เรียนในกลุ่มสาระวิชาพื้นฐาน ร้อยละ ๗๐ และเรียนในวิชาที่สนใจและร่วมกิจกรรมกับชุมชน อีกร้อยละ ๓๐ เพื่อฝึกให้นักเรียนมีจิตสาธารณะและมีความรับผิดชอบที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นเป้าหมายที่นำไปสู่การปฏิรูปการศึกษาที่แท้จริง

รมว.ศธ.เปิดเผยต่อสื่อมวลชนเรื่องการจัดสรรงบประมาณโครงการเรียนฟรีให้กับนักเรียนและผู้ปกครองว่า โรงเรียนต้องดำเนินการตามปฏิทินที่ ศธ.มอบหมายไว้ คือ หลังจากได้รับการจัดสรรงบประมาณแล้ว โรงเรียนต้องประชุมชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจกับผู้ปกครอง หลังจากนั้น ในช่วงปลายเดือนมีนาคม-เมษายน ก็ส่งมอบเงินให้กับผู้ปกครองเพื่อซื้อชุดนักเรียนและอุปกรณ์การเรียน ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานว่า โรงเรียนใดไม่ได้รับเงิน แต่อาจจะมีบางโรงเรียนที่อยู่ในระหว่างดำเนินการ ทำให้ผู้ปกครองต้องไปซื้อชุดนักเรียนและอุปกรณ์การเรียนก่อน จากนั้นจึงนำใบเสร็จมารับเงินภายหลัง อย่างไรก็ตาม ขอติดตามรายงานผลจาก สพฐ.ก่อน ซึ่งเชื่อว่ากระบวนการมอบเงินให้ผู้ปกครองเพื่อซื้อชุดนักเรียนและอุปกรณ์การเรียน จะสามารถดำเนินการให้เสร็จก่อนเปิดภาคเรียนได้อย่างแน่นอน

รมว.ศธ.กล่าวถึงความคืบหน้าการเปิดภาคเรียนของโรงเรียนใกล้พื้นที่ชุมนุมว่า ขณะนี้มี โรงเรียนที่จะเปิดเรียนตามปกติ วันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๕๓ จำนวน ๓๑ โรงเรียน โดยจำนวนนี้มี ๙ โรงเรียนที่เปิดเรียนแล้ว และโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครจำนวน ๘ โรงเรียน อาจจะเลื่อนการเปิดภาคเรียนหรือย้ายไปเรียนในโรงเรียนคู่ขนาน สำหรับโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายประถม ได้ประกาศเลื่อนการเปิดเรียนเป็นวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๓ แล้ว รมว.ศธ.กล่าวอีกว่า ในวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๓ จะมีความชัดเจนในเรื่องนี้อีกครั้ง ซึ่ง ศธ.ได้เตรียมมมาตรการรองรับไว้แตกต่างกัน โดยโรงเรียนที่เปิดตามปกติ โรงเรียนได้ขอความร่วมมือจาก ศธ.ในเรื่องการประสานกับการขนส่งมวลชน เช่น รถประจำทาง รถไฟฟ้า เพื่อกำหนดจุดในการรับส่งที่ชัดเจน ประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดูแลในช่วงเข้าเรียนตอนเช้า-เลิกเรียนตอนบ่าย ซึ่งบางโรงเรียนได้มีการเปลี่ยนเวลาในการเข้าเรียนและเลิกเรียน เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ปกครอง เช่น โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ได้ขยายเวลาเข้าเรียนตอนเช้า เป็นเวลา ๐๘.๓๐ น. และเลิกเรียนเวลา ๑๔.๓๐ น. จึงขอประชาสัมพันธ์ไปยังผู้ปกครองอีกครั้ง เพื่อให้ร่วมกันติดตามสถานการณ์ โดย ศธ. ได้มีศูนย์เสมารักษ์และหมายเลขโทรศัพท์ด่วน ๑๕๗๙ เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ผู้ปกครองรับทราบสถานการณ์อีกทางหนึ่งด้วย.

วันอังคารที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

มติ ครม. ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๕๓

โครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด

คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบตามมติที่ประชุมคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) ที่ได้เสนอ คือ ให้มีการดำเนินมาตรการปรับปรุงอัตรากำลังของส่วนราชการ (โครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด) ในปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๕๔ และปีงบประมาณ ๒๕๕๕ โดยมีรายละเอียดข้อเสนอมาตรการปรับปรุงอัตรากำลังของส่วนราชการ (โครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด) ดังนี้

ให้ส่วนราชการจัดระบบบริหารจัดการและกำหนดหลักเกณฑ์ในการคัดกรองผู้เข้าร่วมมาตรการฯ ตามความจำเป็นและความเหมาะสม เพื่อให้การดำเนินมาตรการฯ เกิดประสิทธิภาพและไม่มีผลเสียหายต่องานราชการ

ให้คงคุณสมบัติของผู้เข้าร่วมมาตรการฯ ในปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๕๔ ตามหลักเกณฑ์เดิม คือ ต้องมีอายุตั้งแต่ ๕๐ ปีขึ้นไป (อายุ ๔๕ ปีขึ้นไปสำหรับข้าราชการทหาร) หรือมีเวลาราชการสำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญตั้งแต่ ๒๕ ปีขึ้นไป (ไม่รวมเวลาทวีคูณ) โดยต้องมีเวลาราชการเหลือตั้งแต่ ๑ ปีขึ้นไป นับตั้งแต่วันที่ออกจากราชการ

กำหนดหลักเกณฑ์การดำเนินโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดในปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๕๕ เพิ่มเติมบางส่วน โดยปรับคุณสมบัติของผู้เข้าร่วมมาตรการฯ จากเดิมที่กำหนดให้มีเวลาราชการที่เหลือตั้งแต่ ๑ ปีขึ้นไป เป็นตั้งแต่ ๒ ปีขึ้นไป เพื่อให้การดำเนินมาตรการฯ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อภาคราชการ โดยมอบหมายให้หน่วยงานกลางร่วมกันพิจารณาปรับกำหนดการดำเนินการตามมาตรการฯ ให้เร็วยิ่งขึ้น เพื่อให้ส่วนราชการมีเวลาในการบริหารจัดการงานและวางแผนการสรรหาบุคลากรทดแทน หรือแผนการบริหารจัดการอัตรากำลัง

อนุมัติงบประมาณค่าอาหารกลางวันให้เด็กนักเรียนทุกคนรับประทานอาหารกลางวัน

ครม.อนุมัติให้ใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๕๓ งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อเป็นค่าอาหารกลางวันให้เด็กนักเรียนทุกคนในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๕๒ ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ เฉพาะภาคการศึกษาที่ ๑ ของปี พ.ศ.๒๕๕๓ สำหรับงบประมาณในการดำเนินการให้กระทรวงมหาดไทยไปขอทำความตกลงในรายละเอียดกับสำนักงบประมาณต่อไป

เห็นชอบผลการประเมินการปฏิบัติราชการตามคำรับรองการปฏิบัติราชการ ของส่วนราชการและจังหวัด ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๕๒ และเมื่อสำนักงาน ก.พ.ร.ติดตามข้อมูลผลการประเมินจากหน่วยงานกลางที่เป็นเจ้าภาพตัวชี้วัดครบถ้วนแล้ว รวมถึงการตรวจสอบข้อทักท้วงและตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลและการประมวลผลคะแนนของส่วนราชการ จังหวัด รวมทั้งสถาบันอุดมศึกษาแล้วเสร็จ ให้สำนักงาน ก.พ.ร.ดำเนินการแก้ไขปรับปรุงคะแนนให้มีความครบถ้วนและถูกต้องสมบูรณ์ เพื่อนำเสนอ ก.พ.ร.เพื่อทราบโดยด่วนต่อไป

ไม่สมควรจัดตั้งกองทุนเงินสะสมในรูปแบบเงินทุนหมุนเวียน เนื่องจากไม่สอดคล้องกับหลักการ เหตุผลและเจตนารมณ์ของการจัดตั้งกองทุนหมุนเวียนตามหลักการของพระราชบัญญัติเงินคงคลัง พ.ศ.๒๔๙๑ และพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ.๒๕๐๒ หากรัฐบาลพยายามที่จะผลักดันการจัดตั้งกองทุนเงินสะสมโดยมาจากเงินเหลือจ่ายของส่วนราชการต่าง ๆ จะต้องตราเป็นพระราชบัญญัติเฉพาะเท่านั้น

เห็นชอบให้มีการจัดสรรเงินรางวัล สำหรับส่วนราชการ จังหวัด และสถาบันอุดมศึกษา ที่มีการจัดทำคำรับรองการปฏิบัติราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๕๒ โดยให้ใช้เงินเหลือจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๕๒ ของส่วนราชการ จังหวัด และสถาบันอุดมศึกษา ในส่วนที่เหลือนอกเหนือจากร้อยละ ๕๐ ของเงินงบประมาณเหลือจ่าย แต่ไม่เกิน ๑๐ ล้านบาท ที่ ครม.ได้เห็นชอบให้ใช้เพื่อการพัฒนาองค์กรและการพัฒนาบุคลากรไปแล้ว ทั้งนี้โดยดำเนินการจัดสรรเงินรางวัลให้กับทุกหน่วยงานในสัดส่วนที่เท่ากัน และเพื่อใช้สำหรับการจัดสรรเงินรางวัลตามผลการปฏิบัติราชการตามคำรับรองการปฏิบัติราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๒ ให้ผู้ปฏิบัติของส่วนราชการ จังหวัด และสถาบันอุดมศึกษา

ให้จัดสรรเงินรางวัลสำหรับส่วนราชการ จังหวัด และสถาบันอุดมศึกษาที่มีการจัดทำคำรับรองการปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๕๒ เพียงก้อนเดียว รวมกันทั้งผู้บริหารและผู้ปฏิบัติ ของส่วนราชการ จังหวัด และสถาบันอุดมศึกษา โดยให้ส่วนราชการ จังหวัด และสถาบันอุดมศึกษานำไปจัดสรรต่อในแต่ละหน่วยงานตามความเหมาะสม โดยให้ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติอยู่ในหลักเกณฑ์ แนวทาง และวิธีการจัดสรรเงินรางวัลเดียวกัน

เห็นชอบการปรับปรุงวิธีการคำนวณเพื่อจัดสรรเงินรางวัลให้กับทุกหน่วยงาน ที่มีผลการปฏิบัติราชการที่บรรลุเป้าหมายในระดับคะแนน ๓.๐๐๐๐ ขึ้นไป และให้จัดสรรเงินรางวัลที่เหลือให้กับหน่วยงานที่มีคะแนน ตั้งแต่ ๔.๐๐๐๐ คะแนนขึ้นไป

วันจันทร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ก.ค.ศ. จัดงบ 242 ล้าน ให้ข้าราชการครูกู้

ตามที่สำนักงาน ก.ค.ศ. ได้ดำเนินงานเงินทุนหมุนเวียนเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินข้าราชการครู มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้าราชการครู (ผู้สอน) กู้ยืมเงินไปชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ที่มีอยู่เดิมในอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่า อันเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนจากภาระหนี้สิน
ตามที่สำนักงาน ก.ค.ศ. ได้ดำเนินงานเงินทุนหมุนเวียนเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินข้าราชการครู มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้าราชการครู (ผู้สอน) กู้ยืมเงินไปชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ที่มีอยู่เดิมในอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่า อันเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนจากภาระหนี้สินให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข ทำให้มีขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่การสอน ซึ่งจะส่งผลให้คุณภาพการเรียนการสอนดีขึ้น

ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 ได้เตรียมวงเงิน จำนวน 242 ล้านบาท เพื่อจัดสรรให้ข้าราชการครู (ผู้สอน) ได้กู้ยืมรายละไม่เกิน 200,000 บาท คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ MLR-1 ต่อปี (ปัจจุบันเท่ากับร้อยละ 4.85 ต่อปี) ให้ผ่อนชำระเป็นงวดรายเดือน รวม 96 งวด (8 ปี) ขณะนี้ได้สำรวจความต้องการของข้าราชการครู (ผู้สอน) เสร็จแล้ว อยู่ในขั้นตอนจะนำเสนอคณะกรรมการบริหารเงินทุนหมุนเวียนเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินข้าราชการครูพิจารณาอนุมัติจัดสรรไปยังส่วนราชการและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาที่มีข้าราชการครูในสังกัดทุกแห่งทั่วประเทศ คาดว่าจะสามารถเปิดให้ข้าราชการครูยื่นคำขอกู้ยืมได้ในเดือนมิถุนายน 2553 เป็นต้นไป ข้าราชการครูที่จะได้รับอนุมัติให้กู้ยืมเงินทุนหมุนเวียนจะต้องมีหนี้สินที่ก่อขึ้นก่อนจะขอกู้ยืม และต้องมีคุณสมบัติดังนี้

1. เป็นข้าราชการครูที่ทำหน้าที่ผู้สอนในสถานศึกษาสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ
2. รับราชการมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี
3. มีเงินเดือนคงเหลือสุทธิไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของเงินเดือน
4. ปฏิบัติหน้าที่ทำการสอนด้วยความวิริยะ อุตสาหะ และเป็นแบบอย่างที่ดี
5. ไม่เคยเป็นผู้กู้ยืมเงินทุนหมุนเวียนเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินข้าราชการครูมาก่อน (ยกเว้นผู้ที่เคยกู้ยืม 10,000 บาท หรือกู้ยืม 20,000 บาทมาก่อน หากผ่อนชำระหมดแล้วสามารถกู้ได้)
6. ไม่อยู่ในระหว่างถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย
7. ไม่ถูกฟ้องร้องคดีล้มละลาย หรือมีคำสั่งศาลให้พิทักษ์ทรัพย์

ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลรายละเอียดที่ส่วนราชการหรือสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาต้นสังกัด ทั่วประเทศ และสามารถดาวน์โหลดแบบคำขอกู้ยืมเงินทุนหมุนเวียนเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินข้าราชการครู (แบบ ทป. 1) ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

บทบาท องค์การค้าของ สกสค.

ต้องรักษามาตรฐานการผลิตและรับมือการผลิตสื่อเสรี
รมว.ศธ.กล่าวว่า องค์การค้าของ สกสค.หรือชื่อเดิมคือองค์การค้าของคุรุสภา ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๗๓ ซึ่งจะครบรอบ ๖๐ ปีในปีนี้ โดยช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาได้ทำหน้าที่ผลิตจำหน่ายสื่อการเรียนการสอน อุปกรณ์ทางการศึกษามาตามลำดับ จากช่วงแรกของการก่อตั้งโรงพิมพ์ที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย แต่ช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมาได้รับทราบข้อมูลว่า โรงพิมพ์ไม่ทันสมัย ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการผลิตหนังสือลดลง

อย่างไรก็ตาม บทบาทที่สำคัญขององค์การค้าฯ คือ จะต้องรักษามาตรฐานการผลิตสื่อทางการศึกษาและหนังสือเรียนไว้ให้ได้ โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ซึ่งทำหน้าที่กำกับดูแลองค์การค้าฯ จะต้องทำหน้าที่ดูแลขวัญกำลังใจของบุคลากร ร่วมดูแลขับเคลื่อนกับหน่วยงานอื่นๆ ในการพัฒนาการศึกษา เพราะสื่อการศึกษาถือเป็นส่วนสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพทางการศึกษา โดยเฉพาะแนวทางการปฏิรูปการศึกษาตาม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฯ ได้ระบุให้การผลิตสื่อต้องเกิดการแข่งขันกันโดยเสรี จึงต้องวางแผนพัฒนาองค์การค้าฯ ให้ทันสมัย รับมือต่อการเปลี่ยนแปลงของภาคเอกชนที่จะเข้ามาแข่งขันในการผลิตสื่อและหนังสือเรียนมากขึ้น

เผยองค์การค้าฯ เป็นหน่วยงานภายใน สกสค.จึงสามารถตั้งงบประมาณเองได้
รมว.ศธ.กล่าวว่า ได้ติดตามการดำเนินงานและรับทราบปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นขององค์การค้าฯ มาโดยตลอดตั้งแต่เป็นช่วงฝ่ายค้าน และไม่ประสงค์ที่จะให้ข่าวในเชิงที่ไม่ออกมาเป็นบวก แต่ยังคงให้กำลังใจมาโดยตลอด จนกระทั่งช่วงที่เข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีก็ได้เร่งรัดให้ สพฐ. และสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) เร่งจัดทำต้นแบบหนังสือเรียนให้เสร็จสิ้นเพื่อส่งให้โรงพิมพ์จัดพิมพ์ได้ทันตามกำหนดเวลา ซึ่งในปีนี้ถือว่าประสบความสำเร็จที่สามารถผลิตหนังสือ ๔๕ ล้านเล่มทั้งหลักสูตรเก่าและหลักสูตรใหม่ได้ทันก่อนเปิดภาคเรียนอย่างแน่นอน

อีกส่วนหนึ่งที่มีความชัดเจนเพิ่มมากขึ้น คือ การดำเนินการตามแนวคิดของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ให้ความเห็นว่าองค์การค้าฯ เป็นหน่วยงานภายในของ สกสค.ที่สามารถจัดตั้งงบประมาณเองได้ ซึ่งจะทำให้เกิดการสร้างขวัญกำลังใจในหน่วยงาน มีกระบวนการต่างๆ ที่จะพัฒนาแท่นพิมพ์ ร้านค้าศึกษาภัณฑ์ทั่วประเทศ ให้มีหน่วยกำไรที่สามารถชี้วัดได้อย่างชัดเจน

มอบนโยบายให้เน้นคุณภาพ-ประสิทธิภาพ-ธรรมาภิบาล
โอกาสนี้ รมว.ศธ.ได้มอบแนวคิดเชิงนโยบายให้องค์การค้าฯ นำไปพิจารณาดำเนินการใน ๓ ข้อ คือ ๑) การยึดหลักคุณภาพเป็นตัวตั้ง โดยเน้นการผลิตหนังสือเรียนให้มีมาตรฐานสูงกว่าที่อื่น เช่น ใช้กระดาษในการจัดพิมพ์ดีกว่าที่อื่น ใช้หมึกพิมพ์ที่มีสารตะกั่วน้อยกว่าที่อื่น ๒) ประสิทธิภาพในการผลิต ซึ่งจะต้องปรับปรุงเครื่องมือ มีแนวทางการพัฒนาคนในองค์กรเพื่อให้เกิดความร่วมมือร่วมใจในการผลิตและพัฒนาสินค้าให้เกิดประสิทธิภาพ ๓) ยึดหลักธรรมาภิบาล โดยต้องยอมรับความเป็นจริงที่จะให้มีการตรวจสอบความโปร่งใส หรือการที่จะมีคู่แข่งผลิตจำหน่ายมากขึ้นนั้น อาจจำเป็นต้องมีการโปรโมทตัวเอง แต่ก็ต้องระมัดระวังที่จะไม่ให้มีการดิสเครดิตฝ่ายตรงข้าม

เน้นให้สถานศึกษาระวังหนังสือปลอม หากพบทำเป็นขบวนการจะให้ DSI เข้ามาดูแล

รมว.ศธ.ได้กล่าวถึงประเด็นการปลอมแปลงหนังสือเรียนด้วยว่า มีการนำต้นฉบับหนังสือเรียนไปสแกน ซึ่งไม่ได้วางขายหน้าร้าน แต่นำไปส่งมอบให้ที่สถานศึกษาต่างๆ จึงขอฝากให้ สพฐ และ สสวท.ช่วยพิจารณาดำเนินการในเรื่องนี้อย่างเคร่งครัด เพราะถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และหากมีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นอีก องค์การค้าฯ ควรเรียกสำนักพิมพ์เอกชนที่อยู่ในเครือข่ายคู่สัญญาของ สพฐ. ให้มาเป็นคู่เสียหายด้วย ส่วนสถานศึกษาที่ต้องการสั่งซื้อหนังสือเองโดยตรงนั้น สามารถเลือกซื้อเองได้ภายใต้เงื่อนไขหลักเกณฑ์ที่ สพฐ.กำหนด แต่ให้ถือเป็นความรับผิดชอบของสถานศึกษาที่จะต้องตรวจสอบหนังสือเรียนด้วยว่าไม่ใช่เป็นหนังสือปลอม เพราะมีผลโดยตรงกับนักเรียน เช่น คุณภาพของกระดาษ นอกจากนี้ สกสค.จะต้องประสานกับตำรวจด้านเศรษฐกิจให้เข้ามาดูแลเรื่องนี้อย่างจริงจัง หากพบว่าผู้ใดมีส่วนในการทุจริตในเรื่องนี้ ก็จะถูกดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด และหากพบว่ามีการทำเป็นขบวนการ จะส่งเรื่องให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เข้ามาถอนรากถอนโคนขบวนการทุจริตนี้ต่อไป

โอกาสนี้ รมว.ศธ.ได้ตัดริบบิ้นปล่อยคาราวานรถส่งหนังสือเรียนสู่สถานศึกษาจำนวน ๔๕ ล้านเล่ม ทั้งหลักสูตรเก่าและหลักสูตรใหม่ ซึ่งปีนี้ถือว่าประสบความสำเร็จที่สามารถจัดพิมพ์ จำหน่าย และจัดส่งหนังสือเรียนกระจายสู่สถานศึกษาได้ทันก่อนเปิดภาคเรียน.

วันอาทิตย์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

9ครูดีเด่น รางวัลครูเจ้าฟ้ากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ปี 2553

เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันประสูติของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ โครงการครูดีเด่น "รางวัลครูเจ้าฟ้ากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์" ได้จัดพิธีมอบรางวัลแก่ครูดีเด่น ประจำปี 2553 จำนวน 9 คน ที่ผ่านการคัดเลือกรอบสุดท้าย ณ พระตำหนักวิลล่าวัฒนา ถนนสุขุมวิท ซอย 47 กรุงเทพมหานคร ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 2 เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติ เป็นขวัญและกำลังใจแก่ครูผู้ปฏิบัติงานในถิ่นทุรกันดาร ซึ่งได้ทุ่มเทและเสียสละอย่างยิ่ง ทั้งเพื่อเป็นการเผยแพร่ผลงาน คุณงามความดีของครูที่ได้รับรางวัลให้เป็นแบบอย่างของการทำดีในสังคมไทย

ทั้งนี้ ครูดีเด่น "รางวัลครูเจ้าฟ้ากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์" ทั้ง 9 คน จะได้รับรางวัล ประกอบด้วย 1.โล่รางวัลเชิดชูเกียรติและประกาศเกียรติคุณ 2.เงินสดรางวัลละ 30,000 บาท 3.เงินสนับสนุนโครงการเศรษฐกิจพอเพียง โรงเรียนละ 10,000 บาท และ 4.กรมธรรม์ประกันสุขภาพ โดยธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

ครูที่ได้รับรางวัลทั้ง 9 คน อยู่ในสังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) จำนวน 3 คน ได้แก่

- น.ส.ภัชรินทร์ หน่อแก้ว ครูศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา "แม่ฟ้าหลวง" บ้านห้วยปูด อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.น่าน วัย 46 ปี ปฏิบัติหน้าที่ครู ศศช. รวม 16 ปี ได้รับรางวัลครูดีเด่น อ.บ่อเกลือ จ.น่าน ประจำปี 2539 โรงเรียนตั้งอยู่บนดอยสูงชันพื้นที่ทุรกันดาร ฤดูฝนรถยนต์ไม่สามารถเข้าถึงได้ ต้องเดินเท้ากว่า 2 ชั่วโมง มีทักษะในการบริหารจัดการชุมชนที่ดี ส่งเสริมอาชีพเศรษฐกิจพอเพียงให้ชาวบ้านได้พึ่งพาตนเอง เป็นผู้ริเริ่มรณรงค์การควบคุมประชากร ทำให้สามารถลดลงจากอดีตที่ครอบครัวมีบุตรเฉลี่ย 5 คน ให้เหลือ 3 คนได้ในปัจจุบัน ฯลฯ

- น.ส.พิศมัย เหมะธุลิน ครูศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา "แม่ฟ้าหลวง" บ้านแม่หลองใต้ อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ อายุ 40 ปี ปฏิบัติหน้าที่ครู ศศช. รวม 10 ปี ได้รับรางวัลครูผู้ปฏิบัติงานดีเด่น อ.อมก๋อย ประจำปี 2552 โรงเรียนตั้งอยู่ในถิ่นทุรกันดาร ระยะทางจาก อ.อมก๋อย ถึงโรงเรียนกว่า 200 กิโลเมตร อยู่บนดอยสูงต้องเดินเท้ากว่า 2 วัน ในฤดูฝนรถไม่สามารถเข้าถึง ส่วนฤดูแล้งต้องเดินทางด้วยรถมอเตอร์ไซค์กว่า 1 วัน ได้พัฒนาสื่อการเรียนการสอนที่บูรณาการภาษาปกากะญอและภาษาไทย เช่น การเขียนแบบฝึกหัดภาษาไทยต่างๆ บนกระดาษเทาขาว และให้นักเรียนทำราวไม้ไผ่แขวน สามารถนำไปสอนในหมู่บ้าน ใต้ต้นไม้ได้ และได้จัดทำหนังสือรวบรวมพืชผักของชาวบ้านปกากะญอที่กินเป็นอาหารได้ เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกในการอนุรักษ์พืชผักพื้นบ้าน ฯลฯ

- น.ส.วราภรณ์ วัฒนะนุกูล ครูศูนย์ฯ กศน.อำเภอธารโต อ.ธารโต จ.ยะลา วัย 28 ปี โรงเรียนตั้งอยู่ในพื้นที่สีแดงที่สุดแห่งหนึ่งใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ระหว่างเดินทางไปกลับจากบ้านถึงโรงเรียนเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ เช่น การลอบวางระเบิดถนนและการลอบยิงเกือบทุกวัน เป็นผู้ริเริ่มจัดตั้งห้องสมุดหัวกะทิ ส่งเสริมการอ่านของชาวบ้านในชุมชน ริเริ่มจัดตั้งกลุ่มอาชีพเสริมในพื้นที่ เพื่อเป็นการช่วยเหลือกลุ่มแม่บ้านให้มีรายได้เสริมสำหรับครอบครัว เป็นวิทยากรให้ความรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงแก่ประชาชนใน อ.ธารโต ฯลฯ

สังกัดโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) จำนวน 3 คน ประกอบด้วย

- ร.ต.ท.ดอน สมควร ครูใหญ่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนชนัตถ์ปิยะอุย อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย อายุ 42 ปี เคยได้รับรางวัลครูใหญ่ ตชด.ดีเด่น ประจำปี 2547 และปี 2552 ได้พัฒนาโรงเรียน ตชด.ชนัตถ์ปิยะอุย จากอันดับสุดท้ายของการประเมินปี 2540 ขึ้นมาเป็นลำดับต้นๆ ของภาคเหนือในปี 2552 ริเริ่มการตั้งโรงเรียนสาขาบ้านห้วยกุ๊ก เพื่อช่วยเหลือเด็กนักเรียนบ้านไกลบนดอยสูง ฯลฯ

- จ.ส.ต.วัชรพงษ์ กันหมุด ครูใหญ่ศูนย์การเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านคะเนจือทะ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก อายุ 40 ปี เป็นครูในโรงเรียนที่ทุรกันดารมาตลอดโดย เป็นผู้บุกเบิกก่อตั้งโรงเรียน ตชด.ใหม่ๆ ที่เข้าถึงยาก ส่วนมากต้องเดินเท้าเข้าพื้นที่ในช่วงแรกๆ มีความคิดริเริ่มในการผันน้ำจากน้ำตกมาเป็นลำธารน้ำกระจายสู่แปลงเกษตรจำนวนมาก ผลผลิตนำมาใช้ในโครงการอาหารกลางวันสำหรับนักเรียน ฯลฯ

- ส.ต.อ.สุวิทย์ ช่วยเทวฤทธิ์ ครูโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านละโอ อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส อายุ 42 ปี โรงเรียนตั้งอยู่ในพื้นที่เหตุการณ์ความรุนแรงในระดับต้นๆ ของ จ.นราธิวาส โรงเรียนได้รับแต่งตั้งให้เป็นศูนย์การเรียนรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงของอำเภอ และได้รับการคัดเลือกเป็นต้นกล้าโครงการเศรษฐกิจพอเพียงในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้รับเข็มเชิดชูเกียรติจากกระทรวงศึกษาธิการ ปี 2553 รางวัลข้าราชการตำรวจดีเด่นต้นแบบ ปี 2550 ฯลฯ

สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จำนวน 3 คน คือ

- น.ส.เกษร อินต๊ะทา ครูโรงเรียนบ้านทุ่งหลวง อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ วัย 51 ปี เป็นครูสอนเด็กนักเรียนชาวเผ่ากะเหรี่ยงกว่า 31 ปี บนดอยสูง มีความคิดริเริ่มที่ดีในการบูรณาการสื่อการเรียนการสอนระหว่างภาษาปกากะญอ ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ ส่งเสริมชุมชนให้หันมาทำการเกษตรอินทรีย์ส่งโครงการหลวง ซึ่งสามารถเพิ่มรายได้ให้ชุมชนอย่างยั่งยืน ฯลฯ

- นายบรรเจิด ถาบุญเรือง ครูโรงเรียนอนุบาลปางมะผ้า อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน อายุ 33 ปี ได้รับรางวัลครูดีในดวงใจปี 2552 จากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจังหวัดแม่ฮ่องสอน ริเริ่มโครงการห้องเรียนเคลื่อนที่บ้านหนองผาจ้ำ และมีความตั้งใจขยายห้องเรียนเคลื่อนที่อีก 1-2 แห่ง เพื่อช่วยให้เด็กบนดอยไม่ต้องเดินทางลงมาและอาสาสมัครขึ้นไปสอนบนดอยสูง ออกแบบนวัตกรรมตาราง 9 ช่อง และมีตัวเลขวางบนพื้น เพื่อช่วยเหลือเด็กออทิสติกในโรงเรียนให้มีพัฒนาการในการเคลื่อนไหวที่ดีขึ้น ฯลฯ

- นางสิริถาวร ดิศรพงศ์ ครูโรงเรียนบ้านสะบารัง อ.เมือง จ.ปัตตานี อายุ 54 ปี ได้รางวัลครูเกียรติยศที่ 1 สาขาภาษาไทย ปี 2552 รางวัลครูดีในดวงใจ ปี 2551 ได้จัดทำสื่อการเรียนการสอนชื่อ "สิริถาวร" โมเดล ในกลุ่มสาระภาษาไทยที่คิดค้นเอง และทดลองให้ครูที่โรงเรียนนำไปสอนเด็ก โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนของนักเรียนเป็น 2 ภาษา คือ ภาษาไทยและภาษามลายูถิ่น ฯลฯ

185 สพท. เตรียมพร้อมก่อนเปิดเทอม

นายแสงไทย มีสุนทร หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมสวัสดิภาพและการสงเคราะห์นักเรียน สำนักอำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เปิดเผยว่า ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ได้ลงนามในหนังสือถึงผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ ให้เตรียมความพร้อมก่อนเปิดเทอมโดยกำชับให้สถานศึกษาดูแลอาคาร สถานที่ อุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้ให้อยู่ในสภาพปลอดภัย ไม่เป็นอันตรายต่อเด็ก เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเปิดภาคเรียน เพราะขณะนี้ใกล้ถึงเวลาที่สถานศึกษาจะเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 แล้ว

นายแสงไทย กล่าวต่อว่า ได้ขอให้ สพท.185 เขต กำชับให้สถานศึกษาเตรียมความพร้อมก่อนเปิดภาคเรียนเพิ่มเติมจากที่เคยดำเนินการปกติ โดยให้ความสำคัญต่อเรื่องดังนี้ 1.ด้านสภาพแวดล้อมบริเวณโรงเรียน ให้โรงเรียนดูแลสภาพแวดล้อมให้สะอาด ร่มรื่น ตัดแต่งต้นไม้ไม่ให้เกิดอันตรายและกำจัดต้นไม้ที่มีผลเป็นพิษไม่ให้อยู่ในบริเวณโรงเรียน รวมถึงซ่อมแซมอาคาร ห้องส้วม เครื่องเล่นสนาม วัสดุอุปกรณ์ ระบบไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพที่ใช้การได้และปลอดภัย, กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงตลอดจนไม่ให้มีมุมอับลับตาและบริเวณรกร้างที่อาจเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์มีพิษ, วางมาตรการป้องกันอันตรายจากสระน้ำที่อยู่ในโรงเรียนหรือชุมชน และสำรวจจุดอันตรายบนเส้นทางการเดินทางไป-กลับของนักเรียน ตลอดจนสภาพรถรับส่ง เพื่อหาทางป้องกันแก้ไข

2.ด้านสุขภาพอนามัย ให้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสุขภาพนักเรียนทุกคน หากพบว่ามีนักเรียนป่วยให้นำไปพบแพทย์เพื่อรักษาและป้องกันการเผยแพร่ไปยังบุคคลอื่น 3.ให้สถานศึกษาปลูกฝังสุขนิสัยที่ดีให้แก่นักเรียน เช่น การล้างมืออย่างถูกวิธี การแปรงฟันหลังอาหาร การปิดปากเมื่อไอและจาม เป็นต้น โดยโรงเรียนควรจัดหาอุปกรณที่จำเป็น เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักเรียน ขณะเดียวกันควรศึกษาแนวทางดูแลสุขภาพนักเรียนจากเว็บไซต์ของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.)

เด็กไทยซิวรางวัลทีมยอดเยี่ยมแข่งหุ่นยนต์นานาชาติที่ไต้หวัน

นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ตนได้รับรายงานด่วน (เมื่อเวลา 18.00 น.ของวันที่ 9 พ.ค. 2553) จากสาธารณรัฐไต้หวัน ว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และบริษัท แกมมาโก้ (ประเทศไทย) จำกัด คัดเลือกและส่งตัวแทนทีมนักเรียนไทย เข้าร่วม การแข่งขันหุ่นยนต์นานาชาติ ในงาน First LEGO league Open International Championship 2๐1๐ ระหว่างวันที่ 5-9 พ.ค. 2553 ณ เมืองเกาสง สาธารณรัฐไต้หวัน จำนวน 3 ทีม รวม 27 คน จาก ร.ร.จักรคำคณาทร จ.ลำพูน, ร.ร.โยธินบูรณะ กทม.และ ร.ร.ชัยภูมิภักดีชุมพล จ.ชัยภูมิ

ผลปรากฏว่า นักเรียน ร.ร.จักรคำคณาทร ซึ่งประกอบด้วย นักเรียนจำนวน 10 คน ได้แก่ นายรชานนท์ คำพรรษา, นายสุริยา สุริยจักร, นายจิรายุ สัมฤทธิ์, นายพงษ์ภูมิ กันสิทธิ์, นายศุภพงศ์ วงศ์สถาน, นางสาวพรรณธิดา จิรศรัณยานนท์ ,นางสาวธมลวรรณ ด้วงอ้าย, นางสาวพัชรินทร์ งามใส, นางสาวปาริฉัตร จันทร์ปั้น, ด.ช.ธนกฤต พิชัยธรรม และ นางอรอุมา พงค์ธัญญะดิลก อาจารย์ผู้ควบคุมทีม สามารถคว้ารางวัลประเภททีมยอดเยี่ยม ซึ่งคณะกรรมการพิจารณาจากผลคะแนนการทำภารกิจของหุ่นยนต์ในสนาม การนำเสนอโครงงาน ข้อมูลทางเทคนิค และความเป็นทีมเวิร์ค ของผู้เข้าร่วมแข่งขันทั้งหมด 64 ทีมจาก 23 ประเทศ ได้แก่ ประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย ฮ่องกง จีน ไต้หวัน เกาหลี ญี่ปุน อินเดีย อียิปต์ ซาอุดีอาระเบีย ตุรกี ไอซแลนด์ เดนมาร์ก เม็กซิโก ฝรั่งเศส เยอรมัน บราซิล อิสราเอล เปรู เนเธอแลนด์ อังกฤษ อเมริกา และไทย

ทั้งนี้ ทุกทีมจะต้องแข่งขัน 4 ประเภท คือ การนำเสนอโครงงาน การนำเสนอด้านเทคนิค แข่งขันความสามารถของหุ่นยนต์ และ ทีมเวิร์ค เพื่อชิง 14 รางวัล ได้แก่ รางวัลทีมยอดเยี่ยม รางวัลต่อสู้ยอดเยี่ยม รางวัลการทำงานเป็นทีม รางวัลพี่เลี้ยงดูแลดีเด่น รางวัลการนำเสนอสร้างสรรค์ดีเด่น รางวัลการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์และนวัตกรรมดีเด่น รางวัลคุณภาพจากการวิจัยดีเด่น รางวัลความสามารถของหุ่นยนต์ดีเด่น รางวัลการออกแบบเป็นนวัตกรรมดีเด่น รางวัลการเขียนโปรแกรมดีเด่น รางวัลการออกแบบหุ่นยนต์ดีเด่น รางวัลขวัญใจกรรมการ รางวัลเอกลักษณ์ดีเด่น และรางวัลชนะเลิศ หรือ รางวัลแชมเปียน ซึ่งเป็นความสามารถในการทำคะแนนรวมของการแข่งขันทั้ง 4 ประเภทสูงสุดนั้น ทีมนักเรียนจากประเทศเยอรมนี สามารถคว้าแชมป์ไปครอง

“สพฐ.ขอแสดงความยินดีกับนักเรียนไทยที่ได้รับรางวัลในการแข่งขันครั้งนี้ นอกจากนักเรียน จะนำชื่อเสียงและความภาคภิใจมาสู่ประเทศชาติ โรงเรียน และครอบครัวแล้ว ยังสามารถนำสิ่งที่ได้รับมาแนะนำเผยแพร่ให้ครู อาจารย์ และเพื่อนๆ นำไปเป็นแนวทางในการส่งเสริมและพัฒนาด้านหุ่นยนต์ของไทย จะเห็นได้ว่า เด็กไทยมีความสามารถทางวิชาการเพิ่มมากขึ้นทุกปีทั้งในเวทีระดับประเทศและระดับนานาชาติ ได้รับรางวัลกลับมาทุกเวทีการแข่งขัน แสดงถึงการพัฒนาศักยภาพของนักเรียนรวมทั้งการจัดการเรียนการสอนของไทยมีประสิทธิภาพ” เลขาธิการ กพฐ.กล่าว

ขณะที่ น.ส.ธมลวรรณ ด้วงอ้าย จากทีม Chakkham Sagacious Team,Thailand ร.ร.จักรคำคณาทร จ.ลำพูน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเขต (สพท.) ลำพูน เขต 1 ซึ่งได้รับรางวัล Team Spirit Award กล่าวว่า ก่อนที่พวกตนจะได้เป็นตัวแทนของประเทศไทยมาแข่งขันในครั้งนี้ ได้ผ่านการแข่งขันระดับประเทศในรายการเดียวกันที่กรุงเทพเมื่อปีที่แล้วโดยได้รับรางวัล Robot Performance Award และรางวัลสูงสุด คือ รางวัล Champion Awards จึงทำให้ได้เป็นตัวแทนของประเทศไทยมาแข่งขันครั้งนี้ สำหรับการเตรียมตัว ต้องยอมรับว่า ทุกคนในทีมมีความมุ่งมั่นและตั้งใจ ได้ฝึกซ้อมอย่างหนัก และเตรียมพร้อมในทุกๆ เรื่อง ความแตกต่างในการแข่งขันครั้งนี้แตกต่างจากการแข่งขันในระดับประเทศเมื่อครั้งที่แล้วมากเพราะครั้งที่แล้วเป็นระดับประเทศก็ตื่นเต้นมากแล้ว แต่ครั้งนี้เป็นการแข่งขันระดับนานาชาติก็ยิ่งตื่นเต้นยิ่งกว่า อีกทั้งต้องมีการปรับปรุงเรื่องของหุ่นยนต์และการนำเสนอ ทำให้ทีมค่อนข้างมีกำลังใจและตั้งใจที่จะสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย

“แรงบันดาลที่ทำให้ชอบหุ่นยนต์ เป็นเพราะหุ่นยนต์ทำให้เราได้เรียนรู้มากกว่าการประกอบแล้วเขียนโปรแกรมเพื่อหุ่นยนต์เดินได้ แต่สิ่งที่มากกว่านั้นคือการได้เรียนรู้เทคนิกการแก้ปัญหา การทดลอง ที่สำคัญ การมารวมทีม ทำให้พวกเราทุกคนรักกัน เกิดความสามัคคีกันในทีม เป็นสิ่งที่มีค่าและสำคัญที่สุดของพวกเรา นอกจากนี้ เราสามารถนำเทคนิคการแก้ปัญหาไปบูรณาการกับการเรียนรู้ในวิชาต่างๆ คือ รู้จักวางแผน จัดระบบ แก้ไขปัญหาได้จริงแบบเห็นได้ชัดเป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในครั้งนี้ โรงเรียนและคณะครูรวมทั้งผู้ปกครองมีส่วนในการส่งเสริมและผลักดันเป็นอย่างมาก ทั้งยังมีหน่วยงานและสมาคมต่างๆ ที่ให้การสนับสนุนในด้านงบประมาณในการแข่งขัน ก็อยากขอขอบคุณกำลังใจจากเพื่อนๆ ที่โรงเรียน คณะผู้บริหาร คณะครูและผู้ปกครองที่คอยให้การสนับสนุน และให้กำลังใจเสมอมา" ตัวแทนทีม Chakkham Sagacious Team, Thailand กล่าว

น.ส.ธมลวรรณ กล่าวด้วยว่า ตนคิดว่า การเรียนการสอนในปัจจุบันไม่จำเป็นที่จะต้องเรียนในตำราเท่านั้นการให้นักเรียนได้ลอง ได้จับ ได้ปฏิบัติจริง จะเป็นรูปแบบการการเรียนที่แปลกใหม่และไม่น่าเบื่อ และควรมีการส่งเสริมด้านการแข่งขันหุ่นยนต์ มีการจัดสนามให้เด็กได้ประลองและแลกเปลี่ยนไอเดียซึ่งกันและกันให้มากขึ้น ดังนั้น การจะเรียนเพื่อให้ประสบความสำเร็จนั้น แต่ละคนก็จะมีวิธีของตัวเอง แต่อีกหนึ่งวิธีที่น่าจะเป็นการได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงที่หาได้นอกห้องเรียน เป็นห้องเรียนที่กว้างใหญ่ มีเรื่อง มีบทเรียนให้ได้เรียนรู้ตลอดเวลา

วันเสาร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

เปิดใจเด็กเก่ง แอดมิชชัน'53

“ปารมี กีรติวิทยานันท์” เจ้าของคะแนนอันดับหนึ่งถึง 88.83% จาก ร.ร.เตรียมอุดมศึกษา เปิดเผยว่า ตนใช้ระยะเวลาในการเตรียมตัวมานาน อาศัยความสม่ำเสมอ ไม่ได้มาทุ่มเทแค่ช่วงก่อนสอบเท่านั้น สิ่งสำคัญ คือ การตั้งเป้าหมายของตัวเองให้แน่วแน่ ว่าอยากเรียนด้านนิติศาสตร์จริงก็จะทำให้เราพยายามให้ถึงที่สุด เนื่องจากนิติศาสตร์เป็นสายงานที่ท้าทาย สามารถเหลือผู้คนได้มาก เพราะในสังคมยังมีคนจำนวนน้อย ที่รู้กฎหมายต่างๆ อย่างแท้จริง ทำให้ไม่ได้รับความยุติธรรม ดังนั้นหากมีโอกาสเข้าไปศึกษาอย่างจริงจังอาจจะมีส่วนช่วยได้

ปารมียังบอกว่า แม้จะทุ่มเทให้กับการเรียน แต่ก็แบ่งเวลาในการทำกิจกรรมอื่นๆด้วย เพราะชีวิตจะได้มีครบทุกส่วน ทั้งยังมองว่าบางครั้งความรู้ในหนังสือก็ไม่ได้นำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้

“กิจกรรมทำให้เราได้ความรู้เพิ่มเติม โดยปกติจะเล่นเปียโน ทำกิจกรรมกับเพื่อนๆ และเป็นนักเรียนผู้นำกิจกรรมด้านภาษาไทยค่ะ การเรียนในห้องเรียนสำคัญที่สุด แม้ตนเรียนพิเศษบ้าง แต่ก็เป็นการเรียนเพื่อเก็บตกความคิดเท่านั้น เพราะเมื่อกลับมาก็ต้องมาทบทวนด้วยตัวเองอยู่ดี” ว่าที่นิสิตนิติศาสตร์ทิ้งท้าย

ด้านนักเรียนจากต่างจังหวัดผู้ทำคะแนนได้สูงถึง 85% อย่าง “ศิริมา ระงับภัย” จากโรงเรียนนครสวรรค์ เปิดเผยว่า ตนเลือกคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นอันดับ 1 โดยตั้งใจเลือกวิชาเอกภาษาอังกฤษ เพราะคิดว่าเป็นสาขาวิชาที่มีโอกาสเปิดกว้างในการทำงาน และแม้ว่าจะเป็นนักเรียนจากต่างจังหวัด ก็ไม่ได้รู้สึกว่าแตกต่าง เพราะเชื่อว่าหากมีความตั้งใจจริง ก็สามารถทำได้

“เคยพูดเล่นๆ กับเพื่อนว่า อยากทำคะแนนให้ได้เป็นที่ 1 ในระดับประเทศ แล้วก็เริ่มเตรียมตัวสอบจริงจังประมาณ ม. 5 อ่านหนังสือตั้งแต่ 2 ทุ่ม ถึงเที่ยงคืน แต่ถ้าวันไหนเหนื่อยก็ไม่ได้อ่าน ไม่ได้เครียดมาก เรื่องเรียนพิเศษก็มีบ้าง แต่ตอน ม.6 ก็ไม่ได้เรียนอีก เพราะหากตั้งใจเรียนในห้องเรียนแล้ว ก็ไม่จำเป็นอีก แค่ทบทวนอ่านหนังสืออยู่บ้านค่ะ และอยากบอกว่าพ่อแม่มีส่วนสำคัญมาก เพราะท่านเปิดโอกาสให้เลือกคณะได้ตามอิสระ” ผู้สอบได้ที่ 1 ศิลปศาสตร์ มธ.กล่าว

“ณฐวรรณ เปาอินทร์” หรือ น้ำ จาก ร.ร.สาธิต มศว ปทุมวัน ซึ่งสอบได้คะแนนสูงสุดคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เปิดเผยว่า เคล็ดลับในการทำข้อสอบคือการนำข้อสอบในปีเก่าๆ มาทบทวนดูถึงแนวทางการออกสอบ ในส่วนของครอบครัวนั้นไม่ได้กดดันอะไรมาก ให้อิสระในการเลือกเรียนในสิ่งที่ตนชอบ ไม่บังคับเรียนพิเศษ ตนอยากจะเรียนอะไรก็เพียงแค่บอกพ่อแม่ก็จะให้การสนับบสนุนอย่างเต็มที่ ซึ่งไม่ว่าจะสอบติดหรือไม่ก็ไม่ใช่ปัญหา

“เคยยื่นสอบตรงไปแล้วแต่ไม่ติดจึงเป็นแรงผลักดันให้กลับมาตั้งใจอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งรู้ตัวเองว่าเป็นคนเรียนไม่ได้เก่งที่สุดในห้อง เกรดเฉลี่ยถือว่ากลางๆ ที่ประมาณ 3.78 แต่ตัวเองเป็นคนที่ไม่เครียดกับเรื่องต่างๆ เรียนอย่างมีความสุข และตั้งใจกับสิ่งที่มุ่งหวังเอาไว้ ตรงนี้อาจทำให้ประสบความสำเร็จในครั้งนี้ สำหรับเพื่อนๆ ที่พลาดหวังในปีนี้ก็ขอเป็นกำลังใจให้สู้ต่อไป” น้องน้ำ กล่าว

ส่วน "พิมพ์นภา กังสนันท์" หรือ พิมพ์ จากร.ร.ราชินีบน ซึ่งสอบติดที่ 1 คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า เคล็ดลับที่ทำให้สอบติดคิดว่าอยู่ที่การแบ่งเวลาให้ชัดเจนเป็นสัดส่วน ตนถือว่าเป็นเด็กกิจกรรมคนหนึ่ง ก็ยิ่งต้องมีความรับผิดชอบทั้งด้านการเรียนและการทำกิจกรรม จึงแบ่งเวลาในช่วงวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ ในการเตรียมตัวสอบ โดยการทบทวนหนังสือส่วนใหญ่เป็นการนำหนังสือ และข้อสอบย้อนหลังมาอ่านทบทวน ซึ่งจะทำให้เข้าใจแนวทางข้อสอบซึ่งเป็นวิธีที่ดีมากและเข้าใจง่าย

พิมพ์นภา กล่าวต่อว่า ในส่วนของครอบครัวนั้นได้ให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี เต็มที่ ไม่มีการบังคับ อยากเรียนอะไรก็ให้เรียนตามที่ต้องการ อย่างไรก็ตามทั้งพ่อแม่ถือว่าเป็นกำลังใจสำคัญที่ทำให้ตนประสบความสำเร็จในสิ่งที่ต้องการ อีกส่วนหนึ่งคืออาจารย์ก็มีส่วนสำคัญที่คอยเป็นกำลังใจและคอยแนะนำในเรื่องการเรียนทุกๆ เรื่อง
“ที่เลือกเรียนนิเทศฯ เพราะชอบงานด้านบันเทิง และงานด้านการประชาสัมพันธ์ ทั้งนี้ตั้งเป้าว่าจะนำความรู้ที่ได้มาประกอบใช้กับธุรกิจของทางครอบครัว ทั้งนี้เมื่อได้เข้ามาเรียนที่นี่ ก็อยากมีโอกาสได้เป็นคนอัญเชิญพระเกี้ยว ซึ่งจะถือเป็นเกียรติอย่างยิ่ง” น้องพิมพ์ กล่าว

พิมพ์นภา กล่าวอีกว่า ตนอยากฝากไปถึงเพื่อนๆ ที่พลาดหวังกับการสอบในครั้งนี้อยากให้ทกคนมีกำลังใจ เพราะถึงแม้จะไม่ติดในคณะที่ตั้งใจไว้ ก็เชื่อว่าจะผ่านตรงนี้ไปได้ และได้เรียนในที่ที่ดีต่อไปเช่นกัน เพราะเพียงแค่สอบไม่ติดก็ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของชีวิต

"พิชชา ลีลาพรพิสิฐ" หรือ ส้ม จากร.ร.มงฟอร์ตวิทยาลัย (แผนกมัธยม) สอบได้ที่ 1 คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ กล่าวว่า ตนจะพูดกับตัวเองว่าเมื่อจะทำอะไรก็จะทำอย่างถึงที่สุด ต้องมีความพยายาม เพื่อเดินไปให้ถึงเป้าหมาย ทั้งนี้ทางครอบครัวได้ให้อิสระกับการเรียนอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งส่งเสริมอย่างการเรียนพิเศษก็จะเลือกเรียนเอง และผู้ปกครองก็จะสนับสนุน ไปรับ ส่งเป็นประจำ

พิชชา กล่าวต่อว่า ตนชอบเรียนคณิตศาสตร์ สนใจงานด้านเศรษฐกิจ รู้สึกว่าเมื่อได้เรียนแล้วตัวเองมีความสุข จึงพยายามตั้งใจที่จะสอบเข้าเรียนคณะนี้ให้ได้ เพราะเชื่อว่าจะทำให้ได้เรียนในสิ่งที่ชอบได้

“สำหรับเพื่อนๆ ที่พลาดหวังก็ไม่อยากให้เครียดอะไรมา เพราะการสอบครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เพื่อนๆ ยังมีทางเลือกในการเรียนต่ออีกมากมาย ก็ไม่อยากให้สิ้นหวัง และจะขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนสู่ต่อไป"

อีกหนึ่งคนเก่ง "กรัณฑรัตน์ ครองสิริวัฒน์" หรือ กัน จากร.ร.เตรียมอุดมศึกษา สอบได้ที่ 1 คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า รู้สึกดีใจและตื่นเต้นอย่างมากเมื่อทราบข่าวว่าสอบได้ ซึ่งถือว่าไม่ได้คาดหวังอะไรมากเพราะที่ผ่านมาก็จะพยายามตั้งใจเรียนในห้องให้เต็มที่ ซึ่งตนก็ไม่ชอบเรียนกวดวิชาจึงต้องตั้งใจทบทวนบทเรียนอย่างสม่ำเสมอ ในส่วนของครอบครัวก็ได้ให้ความช่วยเหลือคอยเป็นกำลังใจให้อย่างเต็มที่ สำหรับการเลือกคณะนั้นพ่อแม่ก็ให้เลือกเรียนในสิ่งที่ชอบ ไม่ได้บังคับอะไร

ขณะที่ “ณัฐพร ตองอ่อน” หรือ โดนัท หนุ่มพิการทางสายตา ทำการสอบได้ที่ คณะคุรุศาสตร์ (สังคมศึกษา) มรภ.บ้านสมเด็จเพระยา หนุ่มพิการทางสายตาเผยว่า ดีใจที่ได้เรียนยังคณะที่ต้องการ เพราะฝันอยากเป็นครูสอนคนตาบอด ตลอดจนพ่อกับแม่ตนเองก็อยากให้เป็นครู

“ที่ผ่านมานับว่าผมก็พยายามทั้งอ่านและก็ทำแบบฝึกหัดข้อสอบเก่าๆ ผ่านทางเว็บไซต์ โดยสำหรับการทำข้อสอบเก่าย้อนหลังแบบคนตาบอดอย่างผมค่อนข้างที่จะยากเย็นกว่าคนปกติ เพราะต้องทำผ่านเว็บและใช้โปรแกรมเสียง ส่วนการอ่านก็อ่านผ่านอักษรเบลล์ แต่มันก็พิสูจน์แล้วว่าความพยายามอยู่ไหนความสำเร็จอยู่นั่น โดยหลังจากนี้ผมตั้งใจมุ่งมั่นเรียนในสาขาครู แม้อาจจะต้องย้ายจากประจวบเรียนมากรุงเทพฯแต่ก็คงต้องปรับตัวกันไป ส่วนกิจกรรมในมหาวิทยาลัยผมคงต้องขอดูอีกทีว่าพอจะทำอะไรได้บ้าง” หนุ่มโดนัท ระบุ

วันศุกร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

สพฐ.โอน ร.ร.เข้าสังกัด อปท.แล้ว 449 แห่ง

สพฐ.เผยถ่ายโอน ร.ร.449 แห่ง เข้าสู่สังกัด อปท. ระบุล่าสุดอีก 16 แห่ง แห้วหลังครูไม่สมัครใจ

วันนี้ (6 พ.ค.) นายสมเกียรติ ชอบผล รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยถึงจำนวนสถานศึกษาในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ).ที่ดำเนินการถ่ายโอนไปยังสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ตั้งแต่ปีการศึกษา 2549-2553 ว่า ขณะนี้มีสถานศึกษาที่ถ่ายโอนไปยัง อปท.แล้วทั้งสิ้นรวม 449 โรงเรียน โดยแบ่งเป็นโรงเรียนระดับประถมศึกษาจำนวน 174 แห่ง โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาจำนวน 44 แห่ง และโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาจำนวน 231 แห่ง ซึ่งยังไม่ได้รวมสถานศึกษาที่มีการถ่ายโอนเฉพาะนักเรียนระดับก่อนประถมศึกษา รวมทั้งสิ้น 7 แห่ง ได้แก่ ร.ร.บ้านทุ่งหัวช้าง, ร.ร.บ้านไผ่ราษฏร์สงเคราะห์, ร.ร.บ้านเมืองกี๊ด, ร.ร.บ้านแม่ตะมาน, ร.ร.บ้านดอนแก้ว, ร.ร.บ้านเหมือนง่า และ ร.ร.พัฒนาต้นน้ำขุนคอง

“สถานศึกษาที่อยู่ระหว่างดำเนินการตามขั้นตอนการถ่ายโอนในปีการศึกษา 2553 คงเหลือจำนวนทั้งสิ้น 16 โรงเรียน จาก 2 เขตพื้นที่การศึกษา คือ สพท.นครสวรรค์ เขต 3 จำนวน 15 แห่ง และ สพท.ขอนแก่น เขต 2 จำนวน 1 แห่ง ซึ่งสพท.ยังไม่ได้รายงานการประเมินความสมัครใจของสถานศึกษามายัง สพฐ. แต่ทราบผลอย่างไม่เป็นทางการว่าทั้ง 16 แห่ง ครูไม่สมัครใจที่จะถ่ายโอน” รองเลขาฯ กพฐ.กล่าว

นายสมเกียรติ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ สถานศึกษาที่ สพฐ.อนุมัติให้ถ่ายโอนแล้ว แต่ยังไม่ได้ดำเนินการโอนไปยัง อปท. มีจำนวนทั้งสิ้น 9 แห่ง จาก 5 เขตพื้นที่การศึกษา คือ สพท.ชลบุรี เขต 2 จำนวน 4 แห่ง สพท.ชลบุรี เขต 3 จำนวน 2 แห่ง สพท.บุรีรัมย์ เขต 4 จำนวน 1 แห่ง สพท.สุราษฎร์ธานี เขต 3 จำนวน 1 แห่ง และ สพท.สระแก้ว เขต 2 จำนวน 1 แห่ง

วันพุธที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ช.พ.ค.6

นายเฉลียว อยู่สีมารักษ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า จากการประชุมร่วมกับนายเกษม กลั่นยิ่ง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) และผู้แทนธนาคารออมสิน ถึงการดำเนินการโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู ได้มีการหารือในเบื้องต้นใน 3 โครงการ คือ 1.โครงการพัฒนาชีวิตครู ซึ่งปัจจุบันมีครูร่วมโครงการอยู่แล้วประมาณ 8 หมื่นคน โดยครูเหล่านั้นจะร่วมกันทำกิจกรรมและรวมกลุ่มกู้เงิน โดยค้ำประกันเป็นกลุ่มบุคคล ซึ่งจะกู้ได้คนละ 6-7 แสนบาท แต่โครงการใหม่นี้จะมีการปรับเงื่อนไขให้กู้ได้ไม่เกิน 3 ล้านบาท กรณีค้ำประกันโดยกลุ่มบุคคล และกรณีมีหลักทรัพย์มาค้ำประกันก็จะเพิ่มได้อีก 2 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 5 ล้านบาท โดยในส่วนของการทำประกันชีวิตจะต้องไปต่อรองกับทางธนาคารเรื่องสิทธิประโยชน์ของครูด้วยว่า ครูจะต้องได้รับสิทธิประโยชน์ไม่น้อยกว่าเดิม

ปลัด ศธ. กล่าวต่อไปว่า โครงการที่ 2 โครงการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) ที่จะให้สมาชิก ช.พ.ค.ได้สิทธิกู้เงินจากธนาคารออมสินเพิ่มมากขึ้น โดยขณะนี้ที่ประชุมได้มอบหมายให้นายเกษม ไปประชุมหารือร่วมกับสมาชิก ช.พ.ค.ในการเพิ่มเงินค่าศพ จากปัจจุบันเก็บศพละ 1 บาท เป็นศพละ 1.50 บาท เพื่อให้สมาชิก ช.พ.ค.สามารถกู้เงินได้ถึง 1.2 ล้านบาท เพิ่มจากโครงการ ช.พ.ค. 5 ที่กู้ได้ไม่เกิน 6 แสนบาท ส่วนการค้ำประกันเงินกู้ที่ให้มีการเลือกการทำประกันชีวิตนั้น ก็มอบให้นายเกษม ไปทำประชาพิจารณ์กับเพื่อนสมาชิก ช.พ.ค.อีกครั้ง เพราะขณะนี้มีสมาชิกจำนวนมากเรียกร้องให้มีโครงการ ช.พ.ค.6 และโครงการที่ 3 เป็นโครงการล้างหนี้ครู หรือรีไฟแนนซ์ ที่จะให้ครูย้ายหนี้มาอยู่ที่เดียว

“การทำโครงการต่าง ๆ ผมได้ให้นโยบายไปว่าจะต้องดูศักยภาพของครูด้วยว่าจะมีเงินเหลือพอที่จะจ่ายธนาคารหรือไม่ เพราะผมไม่อยากให้ทำโครงการขึ้นมาแล้วทำให้ครูมีหนี้มากขึ้น”นายเฉลียว กล่าว

ที่มา สยามรัฐ 5 พฤษภาคม 2553

วันอังคารที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ก.ค.ศ.ไฟเขียวคู่มือประเมินวิทยฐานะครู

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เมื่อเร็วๆ นี้ ว่า ที่ประชุมได้รับทราบการจัดทำคู่มือประเมินข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีและเลื่อนวิทยฐานะสายงานการสอน สายงานบริหารสถานศึกษา สายงานบริหารการศึกษา และสายงานนิเทศการศึกษา ตามหลักเกณฑ์ฯ ว 17 ซึ่งมีการประกาศใช้เมื่อวันที่ 1 ต.ค.2552 ที่ผ่านมา โดยคู่มือประเมินดังกล่าว สำนักงาน ก.ค.ศ.เพิ่งดำเนินการแล้วเสร็จ และอยู่ในความสนใจและรอคอยของข้าราชการครูเป็นอย่างมาก ตนจึงได้เร่งรัดให้สำนักงาน ก.ค.ศ.แจ้งไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(สพท.) ส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบต่อไป

นายชินวรณ์ กล่าวต่อว่า สำหรับสารสำคัญที่อยู่ในคู่มือดังกล่าว ประกอบด้วย คำชี้แจงการประเมิน, หลักเกณฑ์และวิธีการให้มีวิทยฐานะและเลื่อนวิทยฐานะ ตลอดจนคำชี้แจง คำอธิบายตัวบ่งชี้ กรอบการประเมินและแบบประเมินทั้งด้านที่ 1-3 โดยมีกรอบการประเมิน ดังนี้ 1.ด้านวินัย คุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพ โดยพิจารณาการมีวินัย การประพฤติปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี ดำรงชีวิตอย่างเหมาะสม ความรักและศรัทธาในวิชาชีพ และความรับผิดชอบในวิชาชีพ 2.ด้านความรู้ความสามารถ แบ่งเป็น ส่วนที่ 1 การเป็นผู้มีความสามารถในสายงานการสอน พิจารณาจากการเป็นผู้มีความสามารถด้านการจัดการเรียนการสอน สายงานบริหารสถานศึกษา พิจารณาจากการเป็นผู้มีความสามารถด้านการบริหารจัดการสถานศึกษา สายงานบริหารการศึกษา พิจารณาจากการเป็นผู้มีความสามารถด้านการบริหารและการจัดการศึกษา และสายงานนิเทศการศึกษา พิจารณาจากการเป็นผู้มีความสามารถด้านการนิเทศการศึกษา ได้แก่ การจัดทำ การใช้และการนำสื่อนวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ การวิเคราะห์ สังเคราะห์และการวิจัยทางการศึกษา และการติดตามตรวจสอบและประเมินผลการนิเทศการศึกษา

ส่วนที่ 2 การพัฒนาตนเองเพื่อเพิ่มพูนความรู้และทักษะ พิจารณาจากการเข้าร่วมประชุม การอบรมสัมมนา การศึกษาดูงาน การศึกษาเพิ่มเติม หรือด้วยวิธีการอื่นๆ การประมวลความรู้ในการพัฒนาองค์กรและวิชาชีพ เป็นต้น

นายชินวรณ์ กล่าวอีกว่า 3.ด้านผลงานการปฏิบัติงาน แบ่งเป็น ส่วนที่ 1 ผลการพัฒนาคุณภาพ จำแนกเป็น สายงานการสอน พิจารณาจากการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ได้แก่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผลการพัฒนาผู้เรียนด้านอื่นๆ ปริมาณและสภาพของงาน สายงานบริหารสถานศึกษา พิจารณาจากผลการพัฒนาคุณภาพในการบริหารจัดการสถานศึกษา ได้แก่ ผลที่เกิดกับผู้เรียน ครู สถานศึกษา ชุมชนและท้องถิ่น ปริมาณและสภาพของงาน สายงานบริหารการศึกษา พิจารณาจากผลการพัฒนาคุณภาพในการบริหารและการจัดการศึกษา ได้แก่ ผลการพัฒนาที่เกิดกับผู้เรียน บุคลากรทางการศึกษา สถานศึกษา หน่วยงาน และความพึงพอใจของสถานศึกษา และสายงานนิเทศการศึกษา พิจารณาจากผลการพัฒนาคุณภาพการนิเทศการศึกษา ได้แก่ ผลที่เกิดกับครู ผู้เรียน สถานศึกษา และระบบการจัดการศึกษาของสถานศึกษา และส่วนที่ 2 ผลงานทางวิชาการ พิจารณาจากคุณภาพ และประโยชน์ของผลงานทางวิชาการ

วันจันทร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ผลประชุมผู้บริหารองค์กรหลัก ศธ.

รมว.ศธ.กล่าวว่า ผลการประชุมองค์กรหลักมีประเด็นสำคัญ ดังนี้

• การสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเพื่อเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน ครั้งที่ ๑/๒๕๕๓ ซึ่ง สพฐ.ให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา จำนวน ๖๙ เขต ดำเนินการจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเพื่อเข้ารับราชการ โดยได้มีหนังสือเพื่อ ผ่อนผันให้ผู้สมัครที่ได้ใบรับรองสิทธิก่อนที่จะได้รับใบประกอบวิชาชีพครู สามารถสมัครสอบได้ ทำให้ผู้สมัครจำนวนหนึ่งที่ไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู และได้สมัครสอบครั้งนี้ด้วย อาจเกิดความเข้าใจผิดเรื่องหลักเกณฑ์ว่า เมื่อสอบได้แล้วจะได้รับการบรรจุ ซึ่งไม่เป็นไปตามคุณสมบัติทั่วไปและคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งที่จะบรรจุแต่งตั้งเป็นครูผู้ช่วยได้ คือ ต้องมี ใบประกอบวิชาชีพครูก่อน

จึงได้มอบหมายให้ สพฐ. คุรุสภา และ ก.ค.ศ. ดำเนินการสรุปหลักเกณฑ์เพื่อซักซ้อมความเข้าใจไปยัง สพท.ทั้ง ๖๙ เขต ในการชี้แจงให้ผู้สมัครสอบได้ทราบโดยทั่วกัน และจากข้อสังเกตของสมาคมโรงเรียนเอกชน เรื่องการสอบแข่งขันที่ดำเนินการในช่วงเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๓ ซึ่งส่งผลกระทบต่อครูโรงเรียนเอกชนที่สอบบรรจุได้ ทำให้ ตำแหน่งของครูโรงเรียนเอกชนขาดแคลน และไม่สามารถสรรหา/บรรจุทดแทนได้ทัน ที่ประชุมจึงเห็นควร ให้รับข้อสังเกตนี้ เพื่อให้การสอบบรรจุครั้งต่อไป ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนเปิดภาคเรียน คือ ภายในเดือนเมษายนของทุกปี

• โรงเรียนดีประจำตำบล สพฐ.รายงานความคืบหน้าว่า ขณะนี้ได้คัดเลือกโรงเรียนดีประจำตำบลไว้แล้ว จำนวน ๑๘๒ โรงเรียน และมีการดำเนินการตามนโยบาย ๕ ขั้นตอน ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนเตรียมการ โดย สพฐ.ได้เชิญผู้บริหารและคณะครูโรงเรียนดีประจำตำบลมาประชุมเชิงปฏิบัติการ (workshop) เพื่อเตรียมทำแผนรองรับการพัฒนา รวมทั้งประเมินความต้องการ/ความจำเป็น กำหนดภาพความสำเร็จ และดำเนินงานเพื่อพัฒนาตามแผนอย่างยั่งยืน

ซึ่ง รมว.ศธ.ได้ให้ข้อสังเกตในการคัดเลือกโรงเรียน เพื่อให้ได้โรงเรียนที่มาจากความร่วมมือของชุมชน มีการทำประชาคมในชุมชน มี MOU ระหว่างโรงเรียนกับ อบต. ที่มีจุดเน้น คือ อบต.ต้องเข้ามามีส่วนร่วม อย่างน้อยที่สุดในการรับส่งนักเรียนไป-กลับ หาก อบต.ใดมีความพร้อมที่จะทำ MOU ในด้านอื่นๆ ศธ.ก็ยินดี

นอกจากนี้ การจัดสรรงบประมาณก็ควรดำเนินการให้ทันต่อกรอบเวลา ซึ่ง ครม.ได้อนุมัติงบประมาณไว้แล้ว จำนวน ๑,๗๑๗ ล้านบาท เพื่อจัดสรรให้กับโรงเรียนต่างๆ โดยพิจารณาจากความต้องการและต้นทุนของแต่ละโรงเรียน การพัฒนาโรงเรียนดีประจำตำบล จะต้องระดมสรรพกำลัง ทรัพยากรทุกด้าน เพื่อร่วมมือกันทำงานอย่างแท้จริง โดยจะไม่เน้นปริมาณ แต่จะเน้นในเชิงคุณภาพ สนองตอบต่อการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สองและการกระจายอำนาจสู่สถานศึกษาอย่างแท้จริง นอกจากนั้น ยังเป็นการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของโรงเรียนขนาดเล็กให้สูงขึ้นด้วย

• ความคืบหน้าโครงการเรียนฟรี เรียนดี ๑๕ ปีอย่างมีคุณภาพ สพฐ.ได้ดำเนินการจัดสรรงบประมาณไปสู่สถานศึกษาเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ไปจะต้องเร่งรัดให้มีการจัดพิมพ์หนังสือเรียนให้ทันต่อเวลา โดย สพฐ.จะจัดกิจกรรมปล่อยคาราวานหนังสือเรียนไปยังโรงเรียน ทั่วประเทศ ในวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๑.๐๐ น. ที่โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว องค์การค้าของ สกสค. สำหรับการแจกหนังสือเรียน ที่ประชุมยืนยันการแจกหนังสือเรียนฟรีให้กับนักเรียน ชั้น ม.๔-ม.๖ และ ปวช. ทุกชั้นเรียน ซึ่ง สพฐ.ได้เตรียมการงบประมาณในส่วนนี้ไว้แล้ว จำนวนกว่า ๔๐๐ ล้านบาท และในปี ๒๕๕๔ ก็จะได้ดำเนินการจัดตั้งงบประมาณไว้ โดยนักเรียน ชั้น ป.๑-ม.๓ จะเป็นการให้ยืมเรียนต่อไป