สวัสดีครับทุกท่าน เว็บไซต์แห่งนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารทางการศึกษา ให้เป็นวิทยาทานสำหรับบุคคลทั่วไป

ข่าวการศึกษา

สนทนา

วันพฤหัสบดีที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ผู้บริหารองค์กรหลัก ศธ.ประชุมหารือกับ ป.ป.ช.

สำนักงาน ป.ป.ช. - ศาสตราจารย์ ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยผู้บริหาร ๕ องค์กรหลัก ประชุมหารือกับนายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป..ช.) และกรรมการ ป..ช. ทั้ง ๙ ท่าน เมื่อวันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๕๕ ณ ห้องประชุมผู้บริหารฯ อาคาร ๑ สำนักงาน ป.ป.ช. จังหวัดนนทบุรี

รมว.ศธ.กล่าวว่า การหารือในครั้งนี้ได้รับความกรุณาจากประธาน ป.ป.ช.และกรรมการ ป.ป.ช.ทุกท่าน ที่ได้ให้ผู้บริหารระดับสูงของ ศธ.มาปรึกษาหารือในประเด็นสำคัญ ๒ เรื่อง คือ


การแก้ไขปัญหาทุจริตในระดับ ป.บัณฑิต ที่ได้เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยบางแห่ง

         โดยได้ปรึกษาหารือเรื่องนี้ลึกลงไปถึงโครงสร้างขององค์กรบางแห่ง ซึ่งเป็นโครงสร้างที่เป็นการกระจายอำนาจ แต่เป็นการกระจายอำนาจลงไปในขณะที่ยังไม่พร้อม ก่อให้เกิดความฉ้อฉลในระบบและการมีส่วนร่วมในการกระจายอำนาจลงไป ซึ่งบางแห่งก็ยังขาดความรับผิดชอบต่อเป้าหมาย สิ่งเหล่านี้ประธานและกรรมการ ป.ป.ช.ได้ให้ข้อคิดเห็นและคำเสนอแนะอย่างเป็นกันเอง ซึ่งตนได้ให้ข้อเท็จจริงในเชิงลึกที่ได้ประสบมา เพื่อต้องการให้ ป.ป.ช.เข้ามาช่วยกันแก้ไขปัญหาของชาติในส่วนของ ศธ. ที่ตนกังวลมี ๒ เรื่องใหญ่ๆ คือ การบริหารงานบุคคล ซึ่งบางครั้งเรากระจายอำนาจลงไปแล้ว ไม่ทราบว่าการโยกย้ายผู้บริหารหรือครูยังมีความไม่เป็นธรรมมากน้อยเพียงใด และการกระจายอำนาจเหล่านี้อาจจะก่อให้เกิดเรียกร้องผลประโยชน์ ซึ่ง ปปช.ให้ความสนใจและจะร่วมลงนามความร่วมมือ (MOU) เพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ส่วนอีกเรื่องคือ การใช้งบประมาณแผ่นดิน ซึ่งปัจจุบันเรากระจายลงไปแล้ว แต่ยังไม่สามารถทำให้การใช้จ่ายงบประมาณมีประโยชน์เต็มที่ในทุกเม็ดเงิน อาจเป็นเพราะกระจายลงไปแล้ว ไปตรวจสอบไม่ถึง ดังนั้นจึงต้องการจะสร้างให้ทุกองค์กรมีความโปร่งใสในการใช้จ่ายงบประมาณ

การดำเนินการตามนโยบายกระทรวงศึกษาไทยใสสะอาด

           หาก ศธ.จะดำเนินการอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ แต่จะต้องมีองค์กรต่างๆ เป็นที่เชื่อถือของสังคมเข้ามาร่วมมือดำเนินการ เช่น ป.ป.ช.หรือองค์กรเอกชนบางแห่งที่สร้างความโปร่งใส เข้ามาช่วยเหลือสนับสนุนและดูแล โดยจะมีการลงนามความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาโครงสร้างของหน่วยงานบางแห่งใน ศธ. เช่นกันด้วย เพื่อให้ผู้ที่มีคุณธรรม ศีลธรรม เป็นที่ยอมรับนับถือ เข้ามาดูแลหน่วยงานเหล่านั้น ซึ่งจะก่อให้เกิดความเป็นธรรมในการบริหารงานบุคคลสำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษากว่า ๕๐๐,๐๐๐ คน เพราะเชื่อมั่นว่าหากครูได้รับความเป็นธรรม ความชอบธรรม สามารถที่จะมีจินตนาการและความใฝ่ฝันแล้ว ครูก็สามารถจะสอนลูกหลานของพี่น้องประชาชนให้ได้เรียนรู้ เรียนหนังสือได้ดีกว่าสมัยของเรา เรื่องนี้จึงเป็นการสร้างอนาคตของชาติ
          รมว.ศธ.กล่าวย้ำว่า การดำเนินการในเรื่องดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะเราดูแลพี่น้องครูบาอาจารย์กว่า ๕ แสนคน และพี่น้องครูบาอาจารย์ก็จะไปดูแลนักเรียนนักศึกษากว่า ๑๔ ล้านคนทั่วประเทศ หากเราปรับเรื่องวิธีการปรับกรอบความคิดให้พ่อแม่ผู้ปกครองจะต้องไม่ยินยอมต่อการฉ้อฉล การแต่งตั้งโยกย้ายด้วยความไม่เป็นธรรม หรือการเรียกร้องผลประโยชน์ต่างๆ แล้ว เชื่อมั่นว่าจะแก้ไขปัญหาประเทศได้
         ดังนั้น หากทุกคนยืนตรงไม่ยอมรับสิ่งที่ไม่เป็นธรรม และพี่น้องครูบาอาจารย์ได้รับความชอบธรรม ก็จะช่วยให้มีจิตใจที่จะสอนหนังสือ และนำระบบผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนในห้องเรียน มาเป็นผลงานของครูในการเลื่อนวิทยฐานะบนความยุติธรรมได้ทุกที่ ทุกคน และทุกห้องเรียนทั้งประเทศ ซึ่งก็จะทำให้ผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนสูงขึ้น ส่งผลถึงคะแนนการสอบโอเน็ตสูงขึ้นด้วย หรือการจะไปสอบแข่งขันวิชาการโอลิมปิกในสาขาวิชาต่างๆ นักเรียนไทยก็จะได้รับรางวัลต่างๆ เพิ่มขึ้นอีกมาก ประเทศเราก็จะสามารถแข่งขันกับนานาอารยะประเทศได้ในอนาคต และที่สำคัญประเทศเราจะปราศจากการกดขี่ข่มเหงและปัญหาคอรัปชันเช่นที่ผ่านมา

ข่าวจากสำนักงานรัฐมนตรี


แม่พิมพ์รากหญ้าจี้เยียวยาคศ.3 เลื่อนวิทยฐานะ'ชนพ.' 8 พันคน

           เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 3 ตุลาคม ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นายร่วมมิตร์ ธรรมสิงห์สุข ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหนองกก อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ ในฐานะแกนนำชมรมครูรากหญ้าแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยคณะ เข้าพบนายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการ ศธ. เพื่อยื่นหนังสือแถลงการณ์สนับสนุนรัฐมนตรีว่าการ ศธ.ให้อยู่ในตำแหน่ง จากนั้นนายร่วมมิตร์ กล่าวว่า ต้องยอมรับว่า ศธ.ใช้รัฐมนตรีเปลืองที่สุด ปัญหาตามมา คือความต่อเนื่องของนโยบาย แนวคิด วิสัยทัศน์ กระบวนการทำงานต่างๆ ต้องปรับเปลี่ยนตามรัฐมนตรีอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น จึงขอสนับสนุนให้นายสุชาติอยู่ในตำแหน่งเพื่อสานต่อนโยบาย 31 ด้าน
        "ได้เสนอนายสุชาติด้วยว่าควรลดการประชุมอบรมสัมมนาลง เนื่องจากครูต้องทิ้งห้องเรียน นอกจากนี้ควรยุบรวมโรงเรียนขนาดเล็กอย่างจริงจัง เห็นเป็นรูปธรรมและควรดูแลและเยียวยาครูกลุ่ม คศ.3 ที่ขอมีหรือเลื่อนวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ (ชนพ.) ที่ไม่ผ่านผลงานด้านที่ 3 ซึ่งมีข้าราชการครูไม่ผ่าน 8,000 คน" นายร่วมมิตร์กล่าว
         ด้านนายสุชาติกล่าวว่า เรื่องการเลื่อนวิทยฐานะของครูผู้สอนนั้น ศธ.กำลังดำเนินการโดยลดการจัดทำเอกสารด้านงานวิจัย เพื่อครูไม่ต้องทิ้งห้องเรียน โดยการประเมินแบบใหม่จะประกอบด้วยองค์ประกอบ 2 ส่วนที่สำคัญ คือ ประเมินสมรรถนะครู และประเมินผลที่เกิดขึ้นกับผู้เรียน หรือผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน โดยเฉพาะผลการสอบในห้องเรียน รวมทั้งการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) หรือ National Test ของนักเรียน จะเป็นตัวชี้วัดผลงานจากการสอนของครู ซึ่งจะช่วยให้ครูกลับคืนสู่ห้องเรียน สำหรับข้อเสนอการดูแลและเยียวยาครูในกลุ่ม คศ.3 จะนำไปหารือกับที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.)

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

ไม่มีความคิดเห็น: