ข่าวการศึกษา

วันเสาร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ตั้งอ.ก.ค.ศ.สพท.มัธยม

ก.ค.ศ.เห็นชอบตั้ง อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ มัธยม ขณะที่งานบริหาร อาทิ โยกย้าย การขอเลื่อนวิทยฐานะ ต้องชะลอไว้ก่อนจนกว่าจะมีการตั้ง อ.ก.ค.ศ.วิสามัญเสร็จ
นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการ ก.ค.ศ.ว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ตนได้เห็นชอบการตั้งคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) วิสามัญเพื่อทำหน้าที่ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาในระหว่างที่ยังไม่ได้ดำเนินการให้มี อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา โดยองค์ประกอบของ อ.ก.ค.ศ.วิสามัญ ประกอบด้วย 1.เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เป็นประธาน 2.ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 4 คน ต้องเป็นผู้มีความรู้ความสามารถหรือประสบการณ์ด้านการบริหารงานบุคคล ด้านการศึกษา ด้านกฎหมาย และด้านการเงินการคลัง ด้านละ 1 คน 3.ผู้แทนสำนักงาน ก.ค.ศ. 1 คน 4.ผู้แทนสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา 1 คน 5.ผู้แทนผู้บริหารสถานศึกษาสายมัธยมศึกษา ผู้แทนข้าราชการครูในสถานศึกษาสายมัธยมศึกษา และผู้แทนบุคลากรทางการศึกษาอื่น จำนวน 5 คน 6.เจ้าหน้าที่ที่เลขาธิการ กพฐ.มอบหมายให้เป็นกรรมการและเลขานุการ 1 คน และ 7.เจ้าหน้าที่ที่เลขาธิการ กพฐ.มอบหมายให้เป็นผู้ช่วยเลขานุการ จำนวน 2 คน

รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า โดยในวันที่ 18 สิงหาคมนี้ จะมีการเสนอเรื่องการกำหนดจัดตั้งเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเข้าพิจารณาในที่ประชุมสภาการศึกษา (สกศ.) และจากนั้นจะได้แต่งตั้ง อ.ก.ค.ศ.วิสามัญชุดดังกล่าวต่อไป อย่างไรก็ตามในระหว่างที่ยังไม่ได้แต่งตั้ง อ.ก.ค.ศ.วิสามัญนั้น ให้ชะลอการดำเนินการเรื่องงานบริหารงานบุคคลที่เกี่ยวข้องกับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในระดับมัธยมศึกษา อาทิ เรื่องการโยกย้ายแต่งตั้ง งานวินัย การขอเลื่อนวิทยฐานะไว้ทั้งหมด จนกว่าจะมีการแต่งตั้ง อ.ก.ค.ศ.วิสามัญชุดดังกล่าว

สำหรับครูมัธยมศึกษาที่ได้ทำเรื่องขอย้ายไว้ก็สามารถคงสิทธิการขอย้ายไว้ได้ สำหรับกรณีที่กรรมการผู้แทนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในคณะกรรมการ ก.ค.ศ. จำนวน 9 คน ต้องเสียสิทธิหลุดจากการเป็นกรรมการผู้แทนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในคณะกรรมการ ก.ค.ศ.ชุดปัจจุบัน และเตรียมจะฟ้องศาลปกครองนั้น ที่ประชุมไม่ได้มีมติอะไรออกมาเพราะเห็นว่าเรื่องนี้จะต้องยึดตามกฎหมายไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้.

เปิดเสรีการศึกษาปี 2015

กระทรวงศึกษา-นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานประชุมกระทรวงศึกษาธิการ ว่า เตรียมพร้อมสำหรับการเปิดเสรีทางทางการศึกษาในปี ค.ศ.2015 ตามข้อกำหนดGATS ขององค์การค้าโลก (WTO) ซึ่งศธ.ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง และได้มอบให้สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา(สกศ.) ศึกษาวิจัยแนวทางการพัฒนากฎหมายเพื่อรองรับการเปิดเสรีทางการศึกษา เพื่อนำผลวิจัยที่ได้มาเป็นฐานในการจัดทำยุทธศาสตร์และนโยบายในการเปิดเสรีทางการศึกษา

ทั้งนี้ ผลการจิจัยของ สกศ.ซึ่งนายสมคิด เลิศไพฑูรย์ เป็นผู้เสนอผลวิจัย นั้น มีข้อสรุป ดังนี้ 1. ให้มีคณะกรรมการจากทุกภาคส่วนมาดูแลในเรื่องการเปิดเสรีทางการศึกษา 2. ควรกำหนดทิศทางที่ชัดเจนทั้งในเชิงนโยบายและยุทธศาสตร์

3. ต้องดำเนินการติดตามสถานะทางการศึกษาของประเทศ ที่ควรเปรียบเทียบกับประเทศคู่ค้าที่จะเปิดเสรี เพื่อรองรับการแข่งขัน 4. การเตรียมความพร้อมสถานศึกษาของรัฐและเอกชน ให้มีคุณภาพและมีมาตรฐาน

5. ควรมีการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับศธ. กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับร.ร.เอกชน 6. ควรศึกษาผลกระทบในมิติด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคมและวัฒนธรรม

"มอบให้องค์กรหลักไปดูความพร้อม ปัญหาและอุปสรรค ตลอดจนการกำหนดยุทธศาสตร์ในการเตรียมมาตรฐานรองรับ รวมถึงปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง กับการรองรับ การเปิดเสรีทางการศึกษาด้วย ศธ.ต้องเตรียมพัฒนามาตรฐานการจัดการศึกษาทุกระดับและทุกประเภทไว้ร้องรับด้วย"นายชินวรณ์ กล่าว

รมว.ศธ. กล่าวว่า มีข้อเสนอแนะให้ปรับปรุงการจัดการเรียนระดับมัธยมโดยเพิ่มเทคนิคระดับสูงและเทคนิคการเรียนวิชาชีพ ส่วนอุดมศึกษา อาชีวศึกษา มีรายละเอียดเทคนิควิชาชีพชั้นสูงหรือการศึกษาในระดับอนุปริญญา หรือเทียบเท่าขึ้นไป ส่วนการจัดหลักสูตรวิชาชีพ ระยะสั้น ซึ่งรับผิดชอบโดยกศน.นั้น ก็ต้องมีการปรับปรุง

รวมไปถึง บริการทางการศึกษาอื่นๆ ร.ร.สอนภาษา สอนศิลปะ ดนตรี ของเอกชน ทั้งนี้ จะต้องมีการปรับปรุง พ.ร.บ.ร.ร.เอกชน เพื่อรองรับด้วยเช่นกัน รวมไปถึง ระเบียบ สช.ระเบียบศธ. เรื่องการ กำหนดมาตรฐานร.ร.เอกชนนานาชาติ ระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา เพื่อให้สอดรับในการเปิดเสรีทางการศึกษา

วันพฤหัสบดีที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

การประชุมกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ ๖/๒๕๕๓

รมว.ศธ. กล่าวว่า ที่ประชุมได้รับทราบผลการดำเนินงานจากองค์กรหลัก ดังนี้

๑. การเตรียมความพร้อมและยุทธศาสตร์การพัฒนาเพื่อรองรับการเปิดเสรีทางการศึกษา โดย สกศ. ได้รายงานผลวิจัยเรื่องแนวทางการพัฒนากฎหมายเพื่อรองรับการเปิดเสรีทางการศึกษา ซึ่งมีข้อเสนอแนะที่สำคัญ ได้แก่


๑. ให้มีคณะกรรมการจากทุกภาคส่วน มาดูแลเรื่องนี้
๒. ควรมีการกำหนดทิศทาง ทั้งด้านนโยบาย ยุทธศาสตร์ เพื่อรองรับการเปิดเสรีทางการศึกษา รวมทั้งศึกษาถึงปัญหาและอุปสรรค
๓. สถานะทางการศึกษาของประเทศ ควรเปรียบเทียบกับประเทศคู่ค้าที่จะเปิดเสรี เพื่อรองรับการแข่งขัน
๔. การเตรียมความพร้อมของสถานศึกษาของรัฐและเอกชน ให้มีคุณภาพและมาตรฐาน
๕. ควรปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อรองรับการเปิดเสรี
๖. ควรศึกษาผลกระทบในมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม

๒. ผลการประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง ความเป็นหุ้นส่วนทางการศึกษาระหว่างรัฐและเอกชน จัดโดย สกศ. ซึ่งมีผลสรุป ดังนี้

๑. ควรให้มีคูปองทางการศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน
๒. ให้จัดสรรเงินอุดหนุนรายหัวของเอกชนเพิ่มเท่าโรงเรียนของรัฐบาล
๓. ปรับระบบภาษีเพื่อเป็นแรงจูงใจให้เอกชนร่วมจัดการศึกษา
๔. ลดอุปสรรคในการดำเนินงานของเอกชน เช่น เรื่องกฎหมาย ตราสาร ฯลฯ
๕. ให้เอกชนที่มีความพร้อม เข้ามาเป็นหุ้นส่วนการศึกษากับภาครัฐ
๖. รัฐต้องกำหนดนโยบายการขยายโอกาสให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้ส่งผลต่อการรับเด็กเข้าเรียนของเอกชน

๓. โครงการพัฒนาเครือข่าย Uni Net ของ สกอ. งบที่ ครม.อนุมัติ ๕,๑๗๗ ล้านบาท (SP2) ขณะมีการเบิกจ่ายแล้ว ๗๐% มี ๓ โครงการหลัก ได้แก่

๑. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ICT ๓,๖๙๗ ล้านบาท
๒. การพัฒนาบุคลากรสำหรับการบริหารจัดการเครือข่าย ๗๐ ล้านบาท
๓. การพัฒนาระบบ Teacher TV ๑,๔๑๐ ล้านบาท

เป้าหมาย เพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ICT (ปี ๒๕๕๓ - ๒๕๕๕) ในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ ๒๐๒ แห่ง, สถาบันการอาชีวศึกษาของรัฐ ๔๑๕ แห่ง, สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ๑๘๕ แห่ง, โรงเรียนดีเด่นของ สพฐ. ๒,๐๐๐ แห่ง, ห้องสมุดประชาชน กศน. ๑๕๑ แห่ง, โรงเรียนของ สช. ๑๔๓ แห่ง รวม ๓,๐๙๖ แห่ง.

แผนปฏิบัติการเพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ 2 ประกอบด้วย 4 เป้าหมาย


รศ.ธงทอง จันทรางศุ เลขาธิการสภาการศึกษาเปิดเผยว่า สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา(สกศ.)ได้จัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ 2 ประกอบด้วย 4 เป้าหมาย ดังนี้ เป้าหมายที่ 1 คนไทยและการศึกษาไทยมีคุณภาพและได้มาตรฐานระดับสากล มีตัวบ่งชี้ เช่น ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในวิชาหลักจากการทดสอบระดับชาติ มีคะแนนเฉลี่ยมากกว่าร้อยละ 3 ต่อปี,ทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเพิ่มขึ้นร้อยละ 3 ต่อปี,สัดส่วนผู้เรียนอาชีวศึกษา : สามัญศึกษาเป็น 60 : 40,ผู้สำเร็จอาชีวศึกษาและอุดมศึกษามีคุณภาพระดับสากล และเป็นไปตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิ,จำนวนปีการศึกษาเฉลี่ยของคนไทยเพิ่มเป็น 12 ปี เป็นต้น

เลขาธิการ สกศ.กล่าวต่อว่า เป้าหมายที่ 2 คือ คนไทยใฝ่รู้ สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง รักการอ่าน และแสวงหาความรู้อย่างต่อเนื่อง มีตัวบ่งชี้ เช่น ผู้เรียนทุกระดับการศึกษาไม่ต่ำกว่าร้อยละ 75 มีทักษะในการแสวงหาความรู้ได้ด้วยตนเอง,อัตราการรู้หนังสือของประชากร(อายุ 15-60 ปี)เป็นร้อยละ 100,คนไทยใช้เวลาอ่านหนังสือนอกเวลาเรียน/นอกเวลาทำงาน โดยเฉลี่ยอย่างน้อยวันละ 60 นาที สัดส่วนผู้ใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อการเรียนรู้ต่อประชากรอายุ 10 ปีขึ้นไปเป็นร้อยละ 50 เป็นต้น เป้าหมายที่ 3 คนไทยใฝ่ดี มีคุณธรรมเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม มีจิตสาธารณะ ตัวบ่งชี้ เช่น ผู้เรียนทุกระดับการศึกษาไม่ต่ำกว่าร้อยละ 75 มีคุณธรรม จริยธรรมและมีความเป็นพลเมือง,จำนวนคดีเด็กและเยาวชนลดลงร้อยละ 10 ต่อปี,จำนวนเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีที่ตั้งครรภ์ลดลงร้อยละ 10 ต่อปี,จำนวนเด็กเข้ารับการบำบัดยาเสพติดลดลงร้อยละ 10 ต่อปี,สัดส่วนคนไทยที่ประกอบกิจกรรมศาสนาอย่างสม่ำเสมอ เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 ต่อปี

เป้าหมายที่ 4 คนไทยคิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาได้ ตัวบ่งชี้ เช่น ผู้เรียนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 75 มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ มีวิจารณญาณ มีความคิดสร้างสรรค์,กำลังแรงงานที่มีการศึกษาระดับมัธยมศึกษาขึ้นไปเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 65 ทั้งนี้ การดำเนินงานจะใช้งบประมาณในปี 2554 ประมาณ 109,400 ล้านบาท.

วันพุธที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

มติ ครม.

เมื่อวันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๕๓ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ ๕ เรื่อง คือ
๑) เห็นชอบร่างกฎ ก.ค.ศ. ว่าด้วยการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับเงินเดือนสูงกว่าหรือต่ำกว่าขั้นต่ำ หรือสูงกว่าขั้นสูงของอันดับ พ.ศ. ....

ครม.เห็นชอบร่างกฎ ก.ค.ศ.ว่าด้วยการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับเงินเดือนสูงกว่าหรือต่ำกว่าขั้นต่ำ หรือสูงกว่าขั้นสูงของอันดับ พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และสำนักงาน ก.พ.เสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้ โดยสาระสำคัญของร่างกฎ ก.ค.ศ. มีดังนี้

กำหนดให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับเงินเดือนสูงกว่าหรือต่ำกว่าขั้นต่ำของอันดับในกรณีต่าง ๆ

กำหนดอัตราเงินเดือนในอันดับที่สูงขึ้นในขั้นที่เทียบได้ตรงกันกับขั้นเงินเดือนของอันดับเดิม

กำหนดให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งและวิทยฐานะใด ถ้าได้รับเงินเดือนสูงกว่าเงินเดือนขั้นสูงของอันดับเงินเดือนสำหรับตำแหน่งและวิทยฐานะนั้นอยู่แล้ว ให้ได้รับเงินเดือนในอัตราเท่ากับเงินเดือนที่ได้รับอยู่

กำหนดให้การได้รับเงินเดือนสูงกว่าหรือต่ำกว่าขั้นต่ำ หรือสูงกว่าขั้นสูงของอันดับสำหรับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาตามมาตรา ๓๘ ก. (๓) (๔) (๕) และ (๖) และตามมาตรา ๓๘ ค. (๒) ให้นำกฎ ระเบียบ หลักเกณฑ์และวิธีการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาและกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนในส่วนที่เกี่ยวข้อง มาใช้บังคับโดยอนุโลม

๒) อนุมัติร่างพระราชบัญญัติการส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน พ.ศ. ....

ครม.อนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติการส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน พ.ศ. .... ตามที่ ศธ.เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับข้อสังเกตเพิ่มเติมของ ศธ.เกี่ยวกับการจัดตั้งกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชนแทนการจัดตั้งสถาบันส่งเสริมสังคมการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน ซึ่งจะต้องเปลี่ยนแปลงชื่อและสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติในเรื่องนี้ไปประกอบการพิจารณาด้วย

นอกจากนี้ ให้ ศธ.และกระทรวงการคลังไปพิจารณากำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับการให้สถาบันส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชนมีอำนาจจัดเก็บเงินบำรุงสถาบันจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีตามกฎหมายว่าด้วยสุราและยาสูบ และให้เสนอสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อประกอบการตรวจพิจารณาร่างพระราชบัญญัติในเรื่องนี้ต่อไป แล้วเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง

๓) เห็นชอบการลงนามในความตกลงว่าด้วยการรับรองคุณวุฒิการศึกษาระดับอุดมศึกษาระหว่างไทย-จีน

ครม.เห็นชอบการลงนามในความตกลงว่าด้วยการรับรองคุณวุฒิการศึกษาระดับอุดมศึกษาระหว่างกระทรวงศึกษาธิการของไทยและจีน (Agreement on Mutual Recognition of Academic Degrees in Higher Education between the Ministry of Education of the Kingdom of Thailand and the Ministry of Education of Government of the People’s Republic of China) โดยอนุมัติให้ ศธ.เปลี่ยนแปลงถ้อยคำในความตกลงดังกล่าวเท่าที่จำเป็น ซึ่งจะไม่ทำให้สารัตถะในความตกลงเปลี่ยนแปลงไป และให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการหรือผู้แทนเป็นผู้ลงนามในความตกลงว่าด้วยการรับรองคุณวุฒิการศึกษาระดับอุดมศึกษาระหว่างไทย-จีน ทั้งนี้ให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการออกหนังสือมอบอำนาจ (Full Power) ให้แก่ รมว.ศธ.หรือผู้แทน และให้ ศธ.ปรับปรุงด้านถ้อยคำและร่างความตกลงฯ ตามความเห็นของกระทรวงการต่างประเทศ ก่อนดำเนินการลงนามต่อไปด้วย

๔) แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมายในคณะกรรมการสภาการศึกษา และผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ

ครม.อนุมัติตามที่ รมว.ศธ.เสนอ แต่งตั้งรองศาสตราจารย์กมลชัย รัตนสกาววงศ์ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมายในคณะกรรมการสภาการศึกษา แทนศาสตราจารย์ศรีราชา เจริญพานิช ที่ลาออก โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๕๓ เป็นต้นไป

นอกจากนี้ ครม.ได้อนุมัติตามที่ ศธ.เสนอ แต่งตั้งนายวิมล จำนงบุตร รองเลขาธิการ (บริหารระดับต้น) สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการ ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงศึกษาธิการ ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

๕) เห็นชอบงบประมาณปรับปรุงซ่อมแซมอาคารมหิดลวิทยานุสรณ์ ๒ ที่ประสบปัญหาอัคคีภัย

ครม.เห็นชอบในหลักการให้โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ปรับปรุงซ่อมแซมอาคารมหิดลวิทยานุสรณ์ ๒ และจัดหาครุภัณฑ์ที่ประสบอัคคีภัยในวงเงิน ๑๒๘,๓๔๖,๙๐๐ บาท โดยอนุมัติให้เบิกจ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๕๓ งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นวงเงิน ๗๒,๖๔๑,๒๐๐ บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงซ่อมแซมอาคารมหิดลวิทยานุสรณ์๒ ที่ประสบปัญหาอัคคีภัย ซึ่งมีความจำเป็นเร่งด่วนต้องใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ สำหรับการจัดหาครุภัณฑ์ในวงเงิน ๕๕,๗๐๕,๗๐๐ บาทนั้น ให้ใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๕๔ โดยปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๕๔ ไปดำเนินการก่อน หากไม่เพียงพอจึงขอทำความตกลงกับสำนักงบประมาณใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๕๔ งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเมื่อพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ มีผลใช้บังคับแล้ว เพื่อให้สอดคล้องกับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณค่าปรับปรุงซ่อมแซมอาคารดังกล่าวที่จะแล้วเสร็จทันภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๕๔

มติ ครม.

เมื่อวันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๕๓ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ ๕ เรื่อง คือ
๑) เห็นชอบร่างกฎ ก.ค.ศ. ว่าด้วยการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับเงินเดือนสูงกว่าหรือต่ำกว่าขั้นต่ำ หรือสูงกว่าขั้นสูงของอันดับ พ.ศ. ....

ครม.เห็นชอบร่างกฎ ก.ค.ศ.ว่าด้วยการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับเงินเดือนสูงกว่าหรือต่ำกว่าขั้นต่ำ หรือสูงกว่าขั้นสูงของอันดับ พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และสำนักงาน ก.พ.เสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้ โดยสาระสำคัญของร่างกฎ ก.ค.ศ. มีดังนี้

กำหนดให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับเงินเดือนสูงกว่าหรือต่ำกว่าขั้นต่ำของอันดับในกรณีต่าง ๆ

กำหนดอัตราเงินเดือนในอันดับที่สูงขึ้นในขั้นที่เทียบได้ตรงกันกับขั้นเงินเดือนของอันดับเดิม

กำหนดให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งและวิทยฐานะใด ถ้าได้รับเงินเดือนสูงกว่าเงินเดือนขั้นสูงของอันดับเงินเดือนสำหรับตำแหน่งและวิทยฐานะนั้นอยู่แล้ว ให้ได้รับเงินเดือนในอัตราเท่ากับเงินเดือนที่ได้รับอยู่

กำหนดให้การได้รับเงินเดือนสูงกว่าหรือต่ำกว่าขั้นต่ำ หรือสูงกว่าขั้นสูงของอันดับสำหรับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาตามมาตรา ๓๘ ก. (๓) (๔) (๕) และ (๖) และตามมาตรา ๓๘ ค. (๒) ให้นำกฎ ระเบียบ หลักเกณฑ์และวิธีการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาและกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนในส่วนที่เกี่ยวข้อง มาใช้บังคับโดยอนุโลม

๒) อนุมัติร่างพระราชบัญญัติการส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน พ.ศ. ....

ครม.อนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติการส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน พ.ศ. .... ตามที่ ศธ.เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับข้อสังเกตเพิ่มเติมของ ศธ.เกี่ยวกับการจัดตั้งกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชนแทนการจัดตั้งสถาบันส่งเสริมสังคมการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน ซึ่งจะต้องเปลี่ยนแปลงชื่อและสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติในเรื่องนี้ไปประกอบการพิจารณาด้วย

นอกจากนี้ ให้ ศธ.และกระทรวงการคลังไปพิจารณากำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับการให้สถาบันส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชนมีอำนาจจัดเก็บเงินบำรุงสถาบันจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีตามกฎหมายว่าด้วยสุราและยาสูบ และให้เสนอสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อประกอบการตรวจพิจารณาร่างพระราชบัญญัติในเรื่องนี้ต่อไป แล้วเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง

๓) เห็นชอบการลงนามในความตกลงว่าด้วยการรับรองคุณวุฒิการศึกษาระดับอุดมศึกษาระหว่างไทย-จีน

ครม.เห็นชอบการลงนามในความตกลงว่าด้วยการรับรองคุณวุฒิการศึกษาระดับอุดมศึกษาระหว่างกระทรวงศึกษาธิการของไทยและจีน (Agreement on Mutual Recognition of Academic Degrees in Higher Education between the Ministry of Education of the Kingdom of Thailand and the Ministry of Education of Government of the People’s Republic of China) โดยอนุมัติให้ ศธ.เปลี่ยนแปลงถ้อยคำในความตกลงดังกล่าวเท่าที่จำเป็น ซึ่งจะไม่ทำให้สารัตถะในความตกลงเปลี่ยนแปลงไป และให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการหรือผู้แทนเป็นผู้ลงนามในความตกลงว่าด้วยการรับรองคุณวุฒิการศึกษาระดับอุดมศึกษาระหว่างไทย-จีน ทั้งนี้ให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการออกหนังสือมอบอำนาจ (Full Power) ให้แก่ รมว.ศธ.หรือผู้แทน และให้ ศธ.ปรับปรุงด้านถ้อยคำและร่างความตกลงฯ ตามความเห็นของกระทรวงการต่างประเทศ ก่อนดำเนินการลงนามต่อไปด้วย

๔) แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมายในคณะกรรมการสภาการศึกษา และผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ

ครม.อนุมัติตามที่ รมว.ศธ.เสนอ แต่งตั้งรองศาสตราจารย์กมลชัย รัตนสกาววงศ์ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมายในคณะกรรมการสภาการศึกษา แทนศาสตราจารย์ศรีราชา เจริญพานิช ที่ลาออก โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๕๓ เป็นต้นไป

นอกจากนี้ ครม.ได้อนุมัติตามที่ ศธ.เสนอ แต่งตั้งนายวิมล จำนงบุตร รองเลขาธิการ (บริหารระดับต้น) สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการ ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงศึกษาธิการ ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

๕) เห็นชอบงบประมาณปรับปรุงซ่อมแซมอาคารมหิดลวิทยานุสรณ์ ๒ ที่ประสบปัญหาอัคคีภัย

ครม.เห็นชอบในหลักการให้โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ปรับปรุงซ่อมแซมอาคารมหิดลวิทยานุสรณ์ ๒ และจัดหาครุภัณฑ์ที่ประสบอัคคีภัยในวงเงิน ๑๒๘,๓๔๖,๙๐๐ บาท โดยอนุมัติให้เบิกจ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๕๓ งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นวงเงิน ๗๒,๖๔๑,๒๐๐ บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงซ่อมแซมอาคารมหิดลวิทยานุสรณ์๒ ที่ประสบปัญหาอัคคีภัย ซึ่งมีความจำเป็นเร่งด่วนต้องใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ สำหรับการจัดหาครุภัณฑ์ในวงเงิน ๕๕,๗๐๕,๗๐๐ บาทนั้น ให้ใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๕๔ โดยปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๕๔ ไปดำเนินการก่อน หากไม่เพียงพอจึงขอทำความตกลงกับสำนักงบประมาณใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๕๔ งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเมื่อพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ มีผลใช้บังคับแล้ว เพื่อให้สอดคล้องกับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณค่าปรับปรุงซ่อมแซมอาคารดังกล่าวที่จะแล้วเสร็จทันภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๕๔

วันอังคารที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

การพัฒนาครูต้องเริ่มจากสถาบันการผลิต

เมื่อวันที่ 21 กรกฏาคม 2553 คณะอนุกรรมการคุรุศึกษาแห่งชาติ จัดประชุมเพื่อระดมความคิดเห็นด้านการสร้างความพร้อม และความเข้มแข็งให้สถาบันผลิตครู ครั้งที่ 3/2553 ณ ห้องประชุมลำพอง 2 มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต

ศ.ดร.มนตรี จุฬาวัฒนทล ประธานคณะทำงานด้านการสร้างความพร้อม และความเข้มแข็งให้สถาบันผลิตครู กล่าวว่า การสร้างความเข้มแข็งให้สถาบันการผลิตครู ต้องการอาศัย 3 ปัจจัย 1. การสร้างความเข้มแข็งของคณาจารย์คุรุศาสตร์ พัฒนาตำแหน่งวิชาการและเส้นทางอาชีพที่มีศักดิ์ศรี เพิ่มวุฒิแลประสบการณ์ใหม่ ขยายสิทธิประโยชน์ตอบแทนผลงานดีมีประโยชน์ สร้างและบรรจุอาจารย์ใหม่แทนผู้เกษียณอายุ 2. ปรับหลักสูตรผลิตครูพันธ์ใหม่ เน้นทักษะกระบวนการเรียนรู้ สาระวิทยาการและทัศนคติ สร้างระบบอาจารย์ พี่เลี้ยงที่มีทักษะและประสบการณ์ กำหนดมาตรฐานภาษาอังกฤษและเทคโนโลยีสารสนเทศของผู้สำเร็จหลักสูตร 3. พัฒนาการบริหารจัดการ จัดตั้งกองทุนส่งเสริมคุรุศาสตร์ศึกษาศาสตร์ มีการให้รางวัลนักคุรุศาสตร์ศึกษาศาสตร์

ด้าน รศ.สมบัติ นพรัก ประธานสภาคณบดีคณะคุรุศาสตร์ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย อนุกรรมการคุรุศึกษาแห่งชาติ กล่าวว่า สถาบันผลิตครูในปัจจุบันมีความอ่อนด้อยทุกด้าน และยังขาดแคลนครูผู้สอน จึงควรกำหนดมาตรฐานของสถาบันจากข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ สถาบันผลิตครูที่เป็นของรัฐ จำนวน 68 แห่ง เสนอรับทุนโครงการครูพันธ์ใหม่เพียง 45 แห่ง เหตุผลที่บางสถาบันยังไม่เข้าร่วมโครงการ เพราะบางสถาบันไม่ผ่านเกณฑ์ สมศ.จากปัญหาดังกล่าวทำให้มีการกำหนดเกณฑ์เบื้องต้นขึ้นมา ได้แก่
1. ให้มีการพัฒนาสถาบัน ซึ่งปีนี้มี 58 สถาบัน
2. รูปแบบการส่งเสริมความเข้มแข็ง ควรใช้วิธีหล่อหลอม บ่มเพาะ และจัดตั้งสถาบันผลิตเป็นวิทยาลัยการศึกษา
3. การพัฒนาครูถือเป็นหน้าที่ของสถาบันผลิตครู เนื่องจากปัจจุบันการพัฒนาครูถูกแยกส่วนไปตามสังกัด ไม่มีสถาบันหรือองค์กรกลางที่วางแผนร่วมกัน
4. ต้องร่วมมือกับสถานศึกษา เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนการสอน
ทั้งนี้ได้มีการเสนอแนวทางการจัดสรรงบประมาณในการพัฒนาสถาบันผลิตครูเป็นสัดส่วนตามภาระงาน เป็น 2 ส่วน คือ งบบริหารทั่วไปกับงบสร้างความเข้มแข็งดูว่าสถาบันไหนที่ขาดแคลน มีภารกิจอะไรก็ให้สนับสนุนโดยตรง และการจัดสรรอัตราทดแทนการขาดแคลนครู ต้องพิจารณาแก้ไขปัญหาเรื่องประชากรที่ลดลงในอนาคต เพื่อไม่ให้เป็นเหมือนสถาบันผลิตครูในอดีต

การประชุมคณะกรรมการจริยธรรมประจำสำนักปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

22 ก.ค. 53: นายนิวัตร นาคะเวช รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้ากลุ่มงานคุ้มครองจริยธรรมสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ(สป.)และเลขานุการคณะกรรมการจริยธรรมประจำสำนักปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการจริยธรรมประจำสำนักปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ณ.ห้องประชุมสำนักอำนวยการ สป.
รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า คณะกรรมการจริยธรรมมีหน้าที่ในการควบคุม กำกับ ส่งเสริมและให้คำแนะนำในการใช้บังคับประมวลจริยธรรมให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้หน่วยงานมีช่องทางหรือกลไกในการรับเรื่องร้องเรียนกรณีฝ่าฝืนจริยธรรมและจรรยาข้าราชการ หรือรับคำชมเชยผู้ที่ประพฤติตนเป็นแบบอย่างของการมีคุณธรรม จริยธรรม โดยผ่านช่องทางกล่องรับเรื่องร้องเรียน คำชมเชย ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ หรือผ่านทางเว็บไซต์ พร้อมทั้งให้มีการรณรงค์ เผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ และสอดแทรกเนื้อหาของประมวลจริยธรรม และจรรยาข้าราชการผ่านการฝึกอบรมสัมมนา ในหลักสูตรการฝึกอบรมของ สป. โดยเน้นให้ความสำคัญไปยังกลุ่มเป้าหมายสองกลุ่มที่สำคัญ คือ ข้าราชการที่รับการบรรจุใหม่ เพื่อให้เกิดความทะเยอทะยานและมีความมุ่งมั่นในการประพฤติตนเป็นคนดี มีจริยธรรม และกลุ่มผู้บริหาร เพื่อให้เกิดการบริหารงานด้วยความโปร่งใสและยุติธรรม พร้อมทั้งเป็นแบบอย่างที่ดีต่อผู้ใต้บังคับบัญชาอีกด้วย

นอกจากนั้นที่ประชุมยังได้เสนอให้มีการมอบรางวัลกับผู้ที่ปฏิบัติตนเป็นคนดี มีคุณธรรม จริยธรรม เพื่อเป็นการยกย่องและเชิดชู สร้างขวัญและกำลังใจให้ข้าราชการ อีกทั้งได้มีมติให้นำเรื่องคุณธรรม จริยธรรม มาใช้เป็นองค์ประกอบในการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือน และพิจารณาความดีความชอบของข้าราชการต่อไป

วันจันทร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

บทบาทและภารกิจของ สสค.


ห้องประชุมจันทรเกษม - นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประชุมหารือกับที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี (คุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์) นายแพทย์สุภกร บัวสาย ผู้จัดการ สสค.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงาน ก.พ. ก.พ.ร. กรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ฯลฯ เมื่อวันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๕๓ เกี่ยวกับข้อยุติร่าง พ.ร.บ.การส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน

รมว.ศธ. กล่าวว่าการประชุมครั้งนี้เพื่อหาข้อยุติเรื่องร่าง พ.ร.บ.การส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้ขอให้กระทรวงศึกษาธิการไปพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา และส่งให้คณะกรรมการประสานงานด้านนิติบัญญัติพิจารณาก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรต่อไป ซึ่งมีข้อสรุป ดังนี้

๑.บทบาทและภารกิจของ สสค. ที่จัดตั้งขึ้นใหม่ตาม พ.ร.บ.นี้ ที่ประชุมเห็นว่ายังมีความซับซ้อนกับหน่วยงานที่มีลักษณะเดียวกันอยู่แล้ว การจัดตั้ง สสค.เป็นเจตนารมณ์พิเศษที่จะสร้างกลไกการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้เพื่อเป็นพลังในการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง ดังนั้น บทบาทและภารกิจของ สสค.จึงเป็นบทบาทพิเศษที่เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งได้มีมติคณะรัฐมนตรีเห็นชอบการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง และให้มีการจัดตั้งหน่วยงานนี้รองรับอยู่แล้ว

๒.การสนับสนุนงบประมาณในการจัดตั้ง สสค. ได้มีการหารือถึงมาตราที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการใช้ระบบ Earmarked Taxation ซึ่งเป็นระบบที่ใช้วิธีการเก็บภาษีสรรพสามิต ที่เป็นรายได้โดยตรงให้กับสถาบัน และมีข้อสังเกตว่า จะต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการจัดเก็บงบประมาณในระบบนี้ ตลอดจนการกำหนดเพดานในการจัดเก็บ โดยที่ประชุมเห็นว่าควรมีการกำหนดอัตราการจัดเก็บขั้นสูงสุด ซึ่งจะมีการหารือกันอีกครั้งหนึ่ง

รมว.ศธ. กล่าวสรุปว่าจากผลการหารือในครั้งนี้ พบว่ามีแนวทางที่สามารถผลักดันกฎหมายฉบับนี้ให้เดินหน้าไปได้ ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการจะส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อจะได้ดำเนินการยกร่างพระราชบัญญัติการส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน สำหรับการเพิ่มมาตราที่เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ในการจัดเก็บภาษี หรือ การจัดเก็บในอัตราขั้นสูง ก็จะให้คณะทำงานไปศึกษาในรายละเอียด
นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอแนะในการจัดตั้งกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน ซึ่งเป็นหลักการที่จะต้องขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเพื่อให้เกิดความชัดเจน ขณะเดียวกันกระทรวงศึกษาธิการก็จะนำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีเพื่อขอความเห็นชอบในหลักการต่อไป

เตรียมความพร้อมกฎหมายในการแยกเขตพื้นที่มัธยมศึกษา

รมว.ศธ.กล่าวว่า ศธ.ได้แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อเตรียมความพร้อม ภายหลังมีพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการแยกเขตพื้นที่มัธยมศึกษาทั้ง ๓ ฉบับ ดังนี้

คณะทำงานการเตรียมข้อมูลปรับลด-เพิ่ม จำนวนเขตพื้นที่การศึกษา และร่างประกาศจัดตั้งเขตพื้นที่การศึกษา (ประถมศึกษา) และเขตพื้นที่การศึกษา (มัธยมศึกษา) มีรองศาสตราจารย์ธงทอง จันทรางศุ เลขาธิการสภาการศึกษา เป็นประธาน นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการ กพฐ. เป็นรองประธาน โดยมีนายสงบ มณีพรหม ผู้อำนวยการโรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานการมัธยมศึกษาตอนปลาย เป็นเลขานุการ มีหน้าที่จัดเตรียมข้อมูล ข้อเสนอ และแนวทางการปรับลด-เพิ่ม จำนวนเขตพื้นที่การศึกษา และจัดทำร่างประกาศจัดตั้งเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา และอื่นๆ ที่มอบหมาย

คณะทำงานการเตรียมข้อมูลการปรับโครงสร้างอัตรากำลัง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (ประถมศึกษา) และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (มัธยมศึกษา) มีนายประเสริฐ งามพันธุ์ เลขาธิการ ก.ค.ศ. เป็นประธาน นายเสน่ห์ ขาวโต รองเลขาธิการ กพฐ. เป็นรองประธาน โดยมีนายสงบ มณีพรหม ผู้อำนวยการโรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานการมัธยมศึกษาตอนปลาย เป็นเลขานุการ มีหน้าที่เกี่ยวกับบุคลากรที่จะต้องปรับโครงสร้างอัตรากำลัง ในการจัดตั้งเขตพื้นที่การศึกษาใหม่

คณะทำงานเตรียมข้อมูลการกำหนดมาตรฐานตำแหน่งผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (ประถมศึกษา) และผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (มัธยมศึกษา) มีนายประเสริฐ งามพันธุ์ เลขาธิการ ก.ค.ศ. เป็นประธาน นายเสน่ห์ ขาวโต รองเลขาธิการ กพฐ. เป็นรองประธาน โดยมีนายสงบ มณีพรหม ผู้อำนวยการโรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานการมัธยมศึกษาตอนปลาย เป็นเลขานุการ มีหน้าที่จัดทำข้อมูลและเตรียมความพร้อมด้านต่างๆ

รมว.ศธ.กล่าวถึงความคืบหน้าว่า ภายหลังจากพระราชบัญญัติผ่านขั้นตอนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ขณะนี้ได้มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว จึงได้มอบหมายให้คณะทำงานทั้ง ๓ ชุด รายงานผลการเตรียมการจัดทำข้อมูลทั้งหมดอีกครั้ง เพื่อแต่งตั้งคณะทำงานที่เกี่ยวข้องกับการสรรหาองค์คณะบุคคลตามที่กฎหมายกำหนด เช่น อ.ก.ค.ศ.วิสามัญของข้าราชการครูในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (มัธยมศึกษา) และ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาและประถมศึกษา จากนั้นจะได้มีการเสนอเรื่องเข้าที่ประชุมสภาการศึกษา และที่ประชุมคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อให้ความเห็นชอบเรื่องนี้ และ รมว.ศธ.จะได้ประกาศการกำหนดเขตพื้นที่การศึกษาต่อไป

การปรับสัดส่วนของ ก.ค.ศ.ชุดใหญ่ ต้องเป็นไปตามกฎหมาย คือ กรณี อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ในระหว่างที่ยังไม่ได้ดำเนินการให้มี อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ให้ ก.ค.ศ.แต่งตั้ง อ.ก.ค.ศ.วิสามัญ ๑ คณะ เพื่อทำหน้าที่ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ตามพระราชบัญญัตินี้ แต่ต้องไม่เกิน ๑๘๐ วัน นับตั้งแต่พระราชบัญญัติมีผลบังคับใช้ ส่วน อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตามพระราชบัญญัตินี้ ในขณะนั้นมีองค์ประกอบเท่าที่เหลืออยู่ ยังคงทำหน้าที่ต่อไปจนครบวาระ โดยสัดส่วนของกรรมการผู้แทนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งมาจากการเลือกตั้ง จำนวน ๑๒ คน ประกอบด้วย

- ผู้แทนเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ๑ คน และมัธยมศึกษา ๑ คน

- ผู้แทนบริหารสถานศึกษาหรือเรียกชื่ออย่างอื่นที่ ก.ค.ศ.กำหนด ซึ่งคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเขตพื้นที่ประถม ๑ คน และมัธยมศึกษา ๑ คน

- ผู้แทนข้าราชการครู ๕ คน ซึ่งเลือกจากข้าราชการครูสังกัด สพฐ.เขตพื้นที่ประถมศึกษา ๓ คน ข้าราชการครูสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเขตพื้นที่มัธยมศึกษา ๑ คน และเลือกจากข้าราชการครูสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ๑ คน

- ผู้แทนสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวง สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา หรือกระทรวงวัฒนธรรม ๑ คน

- ผู้แทนบุคลากรทางการศึกษาอื่นจากเขตพื้นที่ประถมศึกษา ๑ คน และมัธยมศึกษา ๑ คน

รมว.ศธ.กล่าวถึงนโยบายการทำงานของคณะทำงานทั้ง ๓ ชุดว่า การแบ่งเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาและมัธยมศึกษา เน้นในเรื่องการยกระดับคุณภาพ ให้เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเป็นเขตพื้นที่ประสานงาน เพื่อนำไปสู่การที่โรงเรียนระดับมัธยมศึกษามีอิสระ คล่องตัว ตามหลักการกระจายอำนาจเพิ่มมากขึ้น และเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา จะเป็นเขตพื้นที่ที่ดูแลโรงเรียนประถมศึกษาและดูแลตัวแทน ศธ.ด้วย.

วันเสาร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

การแยกเขตพื้นที่มัธยมศึกษา

รมว.ศธ.กล่าวว่า ศธ.ได้แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อเตรียมความพร้อม ภายหลังมีพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการแยกเขตพื้นที่มัธยมศึกษาทั้ง ๓ ฉบับ ดังนี้

คณะทำงานการเตรียมข้อมูลปรับลด-เพิ่ม จำนวนเขตพื้นที่การศึกษา และร่างประกาศจัดตั้งเขตพื้นที่การศึกษา (ประถมศึกษา) และเขตพื้นที่การศึกษา (มัธยมศึกษา) มีรองศาสตราจารย์ธงทอง จันทรางศุ เลขาธิการสภาการศึกษา เป็นประธาน นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการ กพฐ. เป็นรองประธาน โดยมีนายสงบ มณีพรหม ผู้อำนวยการโรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานการมัธยมศึกษาตอนปลาย เป็นเลขานุการ มีหน้าที่จัดเตรียมข้อมูล ข้อเสนอ และแนวทางการปรับลด-เพิ่ม จำนวนเขตพื้นที่การศึกษา และจัดทำร่างประกาศจัดตั้งเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา และอื่นๆ ที่มอบหมาย

คณะทำงานการเตรียมข้อมูลการปรับโครงสร้างอัตรากำลัง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (ประถมศึกษา) และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (มัธยมศึกษา) มีนายประเสริฐ งามพันธุ์ เลขาธิการ ก.ค.ศ. เป็นประธาน นายเสน่ห์ ขาวโต รองเลขาธิการ กพฐ. เป็นรองประธาน โดยมีนายสงบ มณีพรหม ผู้อำนวยการโรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานการมัธยมศึกษาตอนปลาย เป็นเลขานุการ มีหน้าที่เกี่ยวกับบุคลากรที่จะต้องปรับโครงสร้างอัตรากำลัง ในการจัดตั้งเขตพื้นที่การศึกษาใหม่

คณะทำงานเตรียมข้อมูลการกำหนดมาตรฐานตำแหน่งผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (ประถมศึกษา) และผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (มัธยมศึกษา) มีนายประเสริฐ งามพันธุ์ เลขาธิการ ก.ค.ศ. เป็นประธาน นายเสน่ห์ ขาวโต รองเลขาธิการ กพฐ. เป็นรองประธาน โดยมีนายสงบ มณีพรหม ผู้อำนวยการโรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานการมัธยมศึกษาตอนปลาย เป็นเลขานุการ มีหน้าที่จัดทำข้อมูลและเตรียมความพร้อมด้านต่างๆ

รมว.ศธ.กล่าวถึงความคืบหน้าว่า ภายหลังจากพระราชบัญญัติผ่านขั้นตอนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ขณะนี้ได้มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว จึงได้มอบหมายให้คณะทำงานทั้ง ๓ ชุด รายงานผลการเตรียมการจัดทำข้อมูลทั้งหมดอีกครั้ง เพื่อแต่งตั้งคณะทำงานที่เกี่ยวข้องกับการสรรหาองค์คณะบุคคลตามที่กฎหมายกำหนด เช่น อ.ก.ค.ศ.วิสามัญของข้าราชการครูในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (มัธยมศึกษา) และ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาและประถมศึกษา จากนั้นจะได้มีการเสนอเรื่องเข้าที่ประชุมสภาการศึกษา และที่ประชุมคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อให้ความเห็นชอบเรื่องนี้ และ รมว.ศธ.จะได้ประกาศการกำหนดเขตพื้นที่การศึกษาต่อไป

การปรับสัดส่วนของ ก.ค.ศ.ชุดใหญ่ ต้องเป็นไปตามกฎหมาย คือ กรณี อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ในระหว่างที่ยังไม่ได้ดำเนินการให้มี อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ให้ ก.ค.ศ.แต่งตั้ง อ.ก.ค.ศ.วิสามัญ ๑ คณะ เพื่อทำหน้าที่ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ตามพระราชบัญญัตินี้ แต่ต้องไม่เกิน ๑๘๐ วัน นับตั้งแต่พระราชบัญญัติมีผลบังคับใช้ ส่วน อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตามพระราชบัญญัตินี้ ในขณะนั้นมีองค์ประกอบเท่าที่เหลืออยู่ ยังคงทำหน้าที่ต่อไปจนครบวาระ โดยสัดส่วนของกรรมการผู้แทนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งมาจากการเลือกตั้ง จำนวน ๑๒ คน ประกอบด้วย

- ผู้แทนเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ๑ คน และมัธยมศึกษา ๑ คน

- ผู้แทนบริหารสถานศึกษาหรือเรียกชื่ออย่างอื่นที่ ก.ค.ศ.กำหนด ซึ่งคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเขตพื้นที่ประถม ๑ คน และมัธยมศึกษา ๑ คน

- ผู้แทนข้าราชการครู ๕ คน ซึ่งเลือกจากข้าราชการครูสังกัด สพฐ.เขตพื้นที่ประถมศึกษา ๓ คน ข้าราชการครูสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเขตพื้นที่มัธยมศึกษา ๑ คน และเลือกจากข้าราชการครูสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ๑ คน

- ผู้แทนสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวง สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา หรือกระทรวงวัฒนธรรม ๑ คน

- ผู้แทนบุคลากรทางการศึกษาอื่นจากเขตพื้นที่ประถมศึกษา ๑ คน และมัธยมศึกษา ๑ คน

รมว.ศธ.กล่าวถึงนโยบายการทำงานของคณะทำงานทั้ง ๓ ชุดว่า การแบ่งเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาและมัธยมศึกษา เน้นในเรื่องการยกระดับคุณภาพ ให้เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเป็นเขตพื้นที่ประสานงาน เพื่อนำไปสู่การที่โรงเรียนระดับมัธยมศึกษามีอิสระ คล่องตัว ตามหลักการกระจายอำนาจเพิ่มมากขึ้น และเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา จะเป็นเขตพื้นที่ที่ดูแลโรงเรียนประถมศึกษาและดูแลตัวแทน ศธ.ด้วย.

วันพฤหัสบดีที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

การประชุมคณะทำงานระหว่างประเทศด้านการพัฒนาครู

ผู้แทนกระทรวงศึกษาธิการ ประกอบด้วย รศ.ดร.สมบัติ นพรัก คณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานสภาคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย และเจ้าหน้าที่จากสำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สป. ได้เดินทางไปเข้าร่วมการประชุมคณะทำงานระหว่างประเทศด้านการพัฒนาครูเพื่อการศึกษาเพื่อปวงชนของยูเนสโก (International Task Force for Teachers on EFA) เรื่อง “Policy Dialogue Forum on Providing Teachers for Education for All (EFA): Quality Matters” ระหว่างวันที่ 6–7 กรกฎาคม 2553 ณ กรุงอัมมาน ประเทศจอร์แดน

การนำเสนอข้อมูลในภาพรวมของประเทศใน 3 หัวข้อหลัก ดังนี้
- การจัดเตรียมครูเพื่อบรรลุเป้าหมายการศึกษาเพื่อปวงชน: มุ่งเน้นการได้มาซึ่งผลการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ ประเทศไอร์แลนด์นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับครูและความท้าทายด้านคุณภาพ โดยเน้นปัญหาด้านคุณภาพของการศึกษาที่หลายประเทศกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ และจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการเร่งให้เกิดการพัฒนาปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่มีการขยายตัวด้านการศึกษาอย่างรวดเร็ว รวมทั้งแนวทางในการพัฒนาปรับปรุงคุณภาพการสอน นอกจากนี้ ประเทศปาเลสไตน์ยังนำเสนอข้อมูลความก้าวหน้าด้านการศึกษาเพื่อปวงชนของประเทศ เน้นพัฒนาคุณภาพครูควบคู่ไปกับคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง (Teacher Continuous Development) การพัฒนาครูฝึกหัด (Pre-service) และครูประจำการ (In-service) ทั้งนี้ได้ให้ความสำคัญต่อการปรับปรุงใน 3 เรื่องหลัก คือ สถานภาพครู การบริหารจัดการระบบการศึกษา และการประเมิน/การปฏิรูป และการรวมครูฝึกหัดและครูประจำการในระบบการศึกษาครู โดยคาดหวังที่จะให้ทุกภาคส่วนรวมทั้งครูและองค์กรต่างๆ ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนา เน้นความเสมอภาคภายในประเทศระหว่างหญิง-ชาย การใช้ประโยชน์จาก ICT กับการศึกษานอกเหนือไปจากการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน
- การจัดเตรียมครูเพื่อบรรลุเป้าหมายการศึกษาเพื่อปวงชน: มุ่งเน้นคุณภาพ การจัดการสอนที่มีความสัมพันธ์ (Relevance) กับบริบททางสังคมเศรษฐกิจ ซึ่งรวมถึงทักษะชีวิต (Life Skills) ความเป็นพลเมือง (Citizenship) ความสามารถในการประกอบอาชีพ (Employability) และการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ประเทศแอฟริกาใต้เน้นวิธีการสอนครู การเปลี่ยนแปลง ในระบบการจัดการศึกษาโดยคำนึงถึงรูปแบบการพัฒนาที่ไม่มีความยั่งยืน ยังมีความยากจนและความไม่เสมอภาคทางสังคมเพิ่มมากขึ้น ผลกระทบจากสภาวะการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ และขาดการดูแลและใส่ใจต่อระบบนิเวศน์ (Ecosystem) ทั้งนี้ ได้มีการนำเสนอแนวคิดใหม่เพื่อให้เกิดการพัฒนา ได้แก่ ความเสมอภาค ความยั่งยืน ความยืดหยุ่น (Resilience) และการนำมาปรับใช้ รวมไปถึงโครงการการพัฒนานักเรียนครู (Teacher Education Students Programme) นอกจากนี้ ประเทศจอร์แดนได้นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการส่งเสริมคุณภาพการศึกษาโดยอาศัยโครงการฝึกอบรมในหลากหลายรูปแบบ ภาพรวมระบบการศึกษาของประเทศโดยแสดงให้เห็นถึงข้อมูลตัวชี้วัดพื้นฐาน ซึ่งปัจจุบันประเทศมีความก้าวหน้าต่อการบรรลุเป้าหมายการศึกษาเพื่อปวงชน มีจำนวนนักเรียนลงทะเบียนเรียนเพิ่มมากขึ้น อัตราเด็กนักเรียนที่คงเหลือรอด (Survival Rate) มีการพัฒนาปรับปรุงทั้งเด็กหญิงและเด็กชาย รวมทั้งผลการประเมินโครงการการศึกษา (PISA) มีการพัฒนาดียิ่งขึ้น ความก้าวหน้าด้านการศึกษาเพื่อปวงชนโดยมีหลายปัจจัยประกอบ ได้แก่ พันธะทางการเมือง พันธะของรัฐบาล การเข้าถึงการเปลี่ยนแปลงของประเทศที่นำไปสู่การปฏิรูปการศึกษา และการปฏิรูปการศึกษา นอกจากนี้ ยังเน้นการบูรณาการเทคโนโลยีสารสนเทศ มาตรฐานในการพัฒนาสาขาวิชาชีพครู รูปแบบการพัฒนาปรับปรุงโดยอาศัยโรงเรียนเป็นฐาน การบริหารจัดการคุณภาพโรงเรียน รวมทั้งนโยบายการพัฒนาสาขาอาชีพครู และกรอบยุทธศาสตร์ในการแก้ไขปัญหาคุณภาพครู
- การจัดเตรียมครูเพื่อบรรลุเป้าหมายการศึกษาเพื่อปวงชน: มุ่งเน้นคุณภาพการศึกษาเพื่อนำไปสู่การวางแผนและการจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ประเทศไอร์แลนด์ เน้นเรื่องของความท้าทายในการวางแผนเพื่อพัฒนาครู ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของระบบการศึกษา การขาดแคลนครูในหลายประเทศ การใช้ประโยชน์และการบริหารจัดการครู นอกจากนี้ ประเทศตูนีเซียได้นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับความตระหนักถึงวัตถุประสงค์ของการบรรลุเป้าหมายการศึกษาเพื่อปวงชนของประเทศ พร้อมทั้งการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ บ่งชี้ถึงข้อมูลตัวชี้วัดเกี่ยวกับครู อาทิ ความต้องการ การวางแผน การบริหารจัดการ รวมทั้งสถานการณ์ปัจจุบันของประเทศในแง่ของการฝึกอบรมและช่องว่างของสาขาวิชาชีพครู และกลยุทธ์ในการส่งเสริมคุณภาพ (ICT และการพัฒนาฝึกอบรมครูประจำการ)

วันพุธที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ศธ.รวมพลังสร้างความปรองดองเพื่อเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย


นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย นายไชยยศ จิรเมธากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นางสาวนริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผู้บริหารระดับสูงกระทรวงศึกษาธิการ ครู นักเรียนสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมเปิดงาน ศธ.รวมพลังสร้างความปรองดองเพื่อเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๕๓ ณ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT) ซึ่งพิธีเปิดงานได้เชื่อมโยงสัญญาณการถ่ายทอดสดไปยัง จ.อุบลราชธานี พิษณุโลก และสุราษฎร์ธานี

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การประกาศแผนการปรองดองแห่งชาติ มีหัวใจสำคัญอยู่ที่การมีส่วนร่วมจากทุกคน เพื่อให้ประเทศกลับคืนสู่สภาวะปกติ สงบสุข เกิดความปรองดองและความสามัคคี ทุกคนที่เป็นเจ้าของประเทศจึงต้องเข้ามามีส่วนร่วมและมีส่วนสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้น โดยขอให้ทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมผลักดันอย่างเต็มที่ เต็มความสามารถ

ซึ่งในช่วง ๒-๓ สัปดาห์ที่ผ่านมามีหลายภาคส่วนแสดงเจตนารมณ์และเริ่มต้นกิจกรรม ทั้งริเริ่มด้วยตนเองของภาคธุรกิจ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น และที่ได้ประสานงานมายังหน่วยงานของรัฐ

การวางรากฐานให้สังคมมีความเข้มแข็งเป็นสังคมแห่งความปรองดองที่แท้จริง สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การพัฒนาคน การปลูกฝังจิตสำนึก ค่านิยมที่ถูกต้อง ทำให้คนมีความรู้ ความสามารถ มีคุณธรรม จริยธรรม และมีความพร้อมในการอยู่ร่วมกันในสังคม เป็นภารกิจที่รัฐบาลและ ศธ. ได้ดำเนินการภายใต้กรอบการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สองอยู่แล้ว ซึ่งการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สองที่มุ่งเน้นคุณภาพการศึกษา การสร้างความพร้อมให้คนไทยทุกคนได้เรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ หัวใจสำคัญของการปฏิรูปการศึกษาเรื่องคุณภาพ คือ คุณภาพของคนที่สะท้อนผ่านทักษะ และการดำรงชีวิต นอกจากระบบการศึกษาที่ให้ความรู้กับเด็กและเยาวชนแล้ว จะต้องสามารถปลูกฝังและสร้างทักษะของการดำรงชีวิต คือ การอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมที่มีความแตกต่างหลากหลายได้ การดำเนินการจะประสบความสำเร็จได้ ต้องมีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงกระบวนการการเรียนการสอน มีการเรียนรู้จากการปฏิบัติและการทำกิจกรรม ความคิดริเริ่มของทุกภาคส่วนใน ศธ. ไม่ว่าจะเป็น เด็ก นักเรียน นักศึกษา ทุกสังกัด โดยเฉพาะสังกัด กศน. ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ในระบบการศึกษา ได้ร่วมกิจกรรม เพื่อสะท้อนและกระตุ้นให้เกิดความตื่นตัวในเรื่องการใช้สิทธิเสรีภาพ การมีส่วนร่วม และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันในสังคม เพื่อนำไปสู่การสร้างวัฒนธรรมที่ดี พลเมืองที่ดีในสังคมประชาธิปไตย ซึ่งมีความหลากหลาย และสามารถใช้ความหลากหลายเป็นประโยชน์ในการสร้างสิ่งดีๆ แก้ไขปัญหาของตนเอง และชุมชนต่อไป

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงลักษณะสำคัญของ ศธ. ที่จะนำไปสู่การผลักดันแผนปรองดองแห่งชาติ ดังนี้

ศธ.ทำงานด้านการพัฒนาคนเป็นภารกิจหลัก และภารกิจเฉพาะ ซึ่งเป็นหัวใจของความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับคน

ศธ.ทำงานเกี่ยวกับความรู้และความจริง โดยการที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ จะต้องตั้งอยู่บนความมีสติ ซึ่งสติจะเกิดขึ้นได้ ก็ต้องฝึกฝนโดยใช้ฐานของความรู้ และใช้ความคิดในทางสร้างสรรค์ เพื่อแก้ไขปัญหา การใช้วิชาการ ความรู้ ความจริง และความคิดเชิงบวก จึงเป็นเครื่องมือและกุญแจสำคัญในการสร้างความปรองดอง

ศธ.เป็นกระทรวงแห่งอนาคต เพราะเป็นผู้สร้างคนรุ่นใหม่ขึ้นมาทดแทน เพื่อดูแล รับผิดชอบ และเป็นกำลังสำคัญของประเทศ ซึ่งพลังของเด็ก เยาวชน จะมีทั้งในเรื่องความกล้าหาญ ความคิดสร้างสรรค์ ถ้า ศธ.สามารถนำพลังเหล่านี้ออกมาในเชิงบวกได้ ก็จะเป็นพลังมหาศาลในการขับเคลื่อนไปสู่การเปลี่ยนแปลงในวงกว้าง ทั้งในระดับสังคม และประเทศชาติต่อไป

รมว.ศธ.กล่าวภายหลังเปิดงานว่า สำหรับการพัฒนาคนของ ศธ. นอกจากนักเรียน นักศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษา รวมทั้งผู้บริหารของ ศธ.แล้ว ยังมีผู้ปกครองที่จะร่วมกันรับผิดชอบดูแล และมีส่วนในการขับเคลื่อนเพื่อสร้างความปรองดองกับ ศธ.ด้วย ศธ.มีความจำเป็นที่จะต้องสร้างความรู้ ความเข้าใจ และเจตคติที่ดีในเรื่องวิถีชีวิตและความเป็นพลเมืองของคนไทย ซึ่งเป็นหน้าที่ของ ศธ.ที่จะต้องปรับหลักสูตร เปลี่ยนแปลงกระบวนการเรียนการสอน เร่งพัฒนาคนให้เคารพกติกา เคารพผู้อื่น เห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน ซึ่งเป้าหมายในการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง ก็เพื่อให้เป็นคนเก่ง ดี มีความสุข

นอกจากนี้ ศธ.ยังเกี่ยวข้องโดยตรงกับกำลังสำคัญในอนาคต การขับเคลื่อนเพื่อนำไปสู่การสร้างอนาคตที่ดีแก่ประเทศนั้น ไม่มีรากฐานใดจะสำคัญเท่ากับรากฐานด้านการศึกษา จึงเป็นหน้าที่ของ ศธ.ที่จะรวมใจและรวมพลังทุกภาคส่วน เพื่อให้เป็นพลังทวีคูณสนองตอบต่อนโยบายในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไทย จึงขอเชิญชวนให้ทุกคนร่วมเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย ร่วมใจปฏิรูปการศึกษา ร่วมกับ ศธ.ต่อไป.

วันอังคารที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ขยายเวลาโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ๒๕๕๕

มติ ครม. ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๕๓

สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย

โครงการปัจจัยสนับสนุนการศึกษา (โครงการยกระดับคุณภาพการศึกษาตามอัธยาศัย) รายการพัฒนาสถานีวิทยุโทรทัศน์เพื่อการศึกษา ได้รับอนุมัติเงินกู้ภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ.๒๕๕๒ วงเงิน ๓๕๗,๖๘๐,๐๐๐ บาท ขอขยายเวลาการลงนามในสัญญา ถึงสิ้นเดือนกันยายน ๒๕๕๓ โดยอยู่ระหว่างการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างด้วยเหตุสภาพเศรษฐกิจของประเทศ ส่งผลให้ราคาสินค้ามีการปรับตัวตลอดเวลา ประกอบกับรายการพัฒนาสถานีวิทยุโทรทัศน์เพื่อการศึกษาเป็นครุภัณฑ์พิเศษ ทำให้บริษัทไม่สามารถยื่นซองประกวดราคาได้ เนื่องจากวงเงินที่สำนักงบประมาณจัดสรร ๓๑๘,๘๔๕,๙๐๐ บาท ไม่เพียงพอ ซึ่งสำนักงบประมาณได้พิจารณาอนุมัติจัดสรรวงเงินกู้เพิ่มเติมอีก ๓๘,๘๓๔,๑๐๐ บาท รวมเป็นวงเงิน ๓๕๗,๖๘๐,๐๐๐ บาท อยู่ภายใต้กรอบวงเงินกู้ที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติและรายงานผลการพิจารณาให้คณะกรรมการฯ ทราบแล้ว

ดังนั้น คณะกรรมการฯ มีความเห็นว่าโครงการดังกล่าวเข้ากรณีที่ ๓ ตามมติ ครม.เมื่อวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๕๓ ซึ่งหน่วยงานที่ขอจัดสรรเงินสำหรับโครงการลงทุนภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งฯ ที่เป็นโครงการปีเดียวแล้ว และอยู่ระหว่างการพิจารณาอนุมัติจัดสรรเงินกู้เพิ่มเติมของสำนักงบประมาณ เมื่อได้รับการจัดสรรวงเงินกู้เพิ่มเติมแล้วให้หน่วยงานผู้รับผิดชอบโครงการมีระยะเวลาการลงนามในสัญญาการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินให้แล้วเสร็จภายใน ๑ ปี ดังนั้นหน่วยงานจะต้องลงนามในสัญญาให้แล้วเสร็จภายใน ๑๕ วันทำการ หลังจากสำนักงบประมาณดำเนินการอนุมัติจัดสรรวงเงินกู้เพิ่มเติม และการเบิกจ่ายเงินให้แล้วเสร็จภายใน ๑ ปี นับจากวันที่ได้รับจัดสรร

- สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)

ให้ขยายเวลาลงนามสัญญาเป็นภายในวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๓ และการดำเนินโครงการเป็นภายในวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๓ จำนวน ๙ โครงการ วงเงิน ๑๐,๕๙๓.๔๐ ล้านบาท ซึ่ง สพฐ.ได้รายงานว่า จากการติดตามเร่งรัดการดำเนินโครงการพบว่า มีโครงการที่ไม่สามารถลงนามในสัญญาได้ จำนวน ๙ โครงการ ในวงเงิน ๓,๐๘๔.๒๐ ล้านบาท โดยเหตุผลความจำเป็นที่ขอขยายเวลาลงนามสัญญาได้ มีรายละเอียดดังนี้

๑) โครงการเพิ่มประสิทธิภาพสถานศึกษา เนื่องจากอยู่ระหว่างการประมวลผลเพื่อทำการวิเคราะห์ข้อมูล และบางพื้นที่การศึกษายังส่งข้อมูลไม่ครบ รวมทั้งอยู่ระหว่างการประเมินผลโดยสถานศึกษาที่ไม่ผ่านการรับรองมาตรฐานจะเข้ารับการประเมินซ้ำทั้งหมด ๑๙๘ แห่ง

๒) โครงการลงทุนด้านการศึกษาและการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ เนื่องจากอยู่ระหว่างสรรหาผู้รับจ้างใหม่ เนื่องจากมีผู้รับจ้างเดิมจำนวนหนึ่งลาออก เนื่องจากได้งานใหม่ที่มั่นคงกว่า และการดำเนินโครงการต้องจัดเฉพาะช่วงปิดเทอมที่นักเรียนหยุดเรียนตรงกันทุกโรงเรียน

๓) โครงการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนสู่มาตรฐาน อยู่ระหว่างดำเนินการหาผู้รับจ้าง เนื่องจากตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลเดินทางยากลำบาก เพราะค่าขนส่งวัสดุแพง และอยู่ระหว่างการต่อรองกับผู้รับจ้าง เช่น โรงเรียนใน สพฐ. ๘๕ เขต นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมหลักภายใต้โครงการได้รับอนุมัติจัดสรรเงินจากสำนักงบประมาณเมื่อวันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๕๓ และโรงเรียนเป้าหมายแต่ละแห่งได้รับการจัดสรรเงิน ๒ ล้านบาท จึงต้องดำเนินการด้วยวิธี E-Auction ซึ่งต้องใช้เวลาประมาณ ๑ เดือนเป็นอย่างน้อย

๔) โครงการพัฒนาคุณธรรมและสร้างจิตสำนึกความเป็นไทยเพื่อพัฒนาเด็กไทยอย่างยั่งยืน ขณะนี้อยู่ระหว่างขออนุมัติการจ้างที่จังหวัดเชียงใหม่ สำรวจข้อมูลและจัดส่งข้อมูลบุคลากรด้านสังคม และอยู่ระหว่างหาผู้รับจ้าง และปรับปรุงเนื้อหาหนังสือเกี่ยวกับส่งเสริมการเรียนรู้ประวัติศาสตร์

๕) โครงการพัฒนาประเทศไทยเป็นศูนย์กลางศึกษาในภูมิภาค (Education Hub) เนื่องจากอยู่ระหว่างการคัดเลือกสื่อ และขออนุมัติการจ้าง รวมทั้งอยู่ระหว่างการปรับปรุงเครื่องมือนิเทศ ติดตาม และกำหนดปฏิทินติดตามในช่วงเวลาที่โรงเรียนจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ซึ่งการดำเนินโครงการต้องจัดช่วงปิดภาคเรียนที่ ๑ และต้องประสานกับหน่วยงานในกลุ่มประเทศอาเซียน โดยจะจัดช่วงเดือน ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๓

๖) โครงการยกระดับคุณภาพครูทั้งระบบ อยู่ระหว่างการดำเนินการปรับ TOR เพิ่มเติมและพิจารณาแนวทางในการประเมินและติดตามให้สอดคล้องกับการพัฒนาครูและผู้บริหารสถานศึกษา และหาผู้รับจ้างเพื่อต่อรองราคาและเงื่อนไขการจ้าง

๗) โครงการปัจจัยสนับสนุนด้านการศึกษา (โครงการจัดหาระบบคอมพิวเตอร์ และเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเพื่อการศึกษา) ซึ่งอยู่ระหว่างเสนอเรื่องไปยังสำนักงบประมาณ และไม่สามารถหาผู้จ้างได้ตามวงเงินงบประมาณที่ขอรับการจัดสรรเงินเพิ่ม ขอเพิ่มวงเงิน หรือปรับลดรายการ

๘) โครงการเพิ่มประสิทธิภาพของส่วนราชการ อยู่ระหว่างดำเนินการ เนื่องจากเป็นงบลงทุน โดยเฉพาะรายการที่มีวงเงิน ๒ ล้านบาทขึ้นไปจะต้องดำเนินการด้วยวิธี E-Auction ซึ่งต้องใช้เวลา และยีงมีค่าก่อสร้างบางรายการได้รับวงเงินต่อหลังต่ำกว่าราคากลางตามแบบ และอยู่ระหว่างการขอรับการจัดสรรเงินเพิ่ม หรือปรับลดรายการ

๙) โครงการพัฒนาการศึกษาเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ขณะนี้อยู่ระหว่างขออนุมัติเปลี่ยนแปลงพื้นที่ก่อสร้างศูนย์ครูใต้ยะลา โดยมีความจำเป็นต้องจัดซื้อที่ดิน และอยู่ระหว่างรอผลอนุมัติการก่อสร้างจากประธานกรรมการรัฐมนตรีพัฒนาพื้นที่พิเศษ ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้

@ ความก้าวหน้าการจัดตั้งสำนักงานกองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา และกองทุนพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา

ครม.ได้รับทราบความก้าวหน้าของร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานกองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา พ.ศ. .... และกองทุนพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. .... โดยหลังจากนี้จะส่งร่างกฎหมายทั้งสองฉบับซึ่งต้องตราเป็นพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งกองทุน ให้คณะกรรมการกฤษฎีการับไปดำเนินการยกร่างต่อไป

สำหรับความจำเป็นในการจัดตั้งสำนักงานกองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษานั้น เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ ที่ต้องการให้กองทุนจัดตั้งจากเงินอุดหนุนของรัฐ ค่าสัมปทาน และผลกำไรที่ได้จากการดำเนินกิจการด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชน และองค์กรประชาชน ส่วนการจัดตั้งกองทุนพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษานั้น เพื่อให้ ศธ. ได้ส่งเสริมให้มีการพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาให้มีคุณภาพและมาตรฐานที่เหมาะสมกับการเป็นวิชาชีพชั้นสูง ให้มีความพร้อม ความเข้มแข็งในการเตรียมบุคลากรใหม่และผู้ที่ประจำการอย่างต่อเนื่อง โดยรัฐต้องจัดสรรงบประมาณกองทุนดังกล่าวอย่างเพียงพอ.

วันจันทร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

สพท.รายงานผลประเมินเด็กป.2,ป.5,ม.2

จากการประชุมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทั่วประเทศ เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้มีการนำเสนอข้อมูลการประเมินผลทดสอบระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2,5 และมัธยมศึกษาปีที่ 2 ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ซึ่งในเบื้องต้น ระดับชั้นป.2 มี 75 สพท.ที่แจ้งผลพบว่ากลุ่มสาระภาษาไทย มีนักเรียนรับประเมิน 199,341 คน ได้คะแนนระดับดี 15.35% หรือ 30,598 คน ระดับพอใช้ 70.55% หรือ 140,635 คน และปรับปรุง 14.10% หรือ 21,807 คน, กลุ่มสาระคณิตศาสตร์ ประเมิน 199,341 คน พอใช้ 65.91% หรือ 131,385 คน ระดับดี 18.76% หรือ 37,396 คน และปรับปรุง 15.33% หรือ 30,558 คน ส่วนระดับชั้นป.5 มี 42 สพท.แจ้งผลโดยมีนักเรียนที่รับการ ประเมิน 109,508 คน ได้คะแนนระดับปรับปรุง 20.81% หรือ 22,788 คน พอใช้ 61.91% หรือ 67,884 คน ระดับดี 17.20% หรือ 18,835 คน, กลุ่มสาระคณิตศาสตร์ นักเรียนที่รับการประเมิน 109,508 คน ได้คะแนนระดับ ปรับปรุง 13.39% หรือ 14,663 คน ระดับพอใช้ 73.64% หรือ 80,641 คน และระดับดี 12.96% หรือ 14,192 คน

สำหรับระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มี 40 สพท.ที่ส่งผลการประเมิน พบว่ามีนักเรียนรับการประเมิน 129,277 คน กลุ่มสาระภาษาไทย ต้องปรับปรุง 11.27% หรือ 14,569 คน กลุ่มสาระวิชาคณิตศาสตร์ รับประเมิน 129,277 คน ต้องปรับปรุง 6.99% หรือ 9,036 คน.

เตรียมอุดม ชง สพฐ.เลื่อนสอบ ม.4 ก่อนกำหนด
เตรียมอุดม ชง สพฐ.เลื่อนสอบ ม.4 ก่อนกำหนด เหตุเด็กสมัครสอบล้น แต่รับได้น้อย ส่งผลเด็กพลาดหวัง มีปัญหาการจัดที่เรียนรอบ 2 เพียบ “ชินภัทร” ชี้ มีความเป็นไปได้ สั่งจัดทำความชัดเจนแนวทางจัดการ ก่อนเสนอ “ชินวรณ์” ออกประกาศต่อไป

วันนี้(19 ก.ค.) นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือการสอบของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ว่า ที่ประชุมได้หารือถึงการรับนักเรียน ร.ร.เตรียมอุดมศึกษา ในปีการศึกษา 2554 ซึ่งมีข้อเสนอจากทางโรงเรียน ว่า การรับนักเรียนเข้าศึกษาต่อในระดับชั้น ม.4 ในแต่ละปีนั้น มีผู้มาสมัครเป็นจำนวนมากจากทั่วประเทศกว่า 2 หมื่นคน แต่โรงเรียนสามารถรับนักเรียนได้เพียง 1,480 คนเท่านั้น ซึ่งทำให้มีผู้สมัครจำนวนมากพลาดโอกาสการสอบคัดเลือก ส่งผลให้นักเรียนต้องกลับมาหาที่เรียน เพราะปฏิทินการสอบคัดเลือกเข้าศึกษาต่อชั้น ม.4 เป็นการสอบพร้อมกันทั่วประเทศ และเมื่อพลาดโอกาสจาก ร.ร.เตรียมอุดม ทำให้เป็นปัญหาในการหาที่เรียนแม้จะมีการเปิดรับรอบ 2 ก็ตาม

นายชินภัทร กล่าวอีกว่า ร.ร.เตรียมอุดม จึงมีข้อเสนอให้มีการสมัครสอบเข้าเรียนชั้น ม.4 เป็นกรณีพิเศษ โดยเสนอให้มีการสอบก่อนปฏิทินทั่วไป เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักเรียนที่พลาดโอกาสสอบครั้งแรก ได้เข้ารับการศึกษาในโรงเรียนอื่นๆ ตลอดจนเพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้กับนักเรียนได้เลือกสถานศึกษาที่เหมาะสมตามศักยภาพของตนเอง และยังเปิดโอกาสให้นักเรียนโรงเรียนเอกชนได้เข้ามาสอบที่ ร.ร.เตรียมอุดม ได้เช่นกัน

ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นว่า ข้อเสนอดังกล่าวมีความเป็นได้ และพร้อมให้การสนับสนุน แต่ยังไม่สามารถดำเนินการหรือประกาศได้ทันที โดยที่ประชุมได้ให้ ร.ร.เตรียมอุดม กลับไปทำความชัดเจนข้อเสนอแนวทางในการบริหารจัดการให้เป็นโรงเรียนที่มีลักษณะพิเศษก่อน ถึงจะมีข้อยกเว้นในส่วนนี้ได้ หลังจากนั้น จะเสนอ นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รมว.ศึกษาธิการ ให้ความเห็นชอบออกเป็นประกาศ ศธ.ต่อไป

วันอาทิตย์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

สพฐ.เล็งโยกครู-ผอ.รร.ที่อยู่นานเกิน 10 ปี

ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ในการประชุมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (ผอ.สพท.) ทั่วประเทศ เมื่อเร็ว ๆ นี้ ตนได้มอบนโยบายให้ผอ.สพท. ได้สำรวจข้อมูลเพื่อพิจารณาเรื่องการสับเปลี่ยนโยกย้ายผู้อำนวยการโรงเรียนและครูที่อยู่นานเกิน 10 ปี เนื่องจากคณะอนุกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร ได้ตั้งข้อสังเกตในการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณประจำปี 2554 ว่า ผอ.โรงเรียนและครูควรมีวาระการดำรงตำแหน่ง โดยควรมีการหมุนเวียนกันบ้างเพื่อให้เกิดการตื่นตัวและมีช่องทางในการพัฒนาโรงเรียนให้ดีขึ้น เพราะระยะเวลาในการทำงานและการเปลี่ยนบรรยากาศจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คนทำงานเกิดความรู้สึกกระตือรือร้นได้

ดร.ชินภัทร กล่าวต่อไปว่า กรรมาธิการเห็นว่าการดำรงตำแหน่งของ ผอ.โรงเรียน น่าจะมีการหมุนเวียนให้เหมาะสม เพราะมองว่า ผอ.โรงเรียนไม่ควรบริหารอยู่โรงเรียนใดโรงเรียนหนึ่งนานเกิน 10 ปี ซึ่ง สพฐ.ได้มอบหมายให้ทุก สพท.ไปทำการสำรวจข้อมูลการดำรงตำแหน่งของ ผอ.โรงเรียนและครูทั่วประเทศว่ามีกี่คนที่อยู่ที่เดิมนาน 10 ปีขึ้นไปและ 15 ปีขึ้นไป เพื่อให้ได้ข้อสรุปมาหารือเพื่อหาแนวทางปฏิบัติต่อไป โดยจะเริ่มดำเนินการสำรวจภายในสัปดาห์นี้

“เรื่องการดำรงตำแหน่งเดิมนาน ๆ นั้น ในบางพื้นที่อาจ เป็นกรณียกเว้นตามเหตุผลทางราชการได้ เช่น ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบโครงการสำคัญ ๆ ซึ่ง ก็ต้องพิจารณาเป็นรายกรณี ว่ามีเหตุผลและความจำเป็นมากน้อยเพียง ใด แต่หากเป็นเหตุผลส่วนตัวก็อาจไม่ค่อยมีน้ำหนัก” เลขาธิการ กพฐ.กล่าว.


สพฐ.ยอมรับข้อมูลงบฯ ซื้อสื่อป.3รั่ว

นายแวดือราแม มะมิงจิ ประธานคณะอนุกรรมาธิการติดตามการบริหารงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในคณะกรรมาธิการ (กมธ.) กิจการองค์กรตามรัฐธรรมนูญและติดตามการบริหารงบประมาณ วุฒิสภา เปิดเผยความคืบหน้าภายหลังสรุปผลการตรวจสอบการจัดซื้อหนังสือโครงการแก้ปัญหานักเรียนชั้น ป.3 ที่อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ซึ่งใช้งบประมาณโครงการลงทุนตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งระยะที่ 2 หรือเอสพี 2 กว่า 100 ล้านบาท ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่มอบหมายให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) 185 เขตทั่วประเทศดำเนินการว่า จากข้อสรุปของคณะอนุกรรมาธิการทั้ง 6 ประเด็น ทาง สพฐ.ได้ส่ง น.ส.พจนีย์ เจนพนัส รองผู้อํานวยการสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา (สวก.) สพฐ. มาเป็นผู้แทน สพฐ.ชี้แจงกับคณะอนุกรรมาธิการ ดังนี้

1.บริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายหนังสือในโครงการนี้ทราบถึงรายละเอียดของโครงการและงบประมาณก่อน สพท. ซึ่งทางผู้แทนของ สพฐ.ชี้แจงว่า ยอมรับว่ามีสำนักพิมพ์ทราบข้อมูลโครงการนี้ก่อนจริง เมื่อเป็นเช่นนี้คณะอนุกรรมาธิการจึงมองว่า เหมือนเป็นการล็อคสเปคและเอื้อประโยชน์กับสำนักพิมพ์บางแห่ง

2.การจัดซื้อหนังสือของแต่ละ สพท.มีส่วนลดไม่เท่ากัน ทำให้รัฐเกิดความเสียหาย ทางผู้แทน สพฐ.ชี้แจง อ้างว่าสาเหตุที่แต่ละ สพท.ได้รับส่วนลดไม่เท่ากัน เพราะเปิดให้แต่ละแห่งเลือกซื้อหนังสือตามความต้องการของแต่ละเขตพื้นที่ ซึ่งจากข้อมูลที่ สพฐ.รายงานส่วนลดของ สพท.ต่างๆ ที่ได้รับ อาทิ สพท.ศรีสะเกษ เขต 2 ได้รับส่วนลดร้อยละ 40.79 สพท.จันทบุรี เขต 2 ร้อยละ 40.76 ในขณะที่อีก 32 เขตพื้นที่ฯ ได้รับส่วนลดร้อยละ 30-40, จำนวน 23 เขตพื้นที่ฯ ได้รับส่วนลดร้อยละ 25-29, จำนวน 45 เขตพื้นที่ฯ ได้รับส่วนลดร้อยละ 15-24 และอีก 58 เขตพื้นที่ฯ ได้รับส่วนลดร้อยละ 1-14 นอกจากนี้ มี สพท.ที่ไม่ได้รับส่วนลด 20 เขตพื้นที่ฯ จากข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การดำเนินการของหลาย สพท.ทำให้รัฐเสียหาย อีกทั้งส่วนใหญ่ส่วนลดที่ได้รับจะได้รับคืนในรูปแบบหนังสือเพิ่มจากจำนวนที่สั่งซื้อ ซึ่งพิจารณาในเชิงลึกเห็นว่า เอื้อประโยชน์ให้กับสำนักพิมพ์บางแห่งขายหนังสือได้มากขึ้น แทนที่จะได้ส่วนลดเป็นเงิน เพื่อประหยัดงบประมาณ

3.การพิจารณาคัดเลือกหนังสือของ สพท.ต่างๆ แม้จะดูมีความหลากหลาย แต่ผลการคัดเลือกหนังสือก็ออกมาเหมือนกัน ซึ่งข้อสรุปนี้ทางผู้แทน สพฐ.ได้ชี้แจงว่า เป็นเพราะมีสำนักพิมพ์เสนอตัวเข้ามาขายจำนวนน้อย จึงทำให้ตัวเลือกหนังสือมีน้อย ซึ่งจากข้อมูลก็พบว่ามีเพียงไม่กี่สำนักพิมพ์ที่ได้ขายหนังสือให้แก่ สพท. ได้แก่ บริษัท เอกสามารถ จำกัด ขายหนังสือให้กับ 50 เขตพื้นที่ฯ, บริษัท โกลบอล เอ็ด จำกัด ขายให้กับ 45 เขตพื้นที่ฯ และบริษัท แมทริกซ์ มีเดียส์ จำกัด ขายให้กับ 24 เขตพื้นที่ฯ นอกจากนี้ มีของบริษัทที่มีการจัดซื้อเป็นส่วนน้อย ได้แก่ ห้างหุ้นส่วนจำกัด อักษรศิลป์, บริษัท เกรท เอ็ดดูเคชั่น จำกัด, ศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันคุณภาพวิชาการ, บริษัท นิยมศึกษาภัณฑ์ จำกัด และสำนักพิมพ์สายน้ำใจ

4.เรื่องที่ สพฐ.มีคำสั่งให้ซื้อเฉพาะหนังสือเท่านั้น ทั้งที่การซื้อหนังสือเพียงอย่างเดียวไม่เหมาะสมกับแนวทางการแก้ปัญหานักเรียนชั้น ป.3 ที่อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ เพราะเด็กแต่ละคนมีปัญหาที่แตกต่างกัน ซึ่งทางผู้แทน สพฐ.ชี้แจงว่า วัตถุประสงค์โครงการต้องการจัดซื้อหนังสือเพื่อแก้ปัญหานักเรียนที่อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้

5.เรื่องการเร่งรีบใช้จ่ายงบประมาณตามคำสั่ง สพฐ. ทำให้เกิดความเสียหาย และไม่มีประสิทธิภาพ ผู้แทน สพฐ.ได้ชี้แจงว่า ไม่มีการสั่งให้เร่งดำเนินโครงการ แต่ สพฐ.กำหนดเวลาดำเนินการ 15 วัน แต่หากไม่ทันก็สามารถขอยืดเวลาได้ แต่จากการตรวจสอบของคณะอนุกรรมาธิการ พบว่ามีการสั่งการให้เร่งดำเนินการ จนทำให้ได้หนังสือไม่มีคุณภาพ และ

6.ประเด็นการจัดซื้อหนังสือที่มีความหลากหลายมากเกินไป ทางผู้แทน สพฐ.ชี้แจงว่า รูปแบบการจัดซื้อเป็นสิทธิของ สพท.ในการเลือกวิธีการจัดซื้อได้เอง โดยจากข้อมูลการชี้แจงพบว่า การดำเนินจัดซื้อมีความหลากหลายมากเกินไป โดยแบ่งเป็นสอบราคา ร้อยละ 52.97 วิธีพิเศษ ร้อยละ 33.51 และวิธีตกลงราคา ร้อยละ 10.52 คณะอนุกรรมาธิการจึงตั้งข้อสังเกตว่า ทำไม สพฐ.จึงไม่สั่งการให้เลือกซื้อวิธีใดวิธีหนึ่ง หรือเป็นเพราะเอื้อประโยชน์ให้กับใครหรือไม่

นายแวดือราแมกล่าวด้วยว่า ขณะนี้คณะอนุกรรมาธิการกำลังเร่งจัดทำรายละเอียดข้อสรุปทั้ง 6 ประเด็น เพื่อนำเสนอคณะกรรมาธิการกิจการองค์กรตามรัฐธรรมนูญฯ วุฒิสภา เพื่อให้เชิญนายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) มาชี้แจง เนื่องจากยังมีหลายประเด็นที่ทางผู้แทน สพฐ.ชี้แจงยังไม่ชัดเจน อาทิ ต้องตรวจสอบว่าข้อมูลโครงการนี้ที่รั่วไหลไปเอื้อประโยชน์ให้กับสำนักพิมพ์ใดหรือไม่ และประเด็นส่วนลดที่ไม่เท่ากัน รวมทั้งที่ สพฐ.ปล่อยให้มีรูปแบบจัดซื้อที่หลากหลายมากเกินไป โดยเฉพาะการใช้วิธีพิเศษ ซึ่งทำให้มองได้ว่าอาจจะเป็นช่องทางการล็อคสเปคและเอื้อประโยชน์ให้กับสำนักพิมพ์บางแห่ง

วันเสาร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

เครื่องมือจัดการความรู้ : 4 คำถาม 7 ขั้นตอนกับ AAR

AAR หรือ After Action Review หรือชื่อภาษาไทยเรียกว่า "การทบทวนหลังกิจกรรม" เป็นขั้นตอนหนึ่งในวงจรการทำงาน เป็นการทบทวนวิธีการทำงาน ทั้งด้านความสำเร็จและปัญหาที่เกิดขึ้่น ทั้งนี้ ไม่ใช่เพื่อค้นหาคนที่ทำงานผิดพลาด ไม่ใช่การกล่าวโทษใครทั้งสิ้น แต่เป็นการทบทวนเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ให้เกิดขึ้นอีก ในขณะเดียวกันก็คงไว้ซึ่งวิธีการที่ดีอยู่แล้ว

AAR มีใช้ครั้งแรกในกองทัพของสหรัฐอเมริกา เมื่อประมาณปี 1970 โดยมีวัตถุประสงค์ในขณะนั้นเพื่อพัฒนาศักยภาพของกองทัพ แก้ไขช่องโหว่ที่อาจทำให้เป็นรองฝ่ายตรงข้าม หรือทำให้สูญเสียทหารฝีมือดีในการทำศึกสงคราม และ สิ่งที่สำคัญคือการได้ฝึกการทำงานเป็นทีมไปพร้อมกันด้วย จนกระทั่งปี 1990 ภาคธุรกิจซึ่งเป็นภาคส่วนที่มีภาวะการแข่งขันสูงและแข่งขันตลอดเวลาเพื่อความอยู่รอดขององค์กร ได้เริ่มนำเทคนิคนี้มาใช้ในการทำงานเพื่อพัฒนาองค์กร เพื่อครองส่วนแบ่งการตลาดสูงขึ้นหรือเพื่อทำกำไรมากขึ้น ซึ่งจุดนี้เองที่ทำให้เทคนิคนี้ได้รับความสนใจอย่างมากมายต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

ทำไม AAR จีึงได้รับความสนใจมากมายนัก ลองมาดูกันว่าจุดเด่นของ AAR มีอะไรบ้าง

1. ทำให้เรียนรู้ว่าในการทำงานต่างๆ ไม่ควรชื่นชมความสำเร็จแต่เพียงด้านเดียว ต้องยอมรับปัญหาที่เกิดขึ้นด้วย และควรให้ความสนใจมากกว่าความสำเร็จด้วยซ้ำ เพราะ ปัญหาคือโอกาสในการพัฒนาคนเพื่อพัฒนางานนั่นเอง
2. ฝึกการรับฟังความคิดเห็นหรือคำแนะนำของเพื่อนร่วมงาน ที่อาจทำให้คุณได้รู้ว่า "ทุกปัญหามีทางออก" นั้นเป็นอย่างไร
3. ฝึกการทำงานเป็นทีม
4. สามารถใช้เทคนิคนี้กับงานทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นงานประจำที่ดูเหมือนว่าไม่สำคัญ เช่น การรับโทรศัพท์ การจัดประชุม ไปจนถึงโครงการระยะยาวที่ได้รับเงินสนับสนุนหลายพันล้านบาท
5. ผู้ที่เข้าร่วมคือเพื่อนร่วมงาน เพื่อนร่วมแผนก หรือทีมงาน ซึ่งเป็นจุดที่แตกต่างจาก Peer Assist ที่เป็นการขอคำแนะนำจากผู้รู้ภายนอกกลุ่ม

วิธีการในการทำ AAR ก็ไม่ยุ่งยากหรือซับซ้อนแต่อย่างใด เพียงแต่คุณตอบคำถาม 4 ข้อนี้ และทำให้ครบ 7 ขั้นตอนเท่านั้นเอง

4 คำถามกับ AAR คือ
1. สิ่งที่คาดว่าจะได้รับจากการทำงานคืออะไร
2. สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคืออะไร
3. ทำไมจึงแตกต่าง
4. สิ่งที่ได้เรียนรู้และวิธีการลด/แก้ความแตกต่างคืออะไร

7 ขั้นตอนกับ AAR คือ
1. ควรทำ AAR ทันทีหรือเร็วที่สุดหลังจากจบงานนั้นๆ
2. ไม่มีการกล่าวโทษ ซ้ำเติม ตอกย้ำซึ่งกันและกัน ไม่มีความเป็นเจ้านายหรือลูกน้อง มีแต่บรรยากาศที่เป็นกันเอง
3. มี "คุณอำนวย" คอยอำนวยความสะดวก กระตุ้น ตั้งคำถามให้ทุกคนได้แสดงความคิดเห็น ข้อเสนอแนะของตน
4. ถามตัวคุณเองว่าผลที่คาดว่าควรได้รับคืออะไร
5. หันกลับมาดูว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจริงคืออะไร
6. ความแตกต่างคืออะไร ทำไมจึงแตกต่าง
7. จดบันทึก เพื่อเตือนความจำว่า วิธีการใดบ้างที่คุณได้เคยนำมาแก้ปัญหาแล้ว อย่างไรก็ตามคุณต้องเข้าใจว่า คำตอบหรือวิธีแก้ปัญหาที่ได้จากการทำ AAR คงไม่ใช่คำตอบสุดท้่ายสำหรับงานของคุณ เพราะ เมื่อเวลาเปลี่ยนไป บริบทเปลี่ยนไป ย่อมทำให้เกิดปัญหาใหม่ได้ตลอดเวลา ซึ่งวิธีการแก้ปัญหาย่อมเปลี่ยนแปลงไปด้วย

บทความจาก: เว็บไซด์สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.)

การเปิดเสรีทางการศึกษา

รมว.ศธ. กล่าวว่า ศธ.จะต้องปรับตัวครั้งสำคัญ เพื่อเตรียมจัดการศึกษาให้รองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนของประเทศไทย เนื่องประชาคมอาเซียนมีข้อตกลงร่วมกันว่า ในปี ๒๕๕๘ จะต้องอยู่ภายใต้การค้าเสรี การที่จะให้ประชาคมอาเซียนสามารถรองรับการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ โดยเท่าเทียมกันด้วยการพัฒนาอย่างยั่งยืน การศึกษาจะเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้ประชาคมอาเซียนมีโอกาสแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ภาษา การสื่อสาร และได้ลงทุนร่วมกันในด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น ด้านเศรษฐกิจ การบริการ หรือวิถีชีวิตความเป็นอยู่

ประเทศไทยได้ทำความตกลงกับประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของประชาคมอาเซียน ประชาคมอาเซียน+3 และประชาคมอื่นๆ

ศธ.ในฐานะที่มีอำนาจ หน้าที่ ในการส่งเสริม กำกับดูแลการศึกษาทุกระดับและทุกประเภท กำหนดนโยบายและแผนมาตรฐานทางการศึกษา สนับสนุนทรัพยากรเพื่อการศึกษา มีภารกิจสำคัญในการเตรียมความพร้อมยุทธศาสตร์เพื่อรองรับการเปิดเสรีทางการศึกษา โดยเน้นการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับสถาบันอุดมศึกษาทั้งรัฐและเอกชน รวมถึงโรงเรียนเอกชนและโรงเรียนนานาชาติ เพื่อส่งเสริมให้มีสภาพของการแข่งขันทางการศึกษาให้เป็นไปตามกลไกทางการตลาด และสิ่งสำคัญที่สุด คือ การมุ่งเน้นให้การศึกษาสนองตอบต่อเป้าหมายของ ศธ.

การปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง นอกจากจะให้ความสำคัญในการพัฒนาพลเมืองยุคใหม่และพัฒนาให้เป็นพลเมืองดีในสังคมไทยแล้ว จะต้องเป็นพลเมืองของโลกที่สามารถอยู่ร่วมกันในประชาคมอาเซียนด้วย ซึ่งจะต้องมีศักยภาพในการแข่งขันกับประเทศในประชาคมอาเซียนได้ และในอนาคตต้องสามารถอยู่ในสังคมโลกได้อย่างมีความสุข

การปรับตัวครั้งสำคัญของการปฏิรูปการศึกษาครั้งนี้ เพื่อต้องการให้พลเมืองยุคใหม่เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก ดังนั้น การพัฒนาด้านกฎหมายเพื่อเตรียมความพร้อมในยุทธศาสตร์การพัฒนา เพื่อรองรับการเปิดเสรีทางการค้า เป็นเรื่องที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง

รมว.ศธ.กล่าวถึงความพร้อมการเปิดเสรีทางการศึกษาว่า จำเป็นจะต้องดำเนินการตามข้อตกลงของประชาคมอาเซียน ที่จะต้องเปิดเสรีทางการค้าในปี ๒๕๕๘ ศธ.โดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ได้ทำการวิจัยการพัฒนาด้านกฎหมายรองรับการเปิดเสรีทางการศึกษา นอกจากนั้น ในส่วนของ ศธ.มีนโยบายชัดเจนในการพัฒนาการศึกษา เพื่อรองรับการเป็นประชาคมอาเซียนร่วมกัน ซึ่งจะต้องพัฒนาทั้งในด้านการศึกษา ด้านวัฒนธรรม และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ขณะนี้ ศธ.ได้เตรียมพัฒนาหลักสูตร ชื่อว่า หลักสูตรอาเซียนศึกษา เพื่อให้เกิดความเข้าใจร่วมกัน และมีเจตคติในการอยู่ร่วมกันที่ดี เพื่อการขับเคลื่อนการเป็นประชาคมที่เข้มแข็งต่อไป

ในส่วนของสถาบันการศึกษา ได้มีการเตรียมพัฒนาสถาบันการศึกษาไปสู่มาตรฐานสากล มีหลักสูตรภาษาอังกฤษ มีการสอนเรื่องโลกศึกษา เพื่อให้นักเรียนเข้าใจการอยู่ร่วมกันในสังคมโลกต่อไปในอนาคต และ ศธ.ได้ดำเนินการร่วมมือกับภาคส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในการเปิดเสรีทางการค้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการลงทุน และการขอเปิดโรงเรียนนานาชาติเพิ่มมากขึ้น เพราะในอนาคตทุกประเทศมีสิทธิ์ร่วมลงทุน จึงจะต้องเตรียมการเพื่อรองรับการเคลื่อนไหวเรื่องนี้ด้วย

รมว.ศธ.กล่าวในตอนท้ายว่า ประเทศไทยจะต้องเป็นศูนย์กลางการศึกษา ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของ ศธ. คือ Education Hub เชื่อว่าคุณภาพด้านการศึกษาของไทยจะเป็นที่ยอมรับ และถ้ามีการพัฒนากฎหมายและพัฒนาการบริการที่ดีขึ้น จะทำให้การแข่งขันด้านการลงทุนทางการศึกษาและการพัฒนาการศึกษาของไทยเป็นที่สนใจในภูมิภาค ในความเป็นจริงการอยู่ในโลกเสรี ก็จะต้องมีการแข่งขันกัน ศธ.จึงต้องพัฒนาตนเองขึ้นมาเพื่อรองรับการแข่งขันที่จะเกิดขึ้นในอนาคตต่อไป.

วันพฤหัสบดีที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

การประชุมสัมมนา ผอ.สพท.


โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ กรุงเทพฯ - นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบนโยบายเร่งด่วน ๓ ข้อในการประชุมสัมมนาผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (ผอ.สพท.) ทั่วประเทศ ครั้งที่ ๒/๒๕๕๓ เมื่อวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๕๓

รมว.ศธ.กล่าวว่า ในการประชุมสัมมนาครั้งนี้ มีนโยบายเร่งด่วน ๓ เรื่องให้ ผอ.สพท.ร่วมกันขับเคลื่อนนโยบาย ดังนี้

๑) การปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง ขณะนี้ ศธ.ได้ดำเนินการจัดทำ Roadmap ขับเคลื่อนหลักสูตรการเรียนการสอน ซึ่งได้มีการมอบให้ส่วนราชการต่างๆ เป็นทั้งเจ้าภาพหลักและเจ้าภาพร่วม เพื่อให้การขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สองเป็นไปตามเป้าหมาย มีแผนงาน กิจกรรม งบประมาณอย่างชัดเจน สามารถขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การปฏิรูปการศึกษาได้อย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้น ผอ.สพท.จะต้องนำยุทธศาสตร์เหล่านี้ไปสู่การปฏิบัติจริงในสถานศึกษา ให้เป็นพลังการขับเคลื่อนและเดินหน้าอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
๒) คุณภาพผู้เรียนในแต่ละช่วงชั้น ซึ่งถือเป็นเป้าหมายและจุดเน้นในการจัดการศึกษา โดยได้มอบหมายให้ สพฐ.พัฒนากระบวนการเรียนรู้ หลักสูตร และกระบวนการประเมินผลคุณลักษณะของผู้เรียนให้เห็นภาพชัดเจน มุ่งเน้นการยกระดับพัฒนาคุณภาพผู้เรียนในแต่ละช่วงชั้นการศึกษาอย่างชัดเจน ดังนี

ป.๑-๓ อ่านออก เขียนได้ คิดเลขเป็น ทักษะการคิดขั้นพื้นฐาน การสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ ทักษะชีวิต
ป.๔-๖ อ่านคล่อง เขียนคล่อง คิดเลขคล่อง ทักษะการคิดขั้นพื้นฐาน ทักษะชีวิต การสื่อสารอย่างสร้างสรรค์
ม.๑-๓ ทักษะการคิดขั้นสูง ทักษะชีวิต การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยี รักการเรียนรู้ แสวงหาความรู้ด้วยตนเอง การสื่อสารอย่างสร้างสรรค์
ม.๔-๖ ทักษะการคิดขั้นสูง ทักษะชีวิต การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยี รักการเรียนรู้ แสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ความเป็นพลเมืองดี ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) การสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ การใฝ่รู้ ใฝ่ดี คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น

๓) เรื่องเฉพาะหน้าที่จะดำเนินการ ให้การศึกษาเป็นธงนำในการปฏิรูปการศึกษาและนำเข้าสู่แผนการปรองดอง ซึ่งเชื่อมั่นว่าเพื่อนครูจะช่วยดำเนินการในเรื่องนี้ให้เป็นจริง สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการเดินหน้าประเทศด้วยแผนปรองดอง และใช้การศึกษาสร้างความเป็นพลเมืองดีและสร้างภาคีเครือข่าย ตลอดถึงการประชาสัมพันธ์ เพื่อให้เกิดพลเมืองยุคใหม่ที่เป็นเป้าหมายหลักของการปฏิรูปการศึกษาอยู่แล้ว

รมว.ศธ.กล่าวด้วยว่า นอกจากนโยบายดังกล่าวแล้ว ยังได้ฝากเรื่องการสร้างขวัญกำลังใจให้เพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา จึงได้มีนโยบายให้ ผอ. สพท.ขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ไปสู่การปฏิบัติได้อย่างแท้จริง.

วันพุธที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

มหกรรมรักการอ่าน "อ่านเทิดไทย


นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานพิธีเปิดงานมหกรรมรักการอ่าน "อ่านเทิดไทย" ผนึกกำลังอ่านเพื่อสร้างไทยให้ไพบูลย์ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ ๑๔-๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๓ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมีผู้บริหารระดับสูงของ ศธ. นักเรียน ครู บุคลากรทางการศึกษา เข้าร่วมกว่า ๑,๐๐๐ คน

รมว.ศธ. กล่าวว่า การปลูกฝังส่งเสริมนิสัยรักการอ่านนั้น ประเทศไทยมีสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเป็นแบบฉบับที่ดี ควรค่าแก่การยกย่อง “แม่ของแผ่นดิน” อย่างสูงสุด โดยพระองค์ทรงมีพระจริยาวัตรและพระอุปนิสัยเป็นที่ประจักษ์แก่ประชาชนชาวไทย ปรากฏดังพระฉายาลักษณ์ที่ทรงสอนหนังสือและเล่านิทานพระราชทานแก่พระราชโอรส พระราชธิดา พระองค์ทรงเป็นนักอ่านที่มีพระราชวิจารณญาณอย่างลึกซึ้ง เมื่อทรงอ่านพบสิ่งใดที่น่าสนใจเป็นประโยชน์ต่ออาณาประชาราษฎร์ จะทรงอ่านและบันทึกลงในแถบบันทึกเสียงพระราชทานแก่ราษฎรในชนบทได้ฟัง สำหรับหนังสือไทยที่น่าอ่านสำหรับเด็กและเยาวชนไทย ตามพระราชวิจารณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้แก่ พระอภัยมณี รามเกียรติ์ นิทานชาดก อิเหนา พระราชพิธีสิบสองเดือน และกาพย์เห่เรือเจ้าฟ้ากุ้ง (เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร)

การส่งเสริมเด็กและเยาวชนไทยให้มีนิสัยรักการอ่าน และเป็นนักอ่านที่ดี นับเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้กับประเทศชาติ เพราะการอ่านหนังสือทำให้มีการเปลี่ยนแปลงได้ ทั้งในด้านความคิดและพฤติกรรม หากส่งเสริมและพัฒนาทักษะการอ่านได้ถึงแก่นแท้อย่างมีวิจารณญาณ ก็จะก่อให้เกิดนวัตกรรมด้านความคิด และพฤติกรรมที่พัฒนาคุณภาพชีวิตได้อย่างมั่นคง จึงขอเชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมรณรงค์ส่งเสริมให้คนไทยเป็นนักอ่าน และขอเชิญชวนประชาชนมาเยี่ยมชมงาน โดยเฉพาะหากโรงเรียนหรือผู้ปกครองได้พาบุตรหลานมาเที่ยวชมงานด้วย ก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง รมว.ศธ.ต้องการเห็นว่า คนไทยให้ความสำคัญกับการอ่าน โดยเฉพาะปีนี้เป็นปีที่ยกระดับให้การอ่านเป็นวาระแห่งชาติ นอกจากนี้ในปี ๒๕๕๒-๒๕๖๑ เป็นทศวรรษแห่งการอ่านอีกด้วย

รมว.ศธ.กล่าวถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับการลดภาษีเพื่อส่งเสริมการอ่านว่า ครม.ได้มอบหมายให้ ศธ.หาข้อยุติเรื่องการลดหย่อนภาษีที่ ศธ.เสนอทั้ง ๓ ส่วน คือ ลดหย่อนภาษีสำหรับผู้บริจาคหนังสือให้กับสถานศึกษา ลดหย่อนภาษีให้กับผู้ซื้อหนังสือ และลดหย่อนให้กับผู้ผลิตหนังสือหรือสื่อการเรียนการสอน ซึ่งขณะนี้ รมว.ศธ.ได้แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณาในเรื่องนี้แล้ว โดยคาดว่าภายในเดือนกรกฎาคม จะสามารถนำเรื่องกลับเข้าสู่ที่ประชุม ครม.ได้ ซึ่งในความเป็นจริงทุกฝ่ายก็เห็นด้วย เพราะการยกให้การอ่านเป็นวาระแห่งชาติ ก็จะต้องมีมาตรการเพื่อจูงใจให้คนไทยรักการอ่านเพิ่มมากขึ้น

การลดหย่อนภาษีให้กับผู้ซื้อหนังสือ จะมีการหารือในรายละเอียดเพิ่มเติม เพื่อหาวิธีการนำข้อมูลไปใช้ลดหย่อนภาษี รวมทั้งการลดหย่อนสำหรับผู้ผลิตหนังสือจะต้องหารือร่วมกับกรมสรรพากรต่อไป.

วันอังคารที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

Roadmap ขับเคลื่อนหลักสูตรการเรียนการสอน

รมว.ศธ.กล่าวว่า สพฐ.ได้รายงานถึงการปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอน โดยมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพผู้เรียนในแต่ละระดับการศึกษา ดังนี้

ป.๑-๓ อ่านออก เขียนได้ คิดเลขเป็น ทักษะการคิดขั้นพื้นฐาน การสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ ทักษะชีวิต
ป.๔-๖ อ่านคล่อง เขียนคล่อง คิดเลขคล่อง ทักษะการคิดขั้นพื้นฐาน ทักษะชีวิต การสื่อสารอย่างสร้างสรรค์
ม.๑-๓ ทักษะการคิดขั้นสูง ทักษะชีวิต การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยี รักการเรียนรู้ แสวงหาความรู้ด้วยตนเอง การสื่อสารอย่างสร้างสรรค์
ม.๔-๖ ทักษะการคิดขั้นสูง ทักษะชีวิต การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยี รักการเรียนรู้ แสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ความเป็นพลเมืองดี ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) การสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ การใฝ่รู้ ใฝ่ดี คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น

รมว.ศธ.ยังได้มอบหมายให้ สพฐ.ไปหารือร่วมกันกับคณะทำงานด้านการศึกษาเพื่อความเป็นพลเมืองของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) และคณะทำงานด้านการลูกเสือฯ ของสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อบูรณาการกิจกรรมทั้งหมดเข้าด้วยกัน ทั้งด้านทักษะ ที่เน้นในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา เพื่อความเป็นพลเมือง และที่เกี่ยวข้องกับลูกเสือ เนตรนารี เมื่อมีความชัดเจนแล้ว ก็จะได้ประกาศเป็นทิศทางในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน รวมทั้งให้มีการประสานกับสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) เพื่อให้มีการประเมินผล วัดผลให้สอดคล้องกับจุดเน้นและให้เกิดผลอย่างจริงจังต่อไป.

คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบกับมติคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ เกี่ยวกับแนวทางการจัดสรรเงินรางวัลประจำปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๕๒ สำหรับส่วนราชการ จังหวัด และสถาบันอุดมศึกษาที่ไม่มีเงินเหลือจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๕๒ หรือมีอยู่ไม่เพียงพอ ตามที่สำนักงาน ก.พ.ร.เสนอ

โดยให้ใช้เงินงบประมาณ งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายการปรับเงินค่าตอบแทนบุคลากรภาครัฐ ที่คงเหลือจากการจัดสรรเงินรางวัลและเงินเพิ่มพิเศษสำหรับผู้บริหาร ก่อนปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๕๒ ซึ่งมีการกันเงินไว้เบิกเหลื่อมปีและขยายเวลาการเบิกจ่ายเงินไว้แล้ว จำนวน ๑,๐๗๓,๖๒๙,๒๕๕ บาท และเพื่อให้การเบิกจ่ายเงินรางวัลประจำปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๕๓ ได้รวดเร็ว เห็นควรดำเนินการดังนี้

ให้ส่วนราชการ จังหวัดและสถาบันอุดมศึกษา ที่มีเงินเหลือจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๕๒ สามารถโอนเปลี่ยนแปลงรายการเงินงบประมาณเหลือจ่ายประจำปีงบประมาณ ไปตั้งจ่ายในรายการเงินรางวัลสำหรับผู้บริหารและผู้ปฏิบัติของหน่วยงานเพื่อใช้สำหรับการจัดสรรเป็นเงินรางวัล ไม่ต้องขอทำความตกลงกับสำนักงบประมาณเป็นรายๆ ไป ทั้งนี้ เป็นการผ่อนผันวิธีปฏิบัติตามระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ พ.ศ.๒๕๔๘ และที่แก้ไขเพิ่มเติม

ให้กระทรวงการคลัง อนุมัติการกันเงินไว้เบิกเหลื่อมปีและการขยายเวลาการเบิกจ่ายเงินงบประมาณเหลือจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๕๒ เพื่อนำมาจัดสรรเป็นเงินรางวัลประจำปีงบประมาณ ตามมติ ครม.เมื่อวันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๕๒ และวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๕๓

ให้ส่วนราชการ จังหวัด และสถาบันอุดมศึกษา ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.พ.ร.กำหนดและคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบแล้วเมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๕๓ โดยควรให้ความสำคัญกับผู้ปฏิบัติ และไม่ควรนำเงินรางวัลที่ได้รับจัดสรรไปหารเฉลี่ยให้เท่ากันทุกคน แต่ต้องมีการประเมินผลการปฏิบัติราชการและควรให้กับผู้ปฏิบัติที่มีความร่วมมือในการสร้างผลงานให้ส่วนราชการฯ รวมทั้งผู้ที่มีความทุ่มเทและมีผลงานให้ส่วนราชการฯ บรรลุเป้าหมายตามแผนปฏิบัติราชการและตามคำรับรองการปฏิบัติราชการประจำปี

ทั้งนี้ บุคลากรภาครัฐระดับผู้บริหารไม่ได้รับสิทธิในการจัดสรรเงินรางวัลดังกล่าว

วันจันทร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

การประชุมการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา

โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ กรุงเทพฯ - นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดและบรรยายการประชุมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (สำนักงาน ก.ค.ศ.) โดยมีผู้เข้าร่วมประชุม ๗๖๐ คน

เมื่อวันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๕๓ รมว.ศธ.ได้เป็นประธานเปิดและบรรยายพิเศษในการประชุมเชิงปฏิบัติการ โดยมีประธาน อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา, ผู้แทน ก.ค.ศ., ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่, ผู้อำนวยการกลุ่มบริหารงานบุคคล และผู้ที่หัวหน้าส่วนราชการมอบหมายเป็นอนุกรรมการและเลขานุการ จำนวน ๗๖๐ คน ใน ๑๘๕ เขตพื้นที่การศึกษาเข้าร่วมประชุม โดย รมว.ศธ.ได้กล่าวว่าเป้าหมายหลักที่ได้ให้นโยบายในการประชุมครั้งนี้คือ เรื่องขวัญกำลังใจของข้าราชการครู ๗ แสนคนทั่วประเทศ ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับ ๓ เรื่องที่สำคัญ คือ

- การผลิต การพัฒนา และการใช้ครู โดยได้ให้นโยบายชัดเจนว่าสำนักงาน ก.ค.ศ.และผู้เกี่ยวข้องจะต้องวางแผนระบบรากฐานที่ดีในการผลิต การพัฒนา และการใช้ครูทั้งระบบ เพื่อทดแทนอัตราครูที่จะเกษียณอายุราชการจำนวน ๑๘๐,๐๐๐ คนในช่วง ๑๐ ปีข้างหน้านี้ ให้ได้คนที่เก่งและดีเข้ามาเป็นครู ไม่ใช่ใครก็ได้เข้ามาเรียนครู โดยเน้นไปที่การผลิตครูยุคใหม่ และการผลิตครูของครูให้มีคุณภาพ เพราะครูที่มีคุณภาพจะส่งผลถึงคุณภาพทางการศึกษาทั้งระบบ

- การพัฒนาระบบค่าตอบแทนและวิทยฐานะของครู โดยพยายามผลักดันให้มีพระราชบัญญัติเงินเดือนและเงินวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เพราะขณะนี้ได้เสนอเรื่องนี้ไปแล้ว แต่ยังไม่ได้คำตอบเลยว่าจะนำเข้าที่ประชุม ครม.พิจารณาเมื่อใด เหตุที่ต้องการผลักดันกฎหมายดังกล่าวก็เพื่อจูงใจให้คนเก่งเข้ามาเรียนครูให้มากขึ้น จึงจำเป็นต้องพัฒนาระบบค่าตอบแทนต่างๆ นอกจากนี้ในเรื่องวิทยฐานะของครู จะต้องปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์และวิธีการในการประเมินวิทยฐานะ เปลี่ยนจากเน้นในการจัดทำเอกสาร เป็นการประเมินตามผลงาน ดังนั้นหากครูที่ได้รับรางวัลครูดีเด่นหรือเป็นผู้คิดค้นนวัตกรรมทางการศึกษาแนวใหม่ ก็สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการเลื่อนวิทยฐานะได้ ซึ่งการประเมินผลงานเชิงประจักษ์ของครู จะช่วยทำให้ครูมีเวลาในห้องเรียนมากขึ้น อันจะนำไปสู่คุณภาพผู้เรียนอย่างแท้จริง

- การบริหารจัดการที่เป็นธรรมาภิบาล โดยได้ให้นโยบายว่าในการแต่งตั้ง โยกย้าย เลื่อนขั้นเงินเดือนในปัจจุบัน จะต้องมีความโปร่งใส บริสุทธิ์ ยึดความสามารถ ความอาวุโส ตามหลักธรรมาภิบาล เมื่อเร็วๆ นี้ตนได้แต่งตั้งรองเลขาธิการ ก.ค.ศ.จำนวน ๒ ราย ก็ได้ยึดระบบคุณธรรมดังกล่าว จึงขอให้มั่นใจและร่วมมือกัน ไม่ให้เกิดการวิ่งเต้นหาผลประโยชน์เหมือนข่าวในช่วงที่ผ่านๆ มาอีกต่อไป

รมว.ศธ.กล่าวถึงนโยบายในภาพรวมถึงการแก้ปัญหาหนี้สินครูด้วยว่า หากใครมองว่าครูมีหนี้สินเพียงด้านเดียวตนจะคัดค้าน เพราะเชื่อว่าทุกสาขาอาชีพต่างก็มีหนี้สิน เพียงแต่ครูทั่วประเทศมีจำนวนมากจึงทำให้ครูมีหนี้สินรวมกว่า ๓ แสนล้านบาท แต่ขณะเดียวกันครูก็มีเงินออมทั้งระบบมากถึง ๑ แสนล้านบาท ที่ผ่านมาธนาคารต่างๆ ต่างต้องการแก้ไขปัญหาโดยให้ครูกู้เงิน เพราะ NPL หรือสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของครูต่ำมากเพียงร้อยละ ๐.๓ เท่านั้น ดังนั้น การแก้ปัญหาหนี้สินครูจึงต้องมาดูการบริหารจัดการทั้งระบบเงินออมและระบบเงินกู้ให้มีประสิทธิภาพ ให้ครูมีอำนาจต่อรองมากที่สุด และได้รับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำที่สุด ขณะนี้ ศธ.ได้ตั้งคณะทำงานเพื่อรวบรวมข้อมูลหนี้สินครูอย่างเป็นระบบแล้ว จากนั้นจะนำผลให้คณะกรรมการระดับชาติ ซึ่งมีกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงการคลังดูแล พิจารณาดำเนินการอย่างเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของครูให้มากที่สุด

ด้านนายประเสริฐ งามพันธุ์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (เลขาธิการ ก.ค.ศ.) กล่าวเพิ่มเติมถึงการประชุมในครั้งนี้ว่า เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของอนุกรรมการใน อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา และ อ.ก.ค.ศ.ที่ ก.ค.ศ.กำหนดตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.๒๕๔๗ และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๕๑ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน ซึ่งจะทำให้อนุกรรมการสามารถนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับจากการประชุม ไปพัฒนาการบริหารงานบุคคลของครูและบุคลากรทางการศึกษาต่อไป โดยกำหนดการประชุมตั้งแต่วันที่ ๑๒-๑๔ กรกฎาคม ๒๕๕๓.

วันเสาร์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ความก้าวหน้าการดำเนินงานขององค์กรหลัก

รมว.ศธ.กล่าวว่า องค์กรหลักได้รายงานผลการนำนโยบายที่ได้กำหนดไว้แล้วไปปฏิบัติจริง โดยมีแผนและกรอบการปฏิบัติงานที่ชัดเจน ดังนี้

ความก้าวหน้าการดำเนินงานตามแผนปรองดองแห่งชาติของ ศธ. ได้มีการแต่งตั้งคณะทำงานและดำเนินการตามแผนปรองดองเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย ได้กำหนดระยะเร่งด่วนดำเนินการตั้งแต่เดือนกรกฎาคม-กันยายน ๒๕๕๓ ซึ่งมีกิจกรรมตอบสนองยุทธศาสตร์ทั้ง ๔ ด้าน ประกอบด้วย กิจกรรม ศธ.รวมพลังเพื่อเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย ในวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๕๓ การพัฒนาการเรียนการสอนให้ทุกสถานศึกษานำการเรียนการสอนเข้าสู่แผนปรองดอง โดยเริ่มต้นจากตัวนักเรียนในการกล่าวคำปฏิญาณเพื่ออยู่ร่วมกันในสังคมประชาธิปไตย การสร้างเครือข่ายและยกย่องพลเมืองดีเป็นบุคคลต้นแบบ การรณรงค์เพื่อขยายผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการเยี่ยมบ้านนักเรียน เริ่มในเดือนสิงหาคม ๒๕๕๓ และการประชาสัมพันธ์เพื่อขยายผลนำไปสู่การใช้การศึกษาเพื่อความเป็นพลเมืองดี ศธ.ได้มีมติให้นำเรื่องนี้เข้า ครม.เพื่อรับทราบในสัปดาห์ต่อไป เนื่องจากการใช้การศึกษาเพื่อเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย ศธ.ต้องได้รับความร่วมมือจากภาคส่วนอื่นด้วย จึงได้มอบหมายให้ สกศ. เสนอเรื่องเข้าสู่ที่ประชุม ครม.เพื่อรับทราบต่อไป

ความคืบหน้าเพลิงไหม้อาคารเรียนโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ โรงเรียนได้มอบให้วิศวกรที่ปรึกษาของโรงเรียน สถาปนิกและภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ร่วมจัดทำรายละเอียดเกี่ยวกับการซ่อมแซมปรับปรุงอาคาร และจัดทำรายละเอียดเกี่ยวกับงบประมาณ จำนวนทั้งสิ้น ๑๓๐ ล้านบาท เพื่อปรับปรุงซ่อมแซมห้องเรียน โดยห้องเรียนชั้นที่ ๔-๗ ให้สามารถใช้งานได้ภายในเดือนสิงหาคม ๒๕๕๓ สำหรับศูนย์วิทยบริการ ห้องฉายภาพเสมือนจริงดาราศาสตร์สามมิติ จะดำเนินการให้ใช้งานได้ก่อนเปิดภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๕๔ ซึ่งที่ประชุมมีมติให้โรงเรียนจัดทำรายละเอียดงบประมาณ เพื่อ ศธ.จะได้เสนอขออนุมัติงบประมาณกลางกรณีฉุกเฉินจาก ครม.ต่อไป

รางวัลเจ้าฟ้ามหิดล ซึ่ง สกอ.ได้เสนอให้เป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรการศึกษาของ สกอ. แต่เนื่องจากหลักสูตรดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับหน่วยงานอื่นด้วย ไม่ว่าจะเป็น สกอ. สอศ. และ สป. ที่ประชุมจึงมีมติให้ สกอ. ตั้งคณะทำงานเพื่อหารือกับองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับหลักสูตร ว่าควรจะเป็นหลักสูตรใด มีความเชื่อมต่อในแต่ละระดับการศึกษาอย่างไร โดยให้นำผลการหารือเสนอต่อที่ประชุมองค์กรหลักภายใน ๓ เดือน

นโยบายส่งเสริมการจัดตั้งหน่วยลูกเสือประชาธิปไตยในโรงเรียน สำนักงานการลูกเสือยุวกาชาด และกิจการลูกเสือ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ ได้เสนอการจัดตั้งหน่วยลูกเสือประชาธิปไตยในทุกสังกัด โดยให้มีกองลูกเสือทุกโรงเรียน มีผู้บังคับบัญชาและลูกเสือที่ผ่านการอบรมลูกเสือประชาธิปไตยอย่างน้อย ๓๖ คน และจะเปิดตัวโครงการลูกเสือประชาธิปไตย ในวันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๕๓ ที่สนามศุภชลาศัย คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานจำนวนกว่า ๒๐,๐๐๐ คน โครงการเร่งด่วนจัดตั้งลูกเสือประชาธิปไตยนั้น จะดำเนินการทั้งหมด ๔๔ โรงเรียน จำนวน ๑,๕๘๔ คนภายใน ๒ เดือน โดยนำหลักการของลูกเสือประชาธิปไตย ๖ ข้อ ได้แก่ การอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขในระบอบประชาธิปไตย ลูกเสือกับสถาบันหลักของชาติ ลูกเสือกับการปกครองประชาธิปไตย ลูกเสือกับอำนาจอธิปไตย ลูกเสือกับหลักการประชาธิปไตย และลูกเสือกับการศึกษาเพื่อความเป็นพลเมือง เป็นจุดเริ่มต้นในการบูรณาการเพื่อใช้การศึกษาเพื่อสร้างความเป็นพลเมือง และหลักสูตรลูกเสือมุ่งเน้นการเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ เน้นความมีวินัย มีกติกา ซื่อสัตย์ และเสียสละ ซึ่งเป็นหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับคุณธรรม จริยธรรม

โครงการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน ศธ.จะจัดมหกรรมรักการอ่าน ในวันที่ ๑๔-๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๓ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งร่วมกับสมาคมรักการอ่านและสมาคมโรงพิมพ์หนังสือเอกชน ซึ่งจะมีพิธีเปิดในวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๓.๓๐ น. โดย รมว.ศธ.เป็นประธานพิธีเปิด กิจกรรมในงานประกอบด้วย นิทรรศการเทิดพระเกียรติพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ สป.รับผิดชอบ อ่านตั้งแต่เล็ก สกศ.รับผิดชอบ เด็กรักการอ่าน สพฐ.รับผิดชอบ อ่านเพื่อชีวิต กศน.รับผิดชอบ อ่านคิดค้นคว้า สกอ.รับผิดชอบ อ่านสร้างอาชีพ สอศ.รับผิดชอบ นักอ่านยุวชน สช.รับผิดชอบ อ่านวิทย์คิดสนุก สสวท.รับผิดชอบ เศรษฐกิจพอเพียง สป.รับผิดชอบ นอกจากนี้จะมีภาคีรักการอ่านเข้าร่วมกิจกรรมด้วย ไม่ว่าจะเป็น สสส. TK Park นานมีบุคส์ และหอสมุดแห่งชาติ จึงขอเชิญชวนส่วนภูมิภาคจัดกิจกรรมรักการอ่านพร้อมกันทั่วประเทศ ในวันที่ ๑๔-๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๓

ความก้าวหน้าการแก้ไขปัญหานักเรียนช่วงชั้นที่ ๑ ป.๑-ป.๓ อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ เป็นที่สนใจหลังจากมีข่าวเผยแพร่ออกไปทางสื่อมวลชนว่า สภาพปัญหาการอ่าน การเขียนของนักเรียนชั้น ป.๑-ป.๓ ต่ำกว่าเกณฑ์จากการประเมิน National Test- NT ซึ่งในปีการศึกษา ๒๕๕๑ มีนร.ที่ยังอ่านไม่ออก ๔๙,๐๐๐ คน เขียนไม่ได้ ๔๙,๐๐๐ คน ปีการศึกษา ๒๕๕๒ มีนักเรียนอ่านไม่ออก ๓๗,๐๐๐ คน เขียนไม่ได้ ๔๒,๐๐๐ คน จากสภาพปัญหาที่เด็กอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ศธ.ได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก จึงได้มีโครงการเข้าไปช่วยเหลือดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็น โครงการจัดทำหนังสือเพื่อการอ่านคล่องเขียนคล่อง โครงการพัฒนาครูเพื่อส่งเสริมการอ่าน โดยได้กำหนดแนวทางแก้ไขปัญหา และมอบหมายให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาร่วมกับโรงเรียน วิเคราะห์สภาพปัญหาของเด็กที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ จัดทีมผู้เชี่ยวชาญเพื่อสอนเสริมเรื่องการอ่าน ตลอดจนกำกับติดตามให้โรงเรียนแก้ปัญหาสำหรับนักเรียนที่ยังมีความสามารถด้านการอ่านต่ำกว่าเกณฑ์ นอกจากนั้น ได้มอบให้ สพฐ.เป็นเจ้าภาพหลักในการเร่งรัดติดตาม โดยจัดทำตัวเลขให้เห็นชัดเจนของนักเรียนกลุ่มต่างๆ เช่น นักเรียนกลุ่มพิเศษ นักเรียนชายขอบ นักเรียนชายแดนภาคใต้ นักเรียนที่ใช้ภาษาถิ่น นักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์ที่ใช้ภาษาอื่น ฯลฯ ซึ่งไม่ควรจะนำมารวมกับเด็กปกติ มิฉะนั้นจะทำให้ภาพรวมของนักเรียนที่อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ มีจำนวนค่อนข้างมาก

โรงเรียนดีประจำตำบล สพฐ.รายงานความก้าวหน้าเรื่องการเตรียมการงบประมาณในปี ๒๕๕๓ ซึ่ง ครม.และสำนักงบประมาณได้อนุมัติงบประมาณเมื่อวันที่ ๕ กรกฎาคมที่ผ่านมา ให้ดำเนินการสร้างโรงเรียนดีประจำตำบล ๑๘๒ โรงเรียน งบประมาณ ๑,๗๑๗ ล้านบาท ศธ.ได้ทำเรื่องขอเสนอจัดตั้งงบประมาณปี ๒๕๕๔ จำนวน ๒,๑๘๘ ล้านบาท ให้การขยายผลสร้างโรงเรียนดีประจำตำบลทุกตำบลกว่า ๗,๐๐๐ ตำบล ทั้งนี้จะได้หารือร่วมกันระหว่าง สพฐ.กับกระทรวงมหาดไทย โดยจะมีการจัดกิจกรรมเปิดตัวเพื่อร่วมสร้างโรงเรียนดีประจำตำบลในเดือนตุลาคม ๒๕๕๓ หลังจากนั้นจะดำเนินการทำประชาคม MOU ตลอดถึงการผลักดันให้มีโรงเรียนดีประจำตำบลทุกตำบล เพื่อยกระดับมาตรฐานและคุณภาพโรงเรียนดีประจำตำบลให้ใกล้เคียงกับโรงเรียนที่มีคุณภาพในเมืองต่อไป ขณะนี้โรงเรียนนำร่อง ๑๘๒ โรงเรียนได้ทำ MOU กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเรียบร้อยแล้ว ที่จะดำเนินการเป็นโรงเรียนต้นแบบเพื่อยกระดับเป็นโรงเรียนดีประจำตำบล โดยในเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม จะมีการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนได้ร่วมสร้างโรงเรียนดีประจำตำบล เพราะช่วยตอบโจทย์คุณภาพ โอกาสและความเสมอภาคของนักเรียนในพื้นที่ห่างไกล และตอบโจทย์เรื่องการมีส่วนร่วมของท้องถิ่นที่เป็นรูปธรรมต่อไป.

วันพฤหัสบดีที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

เลขาธิการคุรุสภาเตรียมหารือ"ชินวรณ์"ผลักดันงบพัฒนาวิชาชีพครู

เมื่อวันที่ 8 ก.ค. 2553 ที่หอประชุมคุรุสภา สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา นายองค์กร อมรสิรินันท์ เลขาธิการคุรุสภา กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดการประชุมเครือข่ายการพัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา โดยมีตัวแทนเครือข่ายจาก 282 สมาคม/ชมรมครูเข้าร่วมว่า คุรุสภาดำเนินการเครือข่ายพัฒนาวิชาชีพของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษามาแต่ปีงบประมาณ 2549 มาจนถึงขณะนี้เข้าสู่ปีที่ 5 ประจำปีงบประมาณ 2553 ปัจจุบันศูนย์เครือข่ายพัฒนาวิชาชีพฯ มีจำนวนสมาชิกจำนวน 795 คน อย่างไรก็ตาม ในปีงบประมาณ 2553 สำนักงบประมาณได้จัดสรรงบประมาณแก่คุรุสภาจัดสรรให้ศูนย์เครือข่ายพัฒนาวิชาชีพฯ จำนวน 282 สมาคม/ชมรม เป็นเงิน 7,054,000 บาท โดยงบประมาณส่วนนี้จัดสรรไปยังสมาคม/ชมรมแห่งละ 25,000-30,000 บาท เพื่อไปดำเนินการวางแผนเพื่อพัฒนาความรู้ด้านวิชาการ ทักษะวิชาชีพ การสร้างความเข้าใจมาตรฐาน จรรยาบรรณ วิชาชีพ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาต่อไป

นายองค์กร กล่าวอีกว่า ตนมีความตั้งใจจะเสนอต่อสำนักงบประมาณเพื่อขอจัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนศูนย์เครือข่ายพัฒนาวิชาชีพฯ เพิ่มเติม ประมาณ 10 ล้านบาท ทั้งนี้ เพราะที่ผ่านมาส่วนใหญ่แม้ว่าการพัฒนาและอบรมแก่ครูในแต่ละสมาคม/ชมรม นั้นเป็นเรื่องที่แต่ละสมาคม/ชมรมจะเป็นผู้กำหนดกิจกรรมเอง แต่จำนวนคนที่จะได้รับการอบรมยังมีค่อนข้างจำกัด เพราะฉะนั้น การเสนอขอนั้นก็มุ่งหวังว่าหากได้งบประมาณที่เพิ่มมากขึ้นก็จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ครู ได้มีโอกาสในการอบรมมากยิ่งขึ้นตามไปด้วย

“ความจริงในปีนี้คุรุสภาก็ได้เสนอขอไป 10 ล้านบาทแต่เราได้มา 7 ล้านบาทซึ่งแต่ละปีที่ผ่านมาวงงเนที่ได้อยู่ในเกณฑ์นี้ แต่เราก็จะพยายามจะพัฒนาครุบุคลากรของเราขณะเดียวกันก็จะเอาข้อมูลการพัฒนาแต่ละปีที่ผ่านมาสรุปเพื่อเสนอสำนักงบประมาณพิจารณาอีกครั้งให้เหตุผลความจำเป็นที่ขอ”เลขาธิการคุรุสภา กล่าว

นายองค์กร กล่าวต่อไปว่า จะหารือกับนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.)เพื่อขอให้ช่วยผลักดันในเรื่องนี้รวมถึงเรื่องที่คุรุสภาเสนอเรื่องขอแปรญัตติในงบปกติ ของปีงบประมาณ 2554 จำนวน 63 ล้านบาท เพื่อดำเนินการโครงการสร้างเครือข่ายคุรุสภาเขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งหน่วยงานนี้จะช่วยให้การดูแลให้บริการแก่ครู และบุคลากรทางการศึกษาเป็นไปอย่างครอบคลุมมากขึ้น ซึ่งจะเป็นโครงการใหม่ที่จะเกิดขึ้น

วันพุธที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

แนวปฏิบัติกฎกระทรวงว่าด้วยระบบหลักเกณฑ์วิธีการประกันคุณภาพการศึกษา

โรงแรมรอยัลริเวอร์ กรุงเทพมหานคร - นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมแนวปฏิบัติตามกฎกระทรวงว่าด้วยระบบหลักเกณฑ์และวิธีการประกันคุณภาพการศึกษา พ.ศ.๒๕๕๓ เมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๕๓

รมว.ศธ.กล่าวว่า การปฏิรูปการศึกษาในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมา ได้มีการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างให้มีเอกภาพในเชิงปริมาณสูงขึ้นตามลำดับ มีการขยายจำนวนผู้อ่านหนังสือและเพิ่มจำนวนผู้อ่านหนังสือออกมากขึ้น พร้อมทั้งมีการจัดตั้งหน่วยงานต่างๆ ขึ้นมาใหม่ เช่น สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทศ., สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ. เป็นต้น แต่ในขณะเดียวกันยังไม่มีการพูดถึงระบบการประกันคุณภาพการศึกษาทั้งระบบ โดยเฉพาะระดับปฐมวัยและอาชีวศึกษาที่ยังไม่มีหลักประกันคุณภาพการศึกษาและไม่มีกฎกระทรวงมารองรับไว้ ในขณะที่ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานและอุดมศึกษาได้มีกฎกระทรวงออกมารองรับการประกันคุณภาพไว้แล้ว

ดังนั้น การที่สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ได้ทำหลักประกันในเรื่องระบบหลักเกณฑ์และวิธีการประกันคุณภาพการศึกษา จึงถือเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว เพราะจะทำให้ระบบการประกันคุณภาพครอบคลุมการศึกษาทั้งระบบ ที่ได้ให้อำนาจแก่รัฐมนตรีในการกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการและหน้าที่ในการดำเนินการ

กฎกระทรวงว่าด้วยระบบหลักเกณฑ์และวิธีการประกันคุณภาพการศึกษา ครอบคลุมการศึกษาทุกระดับ

ส่วนในยุคของการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง (พ.ศ.๒๕๕๒-๒๕๖๑) ได้มีการออกกฎกระทรวงว่าด้วยระบบหลักเกณฑ์และวิธีการประกันคุณภาพการศึกษา พ.ศ.๒๕๕๓ ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปแล้วเมื่อวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๕๓ โดยกฎกระทรวงดังกล่าวได้กำหนดหลักเกณฑ์วิธีการต่างๆ ในการประกันคุณภาพทั้งภายในและภายนอก ครอบคลุมการศึกษาทุกระดับ นอกจากนั้นยังมีการกำหนดคุณภาพ ระบบการติดตามประเมินผล มุ่งเน้นการรายงานผลประจำปีการประเมินของสถานศึกษา เพื่อให้คณะกรรมการสถานศึกษาและสาธารณชนได้รับทราบ มีการติดตาม ตรวจสอบ มีส่วนร่วมในการติดตามพัฒนาคุณภาพการศึกษาได้อย่างยั่งยืน

ยืนยันรัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการปฏิรูปการศึกษา

รมว.ศธ.กล่าวว่า รัฐบาลได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการปฏิรูปการศึกษา เพราะจะส่งผลถึงคุณภาพผู้เรียน มุ่งสร้างโอกาส และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการจัดการศึกษา ซึ่งแนวทางที่สำคัญที่จะตอบโจทย์ดังกล่าวคือ มาตรฐานคุณภาพทางการศึกษา เพื่อให้ได้พลเมืองยุคใหม่ที่เก่ง ดี มีความสุข เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลง เป็นผู้ใฝ่รู้ใฝ่เรียน คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น รวมทั้งได้ครูยุคใหม่ สถานศึกษาและแหล่งเรียนรู้ใหม่ ตลอดจนการบริหารจัดการระบบใหม่ ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้ความแน่วแน่ของรัฐบาลที่ได้มีการตั้งคณะกรรมการนโยบายปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง (กนป.) โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อกำหนดกรอบ เป้าหมาย ตัวชี้วัดที่ชัดเจนในการปฏิรูปการศึกษารอบสอง และได้มีการประชุมไปแล้ว ๔ ครั้ง ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ซึ่งในที่ประชุมครั้งแรกนั้น กนป.ได้เห็นชอบให้ ศธ.ตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง (กขป.) ขึ้นมาโดยมี รมว.ศธ.เป็นประธาน เพื่อขับเคลื่อนตัวชี้วัดที่ กนป.ได้ให้เอาไว้ รวมทั้งจัดตั้งสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพเยาวชน (สสค.) เพื่อช่วยในการขับเคลื่อนปฏิรูปการศึกษา โดยให้ สสค.เป็นองค์กรอิสระขนาดเล็กที่จะไปขับเคลื่อนการทำงาน เพื่อความคล่องตัวในการกระจายงบประมาณและสนับสนุนให้เกิดกิจกรรมทำประโยชน์กับเด็กและเยาวชนโดยตรง

ยกระดับสถานศึกษาที่มีคุณภาพทั้งระดับสากล อำเภอ และตำบล

ในส่วนของสถานศึกษาที่มีคุณภาพนั้น ศธ.ได้มุ่งเน้นไปสู่สถานศึกษาที่มีคุณภาพทั้งระดับสากล ระดับอำเภอ และระดับตำบล โดยเฉพาะนโยบายโรงเรียนดีระดับตำบล ในปีนี้ได้ประกาศจัดตั้งโรงเรียนดีระดับตำบลไปแล้ว ๑๘๒ โรง ใช้งบประมาณ ๑,๑๑๗ ล้านบาท ส่วนปีงบประมาณ ๒๕๕๔ จะประกาศเป็น ๗,๐๐๐ โรง โดยใช้งบประมาณกว่า ๒,๒๐๐ ล้านบาท ทั้งนี้เพื่อต้องการยกระดับโรงเรียนในชนบทให้มีมาตรฐานสูงขึ้น ไม่ให้มีความแตกต่างระหว่างโรงเรียนในเมืองกับโรงเรียนในชนบทมากจนเกินไป

เน้นกระจายอำนาจไปเขตพื้นที่และสถานศึกษามากขึ้น

สำหรับการบริหารจัดการยุคใหม่นั้น ได้เน้นการกระจายอำนาจไปยังเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษามากขึ้น ซึ่งต้องยอมรับว่า ๑๐ ปีที่ผ่านมา ความเป็นนิติบุคคลของสถานศึกษายังคงปรากฏแต่ในกฎหมายไว้เท่านั้น ซึ่งจะต้องขับเคลื่อนอย่างจริงจังต่อไป นอกจากนั้น มีการแยกเขตมัธยมศึกษาออกจากเขตพื้นที่การศึกษา เพื่อเน้นไปที่คุณภาพการมัธยมศึกษาอย่างแท้จริง เพื่อให้โรงเรียนมัธยมฯ ต้องสร้างเด็กที่มีคุณภาพเพื่อส่งต่อไปยังสถานศึกษาอาชีวศึกษาและอุดมศึกษาต่อไป

รมว.ศธ.กล่าวด้วยว่า กฎกระทรวงดังกล่าวจะเป็นหลักประกันท้าทายคุณภาพการศึกษาจากการปฏิรูปการศึกษาได้อย่างแท้จริง ที่ไม่ใช่วัดความสำเร็จชั่วครั้งคราว แต่เป็นการวัดความสำเร็จในการพัฒนาการศึกษาอย่างยั่งยืน และเป็นสิ่งยืนยันว่าจะไม่มีใครหรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งมาอ้างความสำเร็จได้ แต่ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือกัน จึงขอฝากให้ สกศ.สร้างความตระหนัก มุ่งมั่นในเรื่องยกระดับคุณภาพการศึกษาให้ดียิ่งขึ้นต่อไป.

ตั้งธนาคารครู

สกสค.คล้อยตาม รมว.ศธ.จ่อตั้งธนาคารครู แก้หนี้สินครูทั้งระบบ คิดดอกเบี้ยอัตราเดียวกันทั่วประเทศ เผยสหกรณ์ครูคิดอัตราดอกเบี้ยต่างกัน

จากกรณีที่ นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) มีแนวคิดจัดตั้งธนาคารครู โดยให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการครูและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) และ ศธ.รวบรวมข้อมูลหนี้ครูทั้งหมด ทั้งหนี้ในระบบ และหนี้นอกระบบ เป็นรายบุคคล จากนั้นนำไปหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินครูทั้งระบบนั้น นายบำเหน็จ ทิพย์อักษร รองเลขาธิการ สกสค.กล่าวว่า แนวทางของ รมว.ศธ.มาถูกทางแล้ว แต่ต้องไปศึกษารายละเอียดว่าจะดำเนินการอย่างไร หากสามารถจัดตั้งธนาคารครู โดยอาศัยความร่วมมือกับสหกรณ์ออมทรัพย์ครู และชมรมสหกรณ์ออมทรัพย์ทุกแห่งทั่วประเทศ มาร่วมกันจัดตั้งธนาคารครู

หากมีธนาคารครูเกิดขึ้นจริง ก็ให้สหกรณ์ออมทรัพย์ มาเป็นสาขาของธนาคารครู สามารถกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้เท่ากันได้ เพดานเงินให้กู้กับครู จะเป็นประโยชน์ต่อครู ทั้งนี้ ธนาคารครูจะกลายเป็นแหล่งรวมหนี้ของครูเพียงแหล่งเดียว จะส่งผลให้การปรับโครงสร้างหนี้และการพัฒนาคุณภาพชีวิตครูบรรลุได้เป้าหมายด้วย

ปัจจุบันนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูแต่ละแห่งคิดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการแต่ละแห่งจะเป็นผู้กำหนด เช่น สหกรณ์ออมทรัพย์ครูแพร่ วงเงินกู้ 2 ล้านบาท ดอกเบี้ยร้อยละ 6.5 สหกรณ์ออมทรัพย์ครูสุโขทัย วงเงินกู้ 2.5 ล้านบาท ดอกเบี้ยร้อยละ 6 สหกรณ์ออมทรัพย์ครูยะลา วงเงินกู้ 2.5 ล้านบาท ดอกเบี้ยร้อยละ 7 สหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครพนม วงเงินกู้ 2 ล้านบาท ดอกเบี้ยร้อยละ 8.2 สหกรณ์ออมทรัพย์ครูปทุมธานี วงเงินกู้ 1.5 ล้านบาทดอกเบี้ยร้อยละ 7 สหกรณ์ออมทรัพย์ครูสงขลา วงเงินกู้ 1.5 ล้านบาท ดอกเบี้ยร้อยละ 6 สหกรณ์ออมทรัพย์ครูสตูล วงเงินกู้ 1.5 ล้านบาท ดอกเบี้ยร้อยละ 6.75 สหกรณ์ออมทรัพย์ครูชุมพร วงเงินกู้ 1.5 ล้านบาท ดอกเบี้ยร้อยละ 6 สหกรณ์ออมทรัพย์ครูเชียงราย วงเงินกู้ 1.5 ล้านบาท ดอกเบี้ยร้อยละ 6.5 สหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครราชสีมา 1.2 ล้านบาท ดอกเบี้ยร้อยละ 6.75 สหกรณ์ออมทรัพย์หนองคาย วงเงินกู้ 1ล้านบาท ดอกเบี้ยร้อยละ 7.75 เป็นต้น

“ก่อนหน้านี้ เคยมีการสำรวจพบว่ามีจำนวนครูที่เป็นหนี้ และต้องได้รับการแก้ไข เข้าไปดูแลอย่างใกล้ชิด ประมาณ 2 หมื่นราย แต่หากจะแก้ไขปัญหาหนี้ครูทั้งระบบ ต้องใช้เวลาในการดำเนินการ ทั้งนี้ หลักการที่ รมว.ศธ.ได้เสนอแนวคิดเรื่องธนาคารครู จะไปถึงจุดมุ่งหมายได้ เพราะ รมว.ศธ.เคยรับราชการครูมาก่อน ฉะนั้นทราบปัญหาที่รุมเร้าครูดีโดยเฉพาะเรื่องหนี้สินครู แต่ทั้งหมดทั้งมวลจะเกิดขึ้นได้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย”นายบำเหน็จกล่าว

ขณะที่แหล่งข่าว กล่าวว่า การจัดตั้งธนาคารครูโดยนำเงินทุนจากบุคคลภายนอกนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย คงต้องพบกับอุปสรรคหลาย
2542 สามารถบริหารได้ด้วยตัวเอง และสถานะของสหกรณ์มีความมั่นคง โอกาสล้มเหมือนสถาบันการเงินอื่น อีกทั้งสหกรณ์ออมทรัพย์สามารถหักหนี้จากหน่วยงานโดยตรง ขณะเดียวกัน ยังเป็นแหล่งทำมาหากินของกลุ่มผู้มีอำนาจด้วย โดยครูที่อยู่ระหว่างการขอกู้แต่ต้องการเงินด่วนจะนำเงินของตัวเองมาปล่อยกู้ก่อนและคิดดอกเบี้ย พอผ่านการอนุมัติจึงมาเคลียร์เงินส่วนที่กู้นอกระบบ

ASTVผู้จัดการออนไลน์

วันอังคารที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

มหกรรมรักการอ่าน 2553

5 กรกฎาคม 2553 : นางศรีวิการ์ เมฆธวัชชัย รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในการประชุม คณะกรรมการบริหารโครงการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน กระทรวงศึกษาธิการประจำปีงบประมาณ2553โดยมีตัวแทนจากหน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้อง ของกระทรวงศึกษาธิการ และภาคีเครือข่ายเอกชน เช่น บริษัทมายา ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอุทยานการเรียนรู้ (TK PARK) เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมกระทรวงศึกษาธิการ

ที่ประชุม มีมติเห็นชอบให้ใช้ชื่องานว่า มหกรรมรักการอ่าน “อ่านเทิดไทย ผนึกกำลังอ่าน เพื่อสร้างไทยให้ไพบูลย์”โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ)เป็นประธานในพิธีเปิด ได้กำหนดจัดงาน ระหว่างวันที่ 14-16 กรกฎาคม 2553 เวลา13.30 น. ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมีกิจกรรมหลัก 4 กิจกรรม ได้แก่ 1.นิทรรศการมีชีวิต 2.ปฏิบัติการอ่านสนุก 3.เวทีการอ่านเพื่อความเป็นเลิศ 4.ภาคีรักการอ่าน และจะนำเสนอต่อที่ประชุมองค์กรหลักในถัดไป

สำหรับหน่วยงานที่ร่วมจัดกิจกรรมภายในงานจะมีซุ้มของ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา เน้นการอ่านในระดับปฐมวัยเรื่อง “อ่านแต่เล็ก...เด็กฉลาด...สมรรถนะดี” สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)จำลองห้องสมุด 3 ดี ให้บริการการอ่านหนังสือ จัดมุมหนังสือต่าง ที่ควรมีไว้ในห้องสมุด ส่งเสริมกิจกรรมบนเวที ทอล์กโชว์ “คนต่างวัยหัวใจรักวรรณคดี” สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.)จัดบูธและกิจกรรม 4 โซน ได้แก่โซนเวที นิทรรศการ ห้องสมุด และหนังสือ 108 หนังสือดี โดยให้จัดพิมพ์เอกสารคู่มือแจกในงานด้วย สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา จัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านด้าน ITสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จัดนิทรรศการสร้างอาชีพ อ่านกับอาชีพอิสระ การสอนอาชีพนวดแผนไทย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช) มีกิจกรรมแลกเปลี่ยนปัญญากับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) จัดกิจกรรม “อ่านวิทย์ คิด ทำ”ประกอบด้วยนิทรรศการคลังความรู้สู่ความเป็นเลิศทางวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยี

นอกจากนี้ภาคีเครือข่ายภาคเอกชน ทางตลาดหลักทรัพย์ จัดกิจกรรมปลูกฝังการ ออม โดยการเชิญ กูรู (GURU) มาพูดคุยในเรื่องการออม เด็กที่เข้าร่วมจะได้รับวุฒิบัตร ศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดบูธเล่านิทานประกอบการแสดง TK Park จำลองย่อส่วนมินิ TK Park เสมือนอยู่ในบ้าน เรียนรู้การอ่าน และผจญภัยในบ้านหลังน้อย

สพฐ.เผยเตรียมข้อมูลกรอบวงเงินงบ2.4 แสนล้าน ปี 54

(6 ก.ค.53) นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่า ที่ประชุมได้เตรียมข้อมูลในการเสนอกรอบวงเงินงบประมาณ ประจำปี 2554 เพื่อชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การศึกษา ในวันที่ 12 ก.ค.นี้ ซึ่ง สพฐ.มีกรอบวงเงินงบฯ 241,406 ล้านบาท มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจากงบฯ ปี 2553 จำนวน 20,306 ล้านบาท คิดเป็น 9.18% โดยงบฯ ปี 2554 แบ่งเป็น งบฯบุคลากร 173,144 ล้านบาท, งบฯ ดำเนินงาน 15,651 ล้านบาท, งบฯ ลงทุน 8478 ล้านบาท, งบฯ เงินอุดหนุน 42,737 ล้านบาท และ งบฯ รายจ่ายอื่น 1,395 ล้าน ซึ่งจากการวิเคราะห์พบว่า สพฐ.จะมีงบฯ พัฒนาที่ไม่ใช่รายจ่ายประจำอยู่ที่ 20,749 ล้านบาท คิดเป็น 8.6% จึงถือเป็นโอกาสอันดีที่ สพฐ.จะนำงบฯ ส่วนนี้มาใช้ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้เกิดประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น โดยจะแบ่งงบฯ ประมาณ 1,000 ล้านบาท คิดเป็น 5% นำมาใช้เป็นงบฯ ที่จะตอบสนองนโยบายเร่งด่วน เพื่อให้การขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษามีความคล่องตัวมากขึ้น

“งบฯ 1,000 ล้านบาทที่ตั้งไว้จะเป็นงบฯ ในเชิงบริหารจัดการ ไม่ได้หมายความว่าจะดึงมาไว้เป็นงบฯ กลาง แต่จะเป็นงบฯ ที่จะให้แต่ละสำนักมีสำรองไว้ ซึ่งหากมีการขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วน สพฐ.จะได้ไม่ติดปัญหาว่าไม่มีงบฯ เพราะการจะพัฒนาการศึกษาต้องมีงบฯ พร้อมอยู่เสมอ ดังนั้น เมื่อมีนโยบายอะไรที่เกิดขึ้นระหว่างปี สพฐ.ก็จะดำเนินการได้ในทันที อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ สพฐ.จะมีการบริหารงบฯ ที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น

นอกจากนี้จะพยายามกระจายการจัดสรรงบฯไปยังเขตพื้นที่ให้มากขึ้นด้วย โดยสัดส่วนงบฯ ระหว่างส่วนกลาง และเขตพื้นที่การศึกษาจะอยู่ที่ 30:70 ซึ่งจะทำให้เขตพื้นที่ฯ มีความอิสระในการดำเนินโครงการที่มีความหลากหลาย และตอบสนองต่อการแก้ไขปัญหาของแต่ละเขตพื้นที่ฯ” เลขาฯ กพฐ.กล่าว

วันจันทร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ภาษาอังกฤษ ภาษาที่สอง

รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ ประธานคณะอนุกรรมการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาและเรียนรู้ ในคณะกรรมการนโยบายปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง (กนป.) เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะอนุกรรมการฯ เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ประชุมได้มีการแลกเปลี่ยนความเห็นและกลั่นกรองยุทธวิธีหลักในการ พัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาและเรียนรู้เบื้องต้น ที่มีการเสนอขึ้นมา 4-5 ประเด็น เพื่อเรียงลำดับความสำคัญและพิจารณาดำเนินการในส่วนที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาโดยทันที

รศ.ดร.วรากรณ์ กล่าวต่อไปว่า ที่ประชุมมีความเห็นว่า หนึ่งในยุทธวิธีหลักที่ต้องเร่งดำเนินการ คือ การพัฒนาครูด้วยวิธีการที่หลากหลายโดยทุกภาคส่วน โดยเฉพาะเรื่องภาษาอังกฤษจะต้องมีการพัฒนาทันทีอย่างเข้มข้นและรวดเร็ว โดยมีผู้เสนอว่าควรประกาศให้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองและภายในเวลา 5-10 ปี เนื่องจากในปีค.ศ. 2015 จะมีการรวมตัวของประชาคมอาเซียน ซึ่งส่งผลให้บางประเทศประกาศใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองในโรงเรียนแล้ว เช่น มาเลเซีย ขณะที่เวียดนาม เกาหลี และจีนก็กำลังพัฒนาการสอนภาษาอังกฤษ จึงถึงเวลาที่เราต้องพิจารณาเรื่องนี้อย่างจริงจัง นอกจากนี้ยังมียุทธวิธีการทุ่มเททรัพยากรให้แก่เด็กอายุ 0-6 ปีด้วย เพราะผลพิสูจน์ในทางวิทยาศาสตร์พบว่า เด็กวัยนี้เป็นหัวใจของการพัฒนาที่ดี

“ที่ประชุมยังได้หารือเรื่องโรงเรียนดีประจำตำบลเพื่อสนับสนุนการเชื่อมต่อโรงเรียนให้มาเป็นโรงเรียนใหญ่ โดยมีการเสนอแผนลดขนาดและการจัดสรรทรัพยากรไปยังกลุ่มโรงเรียนที่ไม่ได้รับหรือที่ถูกละเลย เช่นโรงเรียนไกล ๆ ที่ขาดโอกาส อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาถึงตัวเลขสัมฤทธิผลของเด็กในเมืองผมมองว่าไม่ค่อยมีปัญหา แต่ถ้าคิดเฉลี่ยตัวเลขที่นักเรียนตกเป็นรายวิชาเพราะถูกดึงโดยโรงเรียนเล็ก ๆ ก็น่าเป็นห่วง เพราะมีโรงเรียนขนาดเล็กถึง 40% ที่มีเด็กไม่ถึง 200 คน โดยโรงเรียนเหล่านี้จะใช้ทรัพยากรไปถึงครึ่งหนึ่งของงบประมาณ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ต้องแก้ไขที่ขนาดของโรงเรียน” รศ.ดร.วรากรณ์ กล่าว.

การเรียนรู้ตลอดชีวิตด้วย ICT


รองศาสตราจารย์ธงทอง จันทรางศุ เลขาธิการสภาการศึกษา เป็นประธานเปิดการประชุมระดมความคิดเห็นผู้เชี่ยวชาญระดับสูง เรื่อง “เรียนรู้ตลอดชีวิตด้วย ICT:แนวทางการขับเคลื่อนภายใต้กรอบนโยบาย ICT2020” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นกรอบนโยบายการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารใน 10 ปีข้างหน้า (พ.ศ.2554-2563) เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีสารสนเทสและการสื่อสารโลกและเพื่อให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนนำกรอบนโยบายไปใช้เป็นแนวทางจัดทำแผนพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของตนเองต่อไป
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา จึงร่วมกับ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ จัดการประชุมระดมความคิดเห็นขึ้น โดยมี ดร.ชฎามาศ ธุวะเศรษฐกุล รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ มานำเสนอแนวคิดและข้อมูลเบื้องต้นในการจัดทำกรอบนโยบาย ICT 2020และยุทธศาสตร์ทางด้านการพัฒนา ICT เพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งมีผู้เข้าร่วมอภิปรายประมาณ 50 ท่าน ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ/ผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัย ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ภาคประชาสังคม ผู้แทนระดับสูงจากกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ฯลฯ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2553 ณ โรงแรมเซ็นจูรี่พาร์ค กรุงเทพฯ

การประชุมสัมมนา ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์ครูไทย

โรงแรมริชมอนด์ จ.นนทบุรี - นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาเรื่อง "องค์กรคู่เพื่อครูทั่วประเทศ" จัดโดยชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์ครูไทย (ชสอค.) และสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์สมาชิกชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์ครูไทย (สสอท.) เมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๕๓

รมว.ศธ.กล่าวว่า การรวมกลุ่มกันเป็นชุมนุมสหกรณ์จะทำให้กิจกรรมในการร่วมมือกันออม ร่วมมือกันดูแลสมาชิก เพื่อให้เข้าถึงแหล่งทุน ตลอดจนมีการพัฒนาสถาบันทางการเงินของครูให้เข้มแข็ง เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง จากนโยบาย ๘ ข้อของ รมว.ศธ.มี ๓ เรื่องที่เป็นเรื่องเร่งด่วนต้องดำเนินการและวางระบบอย่างชัดเจน ได้แก่ ขวัญและกำลังใจครู คุณภาพของนักเรียน และการใช้เทคโนโลยีทางการศึกษาเพื่อช่วยพัฒนาการศึกษา

รมว.ศธ. ได้กล่าวถึงการพัฒนาครูในภาพรวม ดังนี้

การผลิต การพัฒนา และการใช้ครูให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้คนเก่ง คนดีมาเป็นครูมากขึ้น ให้ครูเป็นวิชาชีพชั้นสูงที่สังคมให้การยอมรับ จึงต้องวางระบบและรากฐานให้ถูกต้อง

การพัฒนาระบบค่าตอบแทน จำนวนครูในปัจจุบันมีประมาณ ๔ แสนคน หากรวมบุคลากรทางการศึกษาด้วยก็จะมีจำนวนถึง ๗ แสนคน การพัฒนาระบบค่าตอบแทน จึงย่อมกระทบต่อฐานของงบประมาณโดยรวม

การให้ครูมีโอกาสพัฒนาตนเอง ให้เท่าทันกรอบความคิดเพื่อแลกเปลี่ยนแปลงจากการสอนหนังสือมาเป็นการสอนคน

การพัฒนาชีวิตครูอย่างเป็นระบบ มีกระแสที่หลายฝ่ายให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่งในเรื่องการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู ซึ่งหากสามารถพัฒนาชีวิตครูอย่างเป็นระบบ รวมถึงแก้ไขปัญหาหนี้สินครูได้ ก็จะสะท้อนกลับไปยังการยกระดับคุณภาพการเรียนการสอนด้วย จากการหารือกับ สกสค.และสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา เพื่อยกระดับมาตรฐานและวิชาชีพครู รมว.ศธ.ได้มอบหมายให้จัดตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อศึกษาในเรื่องนี้ โดยมีปลัดกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธาน เพื่อรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องทั้งในส่วนของระบบสหกรณ์ออมทรัพย์ครูส่วนที่ สกสค.ดำเนินการที่เรียกว่า ช.พ.ค.๖ รวมถึงส่วนอื่นๆที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงาน ก.ค.ศ ซึ่งมีกองทุนหมุนเวียนเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินครู หากมีการรวบรวมข้อมูลทั้งหมด ก็สามารถมองเห็นภาพที่ชัดเจนว่าจะเดินหน้าในการสร้างระบบพัฒนาชีวิตครูได้อย่างไร โดยอาศัยความร่วมมือจากกระทรวงการคลังสถาบันทางการเงินต่างๆ และสหกรณ์ออมทรัพย์ครู ที่จะร่วมกันวางหลักการและแนวคิด เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาหนี้สินครูอย่างเป็นระบบต่อไป

รมว.ศธ. กล่าวสรุปว่าสหกรณ์ออมทรัพย์ครูจำนวนถึง ๑๐๙ สหกรณ์ มีสมาชิกทั่วประเทศ ๖ แสนคน มีเงินออมนับแสนล้านบาท มีเงินทุนหมุนเวียน ๓ แสนล้านบาท นับเป็น Non Bank ที่มีศักยภาพเป็นลำดับต้นๆ ของประเทศ จึงขอให้จัดระบบเพื่อให้เห็นการขับเคลื่อนและพลังของเพื่อนครู หากสามารถบริหารจัดการได้ก็จะเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู ตลอดจนถึงการพัฒนาชีวิตครูอย่างเป็นระบบ และสร้างสถาบันทางการเงินของครูที่เข้มแข็งต่อไป องค์กรคู่ที่ได้ก่อตั้งขึ้นโดยชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์ครูไทย จำกัด (ชสอค.) และสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์สมาชิกชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์ครูไทย (สสอท.) จะทำให้ระบบการออมของครูเข้มแข็งขึ้น และนำไปสู่การช่วยเหลือเพื่อนครูอย่างมีประสิทธิภาพต่อไปในอนาคต.

วันอาทิตย์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ศธ.เตรียมจัดตั้งสถาบันนานาชาติเพื่อพัฒนาผู้บริหารการศึกษา

รมว.ศธ. กล่าวว่าสถาบันพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา (สคบศ.) ได้รายงานความก้าวหน้าในการจัดตั้งสถาบันนานาชาติเพื่อพัฒนาผู้บริหารการศึกษา (The International for Development of Educational Administrators - IIDEA) ซึ่งได้มีการเตรียมการทั้งในส่วนของอาคาร สถานที่ บุคลากร หลักสูตรการฝึกอบรม สถานภาพขององค์กร และการสร้างเครือข่ายกับต่างประเทศ โดย รมว.ศธ.ได้ขอให้ สคบศ.จัดทำข้อมูลให้ครอบคลุมทุกด้าน เนื่องจากการจัดตั้งสถาบันต้องขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี

รมว.ศธ.ได้กล่าวถึงการแต่งตั้งผู้บริหารสถานศึกษาในช่วงที่ผ่านมาว่า ต้องผ่านการอบรมจาก สคบศ.ก่อน จึงควรมีการปรับปรุง สคบศ.เพื่อให้สนองตอบต่อการแก้ปัญหาในการพัฒนาผู้บริหารการศึกษาของทุกกระทรวง ด้วย เช่นเดียวกับหลักสูตรของสถาบันอื่นๆ ที่ได้รับการรับรองจากก.พ.เมื่อจบหลักสูตร เพื่อให้สามารถบรรจุในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง ระดับกลาง และระดับต้นได้

แต่ในส่วนของ สคบศ. นั้น จัดหลักสูตรสำหรับผู้บริหารการศึกษาที่ได้รับการรับรองจากก.ค.ศ.เท่านั้น จึงขอให้พัฒนาเพื่อให้มีการยอมรับมากขึ้น และขอให้สถาบันนานาชาติที่จะเกิดขึ้นใหม่ ได้มีการเชื่อมโยงกับ สคบศ. เพื่อให้ ก.พ.ยอมรับ ซึ่งจะมีผลต่อการขับเคลื่อนตำแหน่งต่อไป.

• อาสาสมัครรักการอ่าน

ช่วงบ่ายวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๕๓ รมว.ศธ.เป็นประธานพิธีเปิดโครงการอบรมแกนนำอาสาสมัครส่งเสริมการอ่าน ณ โรงแรมทวินโลตัส อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่ง ศธ.จะดำเนินการโครงการ ใน ๕ จังหวัดนำร่อง ได้แก่ นครศรีธรรมราช ลำปาง ฉะเชิงเทรา เพชรบุรี และขอนแก่น

รมว.ศธ. กล่าวว่า ผู้ที่ได้รับการอบรมครั้งนี้ จะเป็นต้นแบบที่สำคัญในการยกระดับความสำคัญของการอ่านเป็นวาระแห่งชาติ ในสังคมปัจจุบันยังมีการอ่านน้อย คนส่วนใหญ่จะฟังจากสื่อโทรทัศน์ วิทยุ หรือจากหอกระจายข่าว การอ่านเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ทำให้ผู้อ่านได้มีโอกาสไตร่ตรอง คิดวิเคราะห์ และจากการอ่านทำให้ผู้อ่านกลั่นกรองได้ด้วยเหตุและผลมากขึ้น การอ่านเป็นการรับรู้ที่ผู้อ่าน สามารถส่งต่อไปยังผู้อื่นได้เป็นอย่างดี ปัญหาของสังคมไทย คือ การฟัง เมื่อได้ฟังอะไรมา ก็จะเชื่อ ฉะนั้น การสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ การอ่านจึงเป็นหัวใจที่สำคัญที่สุด ขอให้แกนนำอาสาสมัครเชื่อมโยงการอ่านใน ๓ ส่วน คือ ๑.เชื่อมโยงกับ กศน.ตำบล ซึ่งจะเป็นศูนย์ประสานงานหลักให้กับแกนนำอาสาสมัคร นอกจากนี้ กศน.ตำบลยัง มีมุมหนังสือที่ดี รวมทั้งมีภาคีเครือข่ายและมีการจัดกิจกรรมรักการอ่าน เช่น มอบรางวัลแก่บ้าน หน่วยงาน สถานประกอบการที่มีมุมหนังสือ/ตู้หนังสือที่ดี การยกย่องครอบครัวตัวอย่างรักการอ่าน ฯลฯ ๒.ห้องสมุด ไม่ว่าจะเป็น ห้องสมุดประชาชน ห้องสมุดเฉลิมราชกุมารี ห้องสมุด ๓ดีในโรงเรียนต่างๆ ที่มีหนังสือดี บรรยากาศดี และบรรณารักษ์ดี โดย ศธ.จะปรับปรุงห้องสมุดทั้งหมดภายในปีการศึกษา ๒๕๕๓ และ ๓.ขอให้เชื่อมโยงการอ่านกับโรงเรียนดีประจำตำบลด้วย

รมว.ศธ.กล่าวอีกว่า ขอให้แกนนำอาสาสมัครร่วมกันเชิญชวนทุกคนให้มาอ่านหนังสือ เพราะการอ่านเป็นค่านิยม เป็นความรู้สึก อ่านจะเกิดประโยชน์เมื่อผู้อ่านได้อ่านด้วยตนเอง อาสาสมัครซึ่งมีพลังของคนรุ่นใหม่จะต้องหาจุดขาย เพื่อเชิญชวนให้คนอ่าน จัดกิจกรรมโดยใช้ห้องสมุดที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ในการปรับเปลี่ยนค่านิยมด้านการอ่าน และจุดเริ่มต้นเล็กๆ ในวันนี้ จะเป็นการเริ่มต้นที่ดีของการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ที่แท้จริง

• ส่งมอบศูนย์เด็กปฐมวัยต้นแบบเครือข่าย

ช่วงเช้าวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๕๓ รมว.ศธ.เป็นประธานพิธีเปิดส่งมอบและเปิดศูนย์เด็กปฐมวัยต้นแบบเครือข่าย โรงเรียนโสตทัศนศึกษาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อำเภอบางขัน จังหวัดนครศรีธรรมราช

รมว.ศธ.กล่าวว่า โรงเรียนโสตทัศนศึกษาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา ปัจจุบันมีนักเรียนจำนวน ๔๒๔ คน มีครูและบุคลากรทางการศึกษา ๒๗ คน โรงเรียนประสบปัญหาขาดแคลนอาคารเรียน จึงได้ระดมทุนการก่อสร้างจากองค์การบริหารปกครองส่วนท้องถิ่น คณะกรรมการสถานศึกษา ตลอดจนผู้ปกครอง รวมเป็นเงิน ๑,๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่ง รมว.ศธ.ได้กล่าวว่า การดำเนินการของโรงเรียนตรงกับเป้าหมายการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สองของ ศธ. เรื่องการมีส่วนร่วม โดยการดำเนินการก่อสร้างอาคารเรียนนี้ เป็นความร่วมมือระหว่างโรงเรียน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และชุมชน ที่เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา รมว.ศธ.เป็นผู้วางนโยบาย ส่วนอำนาจจะกระจายไปสู่ท้องถิ่นและสู่สถานศึกษา การบริหารงานของโรงเรียนนับว่าเป็นการบริหารงานยุคใหม่ ที่นำภาคีเครือข่ายเข้ามาร่วมจัดการศึกษา เพื่อให้นักเรียนได้รับโอกาส ได้รับความเสมอภาค ทำให้นักเรียนได้เรียนรู้ เกิดประสบการณ์จากการเรียนรู้และสามารถพัฒนาการปฐมวัยให้มีคุณภาพที่ดียิ่งขึ้นต่อไป