ภาพถ่ายของฉัน
สวัสดีครับ ทุกท่าน แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารทางการศึกษา ติดต่อผมและผอ.เจน ได้ที่E-Mail : jo_sk4@hotmail.com Tel - 087 4554552 / 089 5133032

ตารางติวเตรียมสอบผู้บริหารสถานศึกษา

ตารางอบรมเตรียมสอบผู้บริหารสถานศึกษา

23-24 ส.ค.2557 ณ โรงเรียนนวมินทราชูทิศ มัชฌิม โดยชมรมรองผู้บริหารสถานศึกษานครสวรรค์ ท่านใดสนใจ ติดต่อ รองอร่าม ใจการุญ 081 2835395


ข่าวการศึกษา

วันจันทร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2555

ผลการประชุม ก.ค.ศ.ครั้งที่ ๑/๒๕๕๕

รมว.ศธ. กล่าวว่า เนื่องจากมีคนจำนวนมากที่เข้าสู่ตำแหน่งนี้ และมีการร้องเรียนถึงการเรียกรับเงินของคณะกรรมการต่างๆ เพื่อแลกกับตำแหน่ง จึงจำเป็นต้องจัดการให้เกิดความโปร่งใส ไม่ให้มีการคอรัปชันทั้งในการสอบ การเลื่อนวิทยฐานะ และการเลื่อนเงินเดือน โดยหลักเกณฑ์การสอบเดิมจะให้ผู้สมัครสอบในภาค ก. และภาค ข. โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสอบภาค ข. ซึ่งเป็นการประเมินความเหมาะสมกับตำแหน่ง มีคะแนนสูงถึง ๒๐๐ คะแนน เท่ากับภาค ก. แต่การสอบภาค ข.อยู่ในดุลยพินิจของคณะกรรมการในแต่ละเขตพื้นที่การศึกษา หากใครวิ่งเต้นจ่ายเงินก็จะได้คะแนนที่สูง แต่วันนี้ ศธ.มีเป้าหมายจะลดการใช้ดุลยพินิจในการประเมินลง เพราะข้อร้องเรียนจำนวนมาก ซึ่งมาจากการวิ่งเต้นเข้าหากรรมการในการสอบหรือการประเมิน ดังนั้น ที่ประชุมจึงเห็นชอบที่จะให้มีการสอบเฉพาะภาค ก. ซึ่งเป็นข้อสอบแบบปรนัย โดยจะให้สถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับเป็นผู้ออกข้อสอบและจัดสอบ โดยจะแสดงผลการสอบอย่างโปร่งใสทางคอมพิวเตอร์ ผู้เข้าสอบสามารถขอดูคะแนนได้ ทั้งนี้ได้มอบหมายให้เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) และเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (เลขาธิการ ก.ค.ศ.) ร่างระเบียบกฎเกณฑ์ เพื่อนำมาเสนอในการประชุมครั้งต่อไป ในวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าหลักเกณฑ์นี้จะมีข้อจำกัดสำหรับคนทำงานเก่งๆ อาจจะได้คะแนนน้อยกว่าคนที่ท่องหนังสือเก่ง ก็ถือเป็นข้อท้วงติงหนึ่ง เพราะกรรมการบางท่านก็ต้องการให้คะแนนสำหรับผู้บริหารมาแล้วสูงขึ้น แต่การปรับปรุงวิธีการสอบนี้มีเป้าหมายที่จะขจัดปัญหาคอรัปชันในวงการศึกษา ไม่ต้องการให้ครู ผู้บริหาร และบุคลากรทางการศึกษากว่า ๘ แสนคน ต้องวิ่งเต้น จ่ายเงิน หรือมีผู้เรียกรับเงินจากครู ซึ่งจะเป็นการช่วยลดรายจ่าย ลดหนี้สิน สามารถให้ทุกคนเข้าสู่ตำแหน่งด้วยความยุติธรรม ไม่เสียเงินทองวิ่งเต้นอีกต่อไป นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า การปรับปรุงการสอบดังกล่าว มีนัยยะการสอบภาค ก. ที่จะพยายามขจัดการเรียกรับผลประโยชน์และการวิ่งเต้น ซึ่ง สพฐ.จะไปจัดทำหลักเกณฑ์ใหม่ ให้เน้นข้อสอบเป็นปรนัย ให้คนมีประสบการณ์มาใช้ประโยชน์ในการสอบ โดยสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงจะเป็นผู้ออกข้อสอบ แต่เมื่อ สพฐ. ได้ประกาศปฏิทินการสอบไปแล้ว โดยกำหนดรับสมัครในระหว่างวันที่ ๓๑ มกราคม-๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ ดังนั้นที่ประชุมจึงมีมติให้เลื่อนการรับสมัครไปก่อน จนกว่าหลักเกณฑ์ใหม่จะแล้วเสร็จ นอกจากนี้ ที่ประชุมได้อนุมัติตั้งอนุกรรมการชุดต่างๆ ดังนี้ - ผู้แทน ก.ค.ศ.ใน อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแทนตำแหน่งที่ว่าง ๑) นางนภาพร เรืองทวีป เป็นผู้แทน ก.ค.ศ. ใน อ.ก.ค.ศ. ยะลา เขต ๓ ๒) นายสาโรจน์ หนูชัยแก้ว เป็นผู้แทน ก.ค.ศ. ใน อ.ก.ค.ศ. ปัตตานี เขต ๓ ๓) นายจรินทร์ สุวรรณมณี เป็นผู้แทน ก.ค.ศ.ใน อ.ก.ค.ศ. นราธิวาส เขต ๓ ๔) นายสุวิทย์ พิทักษ์ เป็นผู้แทน ก.ค.ศ. ใน อ.ก.ค.ศ. ขอนแก่น เขต ๒ ๕) นายวิชัย ลือพันธ์ เป็นผู้แทน ก.ค.ศ. ใน อ.ก.ค.ศ. ลำพูน เขต ๒ - อนุกรรมการผู้แทนคุรุสภา ใน อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา แทนตำแหน่งที่ว่าง ๑) นายณรงค์ ศรีละมุล เป็นผู้แทนคุรุสภา ใน อ.ก.ค.ศ. ยะลา เขต ๓ ๒) นายเสริม สิทธิพันธ์ เป็นผู้แทนคุรุสภา ใน อ.ก.ค.ศ. ปัตตานี เขต ๓ ๓) นางสุดสาย บุญช่วย เป็นผู้แทนคุรุสภา ใน อ.ก.ค.ศ. นราธิวาส เขต ๓ ๔) นายสุปรนิช อุดมเพ็ญ เป็นผู้แทนคุรุสภา ใน อ.ก.ค.ศ. ศึกษาบึงกาฬ ๕) นายวุฒิชัย โพธิ์ทอง เป็นผู้แทนคุรุสภา ใน อ.ก.ค.ศ. บุรีรัมย์ เขต ๑ ๖) นายสมคิด มานะคิด เป็นผู้แทนคุรุสภา ใน อ.ก.ค.ศ. ปราจีนบุรี เขต ๒ - อนุกรรมการผู้แทนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ใน อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา และ อ.ก.ค.ศ. สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ แทนตำแหน่งที่ว่าง ๑) นายเฉลิม ลาภิวงศ์ เป็นอนุกรรมการผู้แทนผู้บริหารสถานศึกษา ใน อ.ก.ค.ศ. เชียงใหม่ เขต ๓ ๒) นายพินิษฐา บุญจริง เป็นอนุกรรมการผู้แทนข้าราชการครู ใน อ.ก.ค.ศ. ปทุมธานี เขต ๒ ๓) นายเสนอ ยาทิพย์ เป็นอนุกรรมการผู้แทนข้าราชการครู ใน อ.ก.ค.ศ. กาญจนบุรี เขต ๑ ๔) นายอเนก จาดดำ เป็นอนุกรรมการผู้แทนบุคลากรทางการศึกษาอื่น ใน อ.ก.ค.ศ. กำแพงเพชร เขต ๒ ๕) นายอนุชา กัลยา เป็นอนุกรรมการผู้แทนบุคลากรทางการศึกษาอื่น ใน อ.ก.ค.ศ.อุบลราชธานี เขต ๑ ๖) นายสมพร เชื้อพันธ์ เป็นอนุกรรมการผู้แทนข้าราชการครู ใน อ.ก.ค.ศ. สพม. ๓ ๗) ว่าที่ ร.ต. พัฒนพช วิมาโน เป็นอนุกรรมกรรมการผู้แทนข้าราชการครู ใน อ.ก.ค.ศ. สพม.๔ ๘) นายวิสุทธิ์ กล้าหาญ เป็นอนุกรรมการผู้แทนข้าราชการครู ใน อ.ก.ค.ศ. เขสพม. ๑๘ ๙) นางสาวสุดใจ บุตรอากาศ เป็นอนุกรรมการผู้แทนบุคลากรทางการศึกษาอื่น ใน อ.ก.ค.ศ. สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี

เลื่อนรับสมัครสอบ รอง ผอ./ผอ.สถานศึกษา 31 ม.ค.-6 ก.พ.55 รอจนกว่าหลักเกณฑ์ใหม่เสร็จ

“สุชาติ” ผุดนโยบายโละการสอบภาค ข. เหลือแค่ภาค ก.เชื่อ ขจัดปัญหาคอร์รัปชัน พร้อมมอบ ก.ค.ศ.ไปจัดทำหลักเกณฑ์มาเสนอ 13 ก.พ.นี้ ขณะที่ บอร์ด ก.ค.ศ.รับลูกมีมติ ก.ค.ศ.เลื่อนรับสมัครสอบ รอง ผอ./ผอ.สถานศึกษา 31 ม.ค.-6 ก.พ.55 รอจนกว่าหลักเกณฑ์ใหม่เสร็จ ศ.ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยหลังประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ว่า ได้หยิบยกเรื่องการสอบเข้าสู่ตำแหน่งและสอบเลื่อนวิทยฐานะของครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อหาทางให้การสอบดังกล่าวมีความโปร่งใสปราศจากการเรียกรับเงิน เพราะฉะนั้น ตนจึงมอบนโยบายในที่ประชุมให้ตัดการสอบภาค ข.ออกจากการสอบประเภทต่างๆ เพราะการสอบภาค ข.เปิดช่องให้กับผู้มีอำนาจเรียกรับเงินจากผู้สมัครสอบได้ ทั้งนี้ โดยปกติการสอบเข้าสู่ตำแหน่งรองผู้อำนวยการ (ผอ.). และ ผอ.หรือแม้กระทั่งการสอบบรรจุครูของ ศธ.จะมี 2 ขั้นตอน คือ ภาค ก.เป็นการสอบปรนัยวัดความรู้ทางวิชาการ และผู้ที่ภาค ก.ผ่าน จึงจะมีสิทธิสอบภาค ข.ซึ่งเป็นการสอบสัมภาษณ์ให้ผู้สมัครเข้าสู่ตำแหน่งโชว์วิสัยทัศน์ของตนเอง ซึ่งในส่วนนี้จะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้สอบสัมภาษณ์ว่าจะให้คะแนนเท่าใด ทำให้ผลที่ตามมาก็อย่างที่เรารู้ๆ กัน คือ เกิดการวิ่งเต้นจ่ายเงินเพื่อซื้อตำแหน่ง เพราะฉะนั้น การสอบที่ใช้ดุลยพินิจให้เหลือแต่การสอบภาค ก.แล้วดึงสถาบันที่มีชื่อเสียงมาออกข้อสอบ “ต้องการขจัดปัญหาคอร์รัปชันในวงการครูกว่า 8 แสนคน ทุกวันนี้ครูไม่เป็นอันกินอันนอนจะทำอะไรก็ต้องวิ่งเต้นจ่ายเงิน การแก้ปัญหาดังกล่าวยังเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายลดรายจ่ายให้ครู ต่อไปทุกคนจะเข้าสู่ตำแหน่งโดยไม่จ่ายเงิน ทั้งนี้ ได้มอบให้ ก.ค.ศ.ไปจัดทำหลักเกณฑ์การสอบเข้าสู่ตำแหน่งใหม่ที่สอดคล้องนโยบายของผมมาเสนอในที่ประชุมครั้งหน้าวันที่ 13 กุมภาพันธ์” ศ.ดร.สุชาติ กล่าว นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า บอร์ด ก.ค.ศ.มีมติตามแนวทาง รมว.ศึกษาธิการ และได้มอบให้สำนักงาน ก.ค.ศ.ไปจัดทำหลักเกณฑ์การสอบใหม่ที่เน้นข้อสอบปรนัย อย่างไรก็ตาม ปฏิทินเดิม สพฐ.ได้ประกาศรับสมัครคัดเลือกข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รอง ผอ.และ ผอ.สถานศึกษา กำหนดรับสมัคร 31 มกราคม 2555 - 6 กุมภาพันธ์ 2555 ดังนั้น ที่ประชุมจึงมีมติให้เลื่อนการรับสมัครดังกล่าวออกไปก่อนจนกว่าหลักเกณฑ์ใหม่จะแล้วเสร็จ โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

วันศุกร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2555

รมว.ศธ.เร่งพัฒนาคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็ก-ปลอดคอรัปชัน

รมว.ศธ.กล่าวว่า ขณะนี้ ศธ.มีโรงเรียนขนาดเล็ก จำนวน ๒๐ โรงเรียนที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ และอีกกว่า ๒,๐๐๐ โรงเรียน ที่มีจำนวนนักเรียนต่ำกว่า ๑๐ คน จึงได้มอบให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ไปดูแลและหารือกับโรงเรียน ผู้ปกครอง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ว่าจะมีแนวทางในการพัฒนาโรงเรียนเหล่านี้ได้อย่างไร เพราะการจัดการศึกษาจะต้องมีเกณฑ์ อุปกรณ์ และเครื่องมืออยู่พอสมควร จะต้องทำความเข้าใจกับผู้ปกครองและชุมชนว่า ถ้าให้ลูกหลานเรียนโรงเรียนใกล้บ้าน แต่ไม่มีไฟฟ้า นักเรียนก็จะไม่ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่ แต่ถ้าให้เรียนในโรงเรียนที่ไกลบ้าน แต่มีเครื่องมือ อุปกรณ์การเรียน คอมพิวเตอร์ จะดีกว่าหรือไม่ ครูที่ต้องย้ายก็จะได้รับเงินเดือนเท่าเดิมหรือมากกว่าเดิม การบริหารจัดการก็จะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป และถ้าโรงเรียนขาดงบประมาณในการดำเนินการ ก็จะของบประมาณสนับสนุนเพิ่มเติมให้ต่อไป ส่วนการจะยุบโรงเรียนขนาดเล็กทั้ง ๑๐,๐๐๐ โรงเรียน คงเป็นไปไม่ได้ โดยเฉพาะโรงเรียนที่อยู่บนดอย บนภูเขาห่างไกล การเดินทางลำบากและใช้เวลานาน ศธ.จึงจะนำโครงการโรงเรียนพี่ช่วยโรงเรียนน้องเข้ามาช่วยดูแล ส่วนโรงเรียนใดที่ยังไม่สามารถยุบได้จริงๆ ศธ.จะปรับรูปแบบการเรียนการสอน เช่น อาจจะใช้สื่อทางไกล หรือจัดครูเก่งไปให้ เพื่อให้สามารถจัดการศึกษาได้อย่างมีคุณภาพ สำหรับงบประมาณด้านการศึกษานั้น ศธ.มีงบประมาณไม่มากนัก และมีการนำงบประมาณไปซื้ออย่างอื่นเป็นจำนวนมาก รวมถึงมีการคอรัปชันด้วย ดังนั้นถ้าลดการคอรัปชันลงได้ ก็จะมีงบประมาณในการปรับปรุงโรงเรียนได้ทั้งหมด สามารถนำงบประมาณไปจ้างครูสอนภาษาอังกฤษและภาษาจีนได้ จึงอยากจะขอให้สื่อมวลชนช่วยสอดส่องและช่วยกระจายข่าวด้วยว่า ต่อจากนี้ไป ศธ.จะต้องปลอดการคอรัปชัน ลดการบังคับครูอาจารย์ ทั้งยังส่งเสริมให้ครูอาจารย์ได้มีจินตนาการ ได้คิดเป็น ทำเป็น เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ต้องการให้เด็กคิดเป็น ทำเป็น รวมทั้งการเป็นหนี้สินของครู ซึ่งหมายถึงครูยังคิดไม่เป็น ถูกบางองค์กรชักจูงให้กู้เงิน จึงเตรียมจะจัดโครงการฝึกอบรมคุณธรรมให้กับครู เพื่อลดรายจ่ายของครูและให้ได้คิดเป็น ทำเป็น แต่ถ้าครูยังเป็นหนี้อยู่ ก็ต้องเพิ่มรายได้และขยายโอกาสต่อไป
ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี

วันอังคารที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2555

ประชาพิจารณ์ สพฐ.ยังไม่พบข้อยุติสพม.-สพป.ยังมีความต้องการต่างกัน

ผลจากการที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จัดประชาพิจารณ์การศึกษาความเหมาะสมและรูปแบบการบริหารจัดการศึกษาของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาโดยนำเสนอรูปแบบเพื่อการพิจารณาใน 2 กรณี คือกรณีแรก แบ่งสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) ออกเป็น 82 เขตสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.)186 เขต รวมเป็น 268 เขต และกรณีที่ 2 แบ่ง สพม. 77 เขต สพป. 148 เขต รวม 225 เขตทำให้เกิดความเห็นแตกต่างกันในหลายประการ

นายวิทยา บริบูรณ์ทรัพย์ นายกสมาคมโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้สพม.ที่ตั้งขึ้นมา 42 เขตนั้นทำงานมาประมาณ 1 ปีกว่าแล้ว ซึ่งการทำงานก็พบว่าใน สพม.บางเขตที่ต้องดูแลครอบคลุมหลายจังหวัดนั้น ก็ค่อนข้างประสบปัญหา เช่น สพม. 10 ที่ต้องดูแลจังหวัดสมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ซึ่งแม้จะมีเส้นทางเชื่อมต่อกันแต่ระยะทางก็ห่างไกลกันมาก การดูแลจึงไม่ทั่วถึงรวมทั้งความแตกต่างของวัฒนธรรมในแต่ละพื้นที่ก็มีผลต่อการทำงาน ดังนั้น ทางเขตมัธยมฯได้พูดคุยกันนั้นยืนยันตรงกันว่าควรแบ่งเขตมัธยมศึกษาจังหวัดละ 1 เขต เป็น 77 เขตและคงจำนวน สพป.ไว้ที่183 เขตเท่าเดิมไม่ต้องไปลดไปเพิ่ม ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในบริหารโรงเรียนมากกว่าเพราะดูแลได้อย่างทั่วถึง แต่ไม่เห็นด้วยกับการจะแบ่งเขตมัธยมเป็น 2 เขต ในจังหวัดใหญ่ เช่น เชียงใหม่ อุบลราชธานี นครราชสีมาและนครศรีธรรมราช เพราะเชื่อมั่นว่าการมีเพียงเขตเดียวในจังหวัดจะทำให้การทำงานมีความเป็นเอกภาพมากกว่า โดยการทำงานสามารถดึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาช่วยได้

ด้าน นายปฐมฤกษ์ มณีเนตร ผู้แทนผอ./รองผอ.สพท. ในคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) กล่าวว่า ตนเป็นห่วงเรื่องของอัตรากำลังที่อาจจะไม่เพียงพอและจะหามาจากไหน อีกทั้ง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.)ก็ไม่ให้เพิ่มอัตรากำลัง เพราะฉะนั้นอยากเสนอให้ตั้งคณะกรรมการ หรือให้วางระบบเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้ดีเพราะทุกวันนี้เขตพื้นที่แต่ละแห่งอัตรากำลังก็ไม่เพียงพออยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม การแบ่งเขตพื้นที่นั้นมีทั้งข้อดีและข้อเสียและต้องยอมรับว่าหลายปีมานี้การศึกษาไทยลืมเรื่องการพัฒนาคุณภาพของเด็กเพราะมัวแต่มุ่งกันแต่ทำโครงสร้างแค่นั้น

นายธวัชชัย พิกุลแก้ว ผอ.สพป.กาญจนบุรี เขต 4 กล่าวว่า ตนเห็นด้วยกับมี สพม. 77 เขตและคงจำนวนสพป.ไว้เท่าเดิม ส่วนปัญหาเรื่องอัตรากำลังนั้น ในเขตพื้นที่ตนนั้นแก้ไขปัญหาด้วยการใช้อัตราจ้าง และมองว่าเขตพื้นที่การศึกษานั้นไม่จำเป็นต้องมีกำลังคนมากแต่กำลังคนที่มีต้องมีคุณภาพ หากยังขาดคุณภาพก็เป็นหน้าที่ของผอ.สพท.ที่ต้องพัฒนาคนของตนเองให้มีคุณภาพให้ได้แต่ที่ขาดกำลังคนไม่ได้ก็คือโรงเรียนที่เราต้องสนับสนุนให้เต็มจำนวน เพราะกรณี สพท.นั้นหากขาดแคลนก็สามารถอาศัยความช่วยเหลือจากท้องถิ่น หรือผู้แทนราษฎรในพื้นที่มาช่วยกันพัฒนาแก้ไขหรือให้การสนับสนุน

สำหรับ นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.)กล่าวว่า แนวคิดของแต่ละท่านในครั้งนี้ยังไม่ใช่ข้อสรุปแต่จะเป็นเพียงการรับฟังความเห็นข้อเสนอแนะซึ่งจะไปสู่ขั้นตอนอื่นๆ ต่อไป จากที่รับฟังส่วนใหญ่นั้น สพป.ยืนยันที่จำนวนเดิม 183 เขต หากมีปัญหาว่าการดูแลของเขตไหนกว้างยาวไม่เท่ากันก็ให้ทำแผนบริหารภายใน แต่จะไม่มีการเพิ่มเขตเพราะกำลังคนของ สพป.นิ่งอยู่แล้วส่วน สพม.นั้นก็ต้องการให้มีจังหวัดละ 1 เขต เป็น77 เขต เพื่อให้การทำงานคล่องตัวและอิสระในการทำงานส่วนอัตรากำลังที่ไม่เพียงพอก็คงไม่น่ากังวลเพราะจะมีอัตราจ้างส่วนหนึ่งที่ สพฐ.จัดส่งไปให้ และเขตพื้นที่เองก็มีความสัมพันธ์กับท้องถิ่นดีก็จะทำให้มีทรัพยากรและบุคลากรเพิ่มในการทำงาน และเมื่อเปรียบเทียบกับบางประเทศเขตพื้นที่มีคนแค่ 7 คน ก็ยังสามารถทำงานได้ดังนั้น ถ้าเราคิดในเชิงว่าเราทำได้ ก็จะทำได้ แต่ถ้าเราคิดว่าทำไม่ได้ ขาดเงิน ขาดคน เราก็จะทำไม่ได้

ที่มา: หนังสือพิมพ์แนวหน้า

วันจันทร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2555

ต่อยอด"ครูภูมิปัญญา"ชูคนรุ่นใหม่ 30%นั่งบอร์ดกกศ.

กว่า 3 เดือน นับจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2554 มีมติให้ "ดร.เอนก เพิ่มวงศ์เสนีย์" อดีตรองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี มาดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) แทน "รศ.ดร.ธงทอง จันทรางศุ" ซึ่งโอนย้ายไปดำรงตำแหน่ง "ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี" ใช้เวลาไม่นานเจ้าตัวก็เริ่มเข้าที่เข้าทางกับตำแหน่งใหม่ และได้นัดพบสื่อมวลชนเพื่อเปิดเผยโฉมทิศทางการทำงานของสภาการศึกษาในปี 2555 เปิดประเด็นแรกที่อยู่ในโผการทำงาน คือ การผลักดันให้สภาการศึกษาเป็นที่รู้จักรของสาธารณชนมากขึ้น แต่ ดร.เอนก ย้ำว่า "ไม่ใช่รู้ว่าสภาการศึกษาตั้งอยู่ที่ไหร แต่ให้ชาวบ้านรู้ว่า สภาการศึกษามีบทบาทช่วยสร้างอนาคตของประเทศ" อย่างไรก็ตาม สภาการศึกษาทำงานในเชิงนโยบายโดยทำงานร่วมกับหน่วยอื่นๆ เพราะฉะนั้น สภาการศึกษาจะต้องสามารถสื่อสารที่จะดำเนินการออกให้เป็นรูปธรรม เพื่อให้หน่อยงานต่างๆ รับได้ ดำเนินการได้ โดยสภาการศึกษาเป็นฝ่ายติดตามผล ประเด็นต่อมา ดร.เอนก บอกว่า สภาการศึกษาต้องการสร้างวัฒรธรรมให้เกิดในหมู่เยาวชนไทย "เด็กไทยชอบแต่ เอเอฟ หรือ เดอะ สตาร์ อยากประกวดอยากเป็นแชมป์ในเวทีประกวดร้องเพลงรายการดัง แต่เราเปลี่ยนคอนเซ็ปต์ความคิดของเด็กไทยใหม่ จัดประกวดหาแชมเปี้ยนทางการเรียนบ้าง ทำให้มีศิลปินทางด้านศาสตร์ต่างๆ เกิดขึ้นบ้าง นอกจากศิลปินทางด้านการร้องเพลง ต้องเปลี่ยนโฉมหน้าให้คนไทยใฝ่การศึกษาให้ได้"

ดร.เอนก เล่าต่อว่า ขณะเดียวกันสภาการศึกษาก็จะทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนในแต่ละวิชา เช่น ทำงานร่วมกับสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) พัฒนาการเรียนการสอนคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ และทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยต่างๆ "สภาการศึกษามีแผนจะส่งเสริมการใช้ภาษาไทยเป็นพิเศษด้วย ส่งเสริมให้เกิดการอนุรักษ์ การใช้ภาษาไทยที่ถูกต้องผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น การจัดประกวดคัดลายมือ การประกวดอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการเรียนการสอนวิชาภาษาไทยในหลวงให้ความสำคัญ ขณะเดียวกันมีแผนส่งเสริมการอ่านด้วย ปัจจุบันคนไทยยังอ่านน้อยมาก ในประเทศอื่นๆ ที่พัฒนาแล้ว อย่างยุโรป บนรถไฟฟ้าผู้โดยสารจะใช้เวลาว่างบนรถอ่านหนังสือเกือบร้อยละ 90 แต่คนไทยมีไม่กี่คนจะหยิบหนังสือมาอ่าน ส่วนใหญ่ก็โทรศัพท์ หรือเล่นเกมในมือถือ เพราะฉะนั้นจะต้องผลักดันให้ "กรุงเทพมหานครเป็นมหานครแห่งการอ่าน" จะอ่านหนังสือจริง หรืออ่านผ่านอีบุ๊กก็ได้"

"ครูภูมิปัญญา" เป็นอีกเรื่องที่สภาการศึกษาต้องการต่อยอดในปี 2555 ดร.เอนก บอกว่า จะผลักดันให้มี "สมัชชาครูภูมิปัญญา" เกิดขึ้น คนเหล่านี้นอกจากจะเป็น ปัญญาของท้องถิ่นแล้ว ต้องการให้พวกเขาเป็นตัวแทนดูแลท้องถิ่นด้วย นำข้อเสนอแนะจากท้องถิ่นมาสู้รัฐบาล หรือคณะรัฐมนตรี พร้อมสะท้อนว่า นโยบายของรัฐบาลเมื่อลงไปสู่ท้องถิ่นแล้วเกิดผลหรือไม่ ตรงนี้จะทำให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ "ยังมีอีกหลายเรื่องที่สภาการศึกษาต้องการจะดำเนินการ รวมถึงการปรับตัวบุคคลในคณะกรรมการการศึกษาแหง่ชาติ (บอร์ดกกศ.) ด้วย จะต้องพยายามนำคนนอกวงการศึกษาหรือคนรุ่นใหม่เข้ามาเป็นกรรมการให้มีสัดส่วนมากขึ้น อาจจะประมาณร้อยละ 30 เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้มาช่วยกันกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษาของชาติไทยด้วย" ดร.เอนก กล่าวทิ้งท้าย


สุพินดา ณ มหาไชย
นสพ.คมชัดลึก

วันพฤหัสบดีที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2555

ยืดเวลารับรองความรู้มาตรฐานวิชาชีพครู 1 ปี

นายองค์กร อมรสิรินันท์ เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการคุรุสภา ว่า สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาได้เสนอพิจารณาการขยายระยะเวลาการรับรองความรู้ตามมาตรฐานวิชาชีพครู สำหรับผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรที่คุรุสภาให้การรับรอง ที่สถาบันจัดการศึกษานอกที่ตั้ง หลังจากที่ก่อนหน้านี้คณะกรรมการคุรุสภาได้มีมติให้ออกประกาศ เรื่องแนวทางปฏิบัติเพื่อออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูสำหรับผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรที่คุรุสภารับรอง ที่สถาบันจัดการศึกษานอกที่ตั้ง โดยกำหนดให้ผู้สำเร็จการศึกษาประสงค์ขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูจะต้องขอรับรองความรู้โดยการเทียบโอน หรือทดสอบความรู้ ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ธ.ค. 2554 หลังสิ้นสุดระยะเวลาที่กำหนด ปรากฏว่ามีสถาบันอุดม ศึกษาหลายแห่งทำหนังสือมายังคุรุสภาขอให้มีการขยายระยะเวลาในการเทียบโอนความรู้แก่นักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู หรือ ป.บัณฑิต ออกไป เนื่องจากยังมีนักศึกษา ป.บัณฑิต ทั้งที่สำเร็จการศึกษาแล้ว และกำลังจะสำเร็จการศึกษาแต่อยู่ระหว่างการดำเนินการของมหาวิทยาลัยอีกเป็นจำนวนมากที่ยังไม่ได้ยื่นขอรับรองความรู้ตามมาตรฐานวิชาชีพครู เพื่อรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู

เลขาธิการคุรุสภากล่าวอีกว่า บอร์ดคุรุสภาได้พิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบแล้วจึงมีมติให้มีการขยายระยะเวลาการรับรองความรู้ตามมาตรฐานวิชาชีพครู ตามที่สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาเสนอออกไปอีกเป็นเวลา 1 ปี ถึงวันที่ 31 ม.ค. 2555 โดยสำนักมาตรฐานวิชาชีพ สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา จะออกประกาศแก้ไขในราชกิจจานุเบกษาต่อไป ทั้งนี้ หากสิ้นสุดระยะเวลาตามที่ขอขยายในครั้งนี้แล้วก็คงยากที่จะมีการขยายเวลาในรอบที่ 2 อีก ดังนั้น นักศึกษามหาวิทยาลัยใดที่ยังตกค้างไม่ได้ยื่นขอรับรองความรู้จะต้องเร่งรัดดำเนินการโดยด่วน นอกจากนี้ ที่ประชุมยังพิจารณาร่างข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพ พ.ศ. 2555 แต่เนื่องจากเรื่องดังกล่าวมีเนื้อหาสาระที่ค่อนข้างมาก ที่ประชุมจึงหยิบยกไปประชุมในครั้งต่อไป.

ที่มา: http://www.thairath.co.th

ส่งกฤษฎีกาตีความสอบขอ/ต่อตั๋วครูขัดพ.ร.บ.หรือไม่
สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ทำหนังสือหารือไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เกี่ยวกับการจัดสอบเพื่อขอใบรับอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ว่าขัดกับพ.ร.บ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 หรือไม่

"เนื่องจากบอร์ด คุรุสภา มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เกี่ยวกับการจัดสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพสำหรับผู้จบใหม่ จึงจำเป็นต้องขอความเห็นจากคณะกรรมการกฤษฎีกา แล้วนำกลับมาเข้าบอร์ด คุรุสภา เพื่อ ทราบอีกครั้ง ซึ่งหากคณะกรรมการกฤษฎีกา ตีความออกมาอย่างไรก็คงต้องว่าไปตามนั้น"

นายองค์กร กล่าวและว่า อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวเห็นว่าหากจะจัดสอบควรสอบเฉพาะการขอต่อใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ สำหรับกลุ่มที่ไม่ได้ปฏิบัติวิชาชีพ หรือผู้ที่ขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษาแล้วไปประกอบวิชาชีพอื่น เมื่อครบกำหนด 5 ปี จะกลับมาขอต่อใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ก็ควรจะมีการทดสอบความรู้มากกว่า

ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามรัฐ

วันพุธที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2555

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มุ่งสู่ World Class Qualityเพื่อลูกหลานคนอีสาน

มหาวิทยาลัยมหาสารคามมุ่งหน้าพัฒนาสู่สากล ส่งผลให้ขึ้นแท่นติดอันดับการจัดมหาวิทยาลัยโลก QS World, University Ranking, SCImago Institutions Ranking (SIR) World Report, UI GreenMetric World Universities Ranking, Webrometric, 4icu Web Popularity Ranking และ Alexa Web Ranking พร้อมเดินหน้าเป็นเจ้าภาพร่วมกับ QS-Asia จัดการประชุม QS WorldClass, International Seminar and QS MasterClass และเข้ารับการจัดอันดับภายใต้รูปแบบ QS Stars Ratings เป็นแห่งแรกของประเทศไทย
ด้วยทิศทางการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานของสถาบันอุดมศึกษาทั่วโลก หน่วยงานหรือองค์กรเอกชนต่างๆ จึงได้ดำเนินการจัดให้มีการประเมินผลและจัดอันดับสถาบันอุดมศึกษาในหลายรูปแบบ ซึ่งตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมานั้น มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) ได้ให้การสนับสนุนทุนวิจัยหลายประเภททั้งจากงบประมาณแผ่นดิน งบรายได้ และงบแหล่งทุนภายนอก รวมถึงการสร้างแรงจูงใจแก่อาจารย์ นักวิจัย และนิสิตระดับบัณฑิตศึกษา โดยการให้รางวัลผลการตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานวิจัย ทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 ปัจจัยพื้นฐานเหล่านี้ทำให้ มมส มีเป้าหมายชัดเจนในการพัฒนาสถาบันสู่สากล ให้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ มุ่งหวังการสร้างเครือข่ายนานาชาติที่มีศักยภาพ การจัดประชุมสัมมนาวิชาการนานาชาติร่วมกับเครือข่ายต่างประเทศ อีกทั้งการจัดโครงการแลกเปลี่ยนนิสิตและบุคลากรในทุกระดับ สิ่งเหล่านี้ทำให้ มมส ในปัจจุบันพัฒนาอย่างก้าวกระโดด โดยจะเห็นได้จากการที่ มมส ได้รับการจัดอันดับจากหน่วยงานหรือองค์กรที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก ในปี 2554 ดังนี้
1. อันดับมหาวิทยาลัยโลกของ QS World University Ranking ติดอันดับที่ 693 (*Benchmarking Report)
2. อันดับสถาบันวิจัยโลกของ SCImago Institutions Ranking (SIR) World Report ติดอันดับที่ 2,867 (อันดับที่ 15 ของประเทศไทย และอันดับที่ 11 ของมหาวิทยาลัยไทย)
3. อันดับมหาวิทยาลัยสีเขียวของ UI GreenMetric World Universities Ranking ติดอันดับที่ 126 (อันดับที่ 4 ของประเทศไทย)
4. อันดับเว็บไซต์มหาวิทยาลัยโลกของ Webrometrics Ranking ติดอันดับที่ 1,101 (อันดับที่ 13 ของประเทศไทย)
5. อันดับเว็บไซต์มหาวิทยาลัยโลกของ 4icu Web Popularity Ranking ติดอันดับที่ 928 ของโลก
6. อันดับเว็บไซต์ของ Alexa Web Ranking ติดอันดับที่ 81,450 ของโลก
จากผลการจัดอันดับดังกล่าว เป็นไปได้ว่าในอนาคต มมส อาจจะขึ้นไปติดอยู่ 1 ใน 10 ของประเทศ ถ้าหากการขับเคลื่อนในเชิงนโยบาย ผสานกับการขับเคลื่อนและประเมินผลการปฏิบัติงานของอาจารย์และนักวิจัยที่ชัดเจน ภายใต้การบริหารของคนหนุ่มไฟแรงอย่าง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย สมัปปิโต อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม นอกจากนี้ ในวันที่ 2 - 3 มีนาคม 2555 มมส ได้จับมือกับ QS ASIA QUACQUARELLI SYMONDS PTE LTD หรือ QS-Asia และมหาวิทยาลัยที่มีความร่วมมือทางวิชาการกับ มมส ได้แก่ Universiti Teknologi Malaysia, Guangxi University for Nationalities, University of the Free State และ University of the Philippines Diliman เพื่อจัดสัมมนานานาชาติ "The 2 nd International Seminar and QS MasterClass on Internationalization of Higher Education" โดยจะเชิญมหาวิทยาลัยทั้งจากประเทศไทยและต่างประเทศเข้าร่วมงานกว่า 200 คน มีวัตถุประสงค์เพื่อให้สถาบันอุดมศึกษาทั้งในและต่างประเทศได้มาพบปะแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษาสู่ความเป็นสากล ซึ่ง มมส เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกและแห่งเดียวในไทยที่ได้รับเกียรติจาก QS-Asia ในการจัดสัมมนาภายใต้ชื่อ "QS MasterClass" และยิ่งไปกว่านั้น มมส ได้ลงนามในข้อตกลงร่วมกับ QS-Asia เพื่อเป็นเจ้าภาพร่วมในการจัด QS WorldClass Seminar ในเดือนเมษายน 2558 ซึ่งที่ผ่านมายังไม่เคยมีมหาวิทยาลัยใดในประเทศไทย ที่ได้ลงนามเป็นเจ้าภาพในการจัด QS WorldClass Seminar ดังเช่น มมส ในครั้งนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย สมัปปิโต อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่า นับเป็นอีกก้าวหนึ่งที่สำคัญของ มมส ที่ได้รับความไว้วางใจจาก QS-Asia ในการทำงานใหญ่ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการจัด QS WorldClass Seminar หรือ QS MasterClass นอกจากนี้ มมส ยังเป็นมหาวิทยาลัยไทยแห่งแรกที่จะเข้ารับการจัดอันดับภายใต้ QS Stars Ratings System ที่ QS ได้นำมาใช้ในการจัดอันดับมหาวิทยาลัยแบบใหม่โดยเพิ่งจะเริ่มใช้ในปี 2554 นอกจากการมุ่งมั่นขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยสู่ความเป็น World Class ของ มมส แล้ว วัตถุประสงค์ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ มมส ต้องการให้เกิดกับชุมชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นั่นก็คือการให้ชาวอีสานได้สัมผัสกับความเป็นนานาชาติ และได้ตระหนักถึงความสำคัญในการเตรียมความพร้อมของตนสู่การเป็นประชาคมอาเซียนที่จะมีขึ้นในปี 2558 มมส ต้องการเปิดโอกาสให้ชาวอีสานได้มีโอกาสพัฒนาตนเองและนำพาชุมชนให้เกิดความเข้มแข็ง สามารถพึ่งพาตนเองได้ และในขณะเดียวกันก็สามารถพัฒนาตนเองสู่ความเป็นเลิศและสู่สากลต่อไปได้

ขอเชิญท่านผู้บริหารคณาจารย์เจ้าหน้าที่และบุคคลทั่วไปที่ดูแลกิจการวิเทศสัมพันธ์ของสถาบันการศึกษาไทยทุกระดับเข้าร่วม "The 2 nd International Seminar and QS MasterClass on Internationalization of Higher Education" ในวันที่ 2-3 มีนาคม 2555 ณโรงแรม JW Marriott Hotel, Bangkok ท่านสามารถหารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.irofce.msu.ac.th/2qsmasterclass/ หรือโทร. 0-4375-4241

นสพ. มติชน

จดหมายเปิดผนึก 1/2555 โดย ดร.รังสรรค์ มณีเล็ก ผอ.สำนักนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐาน

ถึงพี่น้องชาวแผน และผู้สนใจทุกท่านครับ

สวัสดีปีใหม่ครับพี่น้อง หวังว่าคงส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่กันอย่างมีความสุขตามอัตภาพของตน ทุกท่านนะครับ จดหมายฉบับที่ 12/2554 พี่น้อง ลูกๆ หลานๆ โต้คารมกันไปมาพอสมควร เหตุเกิดเพราะนำเหตุการณ์ที่หนึ่งโยงไปอีกที่หนึ่ง จากคนหนึ่งไปอีกคนหนึ่ง เหตุการณ์ที่หนึ่งคนหนึ่งไม่สามารถสรุปอ้างอิงไปได้ทั้งประเทศนะครับ ดังนั้น หากเราอ่านเจอข้อความที่ส่งเข้ามาในเวทีนี้ ก็โปรดเข้าใจว่าเป็นเรื่องเฉพาะบุคคลเฉพาะที่ ไม่เกี่ยวกับคนอื่น ประเด็นที่หยิบยกมากล่าวถึงกันมากก็คือ เงินค่าครองชีพ เงินวิทยฐานะตำแหน่งถาวร ความล่าช้าของการจ่ายเงินเดือน ภาระงานที่นอกเหนือหน้าที่ การทำสัญญาจ้าง ฯลฯ เนื่องจากปีงบประมาณ 2555 นี้ งบประมาณล่าช้ากว่ากำหนด 5 เดือน สำนักงบประมาณจึงค่อยๆ จัดสรรงบประมาณมาให้ สพฐ. ซึ่งรอบแรกประมาณร้อยละ 33 ของงบประมาณทั้งหมด ดังนั้นจึงเกิดปรากฏการณ์การทำสัญญาอัตราจ้างเป็นช่วงๆ ขอเรียนให้ทราบว่า มีงบประมาณถึง 30 กันยายน ทุกอัตราครับ และขณะนี้กำลังตั้งงบประมาณปี 2556 ก็จะตั้งให้ทุกอัตราเช่นกัน และพยายามจะเพิ่มธุรการอีกประมาณ 5,000 อัตรา เพื่อแบ่งเบาภาระที่ไม่ใช่งานสอนของคุณครูให้มากขึ้น แต่จะได้ครบทุกอัตราตามที่ต้องการหรือไม่ เป็นอีกขั้นตอนหนึ่งครับ ซึ่งนอกเหนือการควบคุมของ สพฐ.

ในเรื่องของตำแหน่งถาวรนั้น สพฐ. โดย สพร. กำลังดำเนินการอยู่ครับ ไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะกระแสโลกทั้งภาครัฐ และเอกชน จะเน้นการจ้างมากกว่าตำแหน่งประจำ เพราะคล่องตัวและยืดหยุ่นหากมีการปรับหรือเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ในหลายๆ ประเทศ ผู้บริหารโรงเรียนยังเป็นอัตราจ้างเลยครับ โดยคณะกรรมการสถานศึกษาเป็นผู้จ้าง สิ้นปีก็ประเมินกันครั้งหนึ่ง ถ้าผลงานไม่เข้าเป้าก็โละกันทั้งชุด อย่างไรก็ตาม สพฐ. ก็พยายามต่อสู้ให้อย่างเต็มที่เพื่อให้อัตราจ้างทั้งหลายมีความมั่นคงถาวร หลายคนกระแนะกระแหนว่าดูแลแต่น้องๆ ธุรการ ไม่ใช่หรอกครับ สังเกตสิใครถามผมก็ตอบทั้งนั้น คงเป็นเพราะธุรการเข้ามาถามเป็นจำนวนมาก ผมจึงตอบคำถามเยอะไปหน่อย กระมัง จึงทำให้นึกไปว่าผมดูแลแต่ธุรการ เรื่องของเงินเดือนใหม่รวมเพิ่มค่าครองชีพเป็น 15,000 / 12,285 / 9,000 บาทนั้น ต้องรอประกาศจากรัฐบาลหน่อยครับ แต่ขณะนี้ สพฐ. ได้เตรียมการทุกอย่างไว้แล้ว โดยขอตั้งงบกลางตั้งแต่ 1 มกราคม – 30 กันยายน 2555 และตั้งงบปกติ 1 ตุลาคม – 30 กันยายน 2556 ขั้นตอนก็คือ รัฐบาลต้องประกาศการขึ้นค่าครองชีพอย่างเป็นทางการอีกครั้ง จากนั้นคณะรัฐมนตรีต้องอนุมัติงบกลาง สำนักงบประมาณจัดสรรให้ส่วนราชการ ส่วนราชการจัดสรร/โอนเงินให้บุคลากรในสังกัด โปรดติดตามข่าวอย่ากระพริบตาเป็นอันขาด

สำหรับเรื่องวิทยฐานะของคุณครูที่ได้รับคำสั่ง 1 ตุลาคม 2553 – 30 ธันวาคม 2554 คงได้รับตกเบิก ตุลาคม 2555 นี้ครับ พยายามจะให้เงินเพิ่มส่วนต่างของวิทยฐานะเป็นปัจจุบัน แล้วรับตกเบิกทีหลัง เหมือนที่เคยทำรุ่นคำสั่ง 1 ตุลาคม 2552-30 กันยายน 2553 แต่ไม่ค่อยมั่นใจว่าจะสำเร็จครับ

ฉบับนี้ขอคุยเรื่อง ทิศทางประเทศไทย ช่วงปี 2555-2559 (เน้นด้านสังคม) ทิศทาง สพฐ.ปี 2555 และปัจจัยที่ทำให้ระบบโรงเรียนประสบความสำเร็จ เริ่มเลยนะครับ

ทิศทางประเทศไทย ช่วงปี 2555-2559
ขณะนี้ได้มีการประกาศแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555 – 2559) แล้ว เมื่อ 26 ตุลาคม 2554 แผนดังกล่าวให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของภาคีการพัฒนาทุกภาคส่วนในทุกระดับ พยายามตอบสนองความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม สพฐ. จะเกี่ยวข้องในด้านของสังคมมากที่สุด ดังนั้นจะขอหยิบยกการเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคมมานำเสนอ ดังนี้

ในช่วง 5 ปี จากนี้ไป ประเทศไทยจะก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ โครงสร้างประชากรวัยผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น เด็กและวัยแรงงานลดลง มีปัญหาเรื่องคุณภาพทางการศึกษา ระดับสติปัญญาของเด็ก พฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพ ผลิตภาพแรงงานต่ำ มีสวัสดิการทางสังคมเพิ่มมากขึ้น แต่ผู้ด้อยโอกาส ยังไม่สามารถเข้าถึงบริการทางสังคมอย่างทั่วถึง มีความเหลื่อมล้ำกันในด้านรายได้และโอกาสการเข้าถึงทรัพยากร มีความเสื่อมถอยทางคุณธรรมและจริยธรรม มีการแพร่ระบาดของยาเสพติด และการพนันในหมู่เด็กและเยาวชนมากขึ้น แต่คนไทยก็มีความตื่นตัวทางการเมือง และให้ความสำคัญ กับความรับผิดชอบต่อสังคม และธรรมาภิบาลมากขึ้น

วิสัยทัศน์ของแผนฯ 11 กำหนดไว้ว่า “สังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ด้วยความเสมอภาค เป็นธรรม และมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลง” สำหรับยุทธศาสตร์การพัฒนาได้กำหนดไว้ ดังนี้

1. ยุทธศาสตร์การสร้างความเป็นธรรมในสังคม
2. ยุทธศาสตร์การพัฒนาความรู้สู่สังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างยั่งยืน
3. ยุทธศาสตร์ความเข้มแข็งภาคเกษตร ความมั่นคงของอาหารและพลังงาน
4. ยุทธศาสตร์การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่การเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน
5. ยุทธศาสตร์การสร้างความเชื่อมโยงกับประเทศในภูมิภาค เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม
6. ยุทธศาสตร์การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
สพฐ. จะเกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์ที่ 3 มากที่สุด ซึ่งจะเน้นเกี่ยวกับ

1) การปรับโครงสร้างและการกระจายตัวประชากรให้เหมาะสม
2) การพัฒนาคุณภาพคนไทยให้มีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลง
3) การส่งเสริม การลดปัจจัยการเสี่ยงด้านสุขภาพอย่างเป็นองค์รวม
4) การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต
5) การเสริมสร้างความเข้มแข็งของสถาบันสังคม

ทิศทาง สพฐ. ปี 2555
งบประมาณปี 2555 ยังเหลืออีกสองขั้นตอนจึงจะจบสิ้นกระบวนการอนุมัติงบประมาณ วุฒิสภาให้ความเห็นชอบ ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณ และการทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อประกาศใช้ ซึ่งจะเสร็จสิ้นในวันที่ 27 มกราคม 2555 นี้ จากนั้นงบประมาณก็คงจะจัดสรรได้ในราวกลางเดือน กุมภาพันธ์ 2555 สพฐ.ได้กำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ กลยุทธ์ แผนงาน ผลผลิต โครงการดังนี้
วิสัยทัศน์
“ สพฐ. เป็นองค์กรขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศไทยให้สูงเทียบเท่าค่าเฉลี่ยของโลก เข้าสู่มาตรฐานสากล ภายในปี 2563 ” (ปรับ คำว่า สูงเทียบเท่าค่าเฉลี่ยของโลก ออก และใช้คำว่า เข้าสู่มาตรฐานสากล แทน)

พันธกิจ
“พัฒนา ส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการศึกษา ให้ประชากรวัยเรียนทุกคนได้รับการศึกษาอย่างมีคุณภาพ โดยเน้นการพัฒนาผู้เรียนเป็นสำคัญ เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ มีคุณธรรมจริยธรรม มีความสามารถตามมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐานและการพัฒนาสู่คุณภาพระดับสากล”

จากการประมวลปัญหาในรอบปี 2554 ที่ผ่านมาก็พบว่าเป็นปัญหาเดิมๆ ที่ยังแก้ไม่ตก แต่มีแนวโน้มดีขึ้น ปัญหาดังกล่าวคือ ยังมีเด็กตกหล่น ออกกลางคัน ไม่เรียนต่อ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในกลุ่มสาระการเรียนรู้หลักยังไม่น่าพอใจ ขาดครูสาขาเฉพาะทางการบริหารจัดการยังขาดประสิทธิภาพ และจำนวน โรงเรียนมีมากเกินความจำเป็น

กลยุทธ์
1. พัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาทุกระดับตามหลักสูตรและส่งเสริมความสามารถด้านเทคโนโลยีเพื่อเป็นเครื่องมือการเรียนรู้
2. ปลูกฝังคุณธรรม ความสำนึกในความเป็นชาติไทยและวิถีชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
3. ขยายโอกาสทางการศึกษาให้ทั่วถึงครอบคลุมผู้เรียนได้รับโอกาสในการพัฒนาเต็มตามศักยภาพ
4. พัฒนาครู และบุคลากรทางการศึกษาทั้งระบบ
5. พัฒนาประสิทธิภาพการบริหารจัดการตามแนวทางการกระจายอำนาจ ตามหลักธรรมาภิบาล
6. พัฒนาการศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษาในเขตพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้และพื้นที่ยากลำบาก
แผนงาน
1. แผนงานแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้
2. แผนงานสนับสนุนเครื่องคอมพิวเตอร์พกพาเพื่อการศึกษา
3. แผนงานสนับสนุนการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน
4. แผนงานขยายโอกาสและพัฒนาการศึกษา

ผลผลิต
ผลผลิตที่ 1 : ผู้จบการศึกษาก่อนประถมศึกษา
ผลผลิตที่ 2 : ผู้จบการศึกษาภาคบังคับ
ผลผลิตที่ 3 : ผู้จบการศึกษามัธยมศึกษาตอนปลาย
ผลผลิตที่ 4 : เด็กพิการได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และการพัฒนาสมรรถภาพ
ผลผลิตที่ 5 : เด็กด้อยโอกาสได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ผลผลิตที่ 6 : เด็กผู้มีความสามารพิเศษได้รับการพัฒนาศักยภาพ

โครงการ
1. โครงการพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้
2. โครงการจัดการเรียนการสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์พกพา
3. โครงการสนับสนุนค่าใช้จ่ายการจัดการศึกษาตั้งแต่แรกเกิดจนจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน
4. โครงการคืนครูให้นักเรียน
5. โครงการพัฒนาครูทั้งระบบเต็มตามศักยภาพ
6. โครงการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา
7. โครงการมัธยมศึกษาเชิงปฏิบัติการ
8. โครงการเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมโลก

ขอเรียนให้ทราบว่าเราเหลือเวลาทำงานกันอย่างเต็มที่ประมาณ 7 เดือน อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ได้หมายความว่า 5 เดือนที่ผ่านมาเราไม่ได้ทำงาน ทำไม่เต็มที่ต่างหากและถึงแม้ว่า งบประมาณจะถูกตัดไปช่วยน้ำท่วม และภัยหนาวเสียส่วนหนึ่ง สพฐ. ก็พยายามจัดสรรให้ สพป./สพม. ให้มากที่สุด และขณะนี้ขอตรึงยอดงบประมาณพื้นฐานไว้ที่ 8 ล้าน และ 6 ล้าน ตามลำดับ ส่วนงบประมาณเพิ่มเติมสำหรับจัดทำโครงการต่างๆ นั้น คงต้องรอฟังนโยบาย ของรัฐมนตรีท่านใหม่สักนิดนึงครับ ว่าท่านจะเน้นเรื่องใดเป็นพิเศษ คงไม่เกินกลางเดือนกุมภาพันธ์ สพป./สพม. คงทราบยอดเงินงบประมาณทั้งหมดครับ

ปัจจัยที่ทำให้ระบบโรงเรียนประสบความสำเร็จ
ประเทศไทยได้เข้าร่วมโครงการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ (Program me for International Student Assessment : PISA) ซึ่งเป็นโครงการที่ดำเนินการโดยองค์กรเพื่อความร่วมมือ และพัฒนาทางเศรษฐกิจ (Organization for Economic Co-operation and Development : OECD) โดยประเมินนักเรียนที่จบการศึกษาภาคบังคับ หรือกลุ่มอายุ 15 ปี ในด้านการอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ประเมินทุกๆ 3 ปี ประเมินครั้งแรก คือ PISA 2000 จะเน้นการอ่าน PISA 2003 เน้นคณิตศาสตร์ PISA 2006 เน้นวิทยาศาสตร์ PISA 2009 เน้นการอ่าน ประเมินครั้งต่อไป คือ ปีนี้ ก้จะเน้นคณิตศาสตร์ วิชาที่เน้นจะให้น้ำหนักร้อยละ 60 ที่เหลืออีกสองวิชา จะให้นำหนักวิชาร้อยละ 20 ผลการประเมิน PISA 2009 สำหรับประเทศไทย มีดังนี้
การอ่าน ได้ 421 คะแนน ลำดับที่ 50 (ค่าเฉลี่ย 492)
คณิตศาสตร์ ได้ 419 คะแนน ลำดับที่ 52 (ค่าเฉลี่ย 496)
วิทยาศาสตร์ ได้ 425 คะแนน ลำดับที่ 49 (ค่าเฉลี่ย 501)
ผลการประเมิน พบว่า นักเรียนไทยมีคะแนนต่ำทุกวิชา และมีแนวโน้มลดลง จากการนำข้อมูลผลการประเมิน 65 ประเทศ (OECD 34 ประเทศ ประเทศที่ไม่ใช่สมาชิก OECD 31 ประเทศ) มาวิเคราะห์พบว่า ปัจจัยที่ทำให้ระบบโรงเรียนประสบความสำเร็จ มีดังนี้
1. โรงเรียนที่ประสบความสำเร็จ จะต้องจัดให้นักเรียนมีโอกาสในการเรียนเท่าเทียมกัน ไม่ว่านักเรียนจะมีภูมิหลังทางเศรษฐกิจ – สังคม ต่างกันมากน้อยเพียงไร
2. โรงเรียนที่ประสบความสำเร็จ จะมีความเป็นอิสระสูงในการออกแบบการเรียนการสอนและการประเมินผล ไม่แข่งขันการรับนักเรียน เปิดโอกาสให้นักเรียนมีทางเลือกหลากหลาย
3. โรงเรียนที่ประสบความสำเร็จมักจะมีนักเรียนที่มาจากครอบครัวที่มีฐานะทางเศรษฐกิจ และสังคมดี
4. โรงเรียนที่ประสบความสำเร็จเป็นโรงเรียนที่ผู้ปกครองมักเลือกเพราะคุณภาพทางวิชาการมากกว่าความต้องการที่จะให้โรงเรียนช่วยเหลือด้านการเงิน
5. โรงเรียนที่ประสบความสำเร็จ จะมีการกระจายทรัพยากรอย่างเป็นธรรม ให้ความสำคัญกับคุณภาพครู มากกว่าทำชั้นเรียนมีขนาดเล็ก เพื่อให้ครูสอนได้ทั่วถึง
6. นักเรียนและครูในโรงเรียนที่ประสบความสำเร็จ มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน มีระเบียบวินัย และมีพฤติกรรมทางบวก

ข้อค้นพบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับเรา งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพการศึกษา มีมากมายทั้งวิจัยเดี่ยวและงานวิจัยเชิงอภิมาน(Meta-analysis) ก็ยืนยันผลวิจัยทำนองนี้ แต่ไฉนเรายังแก้ปัญหาซ้ำซากไม่ตกสักที ฉงนฉงายจริงๆ
คงแค่นี้ก่อนนะครับ ขอให้ทุกท่านมีความพึงพอใจ มีความสุข มุ่งมั่นกับงานในความรับผิดชอบของเราให้เกิดผลที่เป็นเลิศครับ

วันจันทร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2555

สุดยอดครู-วันครู ความภูมิใจของแม่พิมพ์ภูธร

รางวัลคุรุสภา เป็นรางวัลสุดยอดครูคุรุสภาคัดเลือกจากผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ปฏิบัติตนตามมาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณของวิชาชีพดีเด่นสร้างคุณประโยชน์ในด้านการศึกษา ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2524 จนถึงปีนี้ มีผู้ได้รับรางวัลคุรุสภา ประจำปี 2554 จำนวน 9 คนประกอบด้วย ครู 5 รางวัล ผู้บริหารสถานศึกษา 2 รางวัล ผู้บริหารการศึกษา1 รางวัล ศึกษานิเทศก์ 1 รางวัล ประกอบด้วย 1.นางจารุณี สุทธิสวรรค์ ครูโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 12 (บ้านเอก) จ.เชียงใหม่2.นายวิวัฒน์ เพชรศรี ครูโรงเรียนสฤษดิเดช จ.จันทบุรี 3.นางวีระยา ศิริรัชฎานันท์ครูโรงเรียนอนุบาลศรีสะเกษ จ.ศรีสะเกษ4.นายสุเทพ ทิพโชติ ครูโรงเรียนนางแดดวังชมภูวิทยา รัชมังคลาภิเษก จ.ชัยภูมิ5.นางอลิสา ใบแย้มครูโรงเรียนบ้านหนองคาง จ.ประจวบคีรีขันธ์ 6.นายบุญส่ง เพ่งผลผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลนครสวรรค์จ.นครสวรรค์ 7.นายสำเริง กุจิรพันธ์ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลนครปฐมจังหวัดนครปฐม 8.นายสมเดช สีแสงผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) นครสวรรค์ เขต 1 และ 9.นางสาวรัติพร ภาธรธุวานนท์ศึกษานิเทศก์ สพป.มหาสารคาม เขต 1 รางวัลคุรุสภา มีวัตถุประสงค์เพื่อให้รางวัลคุรุสภาแก่ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาที่มีผลงานดีเด่น เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจและแรงจูงใจให้ครูได้พัฒนาตนเองพัฒนาการเรียนการสอนให้เกิดผลสัมฤทธิ์แก่นักเรียนอันนำไปสู่คุณภาพของประชากรและการพัฒนาประเทศชาติต่อไป จะได้รับเงินรางวัล เข็มทองคำ "คุรุสภาสดุดี" โล่ประกาศเกียรติคุณและเกียรติบัตร จากนายกรัฐมนตรี ในวันครูที่ 16 มกราคม ที่หอประชุมคุรุสภา
สำหรับหลักเกณฑ์การพิจารณา ต้องเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ และเป็นผู้ปฏิบัติงานตามมาตรฐานวิชาชีพทางการศึกษา ประกอบด้วย วิชาชีพครู ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา และศึกษานิเทศก์ ต้องมีมาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ มาตรฐานการปฏิบัติงานของแต่ละวิชาชีพ จำนวน 12 ข้อ และมาตรฐานการปฏิบัติตน หรือจรรยาบรรณของวิชาชีพ 9 ข้อ
วิธีการคัดเลือก ให้คุรุสภาเขตพื้นที่การศึกษาหรือหน่วยงานต้นสังกัดพิจารณาคัดเลือกผู้สมควรได้รับรางวัลตามสัดส่วนที่กำหนด ส่งให้สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาจากนั้นคณะอนุกรรมการคัดเลือกผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา เพื่อรับรางวัลคุรุสภาจะคัดเลือกผลงานของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาให้เหลือ 27 คน ประกอบด้วยครู15 คน ผู้บริหารสถานศึกษา 6 คน ผู้บริหารการศึกษา 3 คน และศึกษานิเทศก์ จำนวน 3 คน แล้วคณะอนุกรรมการจะเดินทางไปประเมินผลงาน ณ สถานที่ปฏิบัติงานจริง เพื่อคัดเลือกระดับดีเด่น จำนวน 9 คน เข้ารับรางวัลในงานวันครู วันที่ 16 มกราคม ลองมาดูตัวอย่างเคล็ดลับของผู้ได้รับรางวัลว่าใช้หลักการอะไร จึงสามารถคว้ารางวัลนี้มาได้
ผอ.อนุบาลไอเดียไอที นายบุญส่ง เพ่งผลผอ.โรงเรียนอนุบาลนครสวรรค์ เล่าว่า รู้สึกภาคภูมิใจอย่างมากเพราะได้เป็นตัวแทน สพฐ. และในฐานะตัวแทนชาวนครสวรรค์ที่มีโอกาสรับรางวัลครั้งนี้ ความสำเร็จในครั้งนี้ไม่เคยคิดว่าเป็นความสำเร็จของตัวเอง แต่ถือว่าเป็นความสำเร็จของสถานศึกษาอนุบาลนครนครสวรรค์ความสำเร็จของคณะครู นักเรียนทุกคน ผู้ปกครอง คณะกรรมการสถานศึกษา ร่วมแรงร่วมใจกันพัฒนาสถานศึกษาให้เป็นที่ยอมรับระดับประเทศ ที่ผ่านมาวิธีคิด วิธีการทำงานไม่เคยคิดว่าจะทำงานเพียงลำพังแล้วประสบผลสำเร็จ ยึดหลักการทำงานเป็นทีม สิ่งสำคัญ ผู้บริหารต้องลงมือปฏิบัติจริงเข้ามารับรู้ รับทราบปัญหาการทำงาน ร่วมคิดร่วมทำ ร่วมแก้ปัญหากับครู นักเรียน สามารถสัมผัสด้วยตัวเองในทุกภาคส่วน จะทำให้สามารถมองภาพความเป็นจริงได้ทั้งหมดไม่เคยรอฟังเพียงรายงานอย่างเดียว ทำให้เข้าไปแก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงที ทุกภาคส่วนยอมรับ
อาจารย์ทีมคิด'เครื่องฉีกทุเรียน' ส่วน นางอลิสา ใบแย้มอายุ 52 ปีครูชำนาญการพิเศษ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และศิลปะ โรงเรียนบ้านหนองคาง ต.ศิลาลอย อ.สามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ เจ้าของรางวัลครูผู้สอนดีเด่น บอกว่าถือเป็นเกียรติยศสำหรับครอบครัวและวงศ์ตระกูล รวมทั้งสร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ถือเป็นรางวัลสูงสุดในวิชาชีพหลังจากในการทำหน้าที่ครูมานานกว่า 33 ปีและเป็นครูคนแรกของจังหวัดที่ได้รับรางวัลนี้สำหรับหลักในการทำงานจะต้องทำทุกวันให้ดีที่สุดอย่างถูกต้องอยู่บนพื้นฐานของเหตุผล ที่ผ่านมาได้รับรางวัลสะสมในระดับประเทศตั้งแต่ปี 2551 เพราะมีผลงานประสบความสำเร็จทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ ในการทำหน้าที่ปรึกษาให้นักเรียนเดินทางไปประกวดสิ่งประดิษฐ์ทางวิทยาศาสตร์ในระดับนานาชาติได้รับรางวัลเหรียญเงินจากประเทศเวียดนามจากการประดิษฐ์เครื่องฉีกทุเรียน
ครูดนตรีพื้นบ้านอีสานกระหึ่ม ด้าน นายสุเทพ ทิพโชติ ครูวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ โรงเรียนนางแดดวังชมภูวิทยา รัชมังคลาภิเษก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 30 ผู้ผลักดันให้โรงเรียนได้รับการยอมรับมีชื่อเสียงโดดเด่นด้านโปงลาง และยังเป็นหัวหน้าวงโปงลาง "ต้นน้ำชี" กล่าวว่า ถือเป็นรางวัลอันทรงเกียรติและสูงสุดสำหรับชีวิตโรงเรียนแห่งนี้ตั้งอยู่ในถิ่นกันดาร ในเขตตำบลบ้านโหล่น อ.หนองบัวแดง จ.ชัยภูมิห่างจากตัวอำเภอประมาณ 50 กิโลเมตรห่างตัวจังหวัดกว่า 100 กม. นักเรียนขาดโอกาสทางการศึกษา ได้จัดการเรียนรู้โดยให้ผู้เรียนฝึกปฏิบัติจริง สำหรับนักเรียนที่มีความสนใจและความถนัดด้านดนตรีนาฏศิลป์พื้นบ้านอีสาน ผลที่ได้คือนักเรียนเกิดทักษะ นำความรู้ที่ได้ไปช่วยสร้างแรงจูงใจสู่ความสำเร็จในการเรียนและการปฏิบัติกิจกรรมจากง่ายไปยาก และต่อยอดด้วยกิจกรรมที่ยากขึ้น ผลที่ได้คือนำนักเรียนไปแสดงวงดนตรีพื้นบ้านอีสานเผยแพร่วัฒนธรรมไทยในต่างประเทศ ทั้งประเทศมาเลเซีย ตุรกี จีน และเกาหลีใต้ ในฐานะครูบ้านนอกคนหนึ่ง ถือว่าเป็นความภูมิใจมากที่สุด

นสพ.มติชน

วันอังคารที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2555

ผลประชุมผู้บริหารองค์กรหลัก ครั้งที่ ๑/๒๕๕๕

นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมผู้บริหารองค์กรหลัก ครั้งที่ ๑/๒๕๕๕ เมื่อวันที่ ๙ มกราคม ๒๕๕๕ ณ ห้องประชุมราชวัลลภ โดยมีนางบุญรื่น ศรีธเรศรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รวมทั้งผู้บริหารองค์กรหลัก องค์การมหาชน และองค์กรในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วมการประชุม โดยมีสาระสำคัญสรุปดังนี้

•ให้ ๕ องค์กรหลัก + ๗ องค์กรในกำกับ ร่วมประชุมผู้บริหารองค์กรหลัก
รมว.ศธ.กล่าวว่า ในการประชุมผู้บริหารองค์กรหลักตั้งแต่ครั้งนี้เป็นต้นไป ได้ขอให้ผู้บริหาร ๕ องค์กรหลัก และ ๗ องค์กรในกำกับ คือ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ฯ สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) หรือ ITD สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทศ. และตัวแทนจากมหาวิทยาลัย รวมทั้งตัวแทนจากบอร์ดต่างๆ เข้าร่วมประชุมพร้อมกันด้วย เพื่อให้ทิศทางขับเคลื่อนการทำงานตามนโยบายเป็นไปด้วยความเข้าใจถูกต้องตรงกัน

•เตรียมประกาศแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษาเพื่อความยั่งยืน ๒๕๕๕ ต้นเดือนกุมภาพันธ์นี้

ศธ.จะประกาศ "แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษาเพื่อความยั่งยืน ๒๕๕๕" ในวันที่ ๑-๒ กุมภาพันธ์นี้ ซึ่งจะเชิญนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พร้อมทั้งขอให้มีเรื่องข้อมูลของหลักสูตร ๗ กลุ่มอาชีพที่จะประกาศใช้ในปีการศึกษา ๒๕๕๕ ซึ่งเป็นหลักสูตรที่มหาวิทยาลัยดำเนินการร่ีวมกับ สพฐ. พร้อมทั้งขอให้กลุ่มงานวิจัยประสานกับนักวิจัยมาเปิดแสดงด้วย พร้อมทั้งกำชับว่ามหาวิทยาลัยควรให้ความสำคัญกับหลักสูตรการมีงานทำของนักเรียน เพราะจะเป็นการจัดการศึกษาที่สอดคล้องตามยุทธศาสตร์ ศธ.

•ย้ำให้ประสาน ๘ หน่วยงานในการจัดทำแผนการพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ

จากการที่นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ ศธ.เป็นหน่วยงานหลักในการบูรณาการการทำงานร่วมกับกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ๘ กระทรวง ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงแรงงาน กระทรวงกลาโหม และสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อดำเนินการจัดทำแผนการดูแลและพัฒนาเด็กปฐมวัยกว่า ๕ ล้านคน ให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องในแต่ละช่วงอายุ โดย รมว.ศธ.ได้ย้ำในที่ประชุมขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งจัดทำแผนการพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ เพื่อเสนอที่ประชุมคณะกรรมการพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ พิจารณาได้ในเดือนมีนาคม ๒๕๕๕

•การเพิ่มเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศเป็น ๒๖๘ เขต

รมว.ศธ.กล่าวว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบตามข้อเสนอแนะเชิงนโยบายความเหมาะสมและรูปแบบการบริหารจัดการศึกษาของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ซึ่ง สพฐ.ได้เสนอว่า ได้รับฟังความคิดเห็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย วิเคราะห์ข้อดีข้อเสีย รูปแบบการบริหารจัดการเขตพื้นที่การศึกษาแล้ว พบว่าเห็นควรเพิ่มเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศเป็น ๒๖๘ เขต แยกเป็นเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) ๘๒ เขต (๗๗ จังหวัดละ ๑ เขต ยกเว้น กรุงเทพฯ นครราชสีมา อุบลราชธานี เชียงใหม่ และนครศรีธรรมราช จังหวัดละ ๒ เขต) และเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ๑๘๖ เขต หลังจากนี้ สพฐ.จะนำเสนอสภาการศึกษาเพื่อพิจารณาประกาศปรับปรุงการกำหนดเขตพื้นที่การศึกษาใหม่ ภายในเดือนมกราคมนี้

•ศธ.ออกประกาศแนวทางการดำเนินงานสำหรับ "พ.ศ.๒๕๕๕ ปีแห่งการพูดภาษาอังกฤษ"

เมื่อวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๔ รมว.ศธ.ได้ลงนามในประกาศนโยบายและแนวทางการดำเนินงานสำหรับ "พ.ศ.๒๕๕๕ ปีแห่งการพูดภาษาอังกฤษ" (English-Speaking Year 2012) โดยมีแนวทางการดำเนินงาน ๕ ข้อคือ

๑. ส่งเสริมให้สถานศึกษาและหน่วยงานต่างๆ ในกระทรวงศึกษาธิการกำหนดวันภาษาอังกฤษ สัปดาห์ละ ๑ วัน เพื่อใช้เป็นวันที่จัดกิจกรรมภาษาอังกฤษ เช่น จัดมุมภาษาอังกฤษ หรือ English Speaking Zone ภาษาอังกฤษวันละคำ การประกวดแข่งขันพูดภาษาอังกฤษ การจัดค่ายภาษาอังกฤษ เป็นต้น
๒. ส่งเสริมให้สถานศึกษาและหน่วยงานต่างๆ ในกระทรวงศึกษาธิการ จัดทำสื่อ และเผยแพร่ความรู้ภาษาอังกฤษที่มีความหลากหลายให้แก่ประชาชนให้มากขึ้น เช่น หนังสือพิมพ์ วารสาร นิตยสาร แผ่นพับต่างๆ ตลอดจนสนับสนุนให้มีการจัดรายการภาคภาษาอังกฤษ เพื่อให้บุคลากรได้รับโอกาสในการพัฒนาภาษาอังกฤษอย่างต่อเนื่อง ผ่านสื่อโทรคมนาคมต่างๆ เช่น สถานีโทรทัศน์เพื่อการศึกษา (ETV) สถานีวิทยุของสถานศึกษาต่างๆ เช่น R-radio สถานีวิทยุแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นต้น
๓. ส่งเสริมการจัดอบรมเพื่อการพัฒนาการเรียนการสอนภาษาอังกฤษให้แก่นักเรียน ครู คณาจารย์ บุคลากรทางการศึกษา โดยจะร่วมมือกับสถาบันทางภาษาและหน่วยงานต่างๆ ในการจัดหลักสูตรฝึกอบรมภาษาอังกฤษสำหรับครู อาจารย์ การประชุมทางวิชาการ เป็นต้น
๔. ส่งเสริมให้สถานทูต องค์กรระหว่างประเทศ สมาคมโรงเรียนนานาชาติ และหน่วยงานต่างๆ มีส่วนร่วมในการพัฒนาหลักสูตรและกิจกรรมที่ส่งเสริมพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ เช่น การจัดโครงการโรงเรียนพี่โรงเรียนน้อง การจัดค่ายเยาวชนภาษาอังกฤษ เป็นต้น
๕. ส่งเสริมและสร้างแรงจูงใจในการเรียนภาษาอังกฤษของประชาชน โดยกระทรวงศึกษาธิการจะผนึกความร่วมมือกับสถานทูตและองค์กรระหว่างประเทศ ตลอดจนเครือข่ายที่มีอยู่ เช่น โรงเรียนนานาชาติ สถาบันสอนภาษาต่างประเทศ เพื่อจัดสรรทุนการศึกษา/ฝึกอบรมให้แก่นักเรียน ครู คณาจารย์ บุคลากรทางการศึกษา ฯลฯ เพื่อสร้างโอกาสในการพัฒนาความรู้ภาษาอังกฤษ รวมถึงการจัดโครงการ/กิจกรรมเพื่อเสริมสร้างโอกาสการเรียนรู้ภาษาอังกฤษอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ในส่วนของ ศธ.ได้ดำเนินการตามแนวทางดังกล่าวเช่นกัน โดยในการประชุมครั้งนี้ ดร.ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ ปลัด ศธ.ได้รายงานสรุปผลการประชุมกระทรวงศึกษาธิการครั้งที่ผ่านมาเป็นภาษาอังกฤษ พร้อมทั้งจัดทำเป็นรายงานการประชุม (Summary of the Meeting) เป็นเอกสารภาษาอังกฤษเช่นกันด้วย

ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี

ศธ.เตรียมเสนอสภาการศึกษา ไฟเขียวประกาศจำนวนเขตพื้นที่ฯ ใหม่

ศธ.เตรียมเสนอสภาการศึกษา ไฟเขียวประกาศจำนวนเขตพื้นที่ฯ ใหม่เป็น 268 เขต จากเดิม 225 เขต เพิ่มเขตมัธยมฯ เป็น 82 เขตจากเดิม 42 พร้อมเดินหน้าประกาศยุทธศาสตร์พัฒนาการศึกษา ต้นเดือน ก.พ.นี้ เชิญนายกฯ เป็นประธานแถลงข่าว
นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยถึงผลการประชุมผู้บริหารองค์กรหลัก ศธ.เมื่อเร็วๆ นี้ ว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เสนอเพิ่มจำนวนเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศเป็น 268 เขต จากเดิม 225 เขต โดยเขตพื้นที่การศึกษาใหม่นี้ จะแยกเป็นเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) 82 เขต (77 จังหวัดละ 1 เขต ยกเว้น กรุงเทพฯ นครราชสีมา อุบลราชธานี เชียงใหม่ และนครศรีธรรมราช จังหวัดละ 2 เขต) และเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) 186 เขต ทั้งนี้ สพฐ.ได้นำข้อเสนอเพิ่มจำนวนเขตพื้นที่การศึกษาผ่านการรับฟังความคิดเห็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย วิเคราะห์ข้อดีข้อเสีย รูปแบบการบริหารจัดการเขตพื้นที่การศึกษาแล้ว หลังจากนี้ สพฐ.จะนำเสนอที่ประชุมคณะกรรมการสภาการศึกษา (สกศ.) เพื่อพิจารณาประกาศปรับปรุงการกำหนดเขตพื้นที่การศึกษาใหม่ภายในเดือนมกราคมนี้

นอกจากนั้น ยังได้ขอให้องค์กรหลักและหน่วยงานในกำกับของ ศธ.โดยเฉพาะ สพฐ.และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ช่วยรณรงค์ทำความเข้าใจเรื่องหลักสูตรมัธยมเชิงปฏิบัติการ เพราะยังมีหลายคนเข้าใจว่าเป็นหลักสูตรสายอาชีพเช่นเดียวกับหลักสูตรอาชีวศึกษา ย้ำว่า การจัดทำหลักสูตรเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องทำความเข้าใจต่อสังคมว่า หลักสูตรเดิมมีการแบ่งเพียงสายวิทยาศาสตร์ และสายศิลปศาสตร์/ภาษา ซึ่งมุ่งเน้นให้เรียนต่อในมหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่หลักสูตรใหม่จะพัฒนานักเรียนตามศักยภาพและความถนัด โดยเพิ่มเติมสาระการเรียนรู้ที่เกี่ยวกับวิชาชีพ สอดคล้องกับศักยภาพพื้นที่และตัวนักเรียน เป็นการทำหลักสูตรให้ง่ายขึ้นสำหรับเด็ก โดยดึงส่วนที่ไม่จำเป็นสำหรับเด็กออก แบ่งเป็น 2 สาย คือ 1.การเตรียมความพร้อมเพื่อการประกอบอาชีพ ซึ่งจบออกมาแล้วสามารถประกอบอาชีพได้ทันที 2.การเตรียมความพร้อมเพื่อความเป็นเลิศด้านวิชาชีพ ซึ่งสามารถเรียนต่อในสาขาวิชาตามความถนัดได้ ทั้งนี้หลักสูตรดังกล่าวจะเชื่อมต่อกับนโยบาย “กองทุนตั้งตัวได้” ที่จะมีการตั้งคณะทำงานพิจารณาเพื่อให้รู้ว่าในแต่ละพื้นที่จะมีผลผลิตอะไรออกมาได้บ้าง ซึ่งสถานศึกษาจะต้องมีวิสาหกิจในสถานศึกษาของตนเอง ถือเป็นการจัดการเรียนการสอนทั้งระบบที่เน้นให้เป็นหลักสูตรการมีงานทำ

“ ศธ.ยังเตรียมประกาศแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษาเพื่อความยั่งยืน 2555 ในวันที่ 1-2 กุมภาพันธ์นี้ โดยจะเชิญนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พร้อมทั้งขอให้มีเรื่องข้อมูลของหลักสูตร 7 กลุ่มอาชีพ ที่จะประกาศใช้ในปีการศึกษา 2555 ซึ่งเป็นหลักสูตรที่มหาวิทยาลัยดำเนินการรี่วมกับ สพฐ.พร้อมทั้งขอให้กลุ่มงานวิจัยประสานกับนักวิจัยมาเปิดแสดงด้วย พร้อมทั้งกำชับว่ามหาวิทยาลัยควรให้ความสำคัญกับหลักสูตรการมีงานทำของนักเรียน เพราะจะเป็นการจัดการศึกษาที่สอดคล้องตามยุทธศาสตร์ ศธ. ” นายวรวัจน์ กล่าว


โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

วันจันทร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2555

วันเด็กแห่งชาติ ประจำปี ๒๕๕๕


รมว.ศธ.กล่าวว่า การจัดงานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี ๒๕๕๕ จัดขึ้นภายใต้คำขวัญของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี “สามัคคี มีความรู้คู่ปัญญา คงรักษาความเป็นไทย ใส่ใจเทคโนโลยี” ในวันที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๕๕ ณ บริเวณสนามเสือป่า กรุงเทพมหานคร และที่หน่วยงานสังกัด ศธ.ทุกจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้ทุกคนเห็นความสำคัญและความต้องการของเด็ก กระตุ้นให้เด็กตระหนักถึงบทบาทของตนเอง ยึดมั่นในสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ การปกครองระบอบประชาธิปไตย ภาคภูมิใจในความเป็นไทย ขนบธรรมเนียม ประเพณีและวัฒนธรรม รวมถึงเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนแสดงความสามารถ ริเริ่ม สร้างสรรค์ และเชื่อมั่นในตนเอง

จึงขอเชิญชวนพ่อแม่ ผู้ปกครอง พาลูกหลานมาเที่ยวงานวันเด็ก ทั้งในส่วนที่ ศธ.จัดขึ้นที่สนามเสือป่า และในส่วนของรัฐบาลที่ทำเนียบรัฐบาล โดยเด็กๆ จะได้พบกับนายกรัฐมนตรี นอกจากจะได้นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีแล้ว ตัวแทนเด็กที่กล้าพูด กล้าแสดงออก และผ่านการคัดเลือกการพูดภาษาอังกฤษในระดับภาค จะได้สนทนาภาษาอังกฤษกับนายกรัฐมนตรีในปีแห่งการพูดภาษาอังกฤษ (English Speaking Year) ด้วย

กิจกรรมงานวันเด็กแห่งชาติของ ศธ.ในปีนี้ แบ่งเป็น ๒ ส่วน คือ ในวันที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๕๕ รมว.ศธ.จะนำเด็กและเยาวชนดีเด่นและนำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ ประจำปี ๒๕๕๕ เข้าพบนายกรัฐมนตรี เพื่อรับฟังโอวาท และในวันที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๕๕ ได้จัดกิจกรรมเน้นสาระความรู้ พัฒนาความสามารถ ความคิดสร้างสรรค์ ความมีวินัย และความสนุกสนาน ภายใต้แนวคิด “๘ กลุ่มสาระการเรียนรู้ เพื่อการพัฒนาอย่างสร้างสรรค์” ซึ่งประกอบด้วย โซนจิตรกรน้อย โซน Mini Theater 4D โซนเซียนท้าประลอง โซนกีฬาท้าสนุก โซนนิทานสายรุ้ง โซน Hot Air Balloon ของขวัญจากฟากฟ้า โซนบ้านการ์ตูน และโซนเวทีการแสดง นอกจากนี้ยังมีการแสดงโปงลางเด็กกรุง “ร่มจิกออนซอน” การแสดง Dog Show มินิคอนเสิร์ตจากศิลปินดารา การเล่นเกม กิจกรรมด้านศิลปะ เครื่องเล่นสวนสนุก โดยมีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมจัดบูธกิจกรรมและนำเกม ของขวัญ ขนม มาแจกกับเด็กๆ ที่ร่วมงาน อีกกว่า ๑๐๐ หน่วยงาน

สำหรับหนังสือวันเด็กในปีนี้ ใช้ชื่อว่า “น้ำใจเด็กไทย ใสสะอาด” ซึ่ง ศธ.จัดพิมพ์ขึ้นเพื่อเผยแพร่คำขวัญวันเด็ก ส่งเสริมให้เด็กมีนิสัยรักการอ่านและการเขียน เป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ และสร้างความตระหนักเรื่องคุณธรรม จริยธรรม ความรัก ความสามัคคี และคุณลักษณะอันพึงประสงค์


รมว.ศธ.กล่าวอีกว่า ขอให้ทุกคนให้ความสำคัญกับเด็กและเยาวชน เพราะเด็กเป็นอนาคตของประเทศ จะต้องก้าวเข้ามาพัฒนาและรักษาประเทศของเราให้เจริญก้าวหน้าต่อไป เด็กไทยทุกคนเก่งไม่แพ้ชาติใดในโลก ขอให้ทุกคนให้การสนับสนุน ส่งเสริม และพัฒนาเด็กและเยาวชนให้ถูกทาง เปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้อย่างเท่าเทียม เพื่อเตรียมความพร้อมให้เด็กได้ก้าวสู่อนาคตอย่างสมบูรณ์

โอกาสนี้ รมว.ศธ.ได้กล่าวขอบคุณทุกหน่วยงานที่ร่วมกับ ศธ.ในการจัดงานครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม กรมประชาสัมพันธ์ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมการขนส่งทางบก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย การประปานครหลวง การไฟฟ้านครหลวง กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด การรถไฟแห่งประเทศไทย และภาคเอกชน รวมทั้งผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลดุสิต ที่จะช่วยอำนวยความสะดวกการจราจรและดูแลรักษาความปลอดภัยตลอดการจัดงาน

ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี

วันศุกร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2555

การพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ

ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล - นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ ครั้งที่ ๑/๒๕๕๕ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ ๔ มกราคม ๒๕๕๕ โดยมี พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รองนายกรัฐมนตรี นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายเอนก เพิ่มวงศ์เสนีย์ เลขาธิการสภาการศึกษา เข้าร่วมประชุมด้วย ซึ่งผลการประชุมสรุปสาระสำคัญดังนี้

รมว.ศธ.เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า นายกรัฐมนตรีได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเด็กปฐมวัยเป็นอย่างมาก ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณาและเห็นชอบนโยบายในการพัฒนาเด็กปฐมวัย โดยมองถึงความสำคัญของเด็กปฐมวัย ๕ ข้อซึ่งประกอบด้วย

๑) พัฒนาการด้านสมองและการเรียนรู้ ต้องเป็นไปอย่างรวดเร็วที่สุดในชีวิต
๒) เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในการพัฒนาเด็กปฐมวัย
๓) เป็นการลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความเป็นธรรมในสังคม
๔) สร้างฐานรากของชีวิต (Foundation/Building Blocks)
๕) เป็นช่วงวัยที่ต้องการการปลูกฝัง บ่มเพาะเป็นพิเศษ

ทั้งนี้การดำเนินการดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่จะเร่งรัดเพื่อให้เด็กปฐมวัย (ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงเข้าประถมศึกษาปีที่ ๑) ทุกคนได้รับการพัฒนารอบด้านตามวัยอย่างมีคุณภาพและต่อเนื่อง

พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการเป็นหน่วยงานหลักในการบูรณาการการทำงานร่วมกับกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ๘ กระทรวง ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงแรงงาน กระทรวงกลาโหม และสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อดำเนินการจัดทำแผนการดูแลและพัฒนาเด็กปฐมวัยในด้านต่างๆ ให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องในแต่ละช่วงอายุ เช่น เรื่องอาหารเสริมทางสมอง นมแม่ ไอโอดีน การปลูกฝังค่านิยมต่างๆ ให้กับเด็กปฐมวัย (อายุ ๐-๖ ปี) เป็นต้น โดย ศธ.จะกลับไปรวบรวมรายละเอียดและประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดทำแผน ก่อนทำการประชุมเชิงปฏิบัติการ เพื่อนำข้อสรุปเสนอที่ประชุมพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง โดยคาดว่าจะจัดทำแผนแล้วเสร็จประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ ก่อนเสนอที่ประชุมพิจารณาประมาณต้นเดือนมีนาคม ๒๕๕๕

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้ให้ความสำคัญเรื่องรักความเป็นไทย เช่น การนอบน้อม ขนบธรรมเนียม การมีวินัย มารยาท โดยจะต้องมีการสอนตั้งแต่เด็ก เพราะพัฒนาการทางสมองของเด็กตั้งแต่แรกเกิดนั้นรวดเร็วมาก ฉะนั้นการพัฒนาด้านสมองและการพัฒนาด้านสุขภาพเด็กตั้งแต่แรกเกิดจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้เด็กมีวินัยในตนเอง มีคุณธรรมและจริยธรรมเมื่อเติบโตขึ้น โดยผลการวิจัยทางการแพทย์ต่างประเทศ พบว่าการลงทุนกับเด็กเพียง ๑ บาท จะได้กำไรคืนมา ๑๘ บาท หรือเท่ากับ ๑:๑๘ อันหมายความถึงการลดค่าใช้จ่ายในเรื่องเด็กถูกคุมขัง เสพสิ่งเสพติด ค่าใช้จ่ายทางกระบวนการยุติธรรม ฯลฯ ซึ่งถือเป็นการลดภาระของรัฐเป็นอย่างมากด้วย


ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี

วันพุธที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2555

มติ ครม. ๔ มกราคม ๒๕๕๕

นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยถึงมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันพุธที่ ๔ มกราคม ๒๕๕๔ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา

อนุมัติแผนงาน/โครงการด้านโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย
ครม.อนุมัติแผนงาน/โครงการ เพื่อให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ตามที่คณะกรรมการเพื่อให้ความช่วยเหลือฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยด้านโครงสร้างพื้นฐาน (กคฐ.) เสนอ วงเงินรวมทั้งสิ้น ๑๑,๐๒๖.๖๐๗ ล้านบาท และให้สำนักงบประมาณ (สงป.) จัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป ซึ่งประกอบด้วย

ด้านสถานศึกษา วงเงินรวม ๑,๓๗๙.๙๐๕ ล้านบาท
ด้านคมนาคมขนส่ง วงเงินรวม ๕,๖๙๓.๘๐๐ ล้านบาท
ด้านศาสนสถานและโบราณสถาน วงเงินรวม ๑๓๗.๕๗๕ ล้านบาท
ด้านแหล่งน้ำและระบบชลประทาน วงเงินรวม ๓,๒๐๑.๖๔๐ ล้านบาท
แผนงาน/โครงการเพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณแผ่นดินสำหรับการฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยของกระทรวงกลาโหม (กห.) วงเงินรวม ๖๑๓.๖๘๘ ล้านบาท

อนุมัติร่างกฎกระทรวง เกี่ยวกับมาตรการภาษีเพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย
ครม.อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (มาตรการภาษีเพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย) โดยสาระสำคัญของร่างกฎกระทรวงดังกล่าว มีทั้งมาตรการให้หักค่าลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และมาตรการให้หักค่าลดหย่อนภาษีสำหรับค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมรถยนต์

มาตรการให้หักค่าลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กำหนดให้หักลดหย่อนภาษีโดยการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าซ่อมแซม รวมทั้งค่าวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมทรัพย์สิน ซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นอาคาร หรือที่อยู่ในเขตอาคาร หรือห้องชุดในอาคารชุด แต่ไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งทรัพย์สินที่ได้รับการซ่อมแซมนั้นต้องได้รับความเสียหายจากเหตุอุทกภัยที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๕๔ ถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๔ และอยู่ในท้องที่ที่ทางราชการประกาศให้เป็นพื้นที่ที่ประสบอุทกภัย

ทั้งนี้ ผู้มีเงินได้ต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้น หรือเป็นผู้เช่าทรัพย์สินนั้น หรือเป็นผู้ใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินนั้นเป็นที่อยู่อาศัย และต้องเป็นผู้จ่ายค่าซ่อมแซมรวมทั้งค่าวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมทรัพย์สินในช่วงเวลาดังกล่าว แต่ถ้าได้จ่ายค่าซ่อมแซม รวมทั้งค่าวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมทรัพย์สินเกินกว่า ๑ แห่ง ให้ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีรวมกันตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท สำหรับทรัพย์สินที่ได้ทำประกันภัยคุ้มครองจากเหตุอุทกภัย ให้ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเฉพาะค่าซ่อมแซม รวมทั้งค่าวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมทรัพย์สินในส่วนที่ได้จ่ายเกินกว่าค่าสินไหมทดแทนที่ได้รับจากบริษัทซึ่งประกอบธุรกิจประกันภัย แต่ไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท

ผู้มีเงินได้ต้องใช้สิทธิยกเว้นภาษีในปีที่ได้จ่ายค่าซ่อมแซม รวมทั้งวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมทรัพย์สิน ในปี ๒๕๕๔ หรือในปีภาษี ๒๕๕๕ ถ้าใช้สิทธิยกเว้นในปีภาษี ๒๕๕๔ และปี ๒๕๕๕ ทั้ง ๒ ปีภาษี ให้ได้รับสิทธิยกเว้นรวมกันไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท

มาตรการให้หักค่าลดหย่อนภาษีสำหรับค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมรถยนต์ กำหนดให้หักค่าลดหย่อนภาษีโดยการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าซ่อมแซมรถยนต์ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ รวมทั้งค่าวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมรถยนต์ แต่ไม่เกิน ๓๐,๐๐๐ บาท โดยต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด


ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี

วันอังคารที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2555

ปริญญาตรี 15,000 บาทต่อเดือน

นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ กรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า นโยบายรัฐบาลเรื่องการปรับรายได้ให้แก่บุคลากรภาครัฐ โดยเฉพาะผู้ที่จบปริญญาตรีเมื่อเข้าทำงานในระบบราชการควรมีรายได้ขั้นต่ำอย่างน้อย 15,000 บาทต่อเดือน นั้น ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการนำเสนอร่างระเบียบเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวของข้าราชการและลูกจ้างประจำ ล่าสุดได้มีการยืนยันร่างระเบียบดังกล่าว ไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2554 ซึ่งคาดว่ากระทรวงการคลังจะประกาศให้มีผลบังคับใช้ตามที่รัฐบาลได้มอบนโยบายไว้อย่างแน่นอน โดยเริ่มตั้งแต่ 1 มกราคม 2555 ถือเป็นการให้ของขวัญปีใหม่จากรัฐบาลท่านนายกยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า บุคลากรภาครัฐที่จะได้รับการปรับเพิ่มรายได้ครั้งนี้จะครอบคลุม 5 กลุ่ม จำนวนกว่า 649,323 คน คือ

1. ข้าราชการ ได้แก่ ข้าราชการพลเรือน ข้าราชการทหาร ข้าราชการตำรวจ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ข้าราชการในสถาบันอุดมศึกษา ข้าราชการรัฐสภาสามัญ
2. ลูกจ้างประจำ
3. ลูกจ้างชั่วคราวที่จ้างจากเงินงบประมาณ
4. ทหารกองประจำการ
5. พนักงานราชการ

โดยเงินที่จ่ายจะเป็นเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราว (พชค.) กำหนดเงื่อนไขไว้ 2 ลักษณะคือ
กลุ่มที่บรรจุในตำแหน่งที่กำหนดคุณสมบัติเฉพาะว่าต้องใช้วุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป ถ้าได้รับเงินเดือนหรือค่าจ้างไม่ถึงเดือนละ 15,000 บาท ให้รับเงิน พชค. เพิ่มจนถึง 15,000 บาท
กลุ่มที่บรรจุในตำแหน่งที่ใช้วุฒิการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี ถ้าได้รับเงินเดือนหรือค่าจ้างไม่ถึงเดือนละ 12,285 บาท ให้รับเงิน พชค. เดือนละ 1,500 บาท แต่รวมกันแล้วต้องไม่เกิน 12,285 บาท หรือถ้ารวมกันแล้วไม่เกิน 9,000 บาท ก็ให้อีกจนถึง 9,000 บาท และทหารกองประจำการที่รับเงินเดือน ระดับ พ.1 ถ้ารับเงินเดือนรวมกับเบี้ยเลี้ยงประจำตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหมแล้วไม่ถึงเดือนละ 9,000 บาท ให้ได้รับเงิน พชค. เพิ่มขึ้นตามที่กระทรวงกลาโหมจะกำหนดต่อไป แต่รวมแล้วต้องไม่เกิน เดือนละ 9,000 บาท

“ซึ่งปัจจุบันข้าราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราวและพนักงานราชการ ที่บรรจุในวุฒิปริญญาตรีขึ้นไป มีจำนวน 346,365 คน งบประมาณที่ใช้ จำนวน 1,589 ล้านบาทต่อเดือน ที่ต่ำกว่าปริญญาตรี จำนวน 164,943 คน ทหารกองประจำการ จำนวน 138,015 คน สองกลุ่มนี้จะใช้เงินงบประมาณ จำนวน 455 ล้านบาทต่อเดือน รวมใช้งบประมาณ 2,044 ล้านบาทต่อเดือน ซึ่งในปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 ระยะเวลา 9 เดือนจะใช้เงินจำนวน 18,396 ล้านบาท ด้านระบบเงินเดือน ทางกรมฯ ได้เตรียมการรองรับไว้เรียบร้อยแล้ว เมื่อกฎหมายประกาศ ก็สามารถจ่ายเงินได้ตามเวลาที่กำหนดทันที สำหรับการเยียวยาข้าราชการที่ทำงานมานานแล้ว และได้รับผลกระทบการปรับค่าครองชีพในครั้งนี้ ทางสำนักงาน ก.พ. กำลังดำเนินการ และคาดว่าจะมีผลในวันที่ 1 มกราคม 2555 เช่นกัน” นายรังสรรค์ กล่าว

ข่าวกรมบัญชีกลาง

วันจันทร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2555

๙ โครงการสำคัญที่ ศธ.จะขับเคลื่อนการทำงานในปี ๒๕๕๕

๑) ยุทธศาสตร์การจัดการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งมอบให้สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เป็นผู้จัดทำร่างยุทธศาสตร์ดังกล่าว โดยให้มีการบูรณาการระหว่างโครงการสำคัญเร่งด่วน (Flagship) ทั้ง ๒๐ โครงการ เข้ากับแผนยุทธศาสตร์ ๒๕๕๕ ของ ศธ. โดยจะนำเสนอให้นายกรัฐมนตรี รวมทั้งสาธารณชนได้รับทราบภายในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

๒) โครงการ “๒๕๕๕ ปีแห่งการรณรงค์พูดภาษาอังกฤษ” หรือ English Speaking Year 2012 ซึ่งได้กำหนดให้ภายใน ๑ สัปดาห์ จะต้องมี ๑ วันที่ครูและนักเรียนนักศึกษาได้ทำกิจกรรมและใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร พร้อมทั้งเน้นย้ำให้ผู้บริหารและบุคลากรใน ศธ.ควรดำเนินการเช่นเดียวกันด้วย โดยเริ่มต้นจากการสื่อสารหรือทักทายกันเป็นภาษาอังกฤษกันทุกๆ วันจันทร์

๓) การปรับปรุงพัฒนาโทรทัศน์เพื่อการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ETV

๔) การส่งแรงงานไทยไปทำงานในประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเป็นโครงการพิเศษร่วมกับออสเตรเลีย เพื่อพัฒนาฝีมือแรงงานไทยและส่งไปทำงานที่ประเทศออสเตรเลียในด้านการก่อสร้าง น้ำมัน แก๊ส และอื่นๆ เพราะออสเตรเลียมีความต้องการแรงงานไทยมากกว่า ๑ แสนคน

๕) คอมพิวเตอร์แท็บเล็ต ได้มีนำร่องการประยุกต์และบูรณาการคอมพิวเตอร์แท็บเล็ตเพื่อการเรียนการสอนในระดับประถมศึกษาตามแนวนโยบายของรัฐบาล ใน ๕ โรงเรียนทุกภูมิภาคแล้ว ล่าสุดนายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารนโยบาย ๑ คอมพิวเตอร์แท็บเล็ต ต่อ ๑ นักเรียน รวมทั้งคณะอนุกรรมการด้านต่างๆ เช่น คณะอนุกรรมการด้านวิชาการ ด้านการสรรหาเครื่องคอมพิวเตอร์แท็บเล็ต ด้านการประสานงานโครงข่ายเทคโนโลยีและการสื่อสารสารสนเทศ และด้านความเหมาะสมและความปลอดภัยในการเข้าถึงข้อมูล

๖) การจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษา ซึ่ง ศธ.ได้เห็นชอบหลักการในการจัดตั้งที่ยึดพื้นที่ (Area Based) เป็นหลัก โดยให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาเน้นการจัดตั้งแบบบูรณาการ ทั้งสถานศึกษาอาชีวศึกษาและวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี เพื่อให้เกิดการเชื่อมต่อการศึกษาทั้งระบบ

๗) ศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน โดยเน้นทั้งระดับ กศน. และอาชีวศึกษา

๘) กองทุนตั้งตัวได้ ซึ่ง ศธ.จะเน้นการเชื่อมโยงกับวิสาหกิจในสถานศึกษา รองรับกับระบบศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน โดยเน้นร่วมกันพัฒนาและประสานเครือข่าย ให้เกิดการเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการ ธุรกิจนวัตกรรม การพัฒนาทักษะกลุ่มอาชีพหลัก โดย ศธ.จะเป็นเจ้าภาพหลักในการดำเนินการตามนโยบายนี้ ซึ่งถือเป็นโยบายสำคัญของรัฐบาล

๙) หลักสูตรพัฒนาศักยภาพ ซึ่งเป็นหลักสูตรใหม่ที่ สพฐ.ดำเนินการปรับปรุงร่วมกับมหาวิทยาลัย โดยจะใช้ในปีการศึกษา ๒๕๕๕ โดยจะได้บรรจุหลักสูตรใหม่ลงในคอมพิวเตอร์แท็บเล็ตด้วย

ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี