สวัสดีครับทุกท่าน เว็บไซต์แห่งนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารทางการศึกษา ให้เป็นวิทยาทานสำหรับบุคคลทั่วไป

ข่าวการศึกษา

สนทนา

วันอังคารที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

สพฐ.ร่วม บ.Apple พัฒนาระบบเทคโนโลยีการศึกษา

นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังหารือเกี่ยวกับนโยบายคอมพิวเตอร์แท็บเล็ตเพื่อการศึกษาของไทย ร่วมกับ นายไอดั๊น แม็คคาร์ธี (Mr.Aidan Mc Carthy) Learning Technologiec Worldwide Education Markets(Australia) และ นายแฮรี่ ควา (Mr.Harry Kwa ) Education South Asia พร้อมคณะผู้บริหาร Apple ประเทศไทย ว่า ทาง Apple ได้นำเสนอ ระบบ Apple Solution For Moe ซึ่งเป็นการนำเสนอระบบการจัดการศึกษาแบบครบวงจร ทั้งนี้ ทาง Apple ให้ความมั่นใจในคุณภาพของระบบอย่างมาก ซึ่งตนได้ชี้แจงว่าแท็บเล็ตเป็นเพียงเครื่องมือหรืออุปกรณ์เท่านั้น แต่สิ่งที่ ศธ.ต้องการคือ ระบบเทคโนโลยีที่สามารถปรับปรุงและพัฒนาการเรียนการสอน รวมไปถึงการส่งเสริมให้คนไทยสามารถใช้เทคโนโลยีปรับปรุงระบบการทำงานและเพื่อสร้างรายได้ ดังนั้น สิ่งที่กระทรวงศึกษาฯต้องการมากกว่าเครื่องแท็บเล็ตในขณะนี้ คือ เทคโนโลยีที่สามารถพัฒนาการศึกษาและเพื่อการมีงานทำ

อย่างไรก็ตาม ตนได้สอบถามกับทาง Apple ว่ามั่นใจหรือไม่ว่าระบบและเทคโนโลยีที่จะให้กับ ศธ.นั้นสามารถใช้งานได้จริงไม่ใช่แค่เครื่องแท็บเล็ตนำไปเล่นเกม และใช้ประสิทธิภาพเครื่องและระบบได้แค่เพียง 5% ซึ่งทาง Apple ยืนยันว่ามั่นใจ ดังนั้น ตนจึงได้มอบให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ตั้งทีมทำงานร่วมกับ Apple ในการพัฒนาระบบเทคโนโลยีทางการศึกษาเพื่อการมีงานทำ เพื่อตอบโจทย์ที่ ศธ.กำหนดไว้ เช่น พัฒนาระบบการเรียนการสอนที่ทำให้นักเรียนสร้างผลผลิตทางการเกษตร อุตสาหกรรม ที่นำไปสู่การสร้างรายได้สามารถทำได้จริงหรือไม่ เป็นต้น โดยให้เวลา 2 สัปดาห์ในพัฒนาระบบมานำเสนอ

“ตอนนี้เป็นการทดสอบประสิทธิภาพระบบของทาง Apple ว่าใช้งานได้จริงหรือไม่ คือนำมาลองใช้ในระบบทางการศึกษาเพื่อสร้างรายได้ก่อนนำไปใช้กับระบบธุรกิจซึ่งหากใช้ในการเรียนเพื่อสร้างรายได้ได้จริง ผลิตภัณฑ์ของทาง Apple ถึงจะแพงแต่ก็คุ้มค่า แต่ถ้าหากทำไม่ได้เราก็จะกลับไปใช้แอนดรอย์เหมือนเดิม นี่คือข้อตกที่เราให้กับ Apple ไป ซึ่งเขาก็ยินดีรับ สิ่งที่เราต้องการวันนี้ไม่ใช่การซื้อแท็บเล็ตซึ่งเป็นเครื่องมือ แต่ต้องการซื้อเทคโนโลยีที่ใช้งานได้จริง ซึ่งหากได้ผลจริงเมื่อเราส่งมอบเทคโนโลยีลงไปพัฒนาระบบแล้ว ทางสพฐ.และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) นำใช้พัฒนาผลผลิต แล้วนำรายได้ที่เกิดจากผลิตจ่ายให้ทาง Apple ส่วนหนึ่ง ซึ่งทาง Apple เสนอว่าจะเป็นลักษณะของการเช่าหรือผ่อนก็ได้ แต่ตรงนี้เป็นรายละเอียดที่ต้องไปหารือในอนาคต ถือเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญว่าเราจะซื้อเฉพาะเครื่องหรือจะซื้อทั้งเครื่องและระบบ”รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

นายวรวัจน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในการประชุมกำหนดเนื้อหาหลักสูตรที่จะใส่ในแท็บเล็ต เมื่อเร็ว ๆ นี้ ตนได้กำหนดกลุ่มอาชีพเพิ่มเติมจากเดิม 5 กลุ่มอาชีพเพิ่มเป็น 7 กลุ่มอาชีพ พร้อมกำหนดสาขาภายใต้กลุ่มอาชีพและมอบหมายให้มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ไปรับผิดจัดทำหลักสูตร จัดเตรียมตำรา สื่อการเรียนการสอน ดังนี้ 1.กลุ่มเกษตรกรรม มอบให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์(มก.)รับผิดชอบ สาขาพืช, ปศุสัตว์, ประมง, วนศาสตร์2.กลุ่มอุตสาหกรรม ให้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) รับผิดชอบสาขาอิเล็กทรอนิกส์, แมคคานิกส์คอมพิวเตอร์และการสื่อสาร, เคมี, ชีวภาพ, อุตสาหกรรมเกษตร)3.กลุ่มบริหารจัดการ&สังคม ให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.)รับผิดชอบสาขาบริหารธุรกิจ, เศรษฐ, รัฐ, นิติ, สังคมศาสตร์4.กลุ่มความคิดสร้างสรรค์ (Creative) ให้มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) ประสานมิตร รับผิดชอบสาขาดนตรีการแสดง,วิจิตรศิลป์,ศิลปประยุกต์5.กลุ่มวิทยาศาสตร์เพื่อชีวิต(Life Science)ให้ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย รับผิดชอบสาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์, วิทยาศาสตร์สุภาพ 6.กลุ่มอาหาร ให้มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต (มสด.)รับผิดชอบสาขาอุตสาหกรรมอาหาร, อาหารและการบริการและ7.กลุ่มความเป็นเลิศทางวิจัย นวัตกรรม และถ่ายทอดองค์ความรู้ ให้มหาวิทยาลัย เทคโนโลยีสุรนารี (มทส.)รับผิดชอบ สาขาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน, ศึกษาศาสตร์, ครุศาสตร์, ครุศาสตร์อุตสาหกรรม, นานาชาติศึกษา,สังคมและมนุษย์ศาสตร์) และยังได้ มอบให้สพฐ. จัดหาโรงเรียนเพื่อส่งมอบให้มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งไปดูแล ในแต่ละจังหวัดด้วย

ด้าน นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.)กล่าวว่า ศธ.รับผิดชอบเรื่องการศึกษา แต่ทาง Apple รับผิดชอบเรื่องไอที ซึ่งถือเป็นการพัฒนาเรื่องการศึกษาเพื่อการมีงานทำร่วมกัน ซึ่งไม่ได้เป็นแค่เรื่องของการขายแค่เครื่องฮาร์ดแวร์เท่านั้น และทาง Apple พยายามเสนองว่าทาง Apple เป็นบริษัททางเทคโนโลยีที่มีแอปพิเคชั่นเพื่อการเรียนรู้มากมาย ดังนั้น ต่อไปจึงจะมาพัฒนาเทคโนโลยีให้เป็นการศึกษาเพื่อการมีงานทำร่วมกัน


ที่มา: http://www.naewna.com

ไม่มีความคิดเห็น: