ข่าวการศึกษา

วันพุธที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ครม.มีมติให้ขึ้นเงินเดือนข้าราชการครู อัตรา 5%

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เปิดเผยว่า จากการที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เห็นชอบคำขอตั้งงบประมาณการปรับปรุงค่าตอบแทนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการดึงดูดและรักษาคนเก่งคนดีไว้ในราชการ และเพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของข้าราชการ สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ.2554 จำนวน 39,792 ล้านบาท และผลจากการหารือระหว่างคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) กับฝ่ายบริหารงานบุคคลของข้าราชการทุกประเภท มีมติให้ขึ้นเงินเดือนข้าราชการในอัตรา 5% ทุกประเภท ซึ่งรวมถึงข้าราชการครูด้วย สำหรับตารางการปรับอัตราเงินเดือนฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 จะส่งผลให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับเงินเดือนสูงขึ้น ดังนี้

ครูผู้ช่วย จากเดิม7,940-16,840 บาท เป็น 8,340-17,690 บาท

อันดับ คศ.1 จากเดิม 7,940-27,500 บาท เป็น 8,340-28,880 บาท

อันดับ คศ.2 จากเดิม 12,530-33,540 บาท เป็น 13,160-35,220 บาท

อันดับ คศ.3 จากเดิม 12,530-47,450 บาท เป็น 13,160-49,830 บาท

อันดับ คศ.4 จากเดิม 23,230-50,550 บาท เป็น 24,400-53,080 บาท

อันดับ คศ.5 จากเดิม 28,550-64,340 บาท เป็น 29,980-67,560 บาท.

การประชุมสมัชชาผู้นำครู ๔ ภูมิภาค

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมสมัชชาผู้นำครู เรื่องการสร้างขวัญและกำลังใจครูและบุคลากรทางการศึกษา โครงการประชุมสัมมนาคณะกรรมการ สกสค.จังหวัด และองค์กรเครือข่าย มีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า ๑,๐๐๐ คน เมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๓ ที่หอประชุมคุรุสภา

รมว.ศธ.กล่าวว่า สมัชชาหมายถึงการเปิดกว้างให้ทุกฝ่ายได้มีเสนอแนะความคิดเห็น ตลอดถึงมีส่วนร่วมคิดเพื่อก้าวไปข้างหน้าอย่างมีพลัง สิ่งสำคัญคือ ต้องมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการสร้างขวัญและกำลังใจของครู เพื่อยกระดับมาตรฐานวิชาชีพครู ให้เป็นที่ยอมรับ ผลักดันกฎหมายส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูให้สะท้อนต่อการพัฒนามาตรฐานวิชาชีพครู ให้ทุกคนได้เห็นว่า ครูเป็นอาชีพที่มีเกียรติ มีมาตรฐานวิชาชีพชั้นสูง มีสวัสดิการและสวัสดิภาพที่ดี จะต้องร่วมกันขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง ซึ่ง รมว.ศธ.กล่าวย้ำเสมอว่าการปฏิรูปการศึกษาจะประสบความสำเร็จได้ ต้องปฏิรูปครูให้ประสบความสำเร็จ

ดังนั้น สกสก.จะต้องเป็นองค์กรนำในการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครู ส่วนคุรุสภาจะนำในเรื่องมาตรฐานวิชาชีพครู ซึ่งมีเป้าหมายสูงสุด คือการปฏิรูปครูให้มีมาตรฐานวิชาชีพที่สูงขึ้น จึงจะสามารถสร้างแรงจูงใจให้คนเก่งมาเรียนครูได้ การมองอย่างครูจะเป็นการมองแบบองค์รวม ตั้งแต่การผลิตครู การพัฒนาครู การใช้ครู การส่งเสริมสวัสดิภาพครู การพัฒนาระบบค่าตอบแทนครู ซึ่ง สกสค.ต้องดำเนินการในประเด็นหลัก ๔ ประเด็น ดังนี้

สวัสดิการครู ต้องเร่งผลักดันสวัสดิการครูอย่างเต็มรูปแบบ ตามที่ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และพระราชบัญญัติส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครู ต้องมีความชัดเจนและดูแลอย่างใกล้ชิด รวมทั้งควรคิดนอกกรอบเกี่ยวกับสวัสดิการของครู เพื่อให้ครูมีสวัสดิการที่เหนือกว่าอาชีพอื่น

สวัสดิภาพครู ซึ่ง สกสค.ได้ดำเนินโครงการในด้านต่างๆ เพื่อพัฒนาสวัสดิภาพครูอย่างชัดเจน โดยเฉพาะครูในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งในอนาคต สกสค.จะต้องขยายผลสวัสดิการ/สวัสดิภาพไปสู่ระดับภูมิภาค ซึ่ง รมว.ศธ.เชื่อว่าจะสามารถจัดสรรงบประมาณให้กับ สกสค. และคุรุสภา ซึ่งเป็นหน่วยงานในกำกับของ ศธ.ได้ จึงมอบหมายให้เลขาธิการวางแผนและกำหนดกรอบการดำเนินงานที่ชัดเจน เพื่อนำเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาต่อไป การจัดสวัสดิภาพต้องมุ่งเน้นการพัฒนาให้สูงขึ้น นำไปสู่การสร้างเครือข่ายครูทั่วประเทศ สกสค.จะต้องดูแลในทุกจังหวัด โดยการเข้าไปสอดแทรกในกิจกรรมทุกกิจกรรม ตั้งแต่เกิดเป็นครูจนถึงตาย

มาตรฐานวิชาชีพครู คุรุสภาจะต้องจัดสอบผู้ที่จะมาเป็นครูอย่างเข้มข้น ผู้ที่ต้องการเป็นครูจะต้องผ่านการรับรองจากคุรุสภา เพื่อให้มีเกียรติและเชื่อถือได้ว่าเป็นวิชาชีพชั้นสูง

โครงการพัฒนาชีวิตครู ศธ.มีครูและบุคลากรทางการศึกษา จำนวนกว่า ๗๐๐,๐๐๐ คน มีเงินหมุนเวียนจากเงินเดือนครู หนี้สินครู เงินออมครู รวมทั้งมีทุนที่เป็นทรัพยากรมนุษย์ เป็นมันสมองที่จะขับเคลื่อนการพัฒนาชีวิตครูได้ทั้งระบบ จึงได้ตั้งคณะทำงานซึ่งมีปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน มีคณะทำงานจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาชีวิตครู หนี้สินครู โดยมีกำหนดรวบรวมข้อมูลแล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคมนี้ จากนั้นจะหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อให้เกิดระบบการพัฒนาชีวิตครู ซึ่งจะดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๓

รมว.ศธ.กล่าวถึงธนาคารครูว่า เป็นกรอบความคิดที่ได้จากข้อเสนอของครู เพราะครูมีเงินออมที่สหกรณ์ออมทรัพย์ครูเป็นจำนวนมาก และมีหนี้สินจำนวนกว่าแสนล้านบาท ถ้า สกสค.ได้หารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อร่วมกันจัดทำข้อมูลอย่างเป็นระบบ ก็จะมีโอกาสได้รับการสนับสนุนดอกเบี้ยราคาถูกและสนับสนุนโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่การบริหารจัดการหนี้สินและเงินออมของครูอย่างเป็นระบบ การระดมเงินออม รวมทั้งการเชื่อมโยงกับสหกรณ์ออมทรัพย์ครู ทำให้มีศักยภาพเพียงพอที่จะเดินไปสู่การสร้างสถาบันการเงินครู อาจจะเป็นธนาคารครูในธนาคารออมสิน แต่ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการขอความร่วมมือเพื่อพัฒนาชีวิตครูอย่างเป็นระบบ ซึ่งผู้นำครูที่ได้เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ ก็มีความคาดหวังว่า ครูจะมีสวัสดิการและสวัสดิภาพที่ดีขึ้น รวมทั้งมีความพร้อมที่จะร่วมมือเพื่อยกระดับมาตรฐานวิชาชีพครูให้สูงขึ้นด้วย

วันอังคารที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ก.ค.ศ.อนุมัติตำแหน่ง ผอ.เชี่ยวชาญ และ ครูเชี่ยวชาญ

คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) อนุมัติ ตำแหน่งผู้อำนวยการเชี่ยวชาญ ศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ ครูเชี่ยวชาญ และรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชำนาญการพิเศษ ดังนี้ อนุมัติให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา เลื่อนเป็น วิทยฐานะผู้อำนวยการเชี่ยวชาญ จำนวน 2ราย คือ นางสาวปฏิมา พูนทรัพย์ โรงเรียนพูลเจริญวิทยาคม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) สมุทรปราการ เขต 2และ นางวันเพ็ญ บุรีสูงเนิน โรงเรียนวอนนภาศัพท์ สพท.ชลบุรี เขต

1รวมถึงอนุมัติให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ผู้ดำรงตำแหน่งศึกษานิเทศก์ เลื่อนเป็นวิทยฐานะศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ จำนวน 2ราย คือ นายนิกูล ประทีปพิชัย สพท.เพชรบุรี เขต 2 นายดุสิต จันทร์ศรี สพท.สระบุรี เขต 1

นอกจากนี้ยังได้มีมติอนุมัติให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ผู้ดำรงตำแหน่งครู เลื่อนเป็นวิทยฐานะครูเชี่ยวชาญ จำนวน 10ราย สังกัด สพท.ต่าง ๆ จำนวน 8ราย คือ นางฉันทนา ไชยเฉลิมวงศ์ ร.ร.สตรีศรีสุริโยทัย และนางสุนิดา เดชะทัตตานนท์ ร.ร.สามเสนวิทยาลัย สพท.กรุงเทพมหานคร เขต 1นางสาวสุวันนา ทับแถม ร.ร.จันทร์หุ่นบำเพ็ญ สพท.กรุงเทพมหานคร เขต

2 นางเอื้ออารีย์ ศรีวิสรณ์ ร.ร.บ้านถลุงเหล็ก สพท.ลพบุรี เขต 1 นางวิไลลักษณ์ วังศรี ร.ร.ไทยรัฐวิทยา 90 (บ้านโคกตะแบก) สพท.บุรีรัมย์ เขต 3 นางจุฑาภรณ์ แซ่ค่ง ร.ร.บ้านคลองแงะ (ชาติบุญยวิทยาคาร) สพท.สงขลา เขต 3นางจำเนียร เจริญพร ร.ร.พรหมคีรีพิทยาคม สพท.นครศรีธรรมราช เขต 4 และนางอรุณี สุทธิธรรม ร.ร.วัดหนองเสือ สพท.นครปฐม เขต 1สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จำนวน 1ราย คือ นางเจียมจิต เผือกศรี วิทยาลัยเทคนิคสมุทรปราการ และสังกัดสถาบันการพลศึกษา จำนวน 1ราย คือ นายวิทเวช วงศ์เพม สถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตอ่างทอง นอกจากนี้ ก.ค.ศ. ยังได้อนุมัติให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เลื่อนเป็นวิทยฐานะรองผู้อำนวยการ สพท. ชำนาญการพิเศษ จำนวน 20ราย คือ นายสุริยะ พุทธิผล สพท.อุบลราชธานี เขต 5นางรัตนมารินทร์ สืบสายทองคำ สพท.ลพบุรี เขต 2 นายเสนาะ วังคะฮาด สพท.ร้อยเอ็ด เขต 2นายกิตติภพ เหลาไชย สพท.มหาสารคาม เขต 3 นายสมจิต รัตนเพ็ญ สพท.แม่ฮ่องสอน เขต 1 นายอรรณพ สุวรรณชาติ และนายสมพร เจนจัด สพท.เชียงใหม่ เขต 2 นายทวีพัฒน์ ไมตรีจิตร์ และนายชัชวาลย์ อ่อนสี สพท.พิษณุโลก เขต 2 นายเกษมสุข ศรีชะนา และนายเฉลิมพล พินทอง สพท.ประจวบคีรีขันธ์ เขต 1นายชุมพล วีระไพศาล และนายสมชาย คำทิพย์ สพท.เพชรบุรี เขต 2 นายอำนาจ กาฬวัจนะ และนายสุริยัน รัตนไชย สพท. สุราษฎร์ธานี เขต 3นางปลิฎสดา เพ็ชรสีเงิน สพท.ชัยภูมิ เขต 3นายคำคูณ ดีสุรกุล สพท.มหาสารคาม เขต 1นายเนรมิต ศิริภิรมย์ สพท.ขอนแก่น เขต 3 นายชาติตระการ ยอดสง่า และนายธุวชิต เอี่ยมกลั่น สพทนครราชสีมา เขต 2

นสพ.แนวหน้า 30มิ.ย.53

วันจันทร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2553

การประชุม ก.ค.ศ. 28 มิ.ย.2553

รมว.ศธ.กล่าวว่า ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องสำคัญๆ ดังนี

อนุมัติให้ตั้งผู้ทรงคุณวุฒิใน อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา จำนวน ๕ เขต ได้แก่

อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษากาญจนบุรี เขต ๔ แต่งตั้งนายอนันต์ ฉายอรุณ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านบริหารงานบุคคล

อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาพัทลุง เขต ๑ แต่งตั้งนายเพชร ฤทธิ์ช่วย ผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย หรือด้านการเงินการคลัง

อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาพัทลุง เขต ๒ แต่งตั้งนายอารี ณรงค์ราช ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษา

อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาสมุทรปราการ เขต ๑ แต่งตั้งนายณ.เณร ผูกบุญเชิด ผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย หรือด้านการเงินการคลัง
อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาจังหวัดอุบลราชธานี เขต ๒ แต่งตั้งนายประสิทธิ์ คุณพาที ผู้ทรงคุณวุฒิด้านบริหารงานบุคคล

ให้ความเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาปรับอัตราเงินเดือนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และบัญชีอัตราเงินเดือนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ โดยปรับเพิ่มในอัตราร้อยละ ๕ เพื่อนำเสนอ กงช. ต่อไป

เห็นชอบให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เลื่อนเป็นวิทยฐานะครูเชี่ยวชาญพิเศษ รายนางสาวรัตนา สนิถตานนท์ ครูวิชาภาษาไทย โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย

เห็นชอบร่างหลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตั้งให้มีและเลื่อนเป็นวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ และวิทยฐานะเชี่ยวชาญ ให้ส่วนราชการต้นสังกัดเป็นหน่วยงานรับผิดชอบ โดยความร่วมมือกับสถาบันพัฒนาครู คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา หรือสถาบันอุดมศึกษา โดยส่วนราชการต้นสังกัดจะต้องดำเนินการในการตั้งคณะกรรมการจัดทำหลักสูตรและคู่มือการพัฒนาก่อนแต่งตั้งให้มีและเลื่อนวิทยฐานะ โดยวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ ต้องมีเวลาในการพัฒนาไม่น้อยกว่า ๔ วัน และวิทยฐานะเชี่ยวชาญต้องมีเวลาในการพัฒนาไม่น้อยกว่า ๕ วัน

ได้มอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาไปดำเนินการจัดทำข้อมูล ในเรื่องการดูแลวิทยฐานะและเงินประจำตำแหน่งของกลุ่มข้าราชการครูที่เป็นบุคลากรทางการศึกษาตามมาตรา ๓๘ (๒)ค. ซึ่งเป็นกลุ่มข้าราชการที่ได้มีส่วนสนับสนุนในเรื่องของการจัดการศึกษา เนื่องจากว่าภารกิจและงานของการบริหารการศึกษานั้นมีส่วนเกี่ยวโยงกับข้าราชการกลุ่มที่เรียกว่า บุคลากรทางการศึกษาอื่นด้วย ซึ่งต้องไปศึกษาอย่างเป็นระบบต่อไปว่าข้าราชการกลุ่มนี้ควรที่จะให้มีวิทยฐานะและเงินประจำตำแหน่งหรือไม่

มาตรฐานและการกำหนดตำแหน่งสำหรับผู้บริหารการศึกษาที่เป็นผู้อำนวยการ สำนักเขตเขตพื้นที่การศึกษา ควรที่จะได้มีการกำหนดตำแหน่งให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน

ในช่วงการเปลี่ยนผ่านตั้งแต่การประกาศให้มีพระราชบัญญัติข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาและมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเงินเดือนของข้าราชการครู จึงทำให้ข้าราชการครูได้รับการบรรจุในหลักสูตร ๔ ปี และหลักสูตร ๕ ปี ยังไม่ได้เข้าสู่แท่งอัตราเงินเดือนที่ชัดเจน คือ ยังไม่ได้มีการกำหนดกฎ ก.ค.ศ. ๒ หรือมาตรฐานเงินเดือนขั้นต่ำ ซึ่งกระทบต่อข้าราชการครู จำนวนประมาณ ๑๐,๐๐๐ คน จึงขอให้หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณาเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจของครูกลุ่มดังกล่าวให้เกิดความชัดเจนต่อไป.

4 แผนโรดแมปปฏิรูปการศึกษารอบ 2

(28 มิ.ย.) นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รมว.กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารองค์กรหลัก ศธ.ว่า ที่ประชุมเห็นได้ชอบโรดแมปเพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ 2 (พ.ศ.2554-2557) ซึ่งประกอบด้วย 4 แผนหลัก คือ1.แผนพัฒนาคุณภาพคนไทยยุคใหม่ 30 โครงการ ใช้งบประมาณ 15,798 ล้านบาท อาทิ โครงการพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็กสู่ศูนย์การเรียนรู้คุณภาพ 200 แห่ง, โครงการอาชีวะต้นแบบเพื่อพัฒนาวิชาชีพชุมชน/อุดหนุนการหารายได้ระหว่างเรียน, โครงการส่งเสริมสนับสนุนกิจกรรมวิชาการและพัฒนาทักษะอาชีพครบวงจรในสถาบันการศึกษาปอเนาะในจังหวัดชายแดนภาคใต้ 2.แผนพัฒนาคุณภาพครูยุคใหม่ 9 โครงการ ใช้งบ 7,393 ล้านบาท อาทิ การผลิตครูพันธุ์ใหม่, โครงการปรับระบบการคัดเลือก การคัดสรรครู การพัฒนาเพื่อยกระดับคุณภาพครูโรงเรียนเอกชนทั่วประเทศ และครูในจังหวัดชายแดนภาคใต้

นายชินวรณ์ กล่าวต่อว่า 3.แผนพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาและแหล่งเรียนรู้ยุคใหม่ 12 โครงการ ใช้งบฯ 9,443 ล้านบาท อาทิ พัฒนาคุณภาพสถานศึกษายุคใหม่ 9,000 แห่ง, โครงการสร่างแหล่งเรียนรู้ราคาถูก โครงการสนับสนุนโรงเรียนเป็นศูนย์กลางการศึกษาในภูมิภาค และ 4.แผนพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการใหม่ 17 โครงการ ใช้งบ 76,815 ล้านบาท อาทิ โครงการสนับสนุนทุนการศึกษานักเรียน/นักศึกษา ในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้, โครงการเรียนฟรี เรียนดี 15 ปีอย่างมีคุณภาพ, โครงการส่งเสริมการเพิ่มโอกาสทางการศึกษา, การจัดการศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย 15 ปีของพระภิกษุ สามเณร/เด็ก ในถิ่นทุรกันดาร และทุนอุดหนุนเฉลิมราชกุมารี

“ที่ประชุมได้มอบให้สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ไปจัดประชุมปฏิบัติการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อปรับโรดแมปให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ก่อนนำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ 2 (กนป.) และคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ 2 (กขป.) พิจารณาให้ความเห็นชอบ และเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป ทั้งนี้ ทุกองค์กรหลักต้องแสดงความรับผิดชอบอย่างสูงในการขับเคลื่อนการดำเนินงานให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ และที่สำคัญ ต้องนำโครงการที่แต่ละองค์กรหลักรับผิดชอบมารายงานความคืบหน้าต่อที่ประชุมองค์กรหลักทุกสัปดาห์ ขณะเดียวกันได้มอบให้ สกศ.เป็นผู้ติดตามประเมินผล และประสานการดำเนินงานในแต่ละโครงการต่อไปด้วย” รมว.ศธ.กล่าว

วันอาทิตย์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2553

การพัฒนาระบบการบริหารโรงเรียนประถมศึกษาเพื่อส่งเสริมสุขภาพ อนามัยแบบองค์รวม

การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ
1) ศึกษาสภาพและปัญหาการส่งเสริมสุขภาพอนามัยในโรงเรียนประถมศึกษาสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ
2) ศึกษาแนวทางการบริหารโรงเรียนเพื่อส่งเสริมสุขภาพอนามัยแบบองค์รวม
3) พัฒนาระบบการบริหารโรงเรียนประถมศึกษา เพื่อส่งเสริมสุขภาพอนามัยแบบองค์รวม การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย (Descriptive Research) มีการดำเนินงานวิจัย 4 ขั้นตอน ได้แก่
1) กำหนดกรอบความคิดในการวิจัย
2) ศึกษาสภาพปัญหา และแนวทางบริหารโรงเรียนเพื่อส่งเสริมสุขภาพแบบองค์รวม
3) พัฒนาระบบการบริหารโรงเรียนเพื่อส่งเสริมสุขภาพ
4) ศึกษาความเหมาะสมและปรับปรุงระบบการบริหารเพื่อการส่งเสริมสุขภาพอนามัยแบบองค์รวม กลุ่มตัวอย่างคือโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดกระทรวงศึกษาธิการที่มีความเป็นเลิศด้านการส่งเสริมสุขภาพอนามัย จำนวน 8 แห่ง กระจายอยู่ใน 4 ภูมิภาคของประเทศไทย การเก็บรวบรวมข้อมูลทำโดย
1) การสัมภาษณ์ระดับลึก
2) การสนทนากลุ่ม
3) การศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง
4) การสังเกตและจดบันทึก ผู้ให้ข้อมูลได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ครู นักเรียน ชุมชน การวิเคราะห์และสรุปผลการวิจัยทำโดยการวิเคราะห์เนื้อหา (Contents Analysis) และบรรยายสรุป

ผลการวิจัยมีดังนี้
1. สภาพและปัญหาการส่งเสริมสุขภาพอนามัยที่โรงเรียนเคยประสบและกำลังประสบได้แก่
1) ขาดครูที่มีความรู้เฉพาะทางทั้งด้านอนามัย และวิชาสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา
2) ครูมีงานสอนและงานอื่นมากทำให้ไม่มีเวลาดำเนินงานด้านการส่งเสริมสุขภาพ
3) ผู้ปกครองและชุมชนมีส่วนร่วมในการวางแผนและตัดสินใจน้อย
4) ขาดการประสานงานกับหน่วยงานราชการและหน่วยงานอื่น
5) ผู้บริหารสถานศึกษาและครูขาดขวัญ กำลังใจในการดำเนินงานเนื่องจากผู้บริหารต้นสังกัดไม่เห็นความสำคัญของการดำเนินงานด้านการส่งเสริมสุขภาพ
6) ขาดงบประมาณการดำเนินงานและได้รับงบประมาณสนับสนุนจากท้องถิ่นน้อย
2. แนวทางการบริหารเพื่อการส่งเสริมสุขภาพแบบองค์รวม พบว่าโรงเรียนทั้ง 8 แห่งมีการบริหารตามแนวทางการบริหารเพื่อการส่งเสริมสุขภาพตามองค์ประกอบและเกณฑ์โรงเรียนส่งเสริมสุขภาพของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข โดยให้ความสำคัญในเรื่องการเข้ามามีส่วนร่วมของผู้ที่เกี่ยวข้องและการจัดบริการด้านสุขภาพ สำหรับทั้งนักเรียนและครู และจัดโครงการหรือกิจกรรมส่งเสริมหลากหลายเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง
3. ระบบการบริหารโรงเรียนประถมศึกษาเพื่อส่งเสริมสุขภาพอนามัยแบบองค์รวมที่พัฒนาได้คือ ระบบ
“HAPPYKIDS System” ประกอบด้วย
1) ปัจจัยนำเข้า ประกอบด้วย
1.1) บุคลากร
1.2) งบประมาณ และ
1.3) วัสดุอุปกรณ์

2) กระบวนการ ประกอบด้วยองค์ประกอบ 9 องค์ประกอบ
2.1) นโยบายด้านสุขภาพ
2.2) การมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชน
2.3) การจัดสภาพแวดล้อมในโรงเรียนเพื่อส่งเสริมสุขภาพของโรงเรียน
2.4) การบริการสุขภาพของโรงเรียน
2.5) การจัดการเรียนการสอนสุขศึกษาและพลศึกษา
2.6) การโภชนาการของโรงเรียน
2.7) การออกกำลังกาย กีฬา และนันทนาการ
2.8) การให้คำปรึกษาแนะนำสุขภาพทางกาย ใจ อารมณ์ และสังคม
2.9) การส่งเสริมสุขภาพบุคลากร 3) ปัจจัยส่งออก ประกอบด้วย 3.1) การปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

3.2) นักเรียนที่มีสุขภาวะดี ทั้ง 4 ด้าน 4) ข้อมูลย้อนกลับ และ 5) สิ่งแวดล้อม ประกอบด้วย
5.1) การเมือง
5.2) เศรษฐกิจ
5.3) สังคม
5.4) เทคโนโลยี

4. ระบบการบริหารโรงเรียนประถมศึกษาเพื่อการส่งเสริมสุขภาพอนามัยแบบองค์รวมที่พัฒนามีความเหมาะสมใช้ได้จริงตามความเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิและเห็นควรมีการสนับสนุนให้เกิดการใช้จริงจากหน่วยงานต่าง

แหล่งที่มา : http://www.thaiedresearch.org

วันเสาร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2553

การพัฒนาคุณภาพการศึกษาคนไทยยุคใหม่เน้นความรู้-อาชีพ

อนุกรรมการ กนป. ถกแนวทางการพัฒนาคุณภาพคนไทย- สถานศึกษา-แหล่งเรียนรู้ยุคใหม่ เน้นความสามารถด้านความรู้และการงานอาชีพ ชี้ต้องให้อิสระ โปร่งใส ปราศจากอิทธิพลจากภายนอก พร้อมจัดประชุมเสนอนโยบายและยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาด้านคุณภาพ มาตรฐานการศึกษาและเรียนรู้ตามกรอบ 4 ใหม่ วันที่ 3 – 4 กรกฎาคมนี้
รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ เป็นประธานในการประชุมคณะอนุกรรมการนโยบายปฏิรูปการศึกษา (กนป.)ด้านการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาและเรียนรู้ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.)ให้สัมภาษณ์ภายหลังจากการประชุมว่า ที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณา แนวทางการพัฒนาคุณภาพคนไทยยุคใหม่ และคุณภาพสถานศึกษาและแหล่งเรียนรู้ยุคใหม่ ซึ่งได้ข้อสรุป คือการพัฒนาคุณภาพของคนไทยยุคใหม่ จะต้องมีความสามารถด้านความรู้และการงานอาชีพ โดย มีลักษณะสำคัญ 4 เรื่อง คือ 1.ความรู้เรื่องการสื่อสารในการใช้ภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ 2.ความรู้เรื่องทักษะด้านชีวิต เช่น การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น 3.การงานอาชีพ 4. ลักษณะนิสัย บุคลิกภาพ ทัศนะคติที่เหมาะสม ตลอดจนค่านิยม วินัย แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ที่จะทำให้งานประสบความสำเร็จ โดยคณะอนุกรรมการชุดนี้จะต้องนำทั้ง 4 เรื่องไปพัฒนาเพื่อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำของผู้เรียนในแต่ละช่วงอายุต่อไป
“สำหรับการพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาและแหล่งเรียนรู้ยุคใหม่ ที่ประชุมเห็นว่า ควร ให้สถานศึกษาบริหารจัดการอย่างอิสระ การกำกับดูแลสถานศึกษาให้มีคุณภาพ ตลอดจนการสรรหาแต่งตั้งและประเมินเป็นไปอย่างโปร่งใสปราศจากอิทธิพลจากภายนอก รวมทั้งการกำหนดขนาดของสถานศึกษา การใช้ไอที ที่สำคัญที่สุด คือการจัดสิ่งแวดล้อมในสถานศึกษาที่เรียกว่า ครูที่พูดไม่ได้ เพื่อให้มีความเหมาะสมต่อการเรียนรู้” ประธานอนุกรรมการฯ กล่าว
รศ.ดร.วรากรณ์ กล่าวต่อว่า หลังจากนี้ จะมีการประชุมปฏิบัติการเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและร่วมกันจัดทำข้อเสนอนโยบายและยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาในด้านคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาและเรียนรู้ตามกรอบ 4 ใหม่ ในวันที่ 3 – 4 กรกฎาคมนี้โรงแรมบางกอก กอล์ฟ สปา รีสอร์ท จังหวัดปทุมธานี เมื่อได้ข้อสรุปเบื้องต้น หลังจากนั้นจะเชิญผู้มีความรู้ในแต่ละเรื่องมาร่วมแสดงความคิดเห็น เพื่อนำไปสู่การจัดทำเป็นยุทธศาสตร์เสนอ กนป.ต่อไป

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

ไร้สัญชาติ แต่ไม่ไร้สิทธิทางการศึกษา

วันที่ 21 – 22 มิถุนายน 2553 สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา(สกศ.)ร่วมกับ องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) จัดสัมมนาเรื่อง การจัดการศึกษาสำหรับเด็กต่างด้าวและแรงงานเด็กข้ามชาติ : จากนโยบายสู่การปฏิบัติก้าวที่ผ่านมาและก้าวต่อไป ณ ห้องประชุมธาราทิพย์ โรงแรมอิมพีเรียล ธารา กรุงเทพฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ ปัญหาและประสบการณ์การดำเนินงานที่ผ่านมา ตลอดจนข้อเสนอแนะการจัดการศึกษาสำหรับเด็กต่างชาติ ในแต่ละพื้นที่ และในภาพรวมที่เหมาะสม
นางสาววัฒนา อาทิตย์เที่ยง ผอ.สำนักงานนโยบายด้านการเรียนรู้ตลอดชีวิตและโอกาสทางการศึกษา สกศ. กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ พม่า ลาว และกัมพูชาต่างอพยพเข้ามาอาศัย และทำงานในประเทศไทยจำนวนไม่น้อยกว่า 2แสนคน ขาดเอกสารแสดงตนหรือการมีสถานะบุคคลตามกฎหมายของบิดามารดาต่างด้าว ทำให้เกิดข้อจำกัดในการเข้าถึงการบริการทางสังคม และการเข้ารับการบริการการศึกษาของเด็กเหล่านี้ด้วยมีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2548ได้ให้ความเห็นชอบระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยหลักฐานในการรับนักเรียนเข้าเรียนในสถานศึกษา พ.ศ.2548 เพื่อให้เด็กที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร รวมทั้งให้จัดสรรงบประมาณอุดหนุนเป็นค่าใช้จ่ายรายหัวให้แก่สถานศึกษาที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานให้แก่คนกลุ่มนี้ในอัตราเดียวกับเด็กไทย
ด้านนายทองสุข อยู่ศรี ผอ.สพท.ตาก เขต 2 กล่าวว่า พื้นที่ สพท.ตาก เขต 2 มีนักเรียนที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร์กว่า 10,308 คนทั้งที่เป็นเด็กไทย เด็กกลุ่มชาติพันธุ์ และเด็กไร้สัญชาติ คิดเป็นร้อยละ 26.42 ของจำนวนนักเรียนทั้งหมด จึงทำให้มีการจัดตั้งศูนย์การเรียนเด็กต่างด้าวขึ้น 61 ศูนย์ จัดเป็น 4 รูปแบบ ได้แก่ ให้เด็กต่างด้าวเรียนในสถานศึกษาของรัฐและเอกชนตามปกติ ศูนย์การเรียนที่จัดการศึกษาในโรงเรียนรัฐบาลช่วยเหลือด้านวิชาการ ส่งเสริมให้ศูนย์การเรียนที่มีความพร้อมเป็นโรงเรียนเอกชนในระบบ และศูนย์การเรียนเด็กต่างด้าวขององค์การเอกชน แต่สิ่งสำคัญคือการสร้างทัศนคติให้เป็นที่ยอมรับของชุมชนที่อยู่บริเวณรอบศูนย์ การอยู่ร่วมกันและการเรียนร่วมกันของเด็กต่างด้าวกับเด็กในพื้นที่
ในขณะที่ บาทหลวง ดร.รังสิพล เปลี่ยนพันธุ์ เลขาธิการสังฆมณฑลนครสวรรค์ เห็นว่า เด็กทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเด็กไร้สัญชาติหรือไม่มีผลต่ออนาคตและความมั่นคงของประเทศชาติ และถือเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่าควรให้ทุกฝ่ายให้ความสนใจและสนับสนุน การจัดการศึกษาสำหรับเด็กด้วยโอกาส เป็นเรื่องสำคัญที่ถูกกำหนดไว้ในกฎหมายและนโยบายรัฐบาล ตาม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 กำหนดให้ต้องคุ้มครองและพัฒนาเด็กและเยาวชนผู้ยากไร้ ผู้พิการหรือทุพลภาพและผู้ด้วยโอกาสให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี พึ่งตนเองได้ และกำหนดให้เยาวชนซึ่งไม่มีผู้ดูแลมีสิทธิได้รับการเลี้ยงดูและการจัดการศึกษาอบรมจากรัฐโดยเฉพาะการศึกษาขั้นพื้นฐาน
เด็กชนกลุ่มน้อย เด็กที่ไม่ได้รับสัญชาติไทย เด็กไร้สัญชาติ เด็กที่ไม่มีสูติบัตรหรือหลักฐานทางทะเบียนราษฎร เป็นเด็กด้อยโอกาส 1 ใน 6 กลุ่ม ที่กำหนดไว้ในนโยบายการจัดการศึกษาสำหรับเด็กด้อยโอกาส “การศึกษา” จึงเป็นทั้งความหวังของเด็กที่จะทำให้พวกเขามีชีวิตที่ดีกว่า ขณะเดียวกันเป็นทางออกของรัฐบาลที่จะช่วยบ่มเพาะให้เด็กเหล่านี้เป็นคนดี มีคุณภาพ และไม่ก่อให้เกิดปัญหาสังคม
"แม้ว่ากฎหมายจะรับรองสิทธิในการศึกษาของคนไร้สัญชาติไว้ก็ตาม แต่เจ้าหน้าที่บางส่วนยังมีอคติต่อคนที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย ดังนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำความเข้าใจต่อสังคมไทย ทั้งภาครัฐ ภาคประชาชน เพื่อให้เข้าใจว่าสิทธิในการศึกษานี้เป็นสิทธิมนุษยชน บุคคลทุกคนไม่ว่าจะมีสัญชาติใด หรือแม้เป็นคนไร้สัญชาติ ย่อมมีสิทธิในการศึกษาเช่นเดียวกัน” บาทหลวง ดร.รังสิพล กล่าว

วันศุกร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2553

การมีส่วนร่วมของภาครัฐและเอกชนในการจัดการศึกษา

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “การมีส่วนร่วมของภาครัฐและเอกชนในการจัดการศึกษา” (Public -Private Partnership in Educational) เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๓ ณ โรงแรมอมารี วอเตอร์เก

รมว.ศธ.กล่าวว่า นับเป็นโอกาสดีที่หุ้นส่วนการศึกษาได้มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อร่วมกันพัฒนาการศึกษา ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง รัฐบาลไทยมีความตั้งใจเป็นอย่างยิ่งที่จะจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพตลอดชีวิต เน้นคุณภาพของผู้เรียนอย่างแท้จริง รวมถึงการสร้างโอกาสและความเสมอภาคของผู้เรียน และการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาให้เป็นไปตามเป้าหมาย ดังนั้น ความร่วมมือของภาครัฐและภาคเอกชนจึงไม่ใช่แนวคิดใหม่ แต่เป็นความร่วมมือที่มีมาอย่างยาวนาน จากสถานการณ์ความผันแปรทางด้านเศรษฐกิจและด้านอื่นๆ ทำให้ต้องกระชับความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนให้มีประสิทธิภาพและให้เกิดความร่วมมือที่ยั่งยืน โดยเฉพาะความร่วมมือของการจัดการศึกษานั้น ได้มีการพัฒนาในรูปแบบต่างๆ เพิ่มมากขึ้น ในส่วนของประเทศไทยมีหลักสำคัญอยู่ ๓ เรื่องที่จะต้องร่วมกันระดมความคิดเห็น ได้แก่

เทคโนโลยีและสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ประเทศไทยได้ลงทุนในด้านนี้ เพื่อให้ ICT เข้ามามีส่วนในการพัฒนาคุณภาพทางการศึกษา การเรียนการสอนของครู และเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ตลอดชีวิตของนักเรียนด้วย ดังนั้น ในปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๕๓ รัฐบาลไทยได้จัดสรรงบประมาณ จำนวน ๒,๓๐๐ ล้านบาท เพื่อดำเนินการในการสร้างโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงไปยังสถานศึกษาต่างๆ ทั้งในระดับมหาวิทยาลัย วิทยาลัย และการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้ลงไปสู่โรงเรียนดีประจำตำบลเพื่อยกระดับการศึกษาของกลุ่มคนด้อยโอกาสและอยู่ห่างไกลในชนบท เป็นการใช้ ICT เพื่อพัฒนาการศึกษาตลอดชีวิตไม่ว่าจะเป็นการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม หรือผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ต

ความร่วมมือในการพัฒนาคุณภาพด้านอาชีวศึกษาสู่ความทันสมัย เพื่อสนองตอบต่อการมีฝีมือแรงงานชั้นกลางทั้งในส่วนของภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จะต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบในความร่วมมือกับภาคเอกชนมากขึ้น โดยดำเนินการในระบบทวิภาคี ต่อไปจะมีความร่วมมือในระดับนี้เพื่อให้สอดคล้องกับการจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษา มีการใช้ทรัพยากรร่วมกัน ให้เกิดคุณภาพสูงสุด

ภาคเอกชนจะเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการด้านอุดมศึกษาเพิ่มขึ้น โดยมีระบบสหกิจศึกษาที่จะร่วมมือกับผู้ประกอบการด้านต่างๆ ซึ่งประเทศไทยได้จัดกิจกรรมเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง เช่น สหกิจศึกษาโลก เป็นความร่วมมือที่มีความสำคัญมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งความร่วมมือในการพัฒนาเทคโนโลยีชั้นสูงที่ใช้ต้นทุนหรือทรัพยากรที่จำกัดเพื่อนำไปสู่การส่งเสริมศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ

รมว.ศธ.กล่าวสรุปว่า ความร่วมมือของภาครัฐและภาคเอกชนที่มีประสิทธิภาพจะเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาศักยภาพการวิจัยของประเทศ เพราะความต้องการในการพัฒนาประเทศนั้นภาครัฐและภาคเอกชนจะต้องร่วมกันพิจารณาในเรื่องอุปสงค์และอุปทาน ตลอดถึงการจัดสรรงบประมาณเพื่อการวิจัย ในการตอบสนองต่อความต้องการของภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อพัฒนาประเทศไปสู่การแข่งขันในระดับนานาชาติได้

ประเทศไทยต้องเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี ๒๕๕๘ จึงต้องร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดทั้งภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อส่งเสริมการจัดการศึกษาและพัฒนาให้การศึกษาสนองตอบต่อการที่จะต้องเข้าสู่การแข่งขันในประชาคมอาเซียนและประชาคมโลกในอนาคตต่อไป.

วันพุธที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ศธ.ตั้งรองเลขาฯ ก.ค.ศ.2 ตำแหน่ง

ปลัด ศธ.เซ็นตั้งรองเลขาธิการ ก.ค.ศ.2 ตำแหน่ง “รัตนา ศรีเหรัญ” นั่งรองเลขาฯ ด้านบริหาร ขณะที่ “พิษณุ ตุลสุข” โยกจาก สพฐ. นั่งรองเลขาฯ ด้านกฎหมาย “เฉลียว” ฝากงานแรก รื้อยกเครื่องกฎหมายล้าสมัย

วันนี้ (23 มิ.ย.) นายเฉลียว อยู่สีมารักษ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เปิดรับสมัครรองเลขาธิการ ก.ค.ศ. ด้านบริหาร และด้านกฎหมายว่า เมื่อวันที่ 22 มิ.ย.ที่ผ่านมา ตนได้ลงนามแต่งตั้ง นางรัตนา ศรีเหรัญ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านพัฒนาระบบบริหารงานบุคคล สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เป็นรองเลขาธิการ ก.ค.ศ.ด้านบริหาร และนายพิษณุ ตุลสุข ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เป็นรองเลขาธิการ ก.ค.ศ.ด้านกฎหมาย ตามที่คณะกรรมการสรรหา นำเสนอให้บุคคลทั้งสองได้คะแนนเป็นอันดับที่ 1 โดยตำแหน่งรองเลขาธิการ ก.ค.ศ.ด้านบริหาร มีผู้สมัคร 12 คน และมาสอบสัมภาษณ์ 11 คน ส่วนตำแหน่งรองเลขาธิการ ก.ค.ศ.ด้านกฎหมาย มีผู้สมัคร 4 คน แต่มีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ 3 คน

“นางรัตนามีประสบการณ์ด้านออกกฎระเบียบการบริหารงานบุคคล อีกทั้งรักษาการเลขาธิการ ก.ค.ศ.อยู่ในปัจจุบันที่เลขาธิการ ก.ค.ศ.ไม่สบาย ส่วนนายพิษณุ เป็นผู้มีอาวุโสสูงสุดในบรรดาผู้สมัคร 3 คน ประกอบกับมีประสบการณ์เคยเป็นผู้อำนวยการการประถมศึกษาจังหวัด (ผอ.ปจ.) ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (ผอ.สพท.) เป็นต้น” ปลัด ศธ.กล่าว

นายเฉลียวกล่าวอีกว่า ตนได้ฝากนายพิษณุ ให้เร่งรัดกฎระเบียบต่างๆ ที่ยังคั่งค้าง ให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว, พิจารณาการกระจายอำนาจสู่หน่วยปฏิบัติอย่างแท้จริง, ปรับปรุงกฎหมายที่ล้าสมัย เช่น พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 โดยระบบการขึ้นเงินเดือนของคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) จะเพิ่มเป็นเปอร์เซ็นต์ ขณะที่บัญชีเงินเดือนของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (คศ.) ยังเป็นแท่งเงินเดือนที่ขยับขึ้นเป็นขั้นๆ เป็นต้น

ความคืบหน้า ช.พ.ค.6

กรณีผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) มีแนวคิดร่วมมือกับสถาบันการเงิน และบริษัทประกันภัย จัดทำโครงการปล่อยเงินกู้แก่สมาชิกกองทุนการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) 2 โครงการ คือ โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตสมาชิกช.พ.ค.ชั้นดี วงเงินให้กู้สูงสุด 3 ล้านบาท ธนาคารคิดอัตราดอกเบี้ย MLR 5.70 และโครงการปล่อยเงินกู้สมาชิก ช.พ.ค.6 จะเริ่มต้นเดือนสิงหาคมที่จะถึง โดยขยายวงเงินปล่อยกู้จากเดิมสูงสุดรายละ 600,000 บาท เพิ่มเป็น 1,200,000 บาท ซึ่งอาจต้องปรับเพิ่มการเก็บเงินค่าสงเคราะห์ศพสมาชิก ช.พ.ค.จากศพละ1 บาท เป็น 1.50 บาท หรือจากที่เก็บอยู่เดือนละประมาณ 400 บาท เพิ่มเป็น 600 บาท เพื่อเป็นหลักประกันความเสี่ยงวงเงินปล่อยกู้ที่สูงขึ้นดังกล่าวโดยทั้งสองโครงการกำหนดให้สมาชิกผู้กู้ต้องทำประกันเงินกู้ด้วย ท่ามกลางเสียงวิจารณ์โจมตีจากคนในแวดวงการศึกษาที่ต่างไม่เห็นด้วย เพราะถือเป็นการกระตุ้นการสร้างมูลหนี้ให้กับครูเพิ่มมากขึ้นซึ่งในปัจจุบันมีมูลหนี้ครูทั่วประเทศรวมไม่น้อยกว่า1.5 แสนล้านบาทแล้ว อีกทั้งยังมีข้อครหาเรื่องผลประโยชน์แอบแฝงที่จะได้รับจากสถาบันการเงินและบริษัทประกันภัยด้วย
ล่าสุดนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ให้นโยบายไว้ชัดเจนว่ากำลังให้นายเฉลียว อยู่สีมารักษ์ ปลัด ศธ. และประธานคณะกรรมการ สกสค. รวบรวมข้อมูลเพื่อประกอบการพิจารณาถึงความเหมาะสมของการดำเนินโครงการเงินกู้พัฒนาคุณภาพชีวิตสมาชิกช.พ.ค.ชั้นดี และโครงการเงินกู้สมาชิก ช.พ.ค.6 ดังกล่าว เช่น โครงการเงินกู้สมาชิก ช.พ.ค.1-5 ที่ผ่านมา ได้ช่วยแก้ปัญหาหนี้สินครูได้มากน้อยแค่ไหนถ้ายังไม่มีตัวเลขที่ชัดเจน ก็ไม่ตรงกับนโยบายที่กำหนดไว้ ซึ่งต่อมานายวัฒนา วรรณโสภา รองเลขาธิการ สกสค. กล่าวยอมรับว่า สกสค.ยังไม่มีข้อมูลตอบได้ว่า ผลการดำเนินโครงการเงินกู้สมาชิกช.พ.ค. โครงการที่ 1-5 ที่ผ่านมา ทำให้จำนวนหนี้สินครูลดลงไปหรือไม่นั้น
เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน นายชินวรณ์ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้ สกสค.ยังไม่ได้เสนอโครงการปล่อยเงินกู้ขึ้นมาที่ตน แต่ตนก็ได้แต่งตั้งคณะทำงานที่มีตัวแทนจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเข้ามาศึกษาหาแนวทางแก้ไขปัญหาหนี้สินครูอย่างเป็นระบบแล้ว และเมื่อได้ข้อสรุปก็จะนำไปเสนอต่อกระทรวงการคลังเพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูภายใต้เงื่อนไข 3 ข้อ คือ 1.ดอกเบี้ยต้องต่ำกว่าที่เคยปล่อยกู้ 2.การดำเนินการต้องร่วมกัน 3 ฝ่าย ได้แก่ กระทรวงการคลังศธ. และ สกสค. และ 3.เป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตครูให้ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง
ผู้สื่อข่าวถามว่า เมื่อมีนโยบายที่จะแก้ปัญหาหนี้สินครูอย่างเป็นระบบร่วมกับหลายหน่วยงานแล้วจะส่งสัญญาณให้ สกสค.ล้มเลิกการเสนอโครงการเงินกู้สมาชิก ช.พ.ค.6 หรือไม่ นายชินวรณ์กล่าวว่าโครงการเงินกู้ ช.พ.ค.6 ยังไม่ได้มีการเสนอเข้ามาและที่ผ่านมาตนคิดว่าได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนมากแล้วยืนยันว่าการแก้ปัญหาหนี้สินครูต้องยึดตามนโยบายของตนเท่านั้น ทั้งนี้ ตนยืนยันเจตนาบริสุทธิ์ในการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู
นายสุขุม เฉลยทรัพย์ ประธานที่ปรึกษาอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) กล่าวว่า ตนเห็นด้วยกับการแก้ปัญหาหนี้สินครู เพราะเรื้อรังมายาวนาน แต่ที่ผ่านมาการแก้ปัญหาส่วนใหญ่มองว่า ถ้าปล่อยเงินกู้ให้กับครูแล้วจะแก้ปัญหาได้ แต่ในความเป็นจริงกลับยิ่งสร้างภาระหนี้สินให้กับครูมากขึ้น โดยเฉพาะถ้า สกสค.ยังปล่อยให้สมาชิก ช.พ.ค.กู้เงินโดยไม่ได้พิจารณาถึงความจำเป็น ก็จะยิ่งเป็นการสร้างภาระหนี้สินให้กับครูมากขึ้นเรื่อยๆ ต่อให้ สกสค.เพิ่มวงเงินให้กู้สูงขึ้นแต่ถ้ายังใช้หลักเกณฑ์เดิมๆ คือยึดคุณสมบัติโดยภาพรวมว่าสมาชิกมีสิทธิและเงินเดือนตามที่กำหนดก็สามารถยื่นกู้ได้ โดยไม่มีการกลั่นกรองคุณสมบัติที่รอบคอบ เหมือนกับการกู้เงินจากสถาบันการเงินเอกชน จะทำให้คนที่มีสิทธิแต่ไม่มีความจำเป็น แห่เข้ามากู้เงิน ซึ่งตนเชื่อว่าจะไม่สามารถแก้ปัญหาหนี้สินครูได้ แต่กลับจะสร้างปัญหาให้กับครูมากยิ่งขึ้น
ด้านนายวัฒนากล่าวถึงกรณีนายเฉลียวระบุว่าการยุติหรือชะลอโครงการเงินกู้สมาชิก ช.พ.ค.6 ให้เป็นเรื่องของผู้บริหาร สกสค.คิดเอาเอง เพราะมีวุฒิภาวะกันแล้วว่า เรื่องนี้ตนจะไม่ขอพูด ขอให้เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ตัดสินใจกันว่า จะทำอย่างไรต่อ เพราะตนโดนตำหนิมามากแล้ว และที่สำคัญโครงการเงินกู้ช.พ.ค.6 ก็ยังไม่ได้ทำเลย
อนึ่ง นายชินวรณ์เคยให้สัมภาษณ์หลังการประชุมผู้บริหาร 5 องค์กรบริหารหลักของ ศธ. เมื่อวันที่ 21 มิถุนายนที่ผ่านมาว่า "ที่ประชุมได้มีมติให้ตั้งคณะทำงานเพื่อพัฒนาชีวิตครูทั้งระบบ เพื่อศึกษาแนวทางการแก้ไขหนี้สินครูทั้งระบบ เนื่องจากมีประเด็นที่ สกสค.ได้มีข้อเสนอให้จัดทำโครงการปล่อยเงินกู้สมาชิกช.พ.ค.6 ซึ่งที่ประชุมเห็นว่าเพื่อให้การแก้ปัญหาหนี้สินครูเป็นไปตามนโยบายของตนจึงจำเป็นต้องตั้งคณะทำงานเพื่อพัฒนาชีวิตครูทั้งระบบดังกล่าว"

--มติชน ฉบับวันที่ 24 มิ.ย. 2553

วันอังคารที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2553

โครงการสาธิตยางพารากับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์


กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ - นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายศุภชัย โพธิ์สุ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการสาธิตยางพารา แปลงกิ่งตาในโรงเรียน ฉลองครบรอบ ๕๐ ปี สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง โดยมีนายสกล เขมะพรรค ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายยุคล ลิ้มแหลมทอง ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายเฉลียว อยู่สีมารักษ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และนายกมล รอดคล้าย รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ร่วมเป็นสักขีพยาน เมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๓

รมว.ศธ.กล่าวขอบคุณกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่เห็นความสำคัญของสถานศึกษา และใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาด้านการเกษตร ซึ่งยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจที่ทำรายได้ให้กับประเทศเป็นอันดับสองรองจากข้าว และหลังจากมีการแก้ไข พ.ร.บ.สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางแล้ว การปลูกยางพาราก็สามารถขยายตัวไปปลูกในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้ นอกจากยางพาราจะเป็นพืชที่ให้น้ำยางแล้ว ไม้ยางพารายังมีคุณค่าทางเศรษฐกิจอีกด้วย ในอนาคตจึงต้องทำให้ยางพาราและไม้ยางพารามีมูลค่าสูงขึ้น

การลงนามครั้งนี้ นับเป็นการเริ่มต้นจากจุดที่เล็กที่สุด คือ โรงเรียน ทำให้โรงเรียนเป็นแหล่งเรียนรู้ในการเพาะพันธุ์ยาง และยังสามารถขยายผลความรู้เรื่องพืชเศรษฐกิจ ซึ่งจะเป็นวิถีชีวิตของนักเรียนในอนาคต กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทำหน้าที่สร้างเจตคติที่ดีให้กับกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยาง ซึ่งเป็นผู้ที่มีส่วนสำคัญในการยกระดับคุณภาพและเพิ่มมูลค่าให้กับยางพาราสำหรับสถานศึกษา

ความร่วมมือครั้งนี้ตรงกับเป้าหมายของ ศธ.ที่ต้องการให้สถานศึกษายุคใหม่ นอกจากเป็นแหล่งเรียนรู้แล้ว ยังสามารถสนองตอบต่อความต้องการและวิถีชีวิตในท้องถิ่นได้ ฉะนั้นการให้พื้นที่แปลงกิ่งตาในโรงเรียน นอกจากจะเป็นแหล่งเรียนรู้แล้ว ยังเชื่อมโยงข้อมูลผ่านทางห้องสมุด ๓ดี ซึ่งมีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ทำให้ประชาชนสามารถค้นคว้าหาความรู้ได้ เช่น พันธุ์ยางพารา การปลูกยางในแต่ละพื้นที่ และอาจจะเชื่อมโยงกับตลาดกลางยางพารา เพื่อประกาศราคายางพาราผ่านทางเว็บไซต์ ทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์ และมีอำนาจต่อรองในการซื้อขายยางพาราต่อไป.

การกำหนดตำแหน่งผู้บริหารระดับต้น

(22มิ.ย.) นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังประชุมผู้บริหารองค์กรหลักของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ว่า สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ได้กำหนดมาตรฐานตำแหน่งใหม่ โดยให้ตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนัก เป็นตำแหน่งประเภทอำนวยการ แต่เนื่องจากเมื่อครั้งมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างโดยแบ่งหน่วยงานออกเป็น 5 องค์กรหลักตาม พระราชบัญญัติระเบียบบริหารกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2542 ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา (สอศ.) สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) และสำงานปลัด กระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.)

โดยแต่ละองค์กรหลักมีการกำหนดตำแหน่ง เลขาธิการ มีฐานะเทียบเท่าตำแหน่งปลัด ศธ. และตำแหน่ง รองเลขาธิการ มีฐานะเทียบเท่ารองปลัด ศธ. ซึ่งทั้งหมดเป็นตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง อย่างไรก็ตาม เมื่อ ก.พ.มีการกำหนดมาตรฐานตำแหน่งใหม่นั้นจะส่งผลกระทบต่อตำแหน่ง ผอ.สำนักทำให้ไม่สามารถดำรงตำแหน่งระดับที่สูงขึ้น เช่น ผู้ตรวจราชการ หรือตำแหน่งผู้บริหารในระดับ 10ได้

นายชินวรณ์ กล่าวต่อว่า ดังนั้น ที่ประชุมได้มีการเสนอให้กำหนดตำแหน่งบริหารระดับต้นขึ้น ขณะเดียวกันทาง สพฐ. ได้เสนอแนวทางการขอกำหนดตำแหน่งเป็นผู้ช่วยเลขาธิการ 5 ด้าน คือ ผู้ช่วยเลขาธิการด้านวิชาการ ด้านงบประมาณ ด้านบริหารบุคคล ด้านบริหารทั่วไป และด้านการศึกษาพิเศษ ทั้งนี้ ที่ประชุมมีการอภิปรายในเรื่องนี้อย่างกว้างขวางมาก จึงได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่จะประสบปัญหาในลักษณะเดียวกันกับ สพฐ.นั้นไปศึกษาข้อมูลว่าในหน่วยงานของตนนั้นควรจะมีตำแหน่งผู้บริหารระดับต้นอะไรบ้าง และให้เสนอต่อคณะอนุกรรมการ ก.พ.ของแต่ละหน่วนงานพิจารณาเพื่อขอกำหนดตำแหน่งของ ศธ.ให้เป็นระบบเดียวกัน นอกจากนี้ได้สั่งการให้ สป.ศธ.ไปรวบรวมความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้เนื่องจากเป็นเรื่องเร่งด่วนเพื่อเสนอต่อ นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน ก.พ.เพื่อให้ช่วยหาทางออกแก่กระทรวงต่อไป

ที่มา นสพ.คมชัดลึก

วันจันทร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ศธ.ตั้งทีมรวมปัญหาหนี้ครู

(21 มิ.ย.) นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รมว.กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารองค์กรหลัก ศธ.ว่า ที่ประชุมได้มีมติให้ตั้งคณะทำงานเพื่อพัฒนาชีวิตครูทั้งระบบ โดยมี นายเฉลียว อยู่สีมารักษ์ ปลัด ศธ.เพื่อศึกษาการศึกษาแก้ไขหนี้สินครูทั้งระบบ เนื่องจากมีประเด็นที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ได้มีข้อเสนอให้จัดทำโครงการปล่อยกู้แก่สมาชิกกองทุนการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) 6 ซึ่งที่ประชุมเห็นว่าเพื่อให้การแก้ไขปัญหาหนี้สินครูเป็นไปตามนโยบายของตนคือต้องการพัฒนาชีวิตครูทั้งระบบจึงจำเป็นต้องตั้งคณะทำงานขึ้นเพื่อรวบรวมปัญหาต่างๆ เกี่ยวกับหนี้สินครู ที่ดำเนินการโดยหน่วยงานต่างๆ ใน ศธ.เช่น โครงการปล่อยกู้ของ สกสค. ว่า ทั้งหมดมีจุดอ่อนจุดแข็งอย่างไร เพื่อจะได้นำข้อมูลและความต้องการไปหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อแก้หนี้สินครูทั้งระบบต่อไป ซึ่งขณะนี้ นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.กระทรวงการคลัง ก็ยินดีที่จะทำโครงการพัฒนาชีวิตครูร่วมกับ ศธ.

“คณะทำงานเพื่อพัฒนาชีวิตครูจะมีหลายหน่วยงานมาร่วมกัน ทั้ง สกสค. สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ในฐานะหน่วยงานที่ทำโครงการพัฒนาชีวิตครูมาก่อน และยังมีหน่วยงานที่มีครูในสังกัดมาร่วมด้วยทั้ง สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) สำนักบริหารงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) รวมทั้งยังต้องเชิญสหกรณ์ออมทรัพย์ครู ในฐานะที่ปล่อยกู้ให้ครูมาร่วมกันให้ข้อมูลด้วย โดยจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 15 วันเพื่อจะได้นำข้อมูลหารือกับกระทรวงการคลังต่อไป” รมว.ศธ.กล่าว

นายชินวรณ์ กล่าวอีกว่า การแก้ไขปัญหาครูทั้งระบบนั้นทราบดีว่าการดำเนินการของ สกสค.ที่ผ่านมา เข่น โครงการพัฒนาชีวิตครู ยังไม่สามารถตอบโจทย์ได้ว่าโครงการดังกล่าวตอบโจทย์เพื่อแก้หนี้สินครูได้ทั้งระบบหรือไม่ ทำให้ ศธ.ต้องหารือกับกระทรวงการคลัง แก้หนี้ครูทั้งระบบโดยรัฐบาลต้องเข้ามามีส่วนในการแก้ไขเรื่องนี้ ซึ่งตนเคยพูดหลายครั้งแล้วว่าโครงการที่จะทำต้องลดภาระหนี้สิน และ ดอกเบี้ยต้องต่ำกว่าที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังไม่มีข้อเสนอใดมาที่ ศธ.มีเพียงแต่โครงการของ สกสค.ได้ดำเนินการแต่ตนได้บอกไปว่าหากไม่เป็นตามนโยบายของตนก็จะไม่ให้ความเห็นชอบ

เมื่อถามว่า ที่ผ่านมา ยังไม่มีข้อมูลจาก สกสค. ในส่วนโครงการเงินกู้ ช.พ.ค.1-5 ที่ดำเนินการกันมายังไม่สามารถลดหนี้สินครูได้และมีการตั้งข้อสังเกตจาก ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ รองประธานกรรมการนโยบายปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ 2 ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ว่า สกสค.เป็นองค์กรที่มาจากการเลือกตั้งและค่อนข้างมีอิทธิพล ดังนั้น จึงต้องทำโครงการปล่อยกู้เพื่อเอาใจเพื่อนสมาชิกครูจะได้รับการสนับสนุนจากเพื่อนครูนั้น นายชินวรณ์ กล่าวว่า ตนไม่อยากมองเรื่องนี้เป็นเรื่องทางการเมือง หรือมองเป็นเรื่องของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ตนไม่ทราบว่าโครงการ ช.พ.ค.1-5 ดำเนินการในสมัยใคร แต่วันนี้ตนได้ให้นโนบายชัดเจนว่าต้องแก้ไขหนี้สินครูทั้งระบบและยั่งยืนเพื่อพัฒนาชีวิตครูต่อไป

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

แผนปรองดองแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ


รมว.ศธ.กล่าวว่า สกศ. ได้เสนอแนวทางการดำเนินงานตามแผนปรองดองแห่งชาติของกระทรวงศึกษาธิการโดยมียุทธศาสตร์ ๓ ด้าน ดังนี้

ยุทธศาสตร์ที่ ๑ สร้างเสริมให้สถาบันการศึกษาทุกระดับเสริมทักษะและสำนึกของความเป็นพลเมืองเพื่อเป็นกำลังสำคัญของบ้านเมือง โดยการปลูกฝังความรู้ความเข้าใจ เสริมทักษะความเป็นพลเมืองให้กับผู้บริหาร สถานศึกษา ครู คณาจารย์ บุคลากรทางการศึกษา ผู้เรียน ชุมชน พ่อแม่ผู้ปกครอง และส่วนราชการ รวมทั้งปรับปรุง พัฒนา หลักสูตรความเป็นพลเมืองจากภาคทฤษฎีสู่การปฏิบัติจริง

ยุทธศาสตร์ที่ ๒ สร้างเครือข่ายและช่องทางเพื่อการขับเคลื่อน และขยายผลอย่างยั่งยืน เพื่อผลักดันการทำงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่ดำเนินงานเรื่องการศึกษา เพื่อสร้างความเป็นพลเมือง

ยุทธศาสตร์ที่ ๓ สร้างความตระหนักและระดมทรัพยากรจากทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษาเพื่อสร้างความเป็นพลเมือง ดำเนินการยกย่องสถานศึกษา / องค์กร เพื่อเป็นต้นแบบความเป็นพลเมืองที่พึงประสงค์

สำหรับกิจกรรมหลักมี ๔ กิจกรรม ได้แก่

กิจกรรมที่ ๑ : กระทรวงศึกษาธิการ รวมพลังสร้างความปรองดองเพื่อเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย โดยระดมทุกองค์กรหลักเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมนี้ กำหนดเปิดตัววันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๕๓ ณ สนามกีฬามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต

กิจกรรมที่ ๒ : การพัฒนาการเรียนการสอน / การอบรม โดยเน้นการเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ การเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างความปรองดองในสังคมไทย การเรียนรู้ประชาธิปไตยสู่ความเป็นพลเมือง การเสริมสร้างคุณธรรม จิตอาสา ความภูมิใจในความเป็นไทย

กิจกรรมที่ ๓ : การรณรงค์และเยี่ยมบ้านนักเรียน เพื่อนำไปสู่ความปรองดองและลดความเหลื่อมล้ำ รวมทั้งจัดโครงการพัฒนานักเรียนเพื่อนที่ปรึกษา ชุมนุมลูกเสือ / เนตรนารี โรงเรียนเอกชน อาชีวะเอกชนอาสา พัฒนาชุมชน

กิจกรรมที่ ๔ : การประชาสัมพันธ์ เพื่อการเสริมสร้างประชาคมประชาธิปไตยในชุมชนเพื่อความปรองดองแห่งชาติ

การประชุมสัมมนาสมาคมวิชาชีพครูและผู้บริหารการศึกษาเพื่อการปฏิรูปการศึกษาแห่งประเทศไทย

รมว.ศธ.กล่าวว่า ผู้เข้าร่วมประชุมครั้งนี้ส่วนใหญ่เป็นรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศที่ได้รับการเยียวยาซึ่งได้รับผลกระทบจากการปฏิรูปการศึกษาในรอบแรกและได้ร่วมกันจัดตั้งเป็นสมาคมขึ้น ทั้งนี้ยืนยันว่าภายหลังกฎหมายการปฏิรูปการศึกษาในรอบแรกปี ๒๕๔๒ ได้มีผลบังคับใช้แล้ว แต่มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ทำให้การแบ่งเขตพื้นที่การศึกษาไม่เป็นไปตามที่คิดเอาไว้ นอกจากนี้กระบวนการบังคับใช้กฎหมายไม่ได้สนองตอบต่อการกระจายอำนาจตามที่คาดหวังเอาไว้ โดยเฉพาะการที่ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฯ ต้องการเห็นสถานศึกษาเป็นนิติบุคคล แต่ ๑๐ ปีที่ผ่านมาก็ยังไม่สามารถดำเนินการได้ ซึ่งรวมไปถึงการสอนให้เด็กคิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น วันนี้เราจึงต้องมานั่งประชุมกันอีกครั้งหนึ่งว่าจะดำเนินการกันอย่างไรเพื่อสอนให้คนไทยรู้จักวิธีการคิดวิเคราะห์มากขึ้น

นอกจากนี้ในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมา การกำหนดตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (ผอ.สพท.) ยังไม่ได้กำหนดตำแหน่งที่ชัดเจน ทำให้มี ผอ.สพท. ๔ กลุ่มคือ กลุ่มที่ได้รับเงินเดือนในระดับ ค.ศ.๔ หรือเลื่อนเป็นระดับ ๙ มาก่อน กลุ่มที่สองคือกลุ่มที่มาจากตำแหน่งอื่นๆ เช่น ผู้บริหารสถานศึกษา ซึ่งมีวิทยฐานะติดตามตัวมาก่อนมาเป็น ผอ.เขตฯ กลุ่มที่สามคือกลุ่มที่มาจากรอง ผอ.สพท.ที่สอบได้ โดยมีวิทยฐานะติดตามตัวมา และกลุ่มสุดท้ายคือรอง ผอ.สพท.ที่สอบได้ แต่ไม่มีวิทยฐานะติดตามตัวมา กลุ่มนี้ต้องมาดูแลต่อไป ซึ่งจะเห็นว่าตำแหน่ง ผอ.สพท.ยังไม่เป็นเอกภาพ จึงต้องการทำให้เป็นมาตรฐานตำแหน่งเหมือนกันต่อไป

ทั้งนี้ ต้องการให้ทุกท่านมีส่วนร่วมกันปรับปรุงพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลของ ศธ. จึงขอฝากให้ สพฐ.และ ก.ค.ศ.ไปพิจารณาปรับปรุงระบบค่าตอบแทน เงินประจำตำแหน่ง เงินวิทยฐานะ โดยดูว่าเราจะใช้วิธีการใดที่จะปรับปรุงให้เพื่อนครูและบุคลการทางการศึกษาได้ ไม่ควรใช้คำตอบเหมือนเดิมว่าจะนำกฎหมายข้าราชการพลเรือนมาบังคับใช้โดยอนุโลม เพราะหากคิดเช่นนั้นก็คงไม่ต้องตอบคำถามเหล่านี้ แต่ต้องการให้คิดและทำนอกกรอบ

ตนยืนยันว่าหากมีส่วนใดให้เพื่อนครูมีขวัญกำลังใจ มีมาตรฐานทางวิชาชีพสูงขึ้น จะทำอย่างเต็มที่ โดยจะระดมสรรพกำลังทุกอย่างเพื่อดูแลอย่างเป็นระบบ และจะไม่คิดอะไรแบบแยกส่วน เพื่อจะให้มีพลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขต้องการที่จะจัดระบบตำแหน่งออกจากระบบข้าราชการพลเรือน เช่นเดียวกับ ศธ.จึงเป็นโจทย์ที่ต้องหาคำตอบถึงการจัดระบบตำแหน่งอย่างไรให้นอกกรอบจากที่เคยเป็นมาแล้ว และในช่วงเดือนเมษายน ๒๕๕๔ รัฐบาลได้วางแผนว่าจะมีการปรับเงินเดือนข้าราชการทั้งระบบเพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ข้าราชการมีเงินเดือน รายได้ต่างๆ สูงขึ้นด้วย

โอกาสนี้ รมว.ศธ.ได้รับมอบหนังสือข้อเสนอแนวทางการแบ่งเขตพื้นที่การศึกษาจากนายสำเนียง กุญชรินทร์ นายกสมาคมฯ ซึ่งได้นำเสนอข้อสรุปจากผู้บริหารการศึกษาทั้ง ๔ ภูมิภาค ที่ต้องการให้แบ่งเขตพื้นที่การมัธยมศึกษาเป็น ๗๖ เขตพื้นที่ตามเขตจังหวัด และแบ่งเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเป็นเขตอำเภอ โดย รมว.ศธ.กล่าวว่า ขณะนี้ ศธ.ได้เตรียมแต่งตั้งคณะกรรมการ ๓ ชุดเพื่อดำเนินการรองรับกฎหมายในการแบ่งเขตพื้นที่การศึกษาคือ คณะกรรมการพิจารณาโครงสร้างเพื่อเตรียมจัดตั้งเขตพื้นที่ประถม-มัธยมฯ คณะกรรมการจัดบุคลากรเข้าสู่เขตพื้นที่การศึกษา และคณะกรรมการดำเนินการจัดตั้งเขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งจะดูรายละเอียดทั้ง ๑๘๕ เขตประถมฯ และ ๔๑ เขตมัธยมฯ ที่ได้วางแผนเตรียมการไว้แล้ว อย่างไรก็ตามการพิจารณาตามข้อเสนอของสมาคมฯ ศธ.จะนำมาพิจารณาในเชิงนโยบายต่อไปเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการตั้งเขตพื้นที่การศึกษา และคุณภาพการศึกษาต่อไป.

วันศุกร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2553

การประชุมคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ ครั้งที่ ๓/๒๕๕๓

๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๓ - นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ ครั้งที่ ๓/๒๕๕๓ ณ ห้องประชุมกระทรวงศึกษาธิการ

รมว.ศธ.กล่าวว่า การประชุมคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ ครั้งที่ ๓/๒๕๕๓ ได้มีมติเห็นชอบในแผนยุทธศาสตร์การพัฒนากิจการลูกเสือไทย ดังนี้

1. การพัฒนาระบบบริหารจัดการ มุ่งเน้นการดูแลจัดระบบข้อมูลสารสนเทศเกี่ยวกับลูกเสือ ปรับปรุงพัฒนากฎระเบียบของลูกเสือและมีการปรับปรุงค่ายลูกเสือ

2. การพัฒนาบุคลากรลูกเสือ มีนโยบายกระทรวงศึกษาธิการให้โรงเรียนทุกโรงได้มีการจัดตั้งกองลูกเสือและจัดกิจกรรมลูกเสือร่วมกับลูกเสือในระบบ นอกระบบ และลูกเสือชาวบ้าน

3. การพัฒนาหลักสูตรคู่มือและกิจกรรม เป็นการปรับปรุงคู่มือหลักสูตรของลูกเสือเพื่อที่จะให้มาบูรณาการกับหลักสูตรที่เรียกว่าเป็นการใช้การศึกษาเพื่อสร้างความเป็นพลเมือง

4. การพัฒนาภาคีเครือข่ายและการมีส่วนร่วม จะทำฐานข้อมูลภาคีเครือข่ายทั้งในประเทศและนอกประเทศ มีการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับลูกเสือ ผู้บังคับบัญชาลูกเสือ

5. การพัฒนาลูกเสือไทยไปสู่สากลและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม มีโครงการที่จะจัดกิจกรรมเรื่องลูกเสือชายแดนใต้ ลูกเสือภาคีเครือข่ายต่างๆ และได้เพิ่มยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า ลูกเสือทางอินเทอร์เน็ต (Cyber Scout) ซึ่งจะร่วมมือกับกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

รมว.ศธ.กล่าวสรุปว่า กระทรวงศึกษาธิการได้มุ่งเน้นให้นำยุทธศาสตร์ทั้ง ๕ เรื่อง มาดำเนินการโดยใช้กระบวนการลูกเสือนำไปสู่กระบวนการตามแผนปรองดองแห่งชาติ และบูรณาการหลักสูตรลูกเสือ เพื่อตอบสนองต่อการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง คือ ให้เด็กไทยได้ ใฝ่รู้ ใฝ่ดี คิดเป็นทำเป็น แก้ปัญหาเป็น มีระเบียบวินัย เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์

คณะกรรมการยังได้ให้ความเห็นชอบแผนเฉลิมฉลอง ๑๐๐ ปี ลูกเสือไทย ปี พ.ศ.๒๕๕๔ เพื่อเฉลิมพระเกียรติในวโรกาส ๘๔ พรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งจะมีการจัดกิจกรรมชุมนุมลูกเสือแห่งชาติ ๔ ภาค จำนวน ๑๕๐,๐๐๐ คน เพื่อเทิดพระเกียรติ

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้อนุมัติการจัดสร้างอาคารเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษา โดยใช้งบประมาณทั้งหมดจำนวน ๒๕๐ ล้านบาท สร้างสถานที่ที่เป็นสำนักงานลูกเสือแห่งชาติและอาคารเฉลิมพระเกียรติต่อไป.

วันพฤหัสบดีที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2553

นวัตกรรมสร้างสรรค์การเรียนรู้

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการแถลงข่าวโครงการส่งเสริมนวัตกรรมสร้างสรรค์การเรียนรู้ ระดับมัธยมศึกษา โดยมี น.พ.สุภกร บัวสาย ผู้จัดการ สสค. และนางสาวเจือจันทร์ จงสถิตอยู่ กรรมการบริหาร สสค. เข้าร่วมการแถลงข่าว เมื่อวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๓

รมว.ศธ.กล่าวว่า การที่จะปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ใหม่ต้องคิดนอกกรอบ การจัดตั้งสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพเยาวชน (สสค.) ถือเป็นนวัตกรรมทางการบริหารจัดการแบบใหม่ที่จะให้มีหน่วยงานขนาดเล็ก ซึ่งเป็นองค์กรอิสระและมีความคล่องตัว ในการจัดกิจกรรมให้กับโรงเรียน ครู นักเรียน เพื่อเปลี่ยนแปลงกระบวนการเรียนรู้ให้นักเรียน ได้มีโอกาสฝึกกระบวนการในการเรียนรู้ ที่เกิดคุณภาพอย่างแท้จริง

สสค.เป็นหน่วยงานใหม่ จึงขอฝากให้ช่วยกันขับเคลื่อนให้เป็นหน่วยงานที่มีส่วนสำคัญในการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง และเป็นส่วนสำคัญในการที่จะปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นในสังคมไทย หากทุกภาคส่วนให้ความร่วมมือการปฏิรูปการศึกษาก็จะประสบความสำเร็จ ตามเป้าหมายที่จะต้องมีพลเมืองยุคใหม่ที่มีคุณภาพต่อไป

สสค. ได้ประกาศเกณฑ์ในการพิจารณาสนับสนุนทุนโครงการส่งเสริมนวัตกรรมสร้างสรรค์การเรียนรู้ ระดับมัธยมศึกษา ดังนี้

๑. คุณภาพของข้อเสนอโครงการ มีความสอดคล้องกับภารกิจของโรงเรียน และมีความจำเป็นต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในระดับมัธยมศึกษา กรอบแนวคิดโครงการมีความสมเหตุสมผล เป้าประสงค์และวัตถุประสงค์ของโครงการเขียนไว้อย่างชัดเจนเป็นรูปธรรม กำหนดตัวชี้วัดเพื่อใช้ติดตามความก้าวหน้าและตรวจสอบการบรรลุเป้าประสงค์ได้ ระบุสภาพปัญหาด้านการเรียนรู้ที่ชัดเจน มีการแสดงข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์สนับสนุน

๒. การสร้างนวัตกรรมและการพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นโครงการที่บ่งบอกว่าก่อให้เกิดนวัตกรรมที่เป็นความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์ มีลักษณะเฉพาะ หรือเป็นเอกลักษณ์ ผลที่ได้จากการทำโครงการมีหลักฐานที่แสดงถึงโอกาสความยั่งยืน สามารถวัดผลได้ในระดับผลผลิต (Output) และผลลัพธ์ (Outcome) สนับสนุนให้เกิดความร่วมมือของบุคลากรทั้งภายในและภายนอกโรงเรียน การแบ่งปันข้อมูลความรู้ และเป็นการเพิ่มคุณค่าให้เกิดขึ้นกับโรงเรียน

๓. การบริหารจัดการและการเผยแพร่ มีการจัดระบบบริหารจัดการโครงการที่มีประสิทธิภาพและโปร่งใส ผู้รับผิดชอบโครงการมีอำนาจในการตัดสินใจและมีอิสระเพียงพอที่จะพัฒนาการดำเนินงานให้มีคุณภาพและคล่องตัว ทั้งนี้อาจมีคณะกรรมการหรือกลไกบริหารจัดการโครงการที่แสดงถึงความน่าเชื่อถือที่จะนำพาโครงการให้ประสบผลสำเร็จ ผลผลิตสำคัญของโครงการมีคุณค่าและศักยภาพในการเผยแพร่สู่สาธารณะเพื่อขยายผล โดยอาจแปรรูปเป็นสื่อเผยแพร่ที่เหมาะสม เช่น วิดิทัศน์ คู่มือ โมเดล เป็นต้น

สำหรับวงเงินงบประมาณที่ขอรับการสนับสนุนไม่เกินโครงการละ ๓๐๐,๐๐๐ บาท ระยะเวลาเปิดรับข้อเสนอโครงการระหว่างวันที่ ๑๗ มิถุนายน – ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๓ แจ้งผลการพิจารณา วันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๕๓ คุณสมบัติของผู้เสนอโครงการ คือ ครู ผู้บริหาร บุคลากรของสถานศึกษา นักเรียนในสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษาของรัฐและเอกชนทุกสังกัด ทั้งนี้จะเสนอโครงการได้สถานศึกษาละ ๑ โครงการเท่านั้น โดยขอรับแบบฟอร์มสนับสนุนโครงการได้ที่ www.QLF.or.th และจัดส่งข้อเสนอโครงการได้ที่ตู้ ปณ.๓๔ ปณฝ. สนามเป้า กทม. ๑๐๔๐๖.

วันพุธที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ชงโครงการเงินกู้ ช.พ.ค.6 ปลาย มิ.ย

ความคืบหน้ากรณีผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) มีแนวคิดร่วมมือกับสถาบันการเงิน และบริษัทประกันภัย จัดทำโครงการปล่อยเงินกู้แก่สมาชิกกองทุนการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) 2 โครงการ คือ โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตสมาชิก ช.พ.ค.ชั้นดี ซึ่งเป็นสมาชิกเกิน 10 ปี และมีวินัยทางการเงิน ไม่เคยค้างค่าสงเคราะห์ศพ โดยจะปล่อยเงินกู้เพดานสูงสุด 3 ล้านบาท ธนาคารคิดอัตราดอกเบี้ยที่ MLR 5.70 และโครงการปล่อยเงินกู้สมาชิก ช.พ.ค.6 เริ่มประมาณต้นเดือนสิงหาคมที่จะถึง โดยมีการขยายวงเงินปล่อยกู้จากเดิมสูงสุดรายละ 600,000 บาท เป็น 1,200,000 บาท ซึ่งจะต้องมีการปรับเพิ่มการจัดเก็บเงินค่าสงเคราะห์ศพ จากศพละ 1 บาท เป็น 1.50 บาท หรือจากที่เก็บอยู่เดือนละประมาณ 400 บาท จะเพิ่มเป็น 600 บาท เพื่อรองรับกับการขยายวงเงินปล่อยกู้ที่สูงขึ้นดังกล่าว โดยการปล่อยเงินกู้ทั้ง 2 โครงการนี้ กำหนดให้สมาชิก ช.พ.ค.ผู้กู้ต้องทำประกันเงินกู้ด้วย ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์โจมตีจากสังคมถึงความไม่เหมาะสม โดยเฉพาะในประเด็นเป็นการกระตุ้นการสร้างหนี้สินให้กับครูเพิ่มมากยิ่งขึ้น ทั้งที่ปัจจุบันมีมูลค่าหนี้สินของครูทั่วประเทศรวมไม่น้อยกว่า 1.5 แสนล้านบาท และประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องผลประโยชน์ที่จะได้รับจากสถาบันการเงินและบริษัทประกันภัยนั้น

นายเฉลียว อยู่สีมารักษ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และประธานคณะกรรมการ สกสค. กล่าวเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน ว่า ในวันเดียวกันนี้ นายเกษม กลั่นยิ่ง เลขาธิการ สกสค. ได้มาพูดคุยกับตนเรื่องโครงการปล่อยเงินกู้สมาชิก ช.พ.ค.6 แต่ยังไม่ได้นำเสนอรายละเอียดโครงการมา ตนจึงได้มอบหมายให้นายเกษมไปจัดทำรายละเอียดโครงการทั้งหมดมานำเสนอ โดยเฉพาะในประเด็นว่า การจัดโครงการปล่อยเงินกู้สมาชิก ช.พ.ค.6 ครูจะได้ประโยชน์อะไรบ้าง จะแก้ไขปัญหาหนี้สินครูได้จริงหรือไม่ นอกจากนี้ ตนให้ทำรายละเอียดผลการดำเนินโครงการปล่อยเงินกู้สมาชิก ช.พ.ค. ตั้งแต่โครงการที่ 1-5 มานำเสนอเปรียบเทียบด้วยว่า โครงการเหล่านั้นได้ช่วยแก้ปัญหาหนี้สินครูได้จริงหรือไม่ โดยตนได้มอบหมายให้เลขาธิการ สกสค.นำเสนอรายละเอียดต่างๆ ดังกล่าวภายในสัปดาห์นี้ จากนั้นตนจะนำเสนอข้อมูลเหล่านี้ให้นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ได้พิจารณาให้ความเห็น ตามที่ได้มอบนโยบายให้ตนมาดำเนินการตรวจสอบ

"แม้ว่าการจัดทำโครงการปล่อยเงินกู้สมาชิก ช.พ.ค. จะเป็นอำนาจของคณะกรรมการ ช.พ.ค. แต่การจะทำอะไรก็ต้องเสนอให้รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ได้พิจารณารายละเอียดต่างๆ ด้วยว่า เป็นประโยชน์กับครูจริงหรือไม่ จะมาทำโครงการเงินกู้กันโดยที่ไม่ให้คนอื่นทราบเรื่องด้วยไม่ได้ ผมคงไม่ยอม" ปลัด ศธ.กล่าว

ด้านนายวัฒนา วรรณโสภา รองเลขาธิการ สกสค. กล่าวถึงกรณีที่นางจิระพันธุ์ พิมพ์พันธุ์ นายกสภาการศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย ออกมาระบุว่าผู้บริหารและครูโรงเรียนเอกชนต่างไม่เห็นด้วยกับการที่ สกสค.จะเก็บเงินค่าสงเคราะห์ศพเพิ่มขึ้นจากศพละ 1 บาท เป็นศพละ 1 บาท 50 สตางค์ หรือจากที่เก็บอยู่เดิมเดือนละประมาณ 400 บาท เพิ่มเป็น 600 บาท เพื่อรองรับกับการขยายวงเงินปล่อยกู้ในโครงการปล่อยเงินกู้สมาชิก ช.พ.ค.6 สูงขึ้นจากรายละ 600,000 บาท เป็น 1,200,000 บาท เพราะจะส่งผลกระทบเป็นภาระกับครูโรงเรียนเอกชนจำนวนมาก ในยามวิกฤตเศรษฐกิจเช่นในปัจจุบัน อีกทั้งสมาชิก ช.พ.ค.ทั้งที่เป็นครูเอกชนและข้าราชการบำนาญยื่นกู้เงินได้ยากด้วย เพราะหลักประกันไม่ชัดเจนว่า การเรียกเก็บเงิน ช.พ.ค.เพิ่มขึ้นนั้น แม้สมาชิกส่วนใหญ่จะเห็นด้วย แต่ถ้ามีสมาชิกบางส่วนไม่เห็นด้วย ก็คงไม่สามารถจัดเก็บเพิ่มได้ อย่างในกรณีของครูโรงเรียนเอกชนดังกล่าว หากไม่เห็นด้วยจะให้เก็บเพิ่ม สกสค.ก็คงไปเก็บเพิ่มไม่ได้

"กรณีที่ว่า ทางสมาชิก ช.พ.ค.ที่เป็นครูโรงเรียนเอกชนจะไม่ค่อยได้รับการอนุมัติปล่อยเงินกู้นั้น ถ้าดูตามความเป็นจริงแล้ว ก็เป็นเช่นนั้น เพราะดูด้านความมั่นคงแล้วจะไม่เท่ากับสมาชิกที่เป็นข้าราชการครู เพราะบางคนเป็นครูเอกชนไม่กี่ปีก็ลาออกไป จะตามหาตัวที่ไหนก็ไม่ได้ แต่ที่ผ่านมาทางคณะกรรมการ ช.พ.ค.ก็เปิดโอกาสให้ครูเอกชนมายื่นกู้เงินได้ แต่จะมีเงื่อนไขมากกว่าข้าราชการครู เช่น ผู้อำนวยการโรงเรียนต้องรับรอง และต้องมีข้าราชการค้ำประกัน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ในการประชุมคณะกรรมการ ช.พ.ค.ช่วงปลายเดือนมิถุนายนนี้ จะนำแนวคิดเรื่องการปล่อยเงินกู้ในโครงการเงินกู้สมาชิก ช.พ.ค.6 เข้าพิจารณาในที่ประชุมด้วย พร้อมทั้งนำแนวนโยบายของนายชินวรณ์เกี่ยวกับเรื่องการแก้ปัญหาหนี้สินครูทั้งระบบ รวมทั้งข้อห่วงใยของหลายๆ ฝ่ายเข้าหารือด้วยว่า จะเดินหน้าโครงการนี้ต่อไปอย่างไรหรือไม่" รองเลขาธิการ สกสค.กล่าว

ที่มา นสพ.มติชน 16 มิ.ย.53

นโยบายการพัฒนาโรงเรียนดีประจำตำบล


รมว.ศธ. กล่าวว่า โรงเรียนดีประจำตำบลมีเงื่อนไขหลัก ๓ ประการ คือ ๑.เป็นโรงเรียนในชนบทที่พร้อมจะยกระดับคุณภาพและมาตรฐานให้สูงขึ้น ๒.เป็นโรงเรียนที่ได้รับความร่วมมือจากชุมชน มีประชาคม มีการทำ MOU กับท้องถิ่นอย่างชัดเจน โดย ผอ.สพท.จะต้องเป็นพี่เลี้ยงร่วมขับเคลื่อนให้ MOU เกิดขึ้นจริง และ ๓.สามารถดึงนักเรียนในเขตพื้นที่บริการและบริเวณตำบลใกล้เคียงมาเรียนในโรงเรียนดีประจำตำบล รวมทั้งเชิญชวนโรงเรียนคู่เคียงมาเรียนในโรงเรียนดีประจำตำบลเพิ่มขึ้น เมื่อโรงเรียนได้รับการคัดเลือกเพื่อยกระดับเป็นโรงเรียนดีประจำตำบล และได้รับการจัดสรรงบประมาณเพื่อนำไปสู่การพัฒนาเพื่อให้เกิดความพร้อมทางด้านกายภาพ มีภารกิจที่จะต้องดำเนินการ ๓ ด้าน ดังนี้

ด้านกายภาพ สิ่งแวดล้อม ภูมิทัศน์ จะต้องได้รับการดูแล ปรับปรุง แก้ไข ภายใต้เงื่อนไขรายละเอียดในการของบประมาณ ทำให้ชุมชน ท้องถิ่นหรือประชาชนในหมู่บ้านใกล้เคียง ได้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงทางกายภาพอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น รั้ว เส้นทางเข้าออก ทางเดิน จำนวนต้นไม้ภายในโรงเรียน ฯลฯ

ส่งเสริมให้มีห้องสมุด ๓ดี มีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่เป็นโครงข่ายไฟเบอร์ออพติก และเมื่อมีความพร้อมก็อาจจะสร้างศูนย์กีฬาและสระว่ายน้ำเพิ่มเติม ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดที่แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน

จัดหาครูที่จบวิชาเอกในสาขาที่ตรงกับวิชาที่สอนใน ๕ กลุ่มสาระวิชาในอนาคต ถ้าโรงเรียนดีประจำตำบลประสบความสำเร็จ ผู้ปกครองก็จะส่งบุตรหลานมาเรียนเพิ่มมากขึ้น นอกจากจะแก้ปัญหาด้านคุณภาพของโรงเรียนขนาดเล็ก ยังสามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนครูได้ด้วย ซึ่งในช่วงเปลี่ยนผ่านต้องทุ่มเท ทั้งด้านงบประมาณและการบริหารจัดการที่ดี โดยขอให้ สพฐ.เตรียมการรองรับและบริหารจัดการครูที่อยู่ในโรงเรียนที่ถูกยุบหรือมีจำนวนนักเรียนลดลง

รมว.ศธ.กล่าวสรุปว่า ขอให้ ผอ.สพท.และ ผอ.โรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการทั้ง ๗๘ โรงเรียน มีความกล้าหาญที่จะเปลี่ยนแปลงเพื่อยกระดับโรงเรียนของตน โดยใช้หลักการบริหารจัดการที่ดีในการเดินหน้าขับเคลื่อนโรงเรียนดีประจำตำบลให้เกิดขึ้นจริง ซึ่งจะต้องมีการปรับปรุงด้านกายภาพ มีครูที่ดี สามารถดึงนักเรียนในเขตบริการและตำบลใกล้เคียงมาเรียนเพิ่มขึ้น ตอบสนองต่อเด็กด้อยโอกาสประเภทอื่น เช่น เป็นโรงเรียนที่รับเด็กที่มีปัญหาทางด้านร่างกายมาเรียนร่วม ไม่ว่าจะเป็น ตา หู อวัยวะ หรือสมอง ต้องดูแลเด็กเหล่านี้ด้วย สำหรับโรงเรียนอีก ๑๘๒ โรงเรียน ขอให้ ผอ.สพท. และ ผอ.โรงเรียนที่เข้าสู่กระบวนการบยกระดับแล้ว ช่วยสานให้ด้วย แม้โรงเรียนเหล่านี้จะยังไม่เข้าเงื่อนไขที่กำหนด เชื่อว่าสามารถใช้การบริหารจัดการ ปรับปรุง ปรับเปลี่ยนได้

รมว.ศธ.มั่นใจว่า ความตั้งใจในการเดินหน้าขับเคลื่อนโรงเรียนดีประจำตำบล จะช่วยตอบโจทย์เรื่องการสร้างโอกาส คุณภาพผู้เรียน และสร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชนอย่างแท้จริง

"ชินวรณ์" ประสานคลังแก้หนี้ครูทั้งระบบ

"ชินวรณ์" ประสานคลังแก้หนี้ครูทั้งระบบ หาแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ ขณะที่อดีต รมช.ศธ.เตือนจัดโครงการปล่อยกู้เพิ่มจะเติมปัญหาหนี้หนักกว่าเดิม แนะทางแก้ศึกษาที่มาแหล่งเงินก่อน

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยกรณีที่ผู้บริหารและครู รร.เอกชน คัดค้านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) เก็บเงินค่าสงเคราะห์ศพจากสมาชิก ช.พ.ค. เพิ่มขึ้นเป็นศพละ 1.50 บาท จากเดิมศพละ 1 บาท ว่า ตนขอย้ำว่าเรื่องนี้ยังไม่มีข้อยุติ และที่ผ่านมาเป็นเพียงข้อเสนอเบื้องต้นของ สกสค.เท่านั้น ยังไม่ได้เป็นโครงการที่ทุกฝ่ายให้ความเห็นชอบ อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.ที่ผ่านมา ตนได้หารือร่วมกับนายกรณ์ จาติกวนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และได้เสนอแนวคิดในการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูทั้งระบบ ฉะนั้นจึงขอย้ำว่าการขับเคลื่อนเรื่องนี้จะให้ สกสค. ศธ. และกระทรวงการคลัง ได้มาร่วมกันแก้ไขปัญหาหนี้สินครูทั้งระบบ บนพื้นฐานที่ว่าโครงการใหม่ที่ครูต้องได้รับการลดหย่อนดอกเบี้ยต่ำกว่าที่เคยดำเนินการมา ตลอดจนต้องมีเครือข่ายศูนย์พัฒนาชีวิตครูเข้ามาร่วมแก้ไขปัญหาเรื่องนี้อย่างเป็นระบบ และบนพื้นฐานเศรษฐกิจพอเพียง

ขณะที่ รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ อดีต รมช.ศธ. กล่าวว่า การแก้ปัญหาหนี้สินครูจะต้องรู้ข้อเท็จจริงก่อนว่าในภาพรวมครูมีหนี้มากน้อยแค่ไหน เป็นหนี้ในระบบหรือนอกระบบ และมาจากแหล่งใดบ้าง โดยไม่เห็นด้วยที่จะจัดโครงการให้ครูกู้เพิ่ม เพราะไม่ใช่ทางแก้ปัญหาแต่กลับจะเพิ่มปัญหามากขึ้น

"จากการสำรวจเมื่อปี 2550 พบว่า ครูเป็นหนี้เฉลี่ยรายละ 800,000 แสนบาท แต่ขณะนี้สถานการณ์เปลี่ยนไป และเปลี่ยนไปทางที่เลวร้ายขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีโครงการปล่อยกู้เกิดเพิ่มขึ้นมาก ทั้งจาก สกสค.เองและสหกรณ์ออมทรัพย์ครู ดังนั้นจึงคิดว่าโครงการปล่อยกู้ไม่ใช่ทางแก้ปัญหาที่ถูกต้อง แต่รัฐบาลควรจะรู้ที่มาของหนี้สินของครูที่แท้จริงว่ามาจากแหล่งใดบ้าง และมีจำนวนเท่าไหร่" รศ.ดร.วรากรณ์กล่าว.

ครม. ตีกลับ มาตรการลดภาษี ส่งเสริมการอ่าน ตามวาระแห่งชาติ

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม. ได้พิจารณาเรื่องที่กระทรวงศึกษาธิการ เสนอมาตรการเชิงรุกด้านภาษี เพื่อส่งเสริมให้มีการอ่านตลอดชีวิต โดยเสนอระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องขอใช้มาตรการทางภาษี เพื่อเป็นมาตรการเชิงรุกในการส่งเสริมการอ่าน ซึ่งมีมาตรการจูงใจให้ผู้ผลิตหนังสือหรือสื่อ เพื่อการลดหย่อนภาษีเป็น 2 เท่า แต่ไม่เกินร้อยละ 30 ของเงินรายได้ที่มาคำนวณ ในการหักภาษีเช่นเดียวกับกรณีนิติบุคคล หากมีการบริจาคก็สามารถลดหย่อนภาษีได้เป็น 2 เท่า แต่ไม่เกินร้อยละ 30 มาตรการสำหรับผู้ซื้อหนังสือให้กับตนเอง หรือให้แก่องค์กรต่างๆ โดยกรณีบุคคลธรรมดา จะได้รับการลดหย่อนค่าใช้จ่ายไม่เกิน 10,000 บาทต่อปี ส่วนกรณีนิติบุคคล จะได้รับการลดหย่อนไม่เกินร้อยละ 30 และมาตรการจูงใจสำหรับผู้ผลิตหนังสือรวมถึงนิตยสาร ซึ่งเป็นการเปลี่ยนมาเป็นฐานภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 0 ให้แก่ผู้ผลิตหนังสือและสื่อเพื่อการศึกษา

รมว.ศึกษาธิการกล่าวอีกว่า มาตรการดังกล่าวอาจทำให้รัฐบาลสูญเสียรายได้ จากการลดหย่อนภาษีประมาณ 350 ล้านบาท แต่หากมีการรณรงค์ให้มีการบริจาคหนังสือ หรือซื้อหนังสือมาอ่านให้มากขึ้น ก็จะมีประโยชน์ต่อการพัฒนาในเรื่องการอ่านอย่างยั่งยืนต่อไป ที่สำคัญยังสนองตอบต่อการส่งเสริมการอ่าน ให้เป็นวาระแห่งชาติตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 15 ส.ค. 2552 ที่กำหนดให้การอ่านเป็นวาระแห่งชาติ และกำหนดให้วันที่ 2 เม.ย. ซึ่งเป็นวันพระราชสมภพของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นวันรักการอ่าน รวมถึงกำหนดให้

ปี 2552-2561 เป็นทศวรรษแห่งการอ่าน อย่างไรก็ตามที่ ครม. ยังไม่เห็นชอบมาตรการดังกล่าว เนื่องจากมีประเด็นในเรื่องการเปลี่ยนฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม มาเป็นร้อยละ 0 ตลอดถึงการจูงใจในการลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ที่ซื้อหนังสือมาอ่านเอง จึงให้กระทรวงการคลัง และ ศธ. ไปหารือในรายละเอียด พร้อมกับจัดทำข้อมูลในเรื่องดังกล่าวให้ชัดเจนภายใน 30 วัน ก่อนจะนำเสนอ ครม. เพื่อพิจารณาต่อไป ทั้งนี้ ครม.ไม่ได้ติดใจในแง่ของรัฐต้องเสียรายได้จากการลดหย่อนภาษี แต่ให้กลับมาหารือในรายละเอียดเพื่อดูมาตรการในการจูงใจอย่างรอบด้านอีกครั้ง.

วันอังคารที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2553

มาตรการทางภาษีเชิงรุกเพื่อสนับสนุนการอ่าน

รมว.ศธ.กล่าวว่า จากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๕๒ ได้กำหนดให้การอ่านเป็นวาระแห่งชาติ และกำหนดให้วันที่ ๒ เมษายน ของทุกปี ซึ่งเป็นวันพระราชสมภพของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นวันรักการอ่าน นอกจากนั้นกำหนดให้ปี ๒๕๕๒ - ๒๕๖๑ เป็นทศวรรษแห่งการอ่าน และให้มีการตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการอ่านเพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งมี รมว.ศธ. เป็นประธาน โดยกระทรวงศึกษาธิการได้เสนอมาตรการทางภาษีเพื่อสนับสนุนการอ่าน เพื่อส่งเสริมให้การอ่านเป็นต้นทุนทางปัญญาที่สำคัญของสังคมไทย

รมว.ศธ.ได้กล่าวถึงมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๕๓ ว่าได้มีการพิจารณามาตรการที่เสนอไป ๓ ส่วน ดังนี้

มาตรการจูงใจให้กับผู้ที่บริจาคหนังสือหรือสื่อเพื่อส่งเสริมการอ่านแก่หน่วยงานราชการ สถานศึกษา ได้มีโอกาสในการลดหย่อนภาษีเป็น ๒ เท่า ไม่เกินร้อยละ ๓๐ ของรายได้ที่เอามาคำนวณทางภาษี รวมถึงนิติบุคคลหากมีการบริจาคก็สามารถลดหย่อนเป็น ๒ เท่าเช่นเดียวกัน ไม่เกินร้อยละ ๓๐ ของรายได้ที่เอามาคำนวณทางภาษี

มาตรการของผู้ซื้อหนังสือเพื่อพัฒนาตนเองหรือให้กับองค์กรต่างๆ กรณีที่เป็นบุคคลธรรมดาได้รับการลดหย่อนค่าใช้จ่ายไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาทต่อปี ส่วนนิติบุคคลได้รับการลดหย่อนไม่เกินร้อยละ ๓๐

มาตรการจูงใจสำหรับผู้ผลิตหนังสือรวมทั้งนิตยสาร ให้มีมาตรการในการเข้าอยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ในอัตราร้อยละ ๐ ซึ่งการเปลี่ยนมาเป็นฐานภาษีมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ผลิตหนังสือและสื่อเพื่อการศึกษา เพื่อเป็นการจูงใจในการลดต้นทุนการผลิต ทำให้คาดได้ว่าราคาหนังสือนั้นถูกลง

จากมาตรการทั้งหมดเหล่านี้ ทางรัฐบาลอาจสูญเสียรายได้จากการลดหย่อนภาษีประมาณ ๓๕๐ ล้านบาท หากได้มีการรณรงค์ให้บริจาคหนังสือหรือซื้อหนังสือมาอ่านให้มากขึ้นก็จะมีประโยชน์ต่อการพัฒนาในเรื่องของการอ่านอย่างยั่งยืนต่อไป และที่สำคัญคือสนองตอบต่อการส่งเสริมการอ่านให้เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต

ร.ร.บ้านวังจั่นปั้นหนอนหนังสือแก้ปัญหานักเรียนอ่านเขียนไม่คล่อง

ปัญหานักเรียนอ่านหนังสือไม่ออก เขียนไม่คล่อง ยังคงเป็นเรื่องหนักอกหนักใจของครูและผู้บริหารโรงเรียนมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งโรงเรียนบ้านวังจั่น อ.โคกสำโรง จ.ลพบุรี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ลพบุรี เขต 1 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)

ก็ประสบปัญหานี้เช่นกัน โดย นายอาทร บุญคุ้มครอง ผอ.โรงเรียนบ้านวังจั่น ระบุว่า ในปี 2549-2553 โรงเรียนได้สำรวจนักเรียนชั้น ป.1-ป.6 ที่มีอยู่ประมาณปีละ 200 คน พบว่าโดยเฉลี่ยมีนักเรียนทุกระดับชั้นประมาณปีละ 25 คนที่มีปัญหาอ่านเขียนไม่คล่อง เนื่องจากพ่อแม่ต้องทำงานหารายได้เลี้ยงครอบครัว ทำให้ไม่มีเวลาดูแลลูกอย่างเต็มที่

"การที่นักเรียนอ่านเขียนไม่คล่อง ทำให้เรียนวิชาอื่นๆ ได้ช้า และผลการเรียนตกต่ำ ผมได้นำเอากระบวนการจัดการความรู้ (เคเอ็ม) ซึ่งเน้นการส่งเสริมให้เด็กรักการอ่านและสอนซ่อมเสริมมาใช้แก้ปัญหานี้ โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ทำให้เด็กอ่านออก เขียนได้ ยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและพัฒนาให้เด็กมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ได้แก่ รักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ มีคุณธรรม มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ รู้พอเพียง อนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นและวัฒนธรรมไทย ซึ่งปีนี้ได้พัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาในวิชาภาษาไทยเน้นการส่งเสริมการอ่านให้ทุกวิชามีกิจกรรมการอ่านสัปดาห์ละ 1 คาบ" ผอ.อาทรแจกแจง

ผอ.อาทร อธิบายกระบวนการจัดการความรู้เพื่อแก้ปัญหาเด็กอ่านเขียนไม่คล่องว่า เริ่มจาก ”การพัฒนาห้องสมุดให้มีชีวิต” โดยได้รับงบประมาณปี 2553 จาก สพท.ลพบุรี เขต 1 จำนวน 6 หมื่นบาท อีกทั้งโรงเรียนจัดกิจกรรมทอดผ้าป่าหนังสือและได้รับบริจาคหนังสือจากหน่วยงานรัฐและเอกชนและผู้ปกครอง ทำให้โรงเรียนมีหนังสือและสื่อประเภทต่างๆ มากมาย เช่น หนังสือเสริมความรู้ทั้ง 8 กลุ่มสาระ เช่น ภาษาไทย สังคม หนังสือนิทาน และมีคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต 10 เครื่อง ไว้ให้เด็กๆ ใช้ค้นคว้าหาความรู้

ช่วงพักกลางวัน นักเรียนทุกชั้นเรียนจะเข้าห้องสมุดอ่านหนังสือ และมีตะกร้าใส่หนังสือไว้ให้เด็กนำไปนั่งอ่านตามต้นไม้ภายในโรงเรียน และมีกิจกรรมส่งเสริมการอ่านและเขียนแบบรายสัปดาห์และเดือนไปจนถึงรายภาคเรียนและปีการศึกษา เช่น กิจกรรมยอดนักอ่าน ยอดนักเล่านิทาน ประกวดคัดลายมือ เขียนเรียงความ ฯลฯ หลังเลิกเรียนได้ให้นักเรียนที่อ่านเขียนไม่คล่องมาเรียนเสริมกับครูทุกวิชาในทุกระดับชั้นสอนเป็นเวลา 1 ชั่วโมง

"เกือบ 5 ปีที่โรงเรียนใช้กระบวนการจัดการความรู้แก้ปัญหาเด็กอ่านเขียนไม่คล่อง พบว่าเด็กทุกชั้นเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเกือบทุกวิชาสูงขึ้นกว่าร้อยละ 5 ตามเป้าหมายของเขตพื้นที่ ยกเว้นวิชาคณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษ ซึ่งแม้จะต่ำกว่าเป้าหมายแต่อยู่ในระดับที่น่าพอใจ เด็กมีนิสัยรักการอ่าน ชอบเข้าห้องสมุด ขยันเรียน มีความรับผิดชอบ มีวินัยมากขึ้น ส่วนครูก็กระตือรือร้นในการสอนเอาใจใส่เด็กมากขึ้น ครูหลายคนได้รับรางวัลครูดีเด่นของเขตพื้นที่ ขณะที่โรงเรียนได้รับรางวัล เช่น โรงเรียนต้นแบบการจัดการความรู้ (เคเอ็ม) ของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) โรงเรียนต้นแบบห้องสมุดมีชีวิตของสพฐ. โรงเรียนต้นแบบพัฒนาการอ่านของเขตพื้นที่" ผอ.อาทรบอกอย่างภาคภูมิใจ

ครูจรัล คำพานิชย์ ครูสอนวิชาภาษาไทยชั้น ป.1 อธิบายว่า การสอนเน้นกิจกรรมการอ่านและเล่านิทานโดยให้เด็กๆ ช่วยยืมหนังสือนิทานจากห้องสมุดมา 10 เล่ม เพื่อให้ครูอ่านให้เด็กฟังสัปดาห์ละ 1 เล่ม หลังจากนั้นก็ให้เด็กเขียนสรุปเรื่องย่อของนิทานที่ครูเล่าให้ฟัง เริ่มจากให้เขียนเป็นคำ ประโยคและเล่าเป็นเรื่องราว ทำให้เด็กได้ฝึกทักษะการอ่าน คิดวิเคราะห์และปลูกฝังคุณธรรม ขณะเดียวกันครูวิชาภาษาไทยแต่ละระดับชั้นก็จะมีการแลกเปลี่ยนเทคนิคและสื่อการสอนระหว่างกันด้วย

ด.ญ.กัญญาพัชร เปลี่ยนทอง หรือน้องออย นักเรียนชั้น ป.5 โรงเรียนบ้านวังจั่น บอกว่า ครูวิชาภาษาไทยให้ฝึกการอ่านเขียนโดยให้เข้าห้องสมุดอ่านหนังสือช่วงพักกลางวัน เวลาเรียนในห้องครูก็อ่านหนังสือนิทานให้ฟัง อีกทั้งให้นักเรียนอ่านนิทานแล้วออกมาเล่าให้เพื่อนๆ ฟัง ซึ่งชอบการเรียนแบบนี้เพราะสนุกดีและได้รับการปลูกฝังคุณธรรม เช่น ความขยัน ซื่อสัตย์ สนใจเยี่ยมชมการเรียนการสอนของโรงเรียนบ้านวังจั่น ติดต่อโทร.0-3670-6580, 08-7927-7791

ที่มา นสพ.คมชัดลึก

วันจันทร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2553

โครงการพัฒนาชีวิตครู

รมว.ศธ.กล่าวว่า กิจกรรมต่างๆ ของ สกสค. ที่ได้ดำเนินการมาในช่วงปีงบประมาณ ๒๕๕๓ มีหลายโครงการ ได้แก่ การแก้ไขปัญหาภาระทางการเงินของครูและบุคลากรทางการศึกษา การพัฒนาชีวิตด้วยหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การพัฒนาชีวิตครูด้วยการสร้างวินัยทางการเงินโดยการอบรมและพัฒนาจิตใจให้ความรู้เรื่องการบัญชีรายรับ-รายจ่าย การจัดคลินิกการเงินเพื่อให้คำปรึกษาแนะนำด้านการเงินแก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา จำนวน ๑๘ จังหวัด การสำรวจสภาพเศรษฐกิจและการเงินของข้าราชการของครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน ๔๐๐,๐๐๐ ราย การติดตามหนี้ค้างชำระ จำนวน ๑๙๘ ล้านบาทของสินเชื่อคงเหลือ การพัฒนาส่งเสริมวิชาชีพและวิทยฐานะเพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิต การจัดทำวิจัยโครงการศึกษาวิจัยพัฒนาชีวิตครูแนวใหม่ การพัฒนาและบริหารจัดการการเงินอย่างมีศิลปะร่วมกับธนาคารออมสิน

รมว.ศธ. ได้เน้นย้ำเป็นนโยบายและกำชับให้ สกสค. ไปดำเนินการ ๓ เรื่อง ดังนี้

ขอให้ สกสค.ในฐานะที่เป็นหน่วยงานในกำกับที่ต้องจัดสวัสดิการและสวัสดิภาพครู ได้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของกฎหมายเพื่อรักษาผลประโยชน์ของครู โดยการจัดสวัสดิการและสวัสดิภาพครูให้มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง

ให้ สกสค.ได้ติดตามการบริหารงานขององค์การค้าของ สกสค. เพื่อยกฐานะให้เป็นหน่วยงานที่จะสนองตอบต่อนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ โดยเฉพาะสนองตอบต่อการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง ในเรื่องหนังสือเรียน อุปกรณ์การศึกษา สื่อด้านการศึกษาต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพและคุณภาพมากยิ่งขึ้น

โครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู กระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายชัดเจนที่จะจัดโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินของครู โดยต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไข ๓ ประการ ได้แก่
๑) โครงการที่จะจัดนั้นต้องมองภาพรวมทั้งระบบว่าจะแก้ไขปัญหาในเรื่องของหนี้สินครูทั้งระบบได้อย่างไร เพื่อให้มีการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน
๒) สกสค.ต้องคิดในเรื่องรูปแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตครูโดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเข้ามามีส่วนในการผลักดันให้การแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและการพัฒนาชีวิตครูให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตครูอย่างแท้จริง
๓) ให้ สกสค. กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงการคลัง ดูแลเรื่องของการหาแหล่งเงินกู้ให้กับครู อย่างน้อยที่สุดจะต้องมีผลโดยตรงที่จะได้รับดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าโครงการอื่นที่เคยทำมาแล้ว.

สกศ.เดินหน้าขับเคลื่อนพัฒนาการเรียนรู้ฯ ตามสมรรถนะของเด็กปฐมวัย 4 ภูมิภาค

วันที่ 10 มิถุนายน 2553 สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา(สกศ.)ร่วมกับ มูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก นิตยสาร Mother & Care และสำนักงานอุทยานการเรียนรู้ จัดแถลงข่าวเปิดตัวโครงการส่งเสริมศักยภาพเด็กปฐมวัย โดยใช้กระบวนการอ่าน การเล่นและการเรียนรู้ ที่เหมาะสมกับสมรรถนะตามวัย เพื่อให้เด็กเกิดพัฒนาการเต็มศักยภาพสูงสุด ณ ห้องประชุม กำแหง พลางกูร มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้พ่อแม่ ผู้ปกครอง ครู ผู้ดูแลเด็กและผู้ที่ทำงานใกล้ชิดกับเด็กปฐมวัยได้รับรู้ เข้าใจเกี่ยวกับการดูแล และส่งเสริมพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย โดยมุ่งหวังที่จะเผยแพร่องค์ความรู้ดังกล่าวไปยังผู้ที่สนใจ กำหนดจัดกิจกรรม 5 ครั้ง เริ่มจากจังหวัดราชบุรี วันที่ 19 – 20 มิถุนายน 2553 2. จังหวัดเชียงราย วันที่ 26 – 27 มิถุนายน 2553 3. จังหวัดอุบลราชธานี วันที่ 17 – 18 กรกฎาคม 2553 4. จังหวัดสุราษฏร์ธานี วันที่ 24 – 25 กรกฎาคม 2553 และจังหวัดนครสวรรค์ วันที่ 31 กรกฎาคม - 1 สิงหาคม 2553

ดร.สายสุรี จุติกุล ที่ปรึกษาด้านเด็ก สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า ในช่วงเริ่มต้น ของการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยสามารถเรียนรู้ได้หลากหลายวิธี ซึ่งวิธีที่สำคัญที่สุดคือการเล่น การหัดให้เด็กรักหนังสือ การเรียนรู้ที่จะสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมรอบตัวทุกอย่าง สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เด็กซึมซับผ่านประสาทสัมผัสต่าง ๆ จะเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กได้หัดมีประสบการณ์ตั้งแต่ช่วงวัยดังกล่าว

ในขณะที่ นางสุธาทิพ ธัชยพงษ์ รองประธานกรรมการมูลนิธิหนังสือเด็ก เห็นว่าการอ่าน มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าด้านอื่น ๆ โดยเฉพาะช่วงปฐมวัยถือเป็นช่วงวัยทอง ที่ครอบครัวควรเร่งสร้างความรักความผูกพัน รวมทั้งเสริมสร้างพัฒนาการให้ลูก หากพ่อแม่ ผู้ปกครอง เล่นกับลูก เล่านิทาน อ่านหนังสือให้เด็กฟังอย่างสม่ำเสมอทุกวันต่อเนื่อง จะช่วยสร้างความใกล้ชิดให้เด็กรู้สึกถึงความรักความอบอุ่น ทั้งยังช่วยทำให้เด็กคุ้นเคยกับหนังสือตั้งแต่ยังเล็ก สิ่งเหล่านี้จะทำให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสมอง
ด้านนายชีวัน วิสาสะ นักแต่ง นักเล่านิทาน กล่าวว่า หากพ่อแม่ผู้ปกครองอ่านหนังสือให้ลูกฟัง สิ่งที่เด็กได้นอกจากความรู้จากเรื่องที่อ่านแล้ว ยังได้บรรยากาศของการอ่านหนังสือร่วมกันภายในครอบครัว และสามารถเชื่อมโยงกิจกรรมต่อเนื่องจากหนังสือมาใช้เล่นกับลูกได้อีกด้วย ทั้งนี้ระหว่างที่อ่านหนังสือ พ่อแม่ควรตั้งคำถามปลายเปิด และคำถามแบบเชื่อมโยง เพื่อให้เกิดการเสริมสร้างพัฒนาการของเด็ก พ่อแม่ควรเลือกหนังสือโดยดูองค์ประกอบพื้นฐานทั้งเนื้อหา ภาษา และภาพ เพราะจะมีผลต่อพัฒนาการของเด็ก และการทำกิจกรรมร่วมกันระหว่างครอบครัว พ่อแม่ควรชมลูกที่พฤติกรรม เช่น ลูกเก่งวาดรูปใช้สีได้สวย ดีกว่าชมว่าลูกเก่งเพียงอย่างเดียว

การขับเคลื่อนหลักสูตรการเรียนการสอน

นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า จากการประชุมระดมความเห็นทุกภาคส่วนด้านการศึกษาเพื่อขับเคลื่อนหลักสูตรการเรียนการสอน การวัดและประเมินผลสู่การเพิ่มคุณภาพผู้เรียน เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ประชุมได้ข้อเสนอเกี่ยวกับการกำหนดจุดเน้นในแต่ละช่วงชั้น โดยช่วงชั้นที่ 1 ป.1 - 3 มุ่งเน้นให้เด็กอ่านออกเขียนได้ คิดเลขเป็น และพึ่งตนเอง ช่วงชั้นที่ 2 ป. 4 - 6 มุ่งเน้นให้เด็กอ่านคล่อง แก้โจทย์ปัญหารวมทั้งมีทักษะการคิด และทักษะชีวิต ช่วงชั้นที่ 3 ม.1 - 3
มุ่งเน้นให้นักเรียนได้ฝึกกระบวนการคิดชั้นสูง เช่น การคิดวิเคราะห์ เพราะมีทักษะด้านภาษาที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันนักเรียนในช่วงชั้นดังกล่าวจะต้องค้นพบความชอบและความถนัดของตัวเอง และ ช่วงชั้นที่ 4 ม.4 - 6 มุ่งเน้นทักษะการคิดขั้นสูง มีการเตรียมความพร้อมเพื่อนำไปสู่ระดับการศึกษาที่สูงขึ้นและต้องมีการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เพิ่มมากขึ้นด้วย

นายชินภัทร กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้เสนอข้อคิดในแต่ละช่วงชั้นด้วยว่า ควรมีการส่งเสริมให้นักเรียนมีความใฝ่ดี เพื่อสร้างรากฐานความดีให้เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงชั้นที่ 1 ส่วนช่วงชั้นที่ 3 นักเรียนควรจะได้รับการสร้างภูมิคุ้มกันในเรื่องของการใช้ชีวิต เพราะเด็กในช่วงชั้นดังกล่าวกำลังเข้าสู่วัยรุ่น สำหรับช่วงชั้นที่ 4 ควรเน้นความรับผิดชอบ และความมุ่งมั่นที่จะสร้างประโยชน์แก่ตนเองและสังคม ขณะเดียวกันเรื่องการปรับระบบการเรียนการสอนจะเน้นการทำงานเป็นเครือข่ายโดยอาศัยครูและบุคลากรในพื้นที่มาช่วยงานด้านวิชาการให้มากขึ้น รวมทั้งครูจะต้องสร้างความศรัทธาให้เกิดขึ้นกับนักเรียน นอกจากนี้ที่ประชุมต้องการที่จะเน้นเรื่องการส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียนให้มากขึ้น เช่น การรู้จักสิทธิและหน้าที่ของตัวเอง การยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างของแต่ละบุคคล อย่างไรก็ตามการระดมความเห็นจากทุกภาคส่วนครั้งนี้จะจัดทำเป็นข้อเสนอ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาผู้เรียนและการขยายผลต่อไป

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

พิมพ์เขียวมาตรฐานรอบสาม

กฎกระทรวงว่าด้วยระบบ หลักเกณฑ์และวิธีการประกันคุณภาพการศึกษา พ.ศ.๒๕๕๓ ได้ประกาศใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๕๓ซึ่งมีสาระสำคัญที่ครอบคลุมทั้งระบบ ประกอบด้วย การประเมินคุณภาพภายใน การประเมินคุณภาพภายนอก การติดตามตรวจสอบคุณภาพการศึกษากและการพัฒนาคุณภาพการศึกษา กฎกระทรวงดังกล่าวได้กำหนดจุดมุ่งหมายและหลักการของการประกันคุณภาพภายนอกไว้ ๖ ประการ และกำหนดกรอบมาตรฐานไว้ ๔ เรื่อง
เมื่อโจทย์เปลี่ยน แนวคิดและแนวทางในการกำหนดพิมพ์เขียวของการประเมินคุณภาพภายนอกรอบสามก็จำเป็นต้องปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงเช่นกันนโยบายใหม่ของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา จึงต้องสอดรับและสอดคล้องเพื่อตอบโจทย์ดังกล่าว
ทิศทางการขับเคลื่อนคุณภาพ ที่ สมศ. กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ทั้งหมด เป็นเพียงการนำแนวคิดหลักการเดิมที่มีอยู่ ที่ได้ริเริ่มมาตั้งแต่การประเมินคุณภาพภายนอกรอบแรก-รอบสอง-และ(ร่าง)รอบสาม มาปรับแต่งลดทอนเพิ่มอย่างสร้างสรรค์ จัดใส่กรอบใหม่ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อตอบทุกโจทย์ด้านคุณภาพการศึกษาได้อย่างชัดเจน แม่นยำ และเที่ยงตรง โดยได้ทดลองนำร่องทั้งในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน การอาชีวศึกษา และระดับอุดมศึกษาแล้ว พร้อมกับการจัด QA Forum มาแล้ว ๓ ครั้ง เพื่อระดมความคิดเห็นจากหลายๆ ฝ่ายที่จะนำมาพัฒนามาตรฐาน ตัวบ่งชี้ และเกณฑ์การประเมินคุณภาพภายนอกรอบสาม
ในช่วงนี้ สมศ. จึงเปิดรับทุกความคิดเห็นที่จะส่งมาร่วมกันพัฒนาที่ ตู้ ปณ. ๑ ปณฝ.ราชเทวี กทม. ๑๐๔๐๑ ก่อนที่จะประกาศใช้มาตรฐานและตัวบ่งชี้ในเดือนกันยายน ๒๕๕๓ และเริ่มประเมินจริง ในเดือนมิถุนายน ๒๕๕๔ ต่อไป
กฎกระทรวงฯ ข้อ ๓๗
(๑)เพื่อให้มีการพัฒนาคุณภาพ
(๒)ยึดหลักความเที่ยงตรง เป็นธรรม และโปร่งใส มีหลักฐานข้อมูลตามสภาพความเป็นจริงและมีความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้
(๓)สร้างสมดุลระหว่างเสรีภาพทางการศึกษากับจุดมุ่งหมายและหลักการศึกษาของชาติ โดยมีเอกภาพ เชิงนโยบายซึ่งสถานศึกษาสามารถกำหนดเป้าหมายเฉพาะและพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้เต็มตามศักยภาพของสถานศึกษาและผู้เรียน
(๔)ส่งเสริม สนับสนุน และร่วมมือกับสถานศึกษาในการพัฒนาระบบการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษา
(๕)ส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการประเมินคุณภาพ และพัฒนาการจัดการศึกษาของรัฐ เอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น บุคคล ครอบครัว องค์กรชุมชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น(๖)ความเป็นอิสระ เสรีภาพทางวิชาการ เอกลักษณ์ ปรัชญา ปณิธาน วิสัยทัศน์ พันธกิจ และเป้าหมายของสถานศึกษา
การขับเคลื่อนสู่คุณภาพ (รอบสาม)
(๑)การประเมินเชิงบวกหรือการประเมินเชิงสร้างสรรค์
(๒)การประเมินเพื่อสร้างความแตกต่าง
(๓)การกำหนดตัวบ่งชี้ คำนึงถึง
oการลดปริมาณตัวบ่งชี้ ให้เหลือเท่าที่จำเป็น แต่ยังคงมีอำนาจจำแนก (วัดสิ่งที่มี สิ่งที่เป็นไปได้ และสิ่งที่เป็นหัวใจ)
oพิจารณาจากผลผลิต ผลลัพธ์และผลกระทบ มากกว่ากระบวนการ (ซึ่งเป็นภารกิจของการประเมินคุณภาพภายใน)
oเป็นตัวบ่งชี้คุณภาพ มากกว่าปริมาณมีทั้ง เชิงบวกและเชิงลบ (เพื่อการบริหารความเสี่ยง)
oเน้นดุลยภาพของศาสตร์ ทั้งวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์
oวัฒนธรรม เงื่อนไขและข้อจำกัดของประเทศโดยให้ความสำคัญกับความเป็นไทย
จึงกำหนดตัวบ่งชี้เป็น ๓ ประเภท คือ-ตัวบ่งชี้พื้นฐาน หรือตัวบ่งชี้ขั้นต่ำที่ไม่เปลี่ยนแปลงเป็นเกณฑ์มาตรฐานจำเป็นของทุกสถาบัน
-ตัวบ่งชี้อัตลักษณ์ โดยให้แต่ละสถาบันนำเสนอเอกลักษณ์ ตามปรัชญา ปณิธาน พันธกิจ และจุดเด่นซึ่งเป็นความต่างของแต่ละสถาบัน
-ตัวบ่งชี้มาตรการส่งเสริม เป็นตัวบ่งชี้ที่ปรับเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ตามยุคสมัยหรือตามนโยบายภาครัฐ เพื่อให้สามารถตอบสนองนโยบายการขับเคลื่อนคุณภาพโดยรวม

--มติชน ฉบับวันที่ 14 มิ.ย. 2553

แนวทางในการการใช้ศึกษาเพื่อเข้าสู่กระบวนการปรองดองและการเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย

รมว.ศธ.กล่าวว่า องค์กรหลักได้เสนอแนวทางและกิจกรรมตามแผนระยะเร่งด่วนซึ่งจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนกรกฎาคม จนถึงเดือนธันวาคม ๒๕๕๓ ดังนี้

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้เสนอแนวทางในการพัฒนาแผนการส่งเสริมการปรองดอง โดยกำหนดคุณลักษณะที่พึงประสงค์ที่ต้องดำเนินการให้เกิดขึ้นกับเด็กไทย ๘ ประการ ได้แก่ การรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์, ความซื่อสัตย์สุจริต, ความมีวินัย, การใฝ่เรียนรู้, การอยู่อย่างพอเพียง, มุ่งมั่นในการทำงาน, รักความเป็นไทย และมีจิตสาธารณะ ซึ่งจะมีกระบวนการมุ่งเน้นในเรื่องของการจัดกิจกรรม เพื่อส่งเสริมการสร้างความปรองดอง ดังนี้ - ระดับชั้นเรียน จัดทำคำปฏิญาณเพื่อความปรองดอง ทำข้อตกลง หรือว่าปฏิญาณตนที่จะสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้น เป็นคำปฏิญาณของนักเรียนทุกชั้นเรียนให้ติดไว้ในห้องเรียนและเป็นภาพรวมของโรงเรียน - ระดับโรงเรียน จัดทำสัปดาห์แห่งความปรองดอง โดยทำแนวทางการวางแผนสัปดาห์แห่งการปรองดอง มีการประกวดเรียงความเรื่องความปรองดอง มีการจัดกิจกรรมประกวดนักเรียนที่สร้างสรรค์สิ่งที่ดีงามเพื่อสังคม - ระดับชุมชน จัดกิจกรรมร่วมกันระหว่างครู ผู้ปกครอง และนักเรียนเพื่อสร้างบรรยายกาศของความร่วมมือกัน แสดงถึงความเป็นพลเมืองดี การเสริมสร้างความรับผิดชอบ การให้เกียรติซึ่งกันละกัน สร้างความมีวินัยในตนเอง ความอดทนอดกลั้น การเคารพความคิดเห็นที่แตกต่าง

สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เน้นในเรื่องของการฝึกอบรมแกนนำในการสร้างจิตสำนึกประชาธิปไตยสู่ความเป็นพลเมืองดี โดยใช้ กศน.อำเภอและกศน.ตำบล ในการที่จะสร้างจิตสำนึกในความเป็นพลเมือง และจะมีการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความตระหนักรู้ของสังคมให้เห็นความสำคัญของความเป็นชาติ การอยู่ร่วมกันในสังคมประชาธิปไตยได้อย่างมีความสุข

สำนักบริหารงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) จะมีการจัดกิจกรรมที่สอดคล้องกับ สพฐ. โดย สช. ได้เสนอให้มีการจัดหลักสูตร นักศึกษาวิชาทหาร/รักษาดินแดน (รด.) ให้กับนักเรียนอาชีวศึกษา เมื่อเรียนจบ ๓ ปีแล้ว นอกจากจะมีวินัยในตนเองก็จะมีการสร้างเสริมความรักชาติและไม่ต้องเกณฑ์ทหารด้วย

สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) มีกิจกรรมในการเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ กิจกรรมอยู่ดีกินดีลดความเหลื่อมล้ำในสังคม เน้นอาชีพของประชาชนเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนและส่งเสริมผู้ประกอบการเพื่อลดปัญหาการว่างงาน

สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)
มีโครงการพัฒนาการศึกษาในเขตพัฒนาพิเศษเขตเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ สนับสนุนโอกาสการเข้าศึกษาของผู้ด้อยโอกาสในวิทยาลัยชุมชน โครงการทุนการศึกษาสำหรับผู้ด้อยโอกาส โครงการพัฒนาบัณฑิตอุดมคติไทย โครงการค่ายเรียนรู้คุณธรรมนำชีวิตพอเพียง มีกิจกรรมต้อนรับน้องใหม่และประชุมเชียร์ในสถาบันอุดมศึกษา กิจกรรมช่วยเหลือชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองที่ผ่านมา ฯลฯ โดยจะบรรจุวิชาความเป็นพลเมืองเป็นวิชาบังคับในหมวดการศึกษาทั่วไปที่ทุกคนต้องศึกษา และกำหนดให้วิชาความเป็นพลเมืองเป็นมาตรวัดตัวหนึ่งในตัวชี้วัดของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) และกำหนดไว้ใน TQF ที่จะดูแลเรื่องคุณวุฒิของนักศึกษาที่เรียนจบเพื่อที่จะวัดความเป็นพลเมืองอีกด้านหนึ่งด้วย

รมว.ศธ.ได้มอบหมายให้ทุกองค์กรหลักไปร่วมกันจัดทำแผนการปรองดองเพื่อจะนำไปสู่การเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทยให้เกิดผลอย่างจริงจัง โดยให้สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาได้บูรณาการปรับแผนให้สอดคล้องกับภาพรวมของกระทรวงศึกษาธิการและให้ไปกำหนดเป็นแผนเร่งด่วนเป็น ๒ ระยะ คือ ระยะเร่งด่วนตั้งแต่เดือนกรกฎาคม จนถึงเดือนธันวาคม ๒๕๕๓ และ ระยะกลางคือในระยะที่จะต้องดำเนินการในการที่จะนำแผนกระบวนการการปรองดองไปสู่การปฏิบัติจริงเพื่อให้เกิดการปฏิรูปประเทศไทยขึ้นมา โดยใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือในการลดความเหลื่อมล้ำและการสร้างโอกาสที่เสมอภาคกัน นอกจากนั้นแผนระยะยาวคือจะต้องใช้การศึกษาเพื่อวิวัฒน์ความเป็นพลเมือง หรือการใช้การศึกษาสร้างความเป็นพลเมืองอย่างยั่งยืนต่อไป.

วันศุกร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ร่าง พ.ร.บ.เงินเดือน เงินวิทยฐานะและเงินประจำตำแหน่งข้าราชการครู

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รมว.ศึกษาธิการ เผยความคืบหน้า ร่าง พ.ร.บ.เงินเดือน เงินวิทยฐานะและเงินประจำตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาว่า คณะอนุกรรมการพิจารณาค่าตอบแทนของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาได้พิจารณาปรับปรุงค่าตอบแทน โดยแบ่งเป็น 2 ระยะ ดังนี้ ระยะสั้น ให้เทียบเคียงค่าตอบแทนของข้าราชการพลเรือน โดยให้ปรับบัญชีตามที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เสนอ ยกเว้นเงินเดือนขั้นสูงของอันดับ คศ.5 เห็นควรกำหนดขั้นสูงที่ 64,340 บาท ซึ่งเทียบเคียงกับเงินเดือนประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิของข้าราชการพลเรือนสามัญ ส่วนอัตราเงินเดือนขั้นสูงที่ ศธ. เสนอ 66,480 บาทนั้น สำหรับเฉพาะสายงานแพทย์และนักกฎหมายกฤษฎีกาเท่านั้น และในระยะยาวให้ศึกษาค่าตอบแทนของข้าราชการทั้งระบบ อย่างไรก็ตาม ศธ.ได้ยืนยันเงินเดือนขั้นสูงของ คศ.5 ที่ 66,480 บาทไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ทราบว่าขณะนี้ ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาเงินเดือนแห่งชาติ (กงช.) ซึ่งหาก กงช. ไม่เห็นด้วยเพราะเกรงว่าจะลักลั่นกับข้าราชการประเภทอื่น โดยยืนยันเงินเดือนขั้นสูงที่ 64,340 บาท ศธ.ก็ไม่ติดใจ เพราะขอให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาอยู่ในโครงสร้างเงินเดือนเดียวกับข้าราชการพลเรือน เพื่อให้ได้รับการปรับ เนื่องจากข้าราชการพลเรือนปรับเงินเดือนมา 2 ครั้งแล้ว แต่ข้าราชการครูยังไม่ได้ปรับ

รมว.ศึกษาธิการกล่าวอีกว่า อยากให้ กงช.เร่งพิจารณาเรื่องนี้ให้เสร็จและนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยเร็ว เพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้กฎหมายมีผลใช้บังคับก่อนการปรับโครงสร้างเงินเดือนข้าราชการ ที่รัฐบาลเตรียมปรับโครงสร้างเงินเดือนข้าราชการในเดือน เม.ย. 2554 โดยเตรียมงบประมาณไว้แล้ว 13,000 ล้านบาท ซึ่งมีผลให้ข้าราชการทั่วประเทศได้ปรับเงินเดือนสูงขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะอนุกรรมการพิจารณาค่าตอบแทนของข้าราชการครูฯมีมติยืนยันปรับบัญชีเงินเดือนตามที่ ศธ.เสนอ ยกเว้นเงินเดือนขั้นสูงของระดับ คศ.5 ควรอยู่ที่ 64,340 บาท เพื่อไม่ให้เกินเพดานข้าราชการพลเรือน

วันพฤหัสบดีที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2553

การบริหารงานของมัธยมศึกษา

รมว.ศธ.กล่าวว่า กฎหมาย ๓ ฉบับ คือ ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ผ่านการพิจารณาจากสภาผู้แทนราษฎรแล้ว เพื่อให้การบริหารงานของมัธยมศึกษามีความคล่องตัว มีประสิทธิภาพ และลดปัญหาของความซ้ำซ้อน ความไม่โปร่งใส ตลอดถึงการไม่มีระบบคุณธรรม ซึ่งเจตนารมณ์ของกฎหมายประกอบด้วย ๓ เรื่อง ดังนี้

การบริหารจัดการของเขตพื้นที่มัธยม จะเป็นการบริหารจัดการระบบคุณธรรมมากยิ่งขึ้น มีความโปร่งใส มีธรรมาภิบาล และมีประสิทธิภาพในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมา มีการตั้งเขตพื้นที่การศึกษาภายใต้มติคณะรัฐมนตรีที่ห้ามไม่ให้เพิ่มส่วนราชการ เพราะการจัดตั้งเขตพื้นที่การศึกษาไม่มีงบประมาณรองรับ จึงเป็นที่มาของการเตรียมการจัดตั้งศูนย์ประสานงานการจัดการมัธยมศึกษา จำนวน ๔๑ ศูนย์

เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ทำหน้าที่ประสานงาน จึงต้องมี อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่มัธยมศึกษา เพื่อให้ดูแลกลุ่มพื้นที่ประสานงาน อำนวยความสะดวกให้กับเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา และโรงเรียนมัธยมศึกษา

การจัดการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาต้องมีคุณภาพสูงขึ้น เพราะจากรายงานพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนต่ำ เมื่อมีการรวมเขตพื้นที่การศึกษาประถมและมัธยม มักจะประสบปัญหาความไม่เป็นธรรมในการใช้ทรัพยากร

รมว.ศธ.กล่าวเพิ่มเติมว่า ทั้ง ๓ ข้อเป็นเจตนารมณ์เบื้องต้นที่สำคัญในการออกกฎหมาย ๓ ฉบับขึ้นมา และขณะนี้ได้มอบหมายให้รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เตรียมรวบรวมข้อมูล ขั้นตอน กระบวนการเพื่อเตรียมความพร้อม ทั้งในด้านงบประมาณ บุคลากร เตรียมการจัดตั้ง เมื่อกฎหมายมีผลประกาศใช้ ศธ.สามารถดำเนินการประกาศเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา จัดตั้ง อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาได้ตามลำดับ สำหรับตัวแทนใน อ.ก.ค.ศ. ตามโครงสร้างเดิม ต้องอยู่ในตำแหน่งเป็นเวลา ๑๘๐ วันก่อน จึงจะสามารถจัดการเลือกตั้งตามสัดส่วนของกฎหมายที่กำหนดไว้ต่อไป

โครงการ ช.พ.ค. 6 เริ่ม ส.ค.นี้

สกสค.ได้แจ้งในที่ประชุมสัมมนาผู้แทนสมาชิก ช.พ.ค. เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. จะมีการจัดทำโครงการ ช.พ.ค. 6 เดือน ส.ค.นี้ โดยจะปล่อยกู้สูงสุดจากเดิม 6 แสนบาทเป็น 1.2 ล้านบาท และกำหนดให้ทำประกันเงินกู้...

นายวัฒนา วรรณโสภา รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) เปิดเผยว่า โครงการที่ สกสค. เสนอต่อ รมว.ศึกษาธิการไม่ใช่ ช.พ.ค.6 แต่เป็นโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิต ช.พ.ค.ชั้นดี เป็นสมาชิกเกิน 10 ปีขึ้นไป มีวินัยทางการเงิน ไม่เคยค้างค่าสงเคราะห์ศพที่ต้องจ่ายศพละ 1 บาท รวมทั้งไม่เคยเบี้ยวการชำระหนี้ โดยจะปล่อยกู้เพดานสูงสุด 3 ล้านบาท ดอกเบี้ยที่ MLR 5.70 ซึ่ง รมว.ศึกษาธิการเห็นด้วยในหลักการว่าเป็นโครงการที่ดี สกสค.เดินมาถูกทางแล้ว และยอมรับว่าการนำเงินในอนาคตมาใช้ต้องมีการทำประกันชีวิต แต่เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายที่จะแก้ไขปัญหาหนี้สินครูทั้งระบบ กำลังอยู่ระหว่างหารือกับกระทรวงการคลัง

รองเลขาธิการ สกสค. กล่าวอีกว่า ส่วนจะมีการเก็บเงินฌาปนกิจสงเคราะห์ศพเพิ่มขึ้นอีกศพละ 50 สตางค์หรือไม่นั้น เรื่องนี้กำลังพิจารณาว่ามีผลกระทบกับผู้มีรายได้น้อยหรือไม่ โดยจะเสนอแนวทางว่า อาจเก็บเพิ่มกลุ่มที่อายุยังไม่มากและมีเงินเดือนสูง ส่วนกลุ่มข้าราชการบำเหน็จ บำนาญ ที่อายุ 75 ปีขึ้นไปอาจเก็บ 1 บาทเท่าเดิม และอีก 50 สตางค์ อาจนำเงินกองทุนจ่ายทดแทน ซึ่งกำลังให้สำรวจเสนอต่อบอร์ด ช.พ.ค. เพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้มีรายได้น้อย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สกสค.ได้แจ้งในที่ประชุมสัมมนาผู้แทนสมาชิก ช.พ.ค. เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. ที่โรงแรมแอมบาสเดอร์ ซิตี้ จ.ชลบุรี ว่าจะมีการจัดทำโครงการ ช.พ.ค. 6 เดือน ส.ค.นี้ โดยจะปล่อยกู้สูงสุดจากเดิม 6 แสนบาทเป็น 1.2 ล้านบาท และกำหนดให้ทำประกันเงินกู้.

การจัดตั้งเขต พท.มัธยม ยึด 41 ศูนย์ประสาน

วันนี้ (10 มิ.ย.) ที่เวทีใหม่สวนอัมพร นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมสัมมนาทางวิชาการ “แนวทางการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.การศึกษาใหม่ 3 ฉบับ” ซึ่งจัดโดยสมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย ว่า ตนได้มอบนโยบายให้ผู้บริหารสถานศึกษามัธยมศึกษา เตรียมการรองรับในการที่จะจัดตั้งเขตพื้นที่การมัธยมศึกษา โดยยึดหลัก 41 ศูนย์ประสานงานการจัดการมัธยมศึกษา (ศกม.) เดิมให้เป็นเขตพื้นที่การมัธยมศึกษา ทำหน้าที่ประสานงานอำนวยความสะดวกให้แก่โรงเรียน และส่งเสริมให้โรงเรียนมีความคล่องตัว มีประสิทธิภาพในการบริหารงานมากขึ้น สำหรับการบริหารงานบุคคลของโรงเรียนมัธยมศึกษานั้น จะมีการตั้งคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขึ้นมาดูแลเฉพาะ จึงอยากให้ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่มัธยมฯใหม่ใช้ระบบคุณธรรมเข้ามาดูแลเพื่อให้เกิดขวัญและกำลังใจแก่เพื่อนครูอย่างแท้จริง

นายชินวรณ์ กล่าวต่อว่า ในช่วงที่กำลังมีการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ 2 นี้ เขตพื้นที่การมัธยมศึกษาจะเป็นภาพแห่งความสำเร็จที่สำคัญ คือ
1.จะได้เห็นการปรับปรุงคุณภาพการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาให้มีคุณภาพสูงขึ้น
2.มีการผลิต พัฒนา และใช้ครูร่วมกัน เพราะต่อไปครูผู้สอนระดับมัธยมศึกษาอาจจะต้องผลิตขึ้นมาเป็นพิเศษ เพื่อให้เด็กมีคุณภาพ ซึ่งขณะนี้คณะกรรมการคุรุศึกษาแห่งชาติ กำลังคิดกันว่าต่อไปครูที่จะสอนในระดับ ม.ปลาย ควรจบหลักสูตร 4+2 คือ เรียนจบปริญญาตรีสาขาอื่นมาแล้วต่อวิชาครูอีก 2 ปี หรือ จบระดับปริญญาโท และ 3.มีการบริหารจัดการแบบใหม่ โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วยบริหารงานและจัดการเรียนการสอนด้วย ทั้งนี้ ครูต้องเปลี่ยนกรอบความคิดใหม่ที่จะเน้นให้ครูเป็นผู้อำนวยการสอน เพื่อให้นักเรียนรู้วิธีการเรียนรู้ว่าจะค้นหาความรู้ได้อย่างไร มากกว่าการเน้นสอนเนื้อหาสาระ

“เจตนารมณ์ของการตั้งเขตพื้นที่การมัธยมศึกษา คือ ให้เป็นเขตประสานงาน ไม่ใช่การแบ่งเขตพื้นที่ตามจังหวัดเช่นเดียวกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาระดับประถมศึกษาที่มีโรงเรียนเป็นจำนวนมาก เพราะบางจังหวัดมีโรงเรียนมัธยมศึกษาเพียง 5-7 โรงเรียนเท่านั้น ส่วนจะเพิ่มจำนวนเขตพื้นที่การมัธยมศึกษาหรือไม่นั้น ต้องรอดูผลการดำเนินงานในเบื้องต้นก่อน” รมว.ศธ.กล่าว

วันพุธที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2553

เขตพื้นที่การมัธยมศึกษาใกล้คลอด

ความคืบหน้าการแบ่งเขตพื้นที่ประถมศึกษา-มัธยมศึกษา ตามที่ศธ.เห็นควรให้ปรับรูปแบบการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยเสนอแก้ไขกฎหมาย 3ฉบับ ขณะนี้ผ่านกระบวนการนิติบัญญัติแล้ว รอเพียงนายกฯนำขึ้นทูลเกล้าฯถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย และประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้มีผลบังคับใช้ ซึ่งตามรัฐธรรมนูญกำหนดให้ดำเนินการภายใน 20 วัน...

นายวิทยา บริบูรณ์ทรัพย์ ผอ.ร.ร.โยธินบูรณะ ในฐานะนายกสมาคมครูมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย เปิดเผยความคืบหน้าการแบ่งเขตพื้นที่การประถมศึกษาและเขตพื้นที่การมัธยมศึกษาว่า ตามที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เห็นควรให้ปรับปรุงรูปแบบการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยเสนอแก้ไขกฎหมาย 3 ฉบับ คือ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ร.บ.ระเบียบการบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ และ พ.ร.บ.ครูและบุคลากรทางการศึกษา ขณะนี้ได้ผ่านกระบวนการนิติบัญญัติแล้ว รอเพียงนายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยและประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้มีผลบังคับใช้ ซึ่งตามรัฐธรรมนูญกำหนดให้ดำเนินการภายใน 20 วัน

นายวิทยากล่าวว่า เขตพื้นที่การศึกษาใหม่จะแบ่งเป็นเขตพื้นที่การประถมศึกษา และเขตพื้นที่การมัธยมศึกษา โดย 185 เขตที่มีอยู่เดิมจะเป็นเขตพื้นที่การประถมศึกษาทั้งหมด ส่วนเขตพื้นที่การมัธยมศึกษาจะเกิดขึ้นตามความเหมาะสมโดยผ่านความเห็นขอบของสภาการศึกษาและเสนอ รมว.ศึกษาธิการประกาศ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ ศธ. ได้เตรียมความพร้อมโดยตั้งศูนย์ประสานงานการจัดการมัธยมศึกษาทั่วประเทศ 41 ศูนย์รองรับแล้ว ส่วนจะมีกี่เขตนั้นต้องรอประกาศอีกครั้ง โดยต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน สำหรับสำนักงานเขตพื้นที่การมัธยมศึกษาจะใช้สำนักงานเดิมที่มีอยู่ เช่น สำนักงานสามัญศึกษาจังหวัด สำนักงานประถมศึกษา และสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด เป็นต้น โดยจะไม่มีการลงทุนจัดสร้างสำนักงานใหม่ ส่วนบุคลากรก็จะเกลี่ยในพื้นที่เดิมที่ดูแลโรงเรียนมัธยมศึกษา

ที่มา นสพ.ไทยรัฐ 10 มิถุนายน พ.ศ.2553

เงินกู้ครู 3 ล้าน

เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวในการเป็นประธานประชุมสมัชชาครู เรื่อง การสร้างขวัญและกำลังใจครูและบุคลากรทางการศึกษา โครงการพัฒนาคุณภาพสมาชิก ช.พ.ค. จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ว่า ตนอยากเห็น สกสค.ดูแลเพื่อนครูทั่วประเทศ มีการบริหารจัดการรูปแบบใหม่เพื่อเป็นแหล่งพักพิงขององค์กรครู ที่จะเป็นภาคีเครือข่ายการปฏิรูปการศึกษา และตนพร้อมจะขับเคลื่อนให้เกิดสวัสดิการที่สูงขึ้นเพื่อครู โดยจะวางแนวทางแก้ไขปัญหาหนี้สินครูอย่างเป็นระบบ เป้าหมายคือ หากครูจำเป็นต้องปรับโครงสร้างหนี้ใหม่ ต้องให้ดอกเบี้ยต่ำกว่าที่กู้ ตนคิดดูแล้วหากครูมีหนี้สินเฉลี่ยคนละ 5 แสนบาท มีครูเป็นหนี้ 3 แสนคนจะต้องใช้เงิน 1.5 แสนล้านบาท ทั้งนี้ การจัดระบบจะให้ สกสค.ประสาน กระทรวงการคลัง และเครือข่ายพัฒนาชีวิตครูมามีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาหนี้สินครู โดยให้ สกสค.บริหารจัดการเพื่อดูแลให้ครูมีความสามารถในการใช้หนี้สินคืน ซึ่งตนจะสนับสนุนให้ สกสค.ดำเนินการเรื่องนี้โดยเร็วที่สุด และตอนนี้ตนก็ดีใจว่าครูและสังคมเริ่มยอมรับว่าการนำเงิน ช.พ.ค.ที่เป็นเงินฝากไว้เพื่ออนาคตมาทำโครงการให้ครูได้กู้ยืม ต้องทำประกันเพื่อเป็นหลักประกันให้ทายาท

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีกระแสว่าสำนักงาน สกสค.จะจัดโครงการช.พ.ค.ปล่อยกู้ให้สมาชิกรายละ 3 ล้านบาทนั้น นายชินวรณ์ กล่าวว่า เบื้องต้นได้รับรายงานจากเลขาธิการ สกสค.ว่า ยังไม่ได้ดำเนินการเรื่องนี้ แต่จะรอนโยบายการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูอย่างเป็นระบบ โดยจะนำโครงการมารวมกันเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

รายงานข่าวแจ้งว่า เดิมการประชุมครั้งนี้สำนักงาน สกสค.จะจัดให้มีการลงนามความร่วมมือในการกู้เงินกับธนาคารออมสินให้แก่สมาชิก ช.พ.ค.สูงสุดรายละ 3 ล้านบาท โดยมีนายชินวรณ์เป็นประธาน แต่ได้มีการสั่งชะลอออกไปก่อน เพราะนายชินวรณ์เกรงว่าจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ในความไม่เหมาะสม เนื่องจากโครงการนี้จะกำหนดให้ผู้กู้ต้องทำประกันชีวิตเพื่อประกันหนี้สินด้วย และจะเป็นการสร้างหนี้ให้ครูเพิ่มขึ้น

เตรียมคัดเลือกสถาบันการผลิตครูตามโครงการครูพันธุ์ใหม่รุ่นปีการศึกษา2553

ดร.สมหวัง พิธิยานุวัฒน์ ในฐานะประธานกรรมการคัดเลือกสถาบันฝ่ายผลิตและนักศึกษาทุนโครงการผลิตครูพันธุ์ใหม่ เปิดเผยว่า ขณะนี้จะเปิดคัดเลือกสถาบันฝ่ายผลิตรุ่นปีการศึกษา 2553 เพื่อเป็นหน่วยงานผลิตบัณฑิตโครงการครูพันธุ์ใหม่ ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.)เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 2552 มีเป้าหมายดำเนินงานจำนวน 30,000 คน ตั้งแต่ปี 2554-2558 โดย สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ได้กำหนดเกณฑ์คัดเลือกสถาบันฝ่ายผลิตครู โครงการครูพันธุ์ใหม่นำร่อง หลักสูตรระดับปริญญาตรี 5 ปี ทั้งนี้ สถาบันที่จะเข้าร่วมรับการคัดเลือกจะต้องเสนอข้อมูลศักยภาพการผลิตครูให้กับ สกอ. สถาบันจะต้องได้รับการรับรองมาตรฐานคุณภาพ จากสำนักงานรับรองมาตรฐาและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.)ในระดับคณะ รวมถึงได้รับการรับรองมาตรฐานหลักสูตรจากคุรุสภา และ สกอ.ได้รับรองทราบหลักสูตร

ดร.สมหวัง กล่าวอีกว่า สถาบันที่สนใจเข้าร่วมจะต้องเสนอสาขาวิชาเอกที่ตนเองมีความพร้อมในการพัฒนามา 3 สาขา และสำรอง 2 สาขา รวมเป็น 5 สาขาวิชาเอก ซึ่งจะนำรวมไปพิจารณาจากบัญชีสรุปแผนการวางแผนรองรับนักศึกษาทุน ปีงบประมาณ 2555 ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จำนวน 1,800 อัตรา และของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จำนวน 188 อัตรา นอกจากนี้การพิจารณาจะดูเรื่องคุณภาพของอาจารย์ประจำหลักสูตร ร้อยละ 40 คุณภาพอาจารย์ผู้สอนในหลักสูตร ร้อยละ 30 และการบริหารจัดการและการพัฒนาคุณภาพ ร้อยละ และการบริหารจัดการและการพัฒนาคุณภาพ ร้อยละ 30

"ในโครงการแรกในปี 2552-2553 นั้น เราจะรับรองการมีงานทำให้กับนักศึกษา แต่ในปี 2554-2558 เราจะเดินเครื่องทำงานเต็มที่นอกจากประกันงานแล้วเราจะมีการให้ทุนนักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการด้วย ดังนั้น สถาบันผลิตครูจะต้องทำแผนในการให้ทุนเพราะแต่ละสถาบัน สามารถรับนักศึกษาทุนเข้าร่วมโครงการได้ไม่เกิน 3 สาขาวิชาต่อระดับการศึกษาและสาขาวิชาหนึ่งไม่เกิน 30 คน และจะต้องทำแผนพัฒนาคุณภาพโดยโครงการได้กำหนดให้สถาบันมีหอพักและมีกิจกรรมที่หล่อหลอมให้นักศึกษาทุนเหล่านี้มีคุณลักษณะครูที่พึงประสงค์"ดร.สมหวัง กล่าว

ดร.สมหวัง กล่าวอีกว่า สถาบันที่จะได้รับการพิจารณาจะต้องได้คะแนนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 โดยสถาบันที่สนใจจะต้องส่งรายละเอียดตามแบบฟอร์มที่กำหนดมาที่ สกอ. และส่งทาง wsukprot @mua.go.th ภายในวันที่ 14 มิ.ย. นี้ ที่สำคัญจะต้องผ่านการรับรองจาก สมศ. ก่อน โดยหากสถาบันใดที่สนใจแต่ยังไม่ได้รับการประเมินของ สมศ.ให้เร่งยื่นขอรับการประเมินภายในเดือน มิ.ย.นี้ และระหว่างนี้สามารถยื่นเรื่องขอรับการคัดเลือกได้ ซึ่งหาก สมศ.ทำการประเมินให้แล้วผ่านเกณฑ์ทางโครงการก็ยังรอรับผลการประเมินถึงวันที่ 1 ก.ค. นี้ สำหรับ สถาบันที่เคยร่วมโครงการแล้วสามารถเสนอแผนงานร่วมคัดเลือกได้”ศ.เกียรติคุณ ดร.สมหวัง กล่าว

ดร.สมหวัง กล่าวอีกว่า เมื่อดำเนินการทุกอย่างเรียบร้อยจะจัดเปิดตัวโครงการฯอีกครั้ง โดยเชิญ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีเป็นประธานเปิดงาน เชื่อว่าหากเราทำโครงการนี้สำเร็จเราจะได้ครูที่มีคุณภาพ มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ เพราะจากโครงการฯแรกที่ทำผลปรากฎว่าในการรับสมัครนักศึกษามาสมัครเรียนคณะครุศาสตร์ และศึกษาศาสตร์จำนวนมากขึ้น ซึ่งในการทำงานนั้นจะเน้นสอบถามและวิจัยพัฒนาควบคู่กันระหว่างหน่วยงานกลางและสถาบันการผลิตครู เพื่อให้การพัฒนาเป็นไปอย่างมีคุณภาพ

วันอังคารที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ปฏิรูปการศึกษาสร้างความเป็นพลเมืองดี

คณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง(กขป.) จัดประชุมพิจารณา(ร่าง)กรอบแนวทาง ยุทธศาสตร์และกลไกขับเคลื่อนเพื่อการบรรลุเป้าหมายการปฏิรูปการศึกษา ในทศวรรษที่สอง(พ.ศ.๒๕๕๓-๒๕๖๑) และพิจารณาข้อเสนอกิจกรรมและแผนการดำเนินงานการศึกษา เพื่อสร้างความเป็นพลเมืองดี โดยให้ทุกหน่วยงานในสังกัดเตรียมความพร้อมที่จะขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วนนี้

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง (กขป.)ครั้งที่ ๒/๒๕๕๓ เมื่อวันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๕๓ ณ ห้องประชุมกระทรวงศึกษาธิการ อาคารวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ โดยในที่ประชุมได้มีการพิจารณา(ร่าง)กรอบแนวทาง ยุทธศาสตร์และกลไกขับเคลื่อนเพื่อการบรรลุเป้าหมายการปฏิรูป การศึกษาในทศวรรษที่สอง(พ.ศ.๒๕๕๓-๒๕๖๑) สืบเนื่องมาจากการประชุมคณะกรรมการนโยบายปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง เมื่อวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๕๓ ที่ผ่านมา ได้กำหนดเป้าหมายยุทธศาสตร์ ๔ ด้าน
๑.คนไทยและการศึกษาไทยมีคุณภาพและได้มาตรฐานระดับสากล
๒.คนไทยใฝ่รู้สามารถเรียนรู้ด้วยตนเองและแสวงหาความรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต(ใฝ่รู้)
๓.คนไทยใฝ่ดี มีจิตสาธารณะ มีระเบียบวินัย คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม มีศีลธรรม คุณธรรมและค่านิยมที่ดี(ใฝ่ดี)
๔.คนไทยคิดเป็น ทำเป็น แก้ไขปัญหาเป็น มีความสามารถในการสื่อสาร สามารถคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา ริเริ่มสร้างสรรค์(คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาได้)
ใช้กรอบแนวทางในการพัฒนา ๔ ด้าน ๑.พัฒนาคน ๒.พัฒนาครู ๓.พัฒนาสถานศึกษาและแหล่งเรียนรู้ ๔.พัฒนาการบริหารจัดการ

มติที่ประชุมเห็นชอบในหลักการ รมว.ศธ.ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำ(ร่าง)กรอบแนวทางและยุทธศาสตร์ กลับไปศึกษาอีกครั้งและส่งเป็นเอกสารในเบื้องต้นให้สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ซึ่งเป็นฝ่ายเลขานุการฯในการประชุม เพื่อทำการรวบรวมและจัดทำให้เกิดการพัฒนาขับเคลื่อนการศึกษาให้เป็นรูปธรรม

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการยังกล่าวถึงประเด็นในการพิจารณาข้อเสนอกิจกรรมและแผนการดำเนินงานการศึกษาเพื่อสร้างความเป็นพลเมืองดี คณะกรรมการได้กำหนด(ร่าง)ยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษาเพื่อสร้างความเป็นพลเมืองดีไว้ ๓ ยุทธศาสตร์
ยุทธศาสตร์ที่ ๑ ส่งเสริมการให้สถาบันการศึกษาทุกระดับเสริมทักษะและสำนึกของความเป็นพลเมืองดีเพื่อเป็นกำลังสำคัญของบ้านเมือง
ยุทธศาสตร์ที่ ๒ สร้างเครือข่ายและช่องทางเพื่อขับเคลื่อนและขยายผลอย่างยั่งยืน
ยุทธศาสตร์ที่ ๓ สร้างความตระหนักและระดมทรัพยากรจากทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษาเพื่อสร้างความเป็นพลเมืองดี โดยกำหนดกิจกรรมในช่วงเดือน กรกฏาคม – กันยายน ไว้ ๓ ลักษณะ คือ ๑.การฝึกอบรม ๒.การพัฒนาการเรียนการสอน ๓.การรณรงค์/จัดทำสื่อเพื่อการประชาสัมพันธ์ มติที่ประชุมเห็บชอบในกรอบยุทธศาสตร์ รมว.ศธ.เน้นย้ำการสร้างความเป็นพลเมืองดีไว้ ๓ ด้าน ๑.ด้านกระบวนการสร้างความปรองดอง ๒.ด้านสร้างความเป็นพลเมืองดี ๓.ด้านการต่อต้านการซื้อสิทธิ์ ขายเสียง โดยให้ทุกหน่วยงานในสังกัดเตรียมความพร้อมที่จะขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วนนี้ ส่วนในเรื่องของการประชาสัมพันธ์จะต้องร่วมกันสร้างกระแสให้เกิดการตื่นตัวและการขับเคลื่อนไปพร้อมๆกัน ในทุกหน่วยงานหลัก

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวทิ้งท้ายว่า ในการปฏิรูปการศึกษาเป็นเรื่องใหญ่ ทุกภาคส่วนจะต้องมีการทำงานในร่วมกันในเชิงบูรณาการ มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะต่างๆซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สองอย่างแท้จริง ต่อไป

แผนปฏิบัติการการศึกษาอุดมศึกษาเพื่อการมีงานทำ

รมว.ศธ.กล่าวว่าแผนปฏิบัติการการศึกษาระดับอุดมศึกษาเพื่อการมีงานทำปี ๒๕๕๓-๒๕๕๕ เป็นนโยบายสำคัญของกระทรวงศึกษาธิการที่ต้องการให้การศึกษาระดับอุดมศึกษาเป็นการศึกษาเพื่อการมีงานทำอย่างชัดเจน โดยสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ได้รายงานว่าบัณฑิตที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีในช่วงปี ๒๕๔๙-๒๕๕๐ มีความต้องการจ้างแรงงานจำนวนลดลงและในปี ๒๕๕๑ มีการจ้างงานเพิ่มขึ้นในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายมากที่สุด รองลงมาคือมัธยมศึกษาตอนต้นและปริญญาตรี สกอ. จึงได้จัดทำโครงการแผนปฏิบัติการการศึกษาอุดมศึกษาเพื่อการมีงานทำขึ้นมา โดยมุ่งเน้นในด้านต่างๆ ดังนี้

การบังคับใช้กรอบมาตรฐานคุณวุฒิการศึกษาแห่งชาติ (TQF) อย่างต่อเนื่อง

การจัดทำแผนผลิตกำลังคนในระดับปริญญาตรีในสาขาต่างๆ

พัฒนาความร่วมมือในการผลิตบัณฑิตกับองค์กรวิชาชีพอื่น

ส่งเสริมการจัดการศึกษาเชิงบูรณาการกับการทำงานโดยมีโครงการที่สำคัญ คือ โครงการสหกิจศึกษา โครงการทวิภาคี ฯลฯ

ปฏิรูประบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา

รมว.ศธ.ได้มอบให้ สกอ.จัดทำแผนบูรณาการกำลังคนเพื่อเชื่อมต่อกันในระดับประเทศ คือ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย อาชีวศึกษาและระดับอุดมศึกษา โดยให้จัดทำมาตรฐานคุณวุฒิการศึกษาในระดับชาติ (NQF) ซึ่งเชื่อมโยงกันในทุกระดับการศึกษา เพื่อพัฒนามาตรฐานคุณวุฒิวิชาชีพให้เป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ นอกจากนั้นให้เชื่อมโยงกับกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ในการขับเคลื่อนเรื่องนี้ เพื่อให้มหาวิทยาลัยได้มีโอกาสพัฒนาบัณฑิตที่ตรงกับสาขาวิชาที่ตลาดหรือผู้ประกอบการต้องการในเรื่องของการมีงานทำ

วันจันทร์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2553

โครงการยกระดับคุณภาพครูทั้งระบบ

รมว.ศธ.กล่าวว่า เป้าหมายในการพัฒนาครูและผู้บริหารสถานศึกษา สังกัด สพฐ.ตามกรอบวงเงินโครงการปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง (SP2) ซึ่ง ศธ.ได้รับอนุมัติจำนวน ๑,๔๔๐ ล้านบาท เพื่อพัฒนาครูทั้งระบบใน ๔ กิจกรรม คือ

๑) จัดระบบพัฒนาครูเชิงคุณภาพ เพื่อการพัฒนาสรรถนะครูรายบุคคลใช้งบประมาณ จำนวน ๖๗๘ ล้านบาท
๒) พัฒนาครูดี ครูเก่ง (Master Teacher) จำนวน ๒๐๑ ล้านบาท
๓) ฝึกอบรมยกระดับคุณภาพครู ให้เป็นครูดี มีคุณภาพ คุณธรรม จำนวน ๕๐๐ ล้านบาท
๔) พัฒนาคุณภาพครูด้วยระบบ e-Training จำนวน ๖๐ ล้านบาท

สำหรับการพัฒนาครูทั้งระบบนั้นดำเนินการโดย สพฐ. สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษาจำนวน ๒๕ แห่ง จากผลการประเมินครูในเบื้องต้นพบว่ามีกลุ่มที่ผ่านการประเมิน ดังนี้

กลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ มัธยมศึกษาตอนต้น มีกลุ่มที่ผ่านการประเมินในระดับสูงร้อยละ ๕๔.๒๔ ระดับกลางร้อยละ ๓๖.๗๙ ระดับต้นร้อยละ ๘.๙๘

กลุ่มสาระคณิตศาสตร์ มัธยมศึกษาตอนต้น ระดับสูงร้อยละ ๕๘.๐๒ ระดับกลางร้อยละ ๒๙.๑๐ ระดับต้นร้อยละ ๑๒.๘๘

กลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ มัธยมศึกษาตอนปลาย

- วิชาฟิสิกส์ ระดับสูงร้อยละ ๒.๑๙ ระดับกลางร้อยละ ๒๖.๖๓ ระดับต้นร้อยละ ๗๑.๑๘

- วิชาเคมี ระดับสูงร้อยละ ๒๒.๖๘ ระดับกลางร้อยละ ๑๓.๔๙ ระดับต้นร้อยละ ๖๓.๘๓

- วิชาชีววิทยา ระดับสูงร้อยละ ๐.๐๗ ระดับกลางร้อยละ ๑๓.๖๗ ระดับต้นร้อยละ ๘๖.๒๖

กลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ คอมพิวเตอร์ มัธยมศึกษาตอนปลาย

- วิชาโลกดาราศาสตร์ ระดับสูงร้อยละ ๐.๕๖ ระดับกลางร้อยละ ๓๖.๑๔ ระดับต้นร้อยละ ๖๓.๓๐

- วิชาคณิตศาสตร์ ระดับสูงร้อยละ ๐.๐๖ ระดับกลางร้อยละ ๑๘.๒๘ ระดับต้นร้อยละ ๘๓.๖๖

- วิชาคอมพิวเตอร์ ระดับสูงร้อยละ ๐.๑๐ ระดับกลางร้อยละ ๑๒.๓๖ ระดับต้นร้อยละ ๘๗.๕๔

รมว.ศธ.กล่าวสรุปว่าจากตัวเลขดังกล่าวพบว่าครูผู้สอนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายมีความจำเป็นเป็นพิเศษที่ต้องพัฒนาให้มีความรู้ตรงกับสาระวิชาที่เป็นวิชาเอกที่จะสอน ดังนั้นโครงการที่ต่อเนื่องจากการโครงการประเมินผลสมรรถนะเป็นรายบุคคลแล้ว รมว.ศธ.จึงได้ขอให้ สพฐ.ดำเนินการพัฒนาครูให้ตรงกับความจำเป็นและความต้องการอย่างแท้จริง นอกจากนี้ผลคะแนนที่ออกมาพบว่าจะต้องปรับปรุงการผลิตครูพันธุ์ใหม่ โดยครูสามารถสอนแบบบูรณาการหรือเรียกว่ามีวิชาเอกคู่ เพื่อสามารถสอนได้หลายวิชาในชั้นเรียนระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น แต่ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายก็มีความจำเป็นที่จะต้องมีการผลิตและพัฒนาครูเพื่อให้มีความเชี่ยวชาญเพิ่มมากขึ้น อาจมีความจำเป็นที่จะส่งเสริมให้ครูระดับนี้ได้มีโอกาสไปเรียนหลักสูตรต่อในระดับปริญญาโทด้วย เช่น มีหลักสูตร ๔+๒ คือปริญญาตรีและปริญญาโท

ส่วนการประเมินผู้บริหารสถานศึกษานั้น สะท้อนให้เห็นว่า สพฐ.ต้องมีแนวทางในการพัฒนาผู้บริหารโดยเฉพาะการพัฒนาสู่การเป็นผู้บริหารมืออาชีพ ตามผลการประเมินใน ๓ วิชา ดังนี้

-วิชาที่ ๑ ความรู้และสมรรถนะการบริหารการศึกษา ระดับสูงร้อยละ ๑๖.๒๙ ระดับกลางร้อยละ ๔๑.๑๒ ระดับต้นร้อยละ ๔๒.๕๙

-วิชาที่ ๒ คุณลักษณะด้านการเป็นผู้นำและคุณธรรม จริยธรรม ระดับสูงร้อยละ ๗๑.๔๘ ระดับกลางร้อยละ ๑๖.๓๔ ระดับต้นร้อยละ ๑๒.๑๘

-วิชาที่ ๓ ภาษาอังกฤษและเทคโนโลยี ระดับสูงร้อยละ ๑.๔๓ ระดับกลางร้อยละ ๓.๗๖ ระดับต้นร้อยละ ๙๔.๘๑

การฝึกให้เด็กได้ปฏิบัติจริงนอกเหนือจากตำราเรียน

เมื่อเร็วๆนี้ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ได้จัดประชุมคณะกรรมการพัฒนาการศึกษาเพื่อสร้างความเป็นพลเมือง โดยได้พิจารณาร่างนโยบายและยุทธศาสตร์การศึกษาเพื่อสร้างความเป็นพลเมือง เสนอให้จัดทำเป็นนโยบายสาธารณะของโรงเรียนหรือของชุมชน เน้นให้เด็กได้ฝึกปฏิบัติจริงนอกเหนือจากการกำหนดไว้ในหลักสูตร

รองศาสตราจารย์ธงทอง จันทรางศุ เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า สกศ.ได้รับมอบหมายจากนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ให้ดำเนินการเกี่ยวกับการพัฒนาการศึกษาที่มุ่งปลูกฝังคุณธรรมความเป็นมนุษย์ ความเป็นพลเมือง นอกเหนือจากความรู้ด้านวิชาการ จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการชุดนี้ขึ้นมา เพื่อให้เสนอนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษาเพื่อสร้างความเป็นพลเมือง พร้อมทั้งผลักดัน ขับเคลื่อน และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งติดตามประเมินผลการนำนโยบายสู่การปฏิบัติ รวมทั้งเสนอแนะแนวทางการดำเนินงานเพื่อสร้างความเป็นพลเมืองซึ่งควรมีวิธีการที่หลากหลาย นอกเหนือจากการกำหนดไว้ในหลักสูตร ซึ่งตนจะได้นำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและคณะกรรมการนโยบายปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง (กนป.)โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ต่อไป

ด้านศาสตราจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ กรรมการที่ปรึกษา กล่าวว่า พลเมืองคือผู้ที่เป็นกำลังสำคัญของเมือง เห็นเรื่องของเมืองเป็นเรื่องของตนเอง ไม่ใช่เห็นเรื่องของเมืองเป็นเรื่องของคนอื่น ซึ่งปัจจุบันการศึกษาของเราไปเน้นการเรียนรู้ในห้องเรียนมากเกินไป เด็กไม่เคยปฏิบัติจริง

สิ่งสำคัญประการที่ 1 คือ ต้องให้เด็กได้ปฏิบัติจริงทั้งชั้นเรียนและจะต้องทำร่วมกับชุมชน กับชาวบ้าน กับพระ โดยจัดทำเป็นนโยบายสาธารณะของโรงเรียนหรือของชุมชน

ประการที่ 2 คือ การสร้างทัศนคติร่วมกันในการทำประโยชน์เพื่อสังคม เช่น นโยบายสาธารณะต่างๆ ปลูกฝังและส่งเสริมทัศนคติที่ดี มีจิตอาสาดี จิตประชาธิปไตย ประการสุดท้าย คือ มีกระบวนการที่จะทำงานร่วมกับผู้อื่นหรือเครือข่าย (net work) เพราะว่านโยบายสาธารณะไม่สามารถทำได้สำเร็จแค่เพียงคนเดียว

ด้านผู้ช่วยศาสตราจารย์ปริญญา เทวานฤมิตรกุล กล่าวว่า การเคารพผู้อื่น เคารพกติกา ก็คือการเคารพสิทธิ เคารพความเสมอภาค และเคารพความแตกต่างซึ่งกันและกัน ในรัฐธรรมนูญมาตรา 28 กล่าวว่า บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพของตนได้เท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ซึ่งน่าจะมีในตำราเรียน แต่ปรากฏว่าไม่พบ และหากจะถามผู้ใหญ่ก็คงมีจำนวนมากที่ไม่ทราบในข้อนี้ จึงจำเป็นจะต้องใส่เรื่องนี้เข้าไปเพื่อให้เข้าใจว่าสิทธิทุกอย่างที่เรามีตามรัฐธรรมนูญ จะใช้ได้เท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ การแข่งขันฟุตบอล คือคน 2 กลุ่มแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในแง่ของประโยชน์ เพราะทีมหนึ่งเตะบอลเข้า อีกทีมหนึ่งก็เสียประโยชน์ แต่ทำไมยังแข่งขันกันได้ นั่นก็เพราะว่าเขาใช้กติการ่วมกัน ซึ่งตัวผู้เล่นก็จะต้องเคารพกติกาด้วย เห็นได้ชัดถึงแม้ว่าประโยชน์จะสวนทางกันแต่ถ้าเคารพกติกาบ้านเมืองก็เดินไปได้ โดยไม่ต้องใช้กำลังแก้ปัญหา

ผลสอบสมรรถนะ

วันนี้ (7 มิ.ย.) นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารองค์กรหลักของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ว่า ที่ประชุมได้รับทราบผลการประเมินสมรรถนะครูผู้สอนและผู้บริหารสถานศึกษารายบุคคลทั่วประเทศ ตามโครงการยกระดับคุณภาพครูทั้งระบบ ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ซึ่งผลปรากฏว่า กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ม.ต้น ครูผู้สอนเข้าประเมินทั้งสิ้น 13,385 คน ทำคะแนนได้ 80% ขึ้นไป หรืออยู่ในกลุ่มสูง 7,260 คน คิดเป็น 54.24% ได้คะแนน 60-79% อยู่ในกลุ่มกลาง 4,925 คน คิดเป็น 36.79% ได้คะแนนต่ำกว่า 60% อยู่ในกลุ่มต้น 1,200 คน คิดเป็น 8.97% วิชาคณิตศาสตร์ ม.ต้น เข้าประเมิน 14,816 คน กลุ่มสูง 8,596 คน คิดเป็น 58.02% กลุ่มกลาง 4,311 คน คิดเป็น 29.10% กลุ่มต้น 1,909 คน คิดเป็น 12.88%

นายชินวรณ์ กล่าวต่อว่า วิชาวิทยาศาสตร์ ม.ปลาย วิชาฟิสิกส์ ครูเข้าประเมิน 3,428 คน กลุ่มสูง 75 คน คิดเป็น 2.19% กลุ่มกลาง 913 คน คิดเป็น 26.63% กลุ่มต้น 2,440 คน คิดเป็น 71.18%, วิชาเคมี ครูเข้าประเมิน 3,061 คน กลุ่มสูง 693 คน คิดเป็น 22.68% กลุ่มกลาง 412 คน คิดเป็น 13.49% กลุ่มต้น 1,956 คน คิดเป็น 63.83%, วิชาชีววิทยา ครูเข้าประเมิน 2,846 คน กลุ่มสูง 2 คน คิดเป็น 0.07% กลุ่มกลาง 389 คน คิดเป็น 13.67% กลุ่มต้น 2,455 คน คิดเป็น 86.26%, วิชาโลกดาราศาสตร์ ครูเข้าประเมิน 529 คน กลุ่มสูง 3 คน คิดเป็น 0.56% กลุ่มกลาง 193 คน คิดเป็น 36.14% กลุ่มต้น 333 คน คิดเป็น 63.30%, วิชาคณิตศาสตร์ ครูเข้าประเมิน 5,375 คน กลุ่มสูง 3 คน คิดเป็น 0.06% กลุ่มกลาง 875 คน คิดเป็น 18.28% กลุ่มต้น 4,497 คน คิดเป็น 83.66%, และ วิชาคอมพิวเตอร์ เข้าประเมิน 3,901 คน กลุ่มสูง 4 คน คิดเป็น 0.10% กลุ่มกลาง 419 คน คิดเป็น 12.36% กลุ่มต้น 3,478 คน คิดเป็น 87.54% ส่วนวิชาอื่นๆ ที่เหลืออยู่ระหว่างการประมวลผล เนื่องจากมีครูผู้สอนเข้าประเมินจำนวนมาก

“จากตัวเลขผลการประเมินที่ออกมา ที่ประชุมได้ตั้งข้อสังเกตว่า ครูผู้สอนโดยเฉพาะในระดับ ม.ปลาย มีความจำเป็นพิเศษที่ต้องพัฒนาให้มีความรู้ตรงกับสาระวิชาเอกที่สอน ดังนั้น จึงได้มอบให้ สพฐ.ไปดำเนินการพัฒนาครูให้เกิดความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ นอกจากนี้ หากต้องการเห็นผลการปฏิรูปการศึกษา โดยให้นักเรียนผ่านสาระการเรียนรู้เกิน 50%ในทุกวิชา ศธ.จะต้องไปปรับปรุงการผลิตครูพันธุ์ใหม่ คือ ครูระดับประถมศึกษา และ ม.ต้น ควรสามารถสอนแบบบูรณาการ หรือมีวิชาเอกควบคู่ เพื่อให้สามารถสอนหลายวิชาในระดับประถม หรือ ม.ต้น ส่วนระดับ ม.ปลาย ต้องพัฒนาครูให้มีความเชี่ยวชาญมากขึ้น โดยอาจจะส่งเสริมให้ครูได้มีโอกาสไปเรียนต่อในหลักสูตรระดับปริญญาโท หรือจัดให้มีหลักสูตร 4+2 คือ ปริญญาตรี และปริญญาโทต่อไปในอนาคต” รมว.ศธ.กล่าว

นายชินวรณ์ กล่าวด้วยว่า ผู้บริหาร มีผู้เข้าประเมินทั้งสิ้น 37,522 คน
ด้านความรู้และสมรรถนะการบริหารการศึกษา กลุ่มสูง 6,112 คน คิดเป็น 16.29% กลุ่มกลาง 15,426 คน คิดเป็น 41.12% กลุ่มต้น 15,984 คน คิดเป็น 42.59%
ด้านการเป็นผู้นำและคุณธรรม จริยธรรม กลุ่มสูง 26,824 คน คิดเป็น 71.48% กลุ่มกลาง 6,128 คน คิดเป็น 16.34% กลุ่มต้น 4,570 คน คิดเป็น 12.18%
ด้านภาษาอังกฤษและเทคโนโลยี กลุ่มสูง 534 คน คิดเป็น 1.43% กลุ่มกลาง 1,410 คน คิดเป็น 3.76% กลุ่มต้น 35,578 คน คิดเป็น 94.81%


ทั้งนี้ สพฐ.จะต้องไปหาแนวทางพัฒนาผู้บริหารที่ถือว่าเป็นกุญแจสำคัญในการนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยทำให้ผู้บริหารเป็นผู้บริหารมืออาชีพ ซึ่งถึงแม้ผู้บริหารจะมีองค์ประกอบในด้านการเป็นผู้นำ อยู่ในกลุ่มสูงเป็นที่น่าพอใจ แต่วิชาที่ว่าด้วยภาษาอังกฤษและเทคโนโลยี ยังมีค่าคะแนนในระดับต้นถึง 94.81% จึงจำเป็นต้องเร่งปรับปรุง