ภาพถ่ายของฉัน
สวัสดีครับ ทุกท่าน แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารทางการศึกษา ติดต่อผมและผอ.เจน ได้ที่E-Mail : jo_sk4@hotmail.com Tel - 087 4554552 / 089 5133032

ตารางอบรม

ตารางอบรม
อบรมเตรียมสอบผู้บริหารสถานศึกษา

ข่าวการศึกษา

รูป

รูป

ข่าวการศึกษา

วันอังคารที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ผลงานดีเด่นการประเมินวิทยฐานะเชิงประจักษ์

ก.ค.ศ.ให้ครูที่มีผลงานดีเด่นขอรับการประเมินผลงานเชิงประจักษ์ได้ กลางเดือน ก.ค.นี้ "อภิชาติ" ชี้แนวทางพิจารณาจะดูผลงานครูจากความสำเร็จของนักเรียนมากกว่าคะแนนโอเน็ต เผยคณะทำงานพิจารณาผลงานดีเด่นระดับชาติของครูเตรียมประชุม 30 มิ.ย.นี้ ส่วนเรื่องปรับขึ้นเงินเดือนครู 8% สอศ.ยังติดปัญหา ต้องรอกรมบัญชีกลางยืนยัน

นายอภิชาติ จีระวุฒิ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ว่า ที่ประชุมได้ติดตามความคืบหน้าการพิจารณาเพื่อหาหลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้ที่มีผลงานดีเด่น ประสบความสำเร็จเป็นที่ประจักษ์ เพื่อประเมินให้มีวิทยฐานะหรือเลื่อนวิทยฐานะชำนาญการพิเศษและวิทยฐานะเชี่ยวชาญ เบื้องต้นจะมีการประชุมคณะทำงานพิจารณาในวันที่ 30 มิ.ย.นี้ เพื่อพิจารณาคัดกรองรางวัลที่เป็นรางวัลดีเด่นระดับชาติไว้ใช้ในการประเมินเชิงประจักษ์ โดยมีคุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เป็นประธานฯ

ทั้งนี้ ขณะนี้ได้มีหน่วยงานต่างๆ ทั่วประเทศที่มีการมอบรางวัลให้กับครูผู้มีผลงานดีเด่นได้รายงานชื่อครูที่ได้รางวัลมายังสำนักงาน ก.ค.ศ.แล้วจำนวน 356 รายการ ซึ่งได้มีการคัดเลือกว่าเป็นรางวัลที่สมควรจะเสนอต่อคณะทำงาน เหลือเพียง 300 รายการ และจะมีการพิจารณาคัดกรองอีกชั้นว่าสมควรจะให้เป็นรางวัลดีเด่นระดับชาติหรือไม่ ก่อนนำเสนอคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) วิสามัญตำแหน่งเพื่อประกาศใช้ จากนั้นจะเปิดให้ผู้บังคับบัญชาเสนอชื่อรวมทั้งจะเปิดโอกาสให้ครูได้แสดงตนเพื่อขอรับการประเมินผลงานเชิงประจักษ์ได้ ประมาณกลางเดือน ก.ค.นี้

“ที่ผ่านมาการพิจารณาผลงานเชิงประจักษ์ของครูคนส่วนใหญ่มักจะมุ่งไปที่ผลคะแนนแบบทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) แต่การพิจารณาเชิงประจักษ์ตามหลักเกณฑ์วิธีการใหม่จะดูที่ผลผลิตของนักเรียนที่ครูสอนมาว่าเป็นอย่างไรบ้าง อาทิ เด็กจบชั้น ม.3 แล้วออกไปทำงาน แล้วประสบความสำเร็จภายใน 3-5 ปี อันนี้เป็นผลงานที่สำคัญกว่า ทั้งนี้ หากใครคิดว่าตัวเองมีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ก็ให้เสนอตัวเองมา อย่างไรก็ตาม ในขั้นต้นที่จะเสนอต้องผ่านการคัดกรองจากหน่วยงานต้นสังกัดว่ามีคุณสมบัติเป็นไปตามหลักเกณฑ์หรือไม่” ปลัด ศธ.กล่าว

ปลัด ศธ.กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้ติดตามการเบิกจ่ายเงินเดือนของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีการปรับขึ้นเงินเดือน 8% ซึ่งพบว่าขณะนี้ทุกหน่วยงานได้ตั้งเรื่องเบิกจ่ายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่มีเพียงสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ที่รอการยืนยันจากกรมบัญชีกลาง ซึ่งคาดว่าภายในสัปดาห์นี้จะได้รับคำตอบ ส่วนกรณีที่มีผู้ร้องเรียนว่าการปรับเงินเดือนตามเพดานเงินเดือนใหม่ ตาม พ.ร.บ.เงินเดือน เงินประจำตำแหน่งและเงินวิทยฐานะ ทำให้เสียสิทธิ์ในการได้รับเงินเพิ่มจาก คศ.3 เป็น คศ.4 และ คศ.4 เป็น คศ.5 นั้น ที่ประชุมได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาศึกษาเรื่องนี้ว่ามีข้าราชการครูได้รับผลกระทบเรื่องนี้จริงหรือไม่ เพื่อจะได้เข้าไปช่วยแก้ปัญหา หากจะต้องมีการปรับแก้กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องก็จะดำเนินการให้ เพราะมีข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากว่า 1,000 คน ที่ได้รับผลกระทบดังกล่าว.

ที่มา นสพ.ไทยโพสต์

วันจันทร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2554

นโยบายบรอดแบรนด์แห่งชาติ


นายสมบัติ สุวรรณพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูง (CIO) เพื่อระดมความคิดเห็นในการจัดทำแผนดำเนินการของกระทรวงศึกษาการเกี่ยวกับนโยบายบรอดแบรนด์แห่งชาติ เมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๔ ณ ห้องประชุม ๒ ชั้น ๓ อาคารรัชมังคลาภิเษก

รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ปัจจุบันกระทรวงศึกษาธิการ มีการใช้ระบบสารสนเทศผ่านทาง UniNet และ MoeNet ซึ่งเป็นเครือข่ายส่วนกลางที่หน่วยงานต่างๆในสังกัด ๕ องค์กรหลักเข้าใช้และให้บริการร่วมกัน แต่จะมีการกำหนดแอปพลิเคชั่นการใช้งานในลักษณะของหน่วยงานตนเองที่ต่างกันออกไป แต่ในอนาคตจะมีการรวมเอาเครือข่ายทั้ง ๒ รูปแบบที่ใช้อยู่ คือ UniNet และ MoeNet เข้าเป็นศูนย์กลางข้อมูลร่วมกันภายใต้ชื่อ NedNet ซึ่งจะเป็นศูนย์กลางแหล่งข้อมูลหลัก ที่ทุกฝ่ายสามารถใช้งานและเข้าถึงข้อมูลร่วมกันได้ ภายใต้นโยบาย ๓Nและสอดคล้องกับนโยบายบรอดแบรนด์แห่งชาติ ของรัฐบาลที่มีเป้าหมายในการจัดหาบรอดแบรนด์ให้ประชาชนเข้าใช้บริการอย่างทั่วถึง

“ทั้งนี้ ในระยะแรก องค์กรหลักในกระทรวงศึกษาธิการ ต้องร่วมกับกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารจัดทำแผนการดำเนินงานของกระทรวงร่วมกัน โดยสนับสนุนทางด้านข้อมูลและแผนการดำเนินโครงการที่เกี่ยวเนื่องกับโครงข่ายบรอดแบรนด์ เพื่อร่วมกันจัดทำแผนการพัฒนาตามนโยบายบอร์ดแบรนด์แห่งชาติต่อไป” รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการกล่าว
นโยบายบรอดแบรนด์แห่งชาติมีวัตถุประสงค์ให้รัฐบาลเป็นผู้กำหนดนโยบายและสนับสนุนการพัฒนาให้มีและใช้บริการบรอดแบรนด์ให้เป็นสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานสำหรับประชาชนเช่นเดียวกับถนน ประปา ไฟฟ้า และโทรศัพท์ โดยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยด้านการศึกษา สาธารณสุข และการบริการของภาครัฐแก่ประชาชน ให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งประชาชนจะใช้บริการและสื่อสารผ่านบรอดแบรนด์ได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน โดยกำหนดให้ร้อยละ ๘๐ ของประชากรสามารถเข้าถึงบริการอินเตอร์เน็ต ภายในปี ๒๕๕๘ โดยมีคุณภาพบริการที่มีมาตรฐานและอัตราค่าบริการที่เหมาะสม และได้กำหนดให้มีการขยายการให้บริการให้ครอบคลุมประชาชนร้อยละ ๙๕ ภายในปี ๒๕๖๓

ที่มา ข่าวสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

วันอาทิตย์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2554

โรงเรียนขนาดเล็ก : ความท้าทายของสังคมไทย

ภารกิจเร่งด่วนของกระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) คือการปฏิบัติงานเพื่อส่งเสริมให้ระบบการศึกษาเป็นระบบที่มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพควบคู่กันไป หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ต้องส่งเสริม สนับสนุนให้โรงเรียน ซึ่งมีจำนวนนับสามหมื่นโรงเรียนสามารถดำเนินการพัฒนาคุณภาพนักเรียนให้ได้ตามมาตรฐานการเรียนรู้ที่หลักสูตรกำหนดอย่างมีประสิทธิภาพภายใต้ข้อจำกัดด้านทรัพยากรที่มีอยู่

สพฐ. จึงขอนำเสนอข้อมูล หลักการ แนวคิดเพื่อให้สาธารณชนเข้าใจในสิ่งที่กระทรวงศึกษาฯ กำลังดำเนินการอยู่ โดยเฉพาะประเด็นร้อนในขณะนี้คือการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก โรงเรียนขนาดเล็ก หมายถึง โรงเรียนที่มีนักเรียนตั้งแต่ 120 คนลงมาสภาพปัญหาและความท้าทายที่ สพฐ. ประสบอยู่คือการมีโรงเรียนขนาดเล็กจำนวนมากไม่สามารถสะท้อนถึงคุณภาพ และประสิทธิภาพการจัดการศึกษาได้ กล่าวคือ พบว่า โรงเรียนขนาดเล็กมีจำนวนมากถึง 14,397 โรงเรียน คิดเป็นร้อยละ 45.82 โดยให้บริการนักเรียนเพียงร้อยละ 12.42 ของจำนวนนักเรียนทั้งหมด (ปีการศึกษา 2553) และจำนวนโรงเรียนขนาดเล็กมีแนวโน้มจำนวนสูงขึ้นทุกปี อันเป็นผลมาจากอัตราการเกิดลดลงปีละประมาณ 200,000 คน และความนิยมของผู้ปกครองที่ต้องการส่งลูกหลานไปเรียนในโรงเรียนคุณภาพที่ตั้งอยู่ในเมืองสภาพปัญหาและข้อจำกัดของโรงเรียนขนาดเล็กที่สำคัญ คือ
1. ครูไม่ครบชั้น ในโรงเรียน 7,280 โรง เนื่องจากนักเรียนมีจำนวนน้อยมาก รัฐจึงไม่สามารถจัดครูได้ครบชั้น เช่น โรงเรียน ก. มีนักเรียน20 คน เปิดสอน 8 ชั้นเรียน ตั้งแต่อนุบาล-ประถมศึกษาปีที่ 6 รัฐไม่สามารถจัดครูได้ 8 คนสำหรับ 8 ห้องเรียน (บางห้องเรียนมีเด็ก 1-2 คน)แต่จัดครูได้ตามเกณฑ์ คือ 1 คน และผู้บริหารโรงเรียน 1 คน แต่ละเดือนรัฐต้องจ่ายเงินเดือนละประมาณ 7 หมื่นบาทสำหรับดูแลนักเรียนเพียง 20 คน
2. ขณะที่เงินเดือนครูมีอัตราสูง ทั้งยังมีเงินค่าวิทยฐานะ รัฐจึงจำเป็นต้องคำนึงถึงอัตราครูต่อนักเรียนที่ควรมีอัตราสูงอย่างเหมาะสม แต่โรงเรียนขนาดเล็กมีอัตราครูต่อนักเรียนต่ำโดยเฉลี่ยในภาพรวมทั้งประเทศคือครู 1 คนต่อนักเรียน 12 คน โดยบางโรงเรียนมีครูต่อนักเรียนต่ำมากเพียง 1 ต่อ 3 ดังนั้น รัฐจึงมีค่าใช้จ่ายด้านเงินค่าตอบแทนครูในโรงเรียนขนาดเล็กสูงมากหากคิดค่าใช้จ่ายต่อหัวต่อปีอาจสูงกว่าการผลิตนักศึกษาแพทย์ด้วยซ้ำ
3. โรงเรียนขนาดเล็กเหล่านี้มีจำนวนไม่น้อยที่ไม่สามารถปฏิบัติงานด้านการพัฒนาคุณภาพนักเรียนได้อย่างน่าพึงพอใจ (รวมถึงโรงเรียนขนาดกลางและขนาดใหญ่ที่มีปัญหาผลการประเมิน ONET ต่ำกันทั้งประเทศ)และไม่ผ่านการรับรองมาตรฐาน (สมศ..2548)

ระบบการบริหารจัดการโรงเรียนสมควรได้รับการปรับปรุงพัฒนาให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพอย่างชัดเจน นำไปสู่การพัฒนาระบบการศึกษาและรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติอย่างยั่งยืน ซึ่งโดยหลักวิชาการถือเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่ สพฐ. ประสงค์จะพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็กทั้งทางด้านคุณภาพและประสิทธิภาพ โดยให้มีการใช้ทรัพยากรทางการศึกษาให้เกิดประโยชน์สูงสุด จึงขอนำเสนอหลักคิดต่อพ่อแม่ ผู้ปกครอง ดังนี้
1.รัฐไม่สามารถจัดสรรงบประมาณมากมายที่จะจ้างครูได้ครบชั้นจัดซื้อคอมพิวเตอร์ และมีสื่อวัสดุอุปกรณ์การเรียนทันสมัยให้โรงเรียนทุกโรงจำนวนกว่า 3 หมื่นกว่าโรงได้อย่างทั่วถึง
2.รัฐบาลมีนโยบายในการพัฒนาโรงเรียนดีประจำจังหวัด โรงเรียนดีประจำอำเภอ และโรงเรียนดีประจำตำบลให้มีความพร้อมด้านการเรียนการสอน และครูดีอย่างครบครัน เพื่อให้มีโรงเรียนดีกระจายตัวอยู่ในพื้นที่ชนบทอย่างทั่วถึง
3.การรวมโรงเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงเรียนที่ตั้งอยู่ใกล้เคียงกันเพียง 1-2-3 กิโลเมตร การคมนาคมสะดวก โดย สพฐ. สนับสนุนค่าพาหนะนักเรียนให้ตลอดปีการศึกษา โดยมีความคาดหวังสูงสุดคือเพื่อให้นักเรียนได้เรียนในโรงเรียนที่ดีกว่าเดิมมีผลการเรียนสูงขึ้น และเพิ่มอัตราครูต่อนักเรียนทั้งนี้ สพฐ. จะไม่รวมโรงเรียนขนาดเล็กใดๆ ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่พิเศษ ห่างไกลทุรกันดาร และเสี่ยงภัย แม้ว่าจะมีนักเรียนเพียง 5-10 คน และการดำเนินการของ สพฐ. ดังกล่าว ได้รับการสอบทาน และเห็นชอบจากกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร

รัฐจำเป็นต้องดูแลโรงเรียนนับสามหมื่นโรงในเชิงระบบซึ่งต้องมีคุณภาพ และประสิทธิภาพ สังคมไทยพึงใช้วิจารณญาณอันสุจริตในการพิจารณาประเด็นการรวมโรงเรียน ซึ่งรัฐไม่มีเจตจำนงใดที่จะขัดกับเจตนารมณ์เรื่องสิทธิและเสรีภาพในการศึกษาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เพียงแต่สังคมควรต้องพินิจให้ลึกซึ้งว่า สิทธิและเสรีภาพนั้นควรอยู่ภายใต้หลักคิดด้านคุณภาพประสิทธิภาพทางการศึกษาและผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ

ทั้งนี้ ขอเรียนเน้นย้ำว่า ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรตั้งอยู่บนพื้นฐานความเชื่อว่า
พ่อแม่ย่อมต้องการให้ลูกได้เรียน
ในโรงเรียนที่ดี มีคุณภาพและทุกฝ่ายควรคำนึงถึงผลประโยชน์
ของประเทศชาติเป็นสำคัญ

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)

www.obec.go.th

ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามรัฐ

วันเสาร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2554

งานชุมนุมลูกเสือ ๑๐๐ ปี


นางสาวจุไรรัตน์ แสงบุญนำ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดงานชุมนุมลูกเสือ ๑๐๐ ปี ลูกเสือไทยเทิดไท้องค์ราชันย์ ๘๔ พรรษา โดยมีพิธีสวนสนามและทบทวนคำปฏิญาณของลูกเสือและเนตรนารี ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปราจีนบุรี เขต ๒ เมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๔ ณ ค่ายลูกเสือชั่วคราว โรงเรียนลาดตะเคียนราษฎร์บำรุง จังหวัดปราจีนบุรี

รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า กิจกรรมลูกเสือ เนตรนารี เป็นกิจกรรมที่มุ่งเน้นพัฒนาเยาวชนให้เจริญเติบโตมีความพร้อมในด้านคุณสมบัติ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม ปลูกฝังให้เกิดความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และมีความรับผิดชอบต่อสังคม มีระเบียบวินัยต่อตนเอง

“ขณะนี้ การศึกษาของไทยกำลังอยู่ในช่วงการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง ซึ่งเริ่มขึ้นตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ -๒๕๖๑ โดยให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสทางการศึกษา การพัฒนาคุณภาพ และสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อมุ่งพัฒนาเยาวชนให้มีความเป็นพลเมือง โดยการนำกิจกรรมลูกเสือ เนตรนารี และกิจกรรมยุวกาชาดมาเป็นหลักสูตรในการพัฒนาผู้เรียนให้เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม มีวินัยต่อตนเองและสังคม รู้จักการเสียสละ มีความสามัคคี มีความเป็นผู้นำและผู้ตามที่ดีตามแนวทางการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ทั้งนี้กิจกรรมลูกเสือและเนตรนารี ยังมีส่วนในการพัฒนาเยาวชนให้เป็นกำลังสำคัญในการสร้างชาติในอนาคตอีกด้วย” รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าว

สำหรับงานชุมนุมลูกเสือ ๑๐๐ ปี ลูกเสือไทยเทิดไท้องค์ราชันย์ ๘๔ พรรษา เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ ๑๐๐ ปีแห่งการสถาปนากิจการลูกเสือไทยและเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษาครบ ๘๔ พรรษา ในวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๔ อีกทั้งน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖พระผู้พระราชทานกำเนิดลูกเสือไทย โดยกิจกรรมการชุมนุมลูกเสือในครั้งนี้มีผู้บังคับบัญชาลูกเสือ เหล่าลูกเสือ เนตรนารี และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมจำนวน ๑,๖๐๐ คน ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ ๒๓-๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๔ ณ ค่ายลูกเสือชั่วคราว โรงเรียนลาดตะเคียนราษฎร์บำรุง จังหวัดปราจีนบุรี ทั้งนี้ มีการจัดแสดงนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับประวัติลูกเสือโลกและลูกเสือไทย การจัดกิจกรรมกระบวนการทางลูกเสือ เช่น กิจกรรมตามฐาน การผจญภัย การชุมนุมรอบกองไฟ และกิจกรรมที่มุ่งส่งเสริมวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณีท้องถิ่น เพื่อสร้างเจตคติ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ สร้างเสริมทักษะ ให้ลูกเสือสามารถนำไปพัฒนาทักษะของตนเอง และมีส่วนในการพัฒนาประเทศชาติต่อไป

ที่มา ข่าวสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

วันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2554

อนุกรรมการ กนป. ชี้ ผลการสอบ PISA ต่ำอาจส่งผลต่อการลงทุนของชาวต่างชาติ


เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2554 สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) จัดการประชุมสร้างความรู้ความเข้าใจแนวทางการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง โดยมีนางสาวสุทธาสินี วัชรบูล รองเลขาธิการสภาการศึกษา เป็นประธานเปิดงาน ณ โรงแรมริเวอร์แคว จังหวัดกาญจนบุรี ด้านนายธงชัย ชิวปรีชา อนุกรรมการ กนป. ชี้ ผลการสอบ PISA ต่ำก็อาจจะส่งผลต่อการลงทุนของชาวต่างชาติ

นางสาวสุทธาสินี วัชรบูล รองเลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวเปิดการประชุมสร้างความรู้ความเข้าใจแนวทางการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง ซึ่งจัดโดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ว่าหลักการสำคัญในการการปฏิรูปการศึกษา คือ การสร้างคุณภาพและเนื้อหาในการศึกษา การสร้างโอกาสและการเข้าถึงการศึกษา การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนของสังคม โดยมีจุดเน้นสามเรื่อง คือ 1.พัฒนาคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ 2. โอกาสทางการศึกษา เปิดโอกาสให้คนไทยเข้าถึงการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพ 3.การมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนของสังคม ทั้งนี้ ทุกภาคส่วนจะต้องมีความรู้ความเข้าใจที่ตรงกันและร่วมผลักดันการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติให้บรรลุผลสำเร็จ แต่จุดเริ่มต้นที่แท้จริงของการนำนโยบายลงสู่การปฏิบัตินั้น ต้องขึ้นอยู่กับการที่หน่วยงานในระดับท้องถิ่นจะยอมรับนโยบายจากส่วนกลางมากน้อยเพียงใด เพราะปัจจัยสภาพแวดล้อมของแต่ละท้องถิ่นที่มีความแตกต่างกัน จึงเป็นสิ่งที่หน่วยงานในท้องถิ่นตลอดจนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายต้องตัดสินใจหรือมีส่วนร่วมในการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

ดร.ธงชัย ชิวปรีชา อนุกรรมการการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง (กนป.) ด้านการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาและการเรียนรู้ กล่าวว่า คุณภาพการศึกษาในเชิงวิชาการ การสอบ PISA ซึ่งเป็นการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ของทั่วโลก ผลจาก PISA แสดงให้เห็นว่าคะแนนของเด็กไทยต่ำกว่าค่าเฉลี่ยนานาชาติ ขณะที่หลายประเทศในเอเซียได้คะแนนสูง เช่น เกาหลีใต้ ใต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ ซึ่งอาจจะส่งผลต่อการลงทุนของชาวต่างชาติได้ สาเหตุที่ทำให้คะแนน PISA ไม่ดีนั้น มีเหตุผลสองประการด้วยกัน คือ 1. การที่เด็กไม่ตั้งใจทำข้อสอบ จึงควรหาวิธีที่จะทำอย่างไรให้เด็กไทยทำข้อสอบได้อย่างมีคุณภาพ 2.การที่เด็กไม่คุ้นเคยกับข้อสอบมาก่อน โดยข้อสอบส่วนใหญ่เน้นการวัดทางด้านการอ่าน คิด วิเคราะห์ ครูจะต้องสอนให้เด็กนักเรียนคิด วิเคราะห์เป็น และในอีก 1 ปี คือในเดือนสิงหาคมปีหน้า จะมีการสอบอีกครั้ง ดังนั้น เราควรร่วมรณรงค์โดยการฝึกครูให้ออกข้อสอบแบบคิดวิเคราะห์ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะเป็นการวัดผลเทียบกับทั่วโลก

วันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ยูเนสโกขึ้นทะเบียนจารึกวัดโพธิ์เป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก


นายสมบัติ สุวรรณพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมแถลงข่าว "ยูเนสโก" ขึ้นทะเบียนจารึกวัดโพธิ์ เป็นมรดกแห่งความทรงจำของโลก ของการประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษานานาชาติว่าด้วยแผนงานความทรงจำแห่งโลกของยูเนสโก ครั้งที่ ๑๐ (The Tenth Meeting of the International Advisory Committee for the Memory of the World Programme of UNESCO) ระหว่างวันที่ ๒๐ – ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๕๔ ณ มหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ เมืองแมนเชสเตอร์ สหราชอาณาจักร

กระทรวงศึกษาธิการในฐานะสำนักเลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ได้รับรายงานจาก ม.ร.ว.รุจยา อาภากร กรรมการในคณะกรรมการว่าด้วยแผนงานมรดกความทรงจำโลกของไทย ซึ่งเป็นผู้แทนเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษานานาชาติว่าด้วยแผนงานความทรงจำแห่งโลกของยูเนสโก ครั้งที่ ๑๐ (The Tenth Meeting of the International Advisory Committee for the Memory of the World Programme of UNESCO) ณ เมืองแมนเชสเตอร์ สหราชอาณาจักร ว่า ยูเนสโกได้ประกาศรับรองจารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหารหรือวัดโพธิ์เป็นมรดกความทรงจำแห่งโลกในทะเบียนนานาชาติ (International Register) เมื่อวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๕๔

สำหรับจารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร เคยได้รับอนุมัติให้ขึ้นทะเบียนมรดกความทรงจำของโลกของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (RegionalRegister)เมื่อ พ.ศ.๒๕๕๑ ตามที่คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยแผนงานความทรงจำแห่งโลก ประเทศไทย ได้เสนอเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่ยูเนสโก หลังจากนั้นคณะกรรมการแห่งชาติฯ จึงได้ดำเนินการสำรวจ จัดทำทะเบียนและถ่ายภาพแผ่นจารึกวัดโพธิ์จำนวน ๑,๔๔๐ ชิ้น และจัดทำแผนอนุรักษ์ตามแนวทางของยูเนสโก สำหรับการเสนอจารึกวัดโพธิ์ เป็นมรดกความทรงจำแห่งโลกนั้น ได้เสนอให้ยูเนสโก พิจารณาเมื่อเดือนมกราคม ๒๕๕๔ และผ่านขั้นตอนในการประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษานานาชาติของโครงการมรดกความทรงจำแห่งโลก ที่สหราชอาณาจักร โดยที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ให้จารึกวัดโพธิ์ที่เกี่ยวข้องกับวิชาความรู้ ที่มีลักษณะเป็นสากล ไม่ใช่ความรู้เฉพาะในประเทศไทย เช่น เรื่องพระพุทธศาสนา เรื่องวรรณกรรม เช่น จารึกรัชกาลที่ ๑ เรื่องสร้างวัดพระเชตุพนฯ จารึกเรื่องพระพุทธบาท จารึกเรื่องนิทานสิบสองเหลี่ยม หรือนิทานอิหร่านราชธรรม จารึกโคลงภาพคนต่างภาษา (ชาติพันธุ์วิทยา)จารึกเรื่องตำรายา จารึกเรื่องฤาษีดัดตน จารึกทำเนียบหัวเมืองขึ้นกรุงสยาม จารึกฉันท์กฤษณาสอนน้อง และจารึกตำราเพลงยาวกลบท เป็นต้น

ทั้งนี้ คณะกรรมการว่าด้วยแผนงานมรดกความทรงจำแห่งโลก ของคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยยูเนสโก มีความเห็นชอบที่จะจัดงานสมโภชในโอกาสที่จารึกวัดโพธิ์ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกความทรงจำแห่งโลกในทะเบียนนานาชาติระหว่างวันที ๑๙ – ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ เป็นเวลา ๙ วัน ๙ คืน

ที่มา ข่าวสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

วันอังคารที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2554

นโยบายการศึกษารัฐบาลใหม่หลังเลือกตั้ง

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะนายทะเบียนสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยนายคณวัฒน์ วศินสังวร รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ร่วมการเสวนา "ถกนโยบายการศึกษารัฐบาลใหม่หลังเลือกตั้ง” ณ ห้องประชุมอิศรา อมันตกุล สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๔ จัดโดยสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับชมรมสื่อมวลชนสายการศึกษา และกลุ่ม For Thailand ถนนสามเสน

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ กล่าวว่า "ที่ผ่านมาแม้จะเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจ แต่งบประมาณด้านการศึกษาไม่ได้ลดน้อยลงไป และภายหลังการเลือกตั้งไม่ว่ารัฐบาลใหม่จะเป็นพรรคไหนก็ตาม แต่พรรคประชาธิปัตย์ได้วางกรอบชัดเจนในการปฏิรูปการศึกษาทศวรรษที่สอง ไว้แล้ว มีการจัดตั้งกลุ่มศึกษายุทธศาสตร์ และทำหน้าที่ขับเคลื่อนไว้อย่างชัดเจน การกำหนดยุทธศาสตร์ไว้ในการปฏิรูปการศึกษารอบที่สอง พรรคยืนยันว่าการนำเสนอเชิงนโยบายครั้งนี้ ที่หัวหน้าพรรค ท่านอภิสิทธิ์ไปหาเสียงเรื่องเรียนฟรี เป็นการตอกย้ำว่าการศึกษาเป็นเรื่องของการพัฒนาประเทศ และเป็นการลงทุนขนาดใหญ่เพื่ออนาคตของชาติ

นโยบายแรกที่เร่งด่วน คือ นโยบายเรียนฟรี ๑๕ ปี และเพิ่มงบกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) อีก ๒ แสนล้านบาท เพราะโอกาสที่จะเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียมในประเทศไทยยังมีช่องว่าง นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นไปที่เด็กชายขอบ ชาวเขา เด็กพิการ ที่สามารถเรียนร่วมในโรงเรียนปกติได้มากกว่า ๙ แสนคน และให้สำนักงานการศึกษาพิเศษ ดูแลการศึกษาของเด็กพิการซ้ำซ้อน ที่มีอยู่อีกไม่ต่ำกว่า ๔ แสนคน รวมทั้งเด็กที่ไม่สามารถเรียนรู้ได้ต้องอยู่กับบ้าน

มีนโยบายเปลี่ยนพ่อแม่ให้เป็นครู โดยมีครูพี่เลี้ยง ๔.๕ หมื่นราย นอกจากนี้ยังมีเด็กที่ต้องใช้นโยบายแบบใหม่ที่ต้องเข้ามาช่วยเหลือ เช่น เด็กที่ต้องออกเรียนกลางคันหรือต้องติดตามผู้ปกครอง ส่วนเรื่องของการกู้ยืม เด็กชนบทที่ห่างไกลยังมีอยู่มากต่ำกว่าร้อยละ ๓๐ ของที่มีอยู่ทั้งหมด ตอนนี้งบทุนมีหนึ่งแสนสามหมื่นล้านบาท จะต้องเพิ่มให้กู้ได้อีกสองแสนห้าหมื่นราย ถ้ายังไม่ได้เข้าเรียนจะนำไปสู่คุณภาพไม่ได้

การสร้างมาตรฐานคุณภาพ ก็เป็นนโยบายที่หากได้เป็นรัฐบาลจะเดินหน้าต่อ เช่น ผู้เรียนจะมีคุณภาพได้อย่างไร อนุบาล มัธยมเรียนควรเรียนรู้เรื่องใด ทั้งนี้ อาชีวะต้องมีฝีมือด้านแรงงาน มีสถาบันที่พัฒนาคุณวุฒิและค่าจ้าง ซึ่งต้องสร้างเกณฑ์การวัดมาตรฐาน สำหรับมหาวิทยาลัยจะให้ไปสู่มาตรฐานโลก โดยต้องพัฒนาทักษะบัณฑิตรุ่นใหม่ ให้มีองค์ความรู้ในการตัดสินใจ มีเทคโนโลยีขั้นสูง และมีคุณธรรมจริยธรรม

ปัจจัยที่สำคัญ คือ ครู มีการสร้างครูพันธุ์ใหม่ เพิ่มงบและนโยบายให้คนเก่งมาเป็นครูคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์และภาษาอังกฤษ ได้รับทุนเพื่อมาเป็นครูซูเปอร์พรีเมี่ยม และครูพรีเมี่ยม สิ่งที่รัฐบาลได้ดำเนินการคือแก้ไข คือการเพิ่มเงินให้ครู ๑๓% เพื่อเป็นกำลังใจให้ครู แต่ครูต้องเปลี่ยนการสอนจากการสอนเป็นการเรียนรู้ สุดท้าย คือ ไอซีที ใช้งบ NEdNet กว่าหมื่นล้าน จัดซื้อคอมให้ ๑ คนต่อคอมพิวเตอร์ ๑ เครื่อง และต้องการให้ถึงโรงเรียนอย่างแท้จริง.."

นายคณวัฒน์ วศินสังวร กล่าวว่า "เรื่องการศึกษาไม่มีอะไรซับซ้อน เวลาดูเรื่องขีดความสามารถ ต้องดูเรื่องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะเรื่องโทรคมนาคมที่กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยงบ ๑.๓% ของงบทั้งหมด ด้านเครือข่ายบรอดแบนด์ก็สำคัญมากที่จะสร้างสังคมเรียนรู้การศึกษา ต้องระวังการกลืนปัจจัยโครงสร้างพื้นฐาน ความเข้าถึงและก้าวถึงต้องไปด้วยกัน ทั้งนี้การปฏิรูปการศึกษาที่ผ่านมาควรมีเรื่องคุณภาพการศึกษาแต่ก็ช้าไป ๑๒ ปีแล้ว ไม่อย่างนั้นจะไม่ต้องเจอกับเด็กที่สอบโอเน็ตและคะแนนตกเป็นจำนวนมาก

นโยบายพรรคเพื่อไทย คือ การยกระดับคุณภาพการศึกษาให้ตามทันสากลโลกและมีความเป็นไทย ไม่อยากเห็นศึกษาไทยเดินตามหลังสากลโดยขาดความเป็นไทย หลักสูตรที่มีต้องมีมาตรฐานสูงเทียบเท่าสากล เพราะปัญหาโลกาภิวัตน์เป็นสิ่งที่ต้องพัฒนาแต่ต้องรักษาความเป็นไทยเอาไว้ เช่น โครงการตำราแห่งชาติ เป็นเรื่องเนื้อหาสาระ (content) การผลิตและปฏิรูปครู ต้องเป็นนโยบายที่สำคัญ อาจผลักดันให้เป็นวาระแห่งชาติ การสร้างครูพันธุ์ใหม่ต้องใช้เวลา ทดแทน ๒ แสนคนจาก ๔ แสนคนที่จะออกไปใน ๑๐ ปีข้างหน้า ตอนนี้ครูจำนวนรวมไม่ได้ขาด มีอัตราส่วนครู ๑ ต่อเด็ก ๒๕ คน ครูกระจุกไม่กระจาย กระบวนการนี้ต้องมีการจัดการใหม่ทั้งหมด ระบบผลตอบแทนเงินเดือน ซึ่งจูงใจคนเก่งคนดีเข้ามาเป็นครู และต้องมาดูแลเรื่องหนี้สินครู จะมีนโยบายพักชำระหนี้ครูที่ไม่เกิน ๕ แสนบาทในเวลาสามปี และนโยบายรถคันแรกของครูโดยคืนภาษีสรรพสามิตให้ลดยอดราคารถรุ่นประหยัดลง

ช่วงระยะเปลี่ยนผ่านเป็นช่วงที่รอไม่ได้ ขีดความสามารถต้องทำทุกนาที ทุกวัน สิ่งที่จะมาเติมเต็มการศึกษา คือ เทคโนโลยี เพื่อลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำที่ไม่เท่าเทียมกัน เพราะทุกคนอยากเข้าโรงเรียนที่ดี ซึ่งต้องกระจายปัญหานี้ ในระยะสั้น ที่ทำได้เร็วคือมียุทธศาสตร์เทคโนโลยีเข้ามาใช้ สิ่งที่ขาดคือดิจิทัลคอนเทนต์ ต้องทำไปพร้อมกับการปฏิรูปหลักสูตร ไม่ต้องรอจนจบศึกษา ควรจัดเวทีเสวนาเชิญครูมาทำการวิจัย เพิ่มกระบวรการการเรียนการสอนความเป็นไทย ซึ่งเป็นกระบวนการที่สำคัญมาก จะต้องผลักดันให้เกิดการวิจัยหลักสูตรและพัฒนาการเรียนการสอน เช่น การบวกเลขจากการทด เป็นการหักออกเต็มๆ

นอกจากนี้ จะติดตั้งอินเตอร์เน็ตฟรีไวไฟในที่สาธารณะ โรงเรียน โรงพยาบาล นอกเหนือการแจกแท็บเล็ทพีซี โดยจะเริ่มแจกเด็ก ป.๔ ถ้าแจกทั้งหมดแปดล้านคน งบไม่เกิน ๕ หมื่นล้าน ด้านอาชีวศึกษา คนเรียนน้อย เป็นเรื่องต้องสร้างทักษะให้เชื่อมโยงภาคการผลิต ส่วนด้านอุดมศึกษา ต้องทำให้อุดมศึกษาเชื่อมโยงกับท้องถิ่น ทุกมหาวิทยาลัยจากการผลิตบัณฑิตต้องเปลี่ยนเป็นการสร้างผู้ประกอบการตั้ง กองทุนตั้งตัวได้ จัดไว้ทุกมหาวิทยาลัยเป็นวงเงินประมาณ ๑,๕๐๐ แสนล้าน เป็นหัวใจสำคัญให้อุดมและอาชีวะปรับตัวและหลักสูตร..."

ที่มา ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี

วันศุกร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2554

การประชุม SABER


การประชุมระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การประเมินระบบและการกำหนดค่าเทียบเคียงที่ส่งผลต่อคุณภาพการศึกษา (System Assessment and Benchmarking for Educational Results (SABER) Ministerial Forum) วันที่ 5-8 มิถุนายน 2554

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบหมายให้นางเบญจลักษณ์ น้ำฟ้า ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้แทนเข้าร่วมประชุมระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การประเมินระบบและการกำหนดค่าเทียบเคียงที่ส่งผลต่อคุณภาพการศึกษา (System Assessment and Benchmarking for Educational Results (SABER) Ministerial Forum) วันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๕๔ ณ เมืองบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย โครงการนี้จัดโดยธนาคารโลก ร่วมกับองค์การยูเนสโก จุดประสงค์ เพื่อเสนอผลการดำเนินงานและผลสะท้อนของการวิจัยหลัก ๆ ของ การสำรวจโครงการนำร่อง SABER ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเอเชียตะวันออก และเพื่ออภิปรายข้อดีและข้อเสียเพื่อปรับปรุงผลการเรียนของนักเรียน รวมทั้งแสวงหาข้อตกลงในการปฏิบัติงานร่วมกันในภูมิภาคนี้ โดย H.E. Mohammad Nuh รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธานในพิธีเปิดการประชุม

ในการประชุมเรื่องเดียวกันนี้ในระดับผู้บริหารระดับสูงในการกำหนดนโยบาย ระหว่างวันที่ ๖ – ๘ มิถุนายน ๒๕๕๔ ณ เมืองบาหลี อินโดนีเซีย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้มอบหมายให้ผู้แทนกระทรวงศึกษาธิการ จำนวน ๓ คน คือ ๑) นางเบญจลักษณ์ น้ำฟ้า ๒) นางวราภรณ์ สีหนาท ๓) นางสาว จิรพรรณ ปุณเกษม เข้าร่วมประชุมร่วมกับผู้แทนประเทศ กัมพูชา จีน เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย ลาว ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย มองโกเลีย ไทย เวียดนาม ญี่ปุ่น เยอรมัน โคลัมเบีย ปาปัวนิวกินี และหมู่เกาะในแปซิฟิก

การประชุมได้นำเสนอผลสำรวจโครงการนำร่อง SABER ผลการทดสอบ PISA ของนักเรียน และตัวอย่างการพัฒนาระบบการศึกษาของประเทศเกาหลีและโคลัมเบีย รวมทั้งการหารือและอภิปราย ในประเด็นหลัก ๑) ข้อเสนอแนะของผู้แทนประเทศกำหนดตัวชี้วัดเพื่อจัดทำจุดเทียบเคียง (Benchmarks) ๒) แนวทางการนำผลที่ได้ใช้ในการกำหนดนโยบายในการพัฒนาระบบการจัดการศึกษาของแต่ละประเทศ อันนำไปสู่การพัฒนาผลการเรียนรู้ของนักเรียนอย่างมีประสิทธิภาพร่วมกันต่อไป ซึ่งทุกประเทศเห็นด้วยในเบื้องต้นในแนวทางการใช้ SABER ร่วมกัน โดยเสนอให้มีหน่วยงานของแต่ละประเทศรับผิดชอบอย่างเป็นระบบและให้มีการตรวจสอบข้อมูลที่ถูกต้องของแต่ละประเทศก่อนนำไปเผยแพร่ข้อมูล

ที่มา ข่าวสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

วันอังคารที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2554

โครงการพัฒนาศักยภาพผู้บริหารสถานศึกษา หลักสูตร TEACHeXCELS ของ SEAMEO INNOTECH, PHILIPPINES

ดร.สมบัติ สุวรรณพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ประธานพิธีเปิด การอบรม โครงการพัฒนาศักยภาพผู้บริหารสถานศึกษา หลักสูตร TEACHeXCELS ของ SEAMEO INNOTECH, PHILIPPINES ระหว่างวันที่ 14-15 มิถุนายน 2554 ณ สถาบันพัฒนาครู คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา จังหวัดนครปฐม


วันอาทิตย์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2554

การวางแผนผลิตและพัฒนากำลังคนเตรียมพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน ปี 58

เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2554 สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ได้จัดประชุมคณะอนุกรรมการสภาการศึกษาด้านการวางแผนการผลิตและพัฒนากำลังคนตามความต้องการของประเทศ ครั้งที่ 2/2554 นายดุสิต นนทะนาคร ประธานอนุกรรมการ ได้ขอให้ยึดถือยุทธศาสตร์การผลิตและพัฒนากำลังคนของประเทศในช่วงการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง พ.ศ.2552-2561ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2553 เป็นหลักในการปฏิบัติต่อไป

ในการประชุมครั้งนี้ ได้มีการพิจารณาแนวทางการพัฒนากรอบคุณวุฒิแห่งชาติ ดร.สุทธศรี วงษ์สมาน รองเลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ได้ดำเนินการวิจัยและได้มีการศึกษากรอบคุณวุฒิแห่งชาติทั้งของไทยและต่างประเทศ รวมทั้งความเป็นมา ซึ่งใช้ระยะเวลายาวนานมาก กว่าจะได้มีร่างกรอบคุณวุฒิแห่งชาติที่นำมาพิจารณาในครั้งนี้ เนื่องจากกรอบคุณวุฒิแห่งชาติเป็นเครื่องมือในการประกันคุณภาพผู้จบการศึกษา และเชื่อมการศึกษากับสมรรถนะของการทำงาน ทำให้นานาประเทศตระหนักถึงความสำคัญ ซึ่งในปัจจุบันประเทศส่วนใหญ่ประสบความสำเร็จจากการนำกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ (NQF) ไปใช้ เช่น ออสเตรเลียมี 11 ระดับ จะเริ่มตั้งแต่ระดับพื้นฐาน อาชีวะ ไปถึงอุดม ยุโรปมี 8 ระดับ มาเลเซียมี 8 ระดับ แม้แต่อัฟริกา ก็ได้มานำเสนอในการสัมมนานานาชาติว่ามี NQF เช่นกัน

สำหรับกรอบคุณวุฒิแห่งชาติของไทย ได้มีข้อเสนอจากการวิจัยให้มีคณะกรรมการเพื่อดำเนินการต่อไป ซึ่งสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาเห็นว่าในเบื้องต้นควรให้กรรมการชุดนี้ดูแลไปก่อน ต่อไปอาจต้องมีการดำเนินงานในชุดต่างๆ และหลังจากนี้ ทางสภาการศึกษาจะได้นำไปปรับตามข้อเสนอในที่ประชุมและจะได้นำเข้าที่ประชุมอีกครั้งเพื่อที่ประชุมพิจารณาให้ความเห็นชอบให้ดำเนินการเพื่อเตรียมการนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบให้หน่วยงานต่างๆ นำไปใช้เป็นกรอบหลักของประเทศต่อไป

ที่ประชุมได้มีการอภิปรายเกี่ยวกับกรอบคุณวุฒิแห่งชาติอย่างกว้างขวาง และตระหนักถึงความสำคัญและความจำเป็นที่จะต้องมีกรอบคุณวุฒิแห่งชาติของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่ประเทศไทยจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี พ.ศ.2558 ซึ่งจะมีการเคลื่อนย้ายแรงงานเสรี จะทำให้แรงงานไทยต้องตกอยู่ในภาวะที่เสียเปรียบแรงงานของประเทศอื่นๆ

ที่มา ข่าวศูนย์ประชาสัมพันธ์การศึกษา สกศ

วันศุกร์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2554

คัดเลือกครูสอนดี ๒๐,๐๐๐ คนทั่วประเทศ

นายสมบัติ สุวรรณพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการคัดเลือกครูสอนดีระดับจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา ด้วยการเฟ้นหาครูสอนดี ๒๐,๐๐๐ คน เมื่อวันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๕๔ ณ โรงแรมรามา การ์เด้น กรุงเทพมหานคร

สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.)ร่วมกับคณะกรรมการปฏิรูปและคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป จัดประชุมคณะกรรมการคัดเลือกครูสอนดีระดับจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อสร้างความเข้าใจถึงกระบวนการคัดเลือกครูสอนดี จำนวน ๒๐,๐๐๐ คน ในปี ๒๕๕๔ เพื่อการพัฒนาคุณภาพทางการศึกษา โดยมีศาสตราจารย์นายแพทย์ ประเวศ วะสี ประธานคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ศักยภาพของชุมชนท้องถิ่นในการปฏิรูปการเรียนรู้”ว่า จุดสำคัญในการปฏิรูปประเทศคือ การให้ชุมชน ท้องถิ่น และจังหวัด จัดการตัวเอง จะทำให้แก้ปัญหาไปได้หลายอย่าง การพัฒนาที่ผ่านมาไม่ประสบความสำเร็จ เพราะสร้างพระเจดีย์จากยอด จึงพังลง ต้องสร้างเจดีย์จากฐาน หากฐานแข็งแรงก็จะมั่นคง ซึ่งฐานพระเจดีย์คือชุมชนและท้องถิ่น ในส่วนของการศึกษาเราต้องมองใหม่ โดยการศึกษาต้องเชื่อมโยงไปกับเรื่องอื่นๆ ทั้งเศรษฐกิจ จิตใจ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม สุขภาพ และประชาธิปไตย รวม ๘ เรื่องเชื่อมกันและกันทั้งหมด ทั้งนี้ประเทศไทยจำเป็นต้องสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นเพื่อให้การศึกษาพัฒนาสังคมให้เกิดสังคมแห่งศานติสุข

สำหรับการปฏิรูปการศึกษาต้องเริ่มจากการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน โดยกลไกการคัดเลือกครูสอนดีต้องผ่านคณะกรรมการเพื่อการคัดเลือกครูสอนดีระดับจังหวัดและท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญของการมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของในการจัดการศึกษา ซึ่งขณะนี้คณะกรรมการเพื่อการคัดเลือกครูสอนดีในแต่ละท้องถิ่นได้เริ่มกระบวนการคัดเลือกครูสอนดีแล้ว โดยเปิดให้สถานศึกษาเสนอชื่อครูสอนดีในสถานศึกษา ส่วนเขตพื้นที่ทางการศึกษาและองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นจะเสนอชื่อครูสอนดีที่สอนเด็กด้อยโอกาสนอกสถานศึกษาไปยังคณะกรรมการคัดเลือกครูสอนดีระดับท้องถิ่นภายในเดือนกรกฎาคม เพื่อทำการคัดเลือกและส่งรายชื่อต่อไปยังคณะกรรมการเพื่อการคัดเลือกครูสอนดีในระดับจังหวัด ซึ่งจะมีการประกาศผลรายชื่อครูสอนดี ๒๐,๐๐๐ คนทั่วประเทศ หรือเฉลี่ยตำบลละ ๒-๓ คนภายในปี ๒๕๕๔

ที่มา ข่าวสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

วันพุธที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2554

คณะกรรมการบริหารสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน)

นางสาวนริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๕๔ ได้มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) โดยมีนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เป็นประธานกรรมการ และแต่งตั้งนายถาวร ชลัษเฐียร และนายอภิชาต สังฆอารี เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ตามที่คณะกรรมการสรรหาเสนอ เพื่อประกอบเป็นคณะกรรมการบริหารสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ ชุดแรก

น.ส.นริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ รมช.ศธ. กล่าวว่า การแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพฯ เป็นการแต่งตั้งตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) พ.ศ. ๒๕๕๔ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกา โดยคณะกรรมการบริหารสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพฯ ประกอบด้วยกรรมการรวมทั้งสิ้น ๑๑ ราย ดังนี้

๑. ประธานกรรมการ คือ นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ (ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา หรือ ITD)
๒. กรรมการโดยตำแหน่ง ซึ่งเป็นผู้แทนของส่วนราชการ จำนวน ๔ คน ได้แก่ ปลัดกระทรวงแรงงาน ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน
๓. กรรมการโดยตำแหน่ง ซึ่งเป็นผู้แทนของภาคเอกชน จำนวน ๓ คน ได้แก่ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และประธานสมาคมธนาคารไทย
๔. กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน ๒ คน ได้แก่ นายถาวร ชลัษเฐียร (ปัจจุบันดำรงตำแหน่งกรรมการที่ปรึกษาฝ่ายบริหารคณะกรรมการกลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนและอะไหล่รถยนต์) และนายอภิชาต สังฆอารี (ปัจจุบันดำรงตำแหน่งที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว)
๕. ผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ เป็นกรรมการและเลขานุการโดยตำแหน่ง

รมช.ศธ. กล่าวด้วยว่า คณะกรรมการบริหารสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพฯ มีหน้าที่ดำเนินการควบคุมดูแลสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) หรือ Thailand Vocational Qualification Institute : TVQI ให้ดำเนินกิจการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ในการจัดตั้งสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ ได้แก่

1.กำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณวุฒิวิชาชีพของประเทศ
2.กำหนดทิศทาง เป้าหมาย และนโยบายการบริหารของสถาบัน
3.กำหนดคุณสมบัติ ลักษณะ และประเภทของสถานศึกษา สถานประกอบการ หน่วยงานของรัฐและองค์กรเอกชนที่เป็นผู้จัดทำมาตรฐานอาชีพ
4.ให้การรับรององค์กรที่มีหน้าที่รับรองสมรรถนะของบุคคลตามมาตรฐานอาชีพ
5.อนุมัติให้ประกาศนียบัตรคุณวุฒิวิชาชีพ
6.ดำเนินการสรรหา แต่งตั้งผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นช่วงที่รัฐบาลรักษาการในช่วงยุบสภา คณะรัฐมนตรีจำเป็นจะต้องเสนอเรื่องดังกล่าวไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบอีกครั้งหนึ่ง หลังจากนั้นนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกา จึงจะได้ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งต่อไป

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รมว.ศธ. กล่าวเพิ่มเติมว่า ครม.เห็นว่าการจัดตั้งคณะกรรมการบริหารฯ ดังกล่าวอาจจะเป็นการจัดตั้งกรรมการที่มีความผูกพันกับรัฐบาลใหม่ จึงให้นำเรื่องกลับไปให้เลขาธิการ ครม.ได้ไปหารือ กกต.ว่า กรณีนี้สามารถที่จะดำเนินการแต่งตั้งได้หรือไม่ อย่างไรก็ตามตนในฐานะ รมว.ศธ.มีความเห็นว่าการตั้งคณะกรรมการบริหารฯ นั้น ครม.จะต้องเป็นผู้แต่งตั้ง หากรัฐบาลใหม่เข้ามาเห็นว่าจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงบุคคลในคณะกรรมการฯ ก็สามารถทำได้ จึงคิดว่าเรื่องนี้ควรเสนอให้ กกต.เห็นชอบด้วยก็จะเป็นการดี อีกทั้งในบทเฉพาะกาลมาตรา ๔๔ (วรรค ๒) ตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ ได้กำหนดให้ ครม.จัดตั้งคณะกรรมการบริหารฯ ภายเวลา ๔๕ วัน ซึ่งจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๔ จึงเห็นว่าควรให้ กกต.ยืนยันเพื่อให้เกิดความชัดเจน.

ที่มา ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี

วันอังคารที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า กระทรวงศึกษาธิการได้ออกประกาศจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา เมื่อวันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๕๔ เพื่อขยายผลสถานศึกษาพอเพียง ๙,๙๙๙ แห่ง พร้อมตั้งศูนย์การเรียนรู้ ๘๔ แห่งในปีนี้

รมว.ศธ. กล่าวว่า นโยบายของกระทรวงศึกษาธิการได้ให้ส่วนราชการที่มีสถานศึกษาในสังกัดดำเนินการขับเคลื่อนหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสู่สถานศึกษา เพื่อให้สถานศึกษาได้น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการ การจัดการเรียนการสอน การจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน และการพัฒนาบุคลากร

ด้วยสำนึกในในพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ให้กับปวงชนชาวไทยทุกหมู่คณะเพื่อเป็นแนวทางในการดำรงชีวิต ทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ร่วมลงนามความร่วมมือกับมูลนิธิสยามกัมมาจล ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) โครงการวิจัยเศรษฐกิจพอเพียง สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ในการขับเคลื่อนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่สถานศึกษา เพื่อให้มีศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา สำหรับให้ผู้บริหารสถานศึกษา ครูและบุคลากรทางการศึกษา นักเรียน และสถานศึกษาทั่วไป รวมทั้งชุมชนท้องถิ่นสามารถเข้าไปศึกษาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ อีกทั้งเป็นกลไปหนึ่งของสำนักงานเขตที่การศึกษา (สพท.) ใช้เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ในการขับเคลื่อนขยายผลหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่สถานศึกษาโดยทั่วไปให้ครบทุกแห่งตามนโยบายของ สพฐ. ภายในปี ๒๕๕๖

ดังนั้น ตนจึงได้ลงนามในประกาศกกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา เพื่อให้ สพฐ.ดำเนินการตามนโยบายดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง
ซึ่งขณะนี้มีสถานศึกษาพอเพียง จำนวน ๙๙๙ แห่ง และในปี ๒๕๕๔ ได้กำหนดเป้าหมายขยายผลจำนวน ๙,๙๙๙ แห่ง กำหนดให้มีศูนย์การเรียนรู้ จำนวน ๘๔ แห่ง ซึ่งขณะนี้ สพฐ.ได้ประเมินสถานศึกษาพอเพียงที่มีศักยภาพผ่านเกณฑ์การประเมินเป็นศูนย์การเรียนรู้ตามหลักของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา จำนวน ๑๓ แห่ง เพื่อใช้ศูนย์การเรียนรู้เป็นที่ศึกษาเรียนรู้ดูงานให้กับสถานศึกษาทั่วไป รวมทั้งชุมชนท้องถิ่นอื่นๆ ดังนี้

โรงเรียนกัลยาณวัตร จังหวัดขอนแก่น สพม.เขต ๒๕

โรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย เพชรบุรี สพม. เขต ๑๐

โรงเรียนเชียงขวัญพิทยาคม จังหวัดร้อยเอ็ด สพม. เขต ๒๗

โรงเรียนบ้านหนองไผ่ จังหวัดนครสวรรค์ สพป.นครสวรรค์ เขต ๓

โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ สังกัด สช.เชียงใหม่

โรงเรียนโพนทองวิทยายน จังหวัดร้อยเอ็ด สพม.เขต ๒๗

โรงเรียนแม่พริกวิทยา จังหวัดลำปาง สพม.เขต ๓๕

โรงเรียนโยธินบูรณะ กรุงเทพมหานคร สพม.เขต ๑

โรงเรียนลาซานจันทบุรี (มารดาพิทักษ์) สช.จันทบุรี

โรงเรียนศรีขรภูมิพิสัย จังหวัดสุรินทร์ สพม.เขต ๓๓

โรงเรียนสตรีมารดาพิทักษ์ จังหวัดจันทบุรี สช.จันทบุรี

โรงเรียนสำโรงทาบวิทยาคม จังหวัดสุรินทร์ สพม.เขต ๓๓

โรงเรียนห้วยยอด จังหวัดตรัง สพม.เขต ๑๓

ที่มา ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี

วันจันทร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2554

๑๐๐ ปีลูกเสือไทย

นายนิวัตร นาคะเวช รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ประชุมร่วมกับคณะทำงานโครงการ “รวมพลังสามัคคี ร้อยปีลูกเสือไทย เทิดไท้องค์ราชัน” เมื่อวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๕๔ ณ ห้องประชุมสำนักการลูกเสือ ยุวกาชาด และกิจการนักเรียน กระทรวงศึกษาธิการ

รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่าในโอกาสครบรอบ ๑๐๐ ปีแห่งการสถาปนาลูกเสือไทยในปี ๒๕๕๔ จะมีการจัดงานเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ภายใต้ชื่อโครงการ “รวมพลังสามัคคี ร้อยปีลูกเสือไทย เทิดไท้องค์ราชัน”ซึ่งการจัดงานเฉลิมฉลองภายใต้โครงการดังกล่าวจะประกอบไปด้วยการจัดงานวันคล้ายวันสถาปนาคณะลูกเสือแห่งชาติครบรอบ ๑๐๐ ปี และการจัดกิจกรรมการจัดแบ่งค่ายพักแรมของลูกเสือและเนตรนารี

ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จแทนพระองค์ทรงเป็นประธานในพิธีทบทวนคำปฏิญาณและสวนสนามของกองลูกเสือและเนตรนารี เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนาคณะลูกเสือแห่งชาติ ประจำปี ๒๕๕๔ ในวันศุกร์ที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๕๔ ณ สนามศุภชลาศัย สนามกีฬาแห่งชาติ ซึ่งจัดขึ้นเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระผู้พระราชทานกำเนิดลูกเสือไทย และเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา ๗ รอบ ในวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๔ โดยกิจกรรมในวันนั้นจะแบ่งเป็นพิธีทางศาสนาในภาคเช้า ณ ห้องประชุมวชิราวุธ และพิธีทบทวนคำปฏิญาณและสวนสนามของกองลูกเสือและเนตนารีในภาคบ่าย รวมทั้งการแสดงกิจกรรมกลางแจ้งของนักเรียน

นอกจากนั้น สำนักการลูกเสือแห่งชาติและสำนักการลูกเสือ ยุวกาชาด และกิจการนักเรียนกำหนดจัดกิจกรรมการจัดแบ่งค่ายพักแรมของลูกเสือและเนตรนารี ซึ่งเป็นกิจกรรมที่รวมพลลูกเสือและเนตรนารีที่ได้รับคัดเลือกจากกองลูกเสือทุกจังหวัดๆละ ๑ กอง และกรุงเทพมหานคร ๒๕ กอง มาเข้าร่วมกิจกรรม ณ ค่ายลูกเสือวชิราวุธ จังหวัดชลบุรี ซึ่งกำหนดจัดในเดือนสิงหาคม ๒๕๕๔ เพื่อให้ลูกเสือ และเนตรนารีได้ทำกิจกรรมร่วมกัน แสดงออกถึงความสามัคคีและเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ ๑๐๐ ปี การลูกเสือไทยด้วย

ที่มา ข่าวสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

วันศุกร์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2554

สมเด็จพระเทพฯ มีพระราชบัญชาโอน “สมเกียรติ” รองเลขาธิการ กพฐ.ไปเป็นข้าฯในพระองค์


สำนักพระราชวัง มีหนังสือเลขที่ พว.0002/3632 ลงวันที่ 24 พ.ค. 2554 ลงนามโดยนายแก้วขวัญ วัชโรทัย เลขาธิการพระราชวัง ถึง เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) สอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับการรับราชการของ นายสมเกียรติ ชอบผล รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.) เนื่องจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระราชบัญชาให้สำนักพระราชวังดำเนินการรับโอน นายสมเกียรติ ข้าราชการสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ไปรับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนในพระองค์ สังกัดโครงการส่วนพระองค์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ

นายสมเกียรติ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ ว่า ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างสูงสุดที่พระองค์ทรงมีพระราชบัญชาให้ไปช่วยงาน เป็นข้าในพระองค์ ทั้งนี้ ส่วนตัวเคยตั้งปณิธานไว้แล้วว่า เมื่อเกษียณแล้ว ก็จะยังทำงานรับใช้เบื้องพระยุคลบาทไปตลอดตราบจนถึงเวลาที่ทำไม่ไหว ส่วนจัดการเรื่องต่างๆ ให้เรียบร้อย คาดว่า จะใช้เวลาอีกประมาณครึ่งเดือน

อนึ่ง นายสมเกียรติ ขึ้นเป็นรองเลขาธิการ กพฐ.เมื่อ 17 พ.ย.2549 สมัยที่ คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เป็น เลขาธิการ กพฐ. และเป็นผู้ที่ถูกวางตัวไว้แต่แรกให้มาเป็นเลขาธิการ กพฐ.ตำแหน่งระดับ 11 แทนเมื่อครั้งที่ คุณหญิง กษมา วรวรรณ ณ อยุธยา ลาออกก่อนเกษียณอายุราชการเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ.2552 เพื่อเปิดทางให้ผู้บริหารใน สพฐ.ขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทน เพราะ นายสมเกียรติ เป็นผู้บริหารที่มีความสามารถรู้ และเข้าใจงาน สพฐ.เป็นอย่างดี และยังมีอาวุโสสูงสุดในขณะนั้นด้วย

แต่สุดท้ายก็เจอพิษการเมืองเล่นงาน เพราะนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ดำรงตำแหน่ง รมว.ศธ.ในขณะนั้นได้แต่งตั้งนายชินภัทร ภูมิรัตน ปลัด ศธ.มาดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กพฐ.แทนคุณหญิงกษมา และให้นายเฉลียว อยู่สีมารักษ์ ที่ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) ขณะนั้นโยกมานั่งเก้าอี้ปลัด ศธ.แทน นายชินภัทร และตั้ง นายพรหมสวัสดิ์ ทิพย์คงคา ผู้ตรวจราชการกระทรงวงศึกษาธิการ ม้านอกสายตา แต่ก็เป็นลูกหม้ออาชีวะแต่เดิม ขึ้นมาเป็นเลขาธิการ กอศ.ผลการโยกย้ายครั้งนั้นก็เป็นเหตุนายสมเกียรติ ยังอยู่ในตำแหน่งเดิมจนกว่าจะถึงกำหนดเกษียณอายุราชการในเดือน ก.ย.2554 ปีนี้

อย่างไรก็ตาม มีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งเมื่อนายเฉลียว อยู่สีมารักษ์ ปลัด ศธ.ลาออกไปเล่นการเมืองเมื่อ 19 เม.ย. ที่ผ่านมา นายสมเกียรติ ที่มีอาวุโสสูงสุด ถูกคาดหวังอีกครั้ง ว่า จะได้ขึ้นรถไฟเที่ยวสุดท้าย ขึ้นเป็นผู้บริหารระดับ 11 แต่ในที่สุด นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รมว.ศธ. แต่งตั้งนายอภิชาติ จีระวุฒิ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ซึ่งเหลืออายุราชการเกือบ 5 ปี ขึ้นมาเป็นปลัด ศธ.แทน

ทั้งนี้ คาดว่า หลังเลือกตั้งเดือน ก.ค.เสร็จสิ้นได้รัฐบาลชุดใหม่แล้ว อาจจะมีการโยกย้ายผู้บริหารระดับ 10 อีกครั้ง เพื่อทดแทนตำแหน่งรองเลขาธิการ กพฐ.ที่ว่างลง

ที่มา ASTVผู้จัดการออนไลน์