สวัสดีครับทุกท่าน เว็บไซต์แห่งนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารทางการศึกษา ให้เป็นวิทยาทานสำหรับบุคคลทั่วไป

ข่าวการศึกษา

สนทนา

วันอาทิตย์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ผลการประชุมกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ ๑/๒๕๕๔

• ร่างยุทธศาสตร์การพัฒนาเด็กและเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษ (พ.ศ.๒๕๕๔-๒๕๖๑) ของ สกศ.
ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ แต่มีการเปลี่ยนคณะรัฐมนตรีหลายครั้ง ประกอบกับ รมว.ศธ. มีนโยบายที่สำคัญว่า การศึกษานั้นมีหน้าที่พิเศษที่จะต้องดูแลเด็กและเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษในด้านต่างๆ อย่างรอบด้าน เพื่อนำความสามารถพิเศษมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาศักยภาพของเด็ก จึงให้สภาการศึกษาร่างยุทธศาสตร์การพัฒนาเด็กและเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษให้ครอบคลุมทุกด้าน ทั้งด้านวิชาการ กีฬา ดนตรี ภาษา ศิลปะ หรืองานช่างอื่นๆ เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สองและเสนอขอความเห็นชอบต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป สำหรับยุทธศาสตร์นี้ที่ประชุมเห็นด้วยทั้งหมด ประกอบด้วย ๖ ด้าน ดังนี้

๑. ยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนากลไกและระบบบริหารจัดการ เป็นยุทธศาสตร์ในการเสาะหาและพัฒนาผู้มีความสามารถพิเศษ รวมถึงการประสานงานกับหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในการเชื่อมโยงในการดำเนินการที่จะเสาะหาและพัฒนาผู้มีความสามารถพิเศษ

๒. ยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบการศึกษา ต้องพัฒนาระบบกลไกต่างๆ ของการศึกษา ตั้งแต่ปฐมวัยไปจนถึงการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อพัฒนาผู้มีความสามารถพิเศษอย่างเต็มศักยภาพ

๓. ยุทธศาสตร์การผลิตและการพัฒนาบุคลากร ยุทธศาสตร์นี้มีความจำเป็นมากในการพัฒนาผู้มีความสามารถพิเศษ ต้องอาศัยสถาบัน/องค์กร ทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงพัฒนาและผลิตบุคลากรสำหรับการสอนและการอบรมสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษ

๔. ยุทธศาสตร์การสร้างและการถ่ายทอดองค์ความรู้ เป็นยุทธศาสตร์ต้องศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ในศาสตร์สาขาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาสำหรับผู้มีความสามารถพิเศษ

๕. ยุทธศาสตร์การพัฒนาเด็กและเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษระดับสูง ที่เรียกว่าอัจฉริยะ จากสถิติมีประมาณ ๑ ใน ๑๐,๐๐๐ คน เพราะฉะนั้นการอบรมเลี้ยงดูและการให้การศึกษาของเด็กประเภทนี้ มีความจำเป็นต้องจัดเป็นรายบุคคลโดยเฉพาะ ยืดหยุ่น หลากหลาย และมีระบบการดูแลเอาใจใส่อย่างครบวงจร จึงจะสามารถพัฒนาเด็กเหล่านี้ให้มีความเป็นเลิศได้ สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้

๖. ยุทธศาสตร์สร้างความเป็นเลิศแก่เด็กและเยาวชนในด้านต่างๆ ให้กับประเทศ เป็นยุทธศาสตร์เสริมสร้างประสบการณ์การทำงานแก่เด็กและเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษให้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล เห็นความสัมพันธ์เชื่อมโยงของการพัฒนาด้านต่างๆ อย่างเป็นองค์รวม และพร้อมเข้าสู่อาชีพที่มีความเชี่ยวชาญหรือสร้างเสริมความเจริญให้แก่ประเทศชาติอย่างก้าวกระโดดได้

สำหรับเป้าหมายของยุทธศาสตร์นี้ คือ ๑. เด็กและเยาวชนจะได้รับโอกาสในการเสาะหาและบ่งชี้ศักยภาพและความสามารถพิเศษในตนเองและได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ ๒. สถานศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่า ๒ โรงในแต่ละจังหวัด และสถาบันอุดมศึกษาอย่างน้อย ๑ แห่งในแต่ละภูมิภาค มีโปรแกรมในการจัดการเรียนการสอนสำหรับเด็กและเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษในด้านต่างๆ ๓. สถาบันอุดมศึกษาในแต่ละภูมิภาคมีหลักสูตรสาขาวิชาการจัดการศึกษาสำหรับผู้มีความสามารถพิเศษ และหลักสูตรฝึกอบรมครูและผู้บริหาร ยุทธศาสตร์นี้จะได้เสนอต่อ กนป. และ ครม. ต่อไป

• รายงานผลการดำเนินงาน โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์

โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ได้รายงานผลการดำเนินงานของโรงเรียน ซึ่งมีโครงการหลักที่เป็นผลงานเชิงประจักษ์คือ การสรรหาและคัดเลือกนักเรียนที่จะเข้าเรียนในโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ได้ดำเนินการให้การรับนักเรียนของเด็กเหล่านี้ได้เข้าเรียนอย่างโปร่งใสและเหมาะสม นอกจากนี้ยังมีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน การพัฒนาครูและขยายผลไปสู่โครงการต่างๆ โครงการอัจฉริยภาพที่ต่อยอดการพัฒนาเด็กที่มีความสามารถพิเศษ โครงการสนับสนุนทางวิชาการ ได้มีการจัดกิจกรรมที่มีการพัฒนาทางวิชาการได้รับการยอมรับ ได้แก่ การจัดโครงการ MWITS Science Fair ๒๐๑๑ ได้ดำเนินการตามวัตถุประสงค์ที่เป็นเวทีให้นักเรียนได้เสนอผลงาน โครงการวิทยาศาสตร์ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ผลงานทางวิชาการ และประชาสัมพันธ์โรงเรียน ที่สำคัญคือ โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ มีโครงการเป็นโรงเรียนคู่พัฒนาในการสร้างห้องวิทยาศาสตร์ของโรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย ซึ่งขณะนี้ได้ยกฐานะขึ้นเป็นโรงเรียนวิทยาศาสตร์ภูมิภาค

• การพัฒนาชุดกิจกรรมการสอนแบบบูรณาการวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษาไทย สำหรับโรงเรียนขนาดเล็ก (สสวท.)

สสวท. ได้ดำเนินการจัดตั้งกลุ่มตัวอย่างการวิจัยในโรงเรียนขนาดเล็กในเขตปริมณฑล จำนวน ๑๕ โรงเรียน ครู ๘๒ คน และนักเรียน ๑,๐๓๓ คน ใช้แบบทดสอบวัดผลการเรียนรู้แบบการสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ แบบการสังเกตการณ์การสอนของครู และแบบสอบถามโดยวิเคราะห์ข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ นอกจากการวิจัยพบว่ามีการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ระดับ ป.๑-ป.๓ จำนวนชั้นปีละ ๓ หน่วยการเรียนรู้ ในปีงบประมาณ ๒๕๕๒ ต่อมามีการพัฒนากิจกรรมบูรณาการระดับ ป.๑-ป.๓ เพิ่มปีละ ๒ หน่วยการเรียนรู้ และพัฒนาในชั้นปี ป.๔-ป.๖ ปีละ ๓ หน่วยการเรียนรู้ ในปี ๒๕๕๓ จนถึงปี ๒๕๕๔ ได้พัฒนาแบบบูรณาการชั้น ป.๔-ป.๖ ปีละ ๒ หน่วยการเรียนรู้ ผลการวิจัยพบว่านักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมกลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษาไทย มีผลการเรียนรู้สูงกว่าก่อนเรียนทุกหน่วยการเรียนรู้ นักเรียนส่วนใหญ่มีความตั้งใจ ใฝ่รู้ ให้ความร่วมมือ คะแนนเฉลี่ยผลผลสัมฤทธิ์ชั้น ป.๑-ป.๖ สูงกว่าเดิมสำหรับโรงเรียนขนาดเล็กที่มีการสอนและการเรียนรู้แบบบูรณาการสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษาไทยเข้ามาไว้ด้วยกัน

• สรุปการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติ ปีการศึกษา ๒๕๕๓ (สทศ.)

รศ.ดร.สัมพันธ์ พันธุ์พฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ได้รายงานสรุปการดำเนินงานทดสอบทางการศึกษาระดับชาติ ปีการศึกษา ๒๕๕๓ ดังนี้

๑. การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติด้านอาชีวศึกษา (V-NET) วันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๕๔

๒. การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติด้านอิสลามศึกษา (I-NET) วันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๕๔

๓. การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติการศึกษาขั้นพื้นฐาน (O-NET) ช่วงชั้นที่ ๒ (ป.๖) วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔

๔. การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ช่วงชั้นที่ ๓ (ม.๓) วันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔

๕. การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ช่วงชั้นที่ ๔ (ม.๖) วันที่ ๑๙-๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔

ปีนี้ได้ดำเนินการจัดสอบทุกประเภทเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โปร่งใส ศูนยสอบของ สทศ. เป็นไปตามตามแนวปฏิบัติคู่มือการจัดสอบ คณะทำงาน สทศ. ศูนย์สอบได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี สรุปผลการสอบศูนย์สอบสำนักงานเขตพื้นที่ในแต่ละแห่งดำเนินการเป็นไปตามปกติ ยกเว้นกลุ่มโรงเรียนคลองท่อมร่วมใจ จ.กระบี่ จำนวน ๓๐๐ คน ไม่สามารถเข้าสอบ O-NET ช่วงชั้นที่ ๒ (ป.๖) ในวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ เนื่องจากเกิดเหตุการณ์ที่เด็กไม่สามารถไปสอบได้ เนื่องจากอาเจียน วิงเวียนศีรษะ โดยมีการจัดสอบใหม่รอบพิเศษสำหรับผู้เกิดเหตุสุดวิสัย ในวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๕๔

สำหรับข้อคิดเห็นและข้อสังเกตคือ ขอให้ สทศ. ดำเนินการสอบให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการบริการนักเรียนให้มีศูนย์การสอบเพิ่มขึ้น ซึ่ง สทศ.ได้ขยายศูนย์สอบในภูมิภาคต่างๆ จำนวน ๔๗ ศูนย์สอบ การแก้ไขข้อผิดพลาดจะปรับปรุงมาตรฐานไม่ให้มีความผิดพลาดเกิดขึ้น และควรดำเนินการนำผลการทดสอบการทดสอบระดับชาติขั้นพื้นฐาน O-NET มาใช้ในการดำเนินการเพื่อปรับปรุงและพัฒนาคุณภาพการศึกษา ปรับปรุงกิจกรรมการเรียนการสอน ตลอดจนการนำผลทดสอบนั้นมาใช้กับนักเรียน สามารถค้นพบตนเองว่า เรียนสายสามัญหรือสายอาชีพ สทศ. จะรับเรื่องนี้ไปประสานงานกับองค์กรหลักที่เกี่ยวข้องต่อไป

ไม่มีความคิดเห็น: