ภาพถ่ายของฉัน
สวัสดีครับ ทุกท่าน แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารทางการศึกษา ติดต่อผมและผอ.เจน ได้ที่E-Mail : jo_sk4@hotmail.com Tel - 087 4554552 / 089 5133032

ข่าวการศึกษา

ข่าวการศึกษา

วันพฤหัสบดีที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ผลการประชุม ก.ค.ศ.ครั้งที่ ๔/๒๕๕๕

เห็นชอบร่างหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศึกษานิเทศก์ โดยมีสาระสำคัญดังนี้ ๑) ผู้มีสิทธิเข้ารับการคัดเลือก ต้องเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดส่วนราชการนั้น มีวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางการศึกษา หรือทางอื่นที่ ก.ค.ศ. เทียบเท่า ดำรงตำแหน่งครูมาแล้ว ไม่น้อยกว่า ๔ ปี สำหรับผู้มีวุฒิปริญญาตรี และ ๒ ปี สำหรับผู้มีวุฒิปริญญาโทขึ้นไป หรือดำรงตำแหน่งอื่นที่ ก.ค.ศ.เทียบเท่า และมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ (ศึกษานิเทศก์) ๒) ให้ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา หรือ อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตั้งในส่วนราชการ เป็นผู้ดำเนินการประกาศรับสมัคร และดำเนินการคัดเลือกตามหลักสูตรที่ ก.ค.ศ. กำหนด ๓) ให้ส่วนราชการกำหนดวันรับสมัครคัดเลือก วันสอบคัดเลือก ออกข้อสอบ ภาค ก และประมวลผลการคัดเลือก และภาค ข กำหนดตัวชี้วัด และคะแนนแต่ละองค์ประกอบการประเมินประวัติและผลงานที่เป็นปรนัย ๔) ให้ส่วนราชการกำหนดนโยบาย หรือแนวทางในการบริหารจัดการในการดำเนินการสอบแข่งขันให้มีมาตรฐาน มีประสิทธิภาพและคุ้มค่า เห็นชอบหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ขออนุมัติดำเนินการประกาศรับสมัครคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (ตำแหน่งโครงสร้าง) ที่ว่างในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา จำนวน ๑๖๙ ตำแหน่ง (รอง ผอ.สพป. ๑๒๖ ตำแหน่ง รอง ผอ.สพม. ๔๓ ตำแหน่ง) ซึ่งเดิมได้เคยนำเสนอในที่ประชุม ก.ค.ศ.ในการประชุมครั้งที่ผ่านมาว่าจะให้มีการย้ายรอง ผอ.สพท.ที่เป็นตำแหน่งชั่วคราวและมีเงื่อนไขไปดำรงตำแหน่ง รอง ผอ.สพท.ที่ว่างอยู่ แต่เนื่องจากจะมีผลกระทบกับบุคลากรทางการศึกษาอื่นที่มีคุณสมบัติที่จะเข้ารับการคัดเลือก ไม่สามารถเข้ารับการคัดเลือกในครั้งนี้ได้หากมีการดำเนินการย้าย รอง ผอ.สพท. เช่นนี้ ที่ประชุม ก.ค.ศ. จึงมอบหมายให้สำนักงาน ก.ค.ศ.ไปพิจารณาแนวทางการสรรหาฯ อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งสำนักงาน ก.ค.ศ. ได้นำเรื่องนี้เสนอต่อ อ.ก.ค.ศ.วิสามัญเกี่ยวกับการพัฒนานโยบายและการบริหารงานบุคคล เมื่อวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๕ ซึ่งได้เสนอแนวทางการสรรหาไว้ ๒ แนวทาง คือ ๑) อาจย้าย รอง ผอ.สพท. ที่เป็นตำแหน่งชั่วคราวและมีเงื่อนไขไปดำรงตำแหน่ง รอง ผอ.สพท.ที่เป็นตำแหน่งถาวร (โครงสร้าง) ตามตำแหน่งที่ว่าง หรือ ๒) อาจกำหนดสัดส่วนตำแหน่งว่างเป็น ๕๐:๕๐ เพื่อใช้ในการย้าย และเพื่อการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่ง รอง ผอ.สพท.ใหม่ และเมื่อได้หารือร่วมกันระหว่างสำนักงาน ก.ค.ศ. ผู้แทนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่เกี่ยวข้อง และผู้แทนจาก สพฐ.แล้ว ก็มีความเห็นสอดคล้องกันในแนวทางที่ ๒ ในเรื่องการกำหนดสัดส่วน ๕๐:๕๐ แต่เนื่องจากอาจเกิดปัญหาเรื่องการพิจารณาคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่ง ซึ่งกำหนดไว้ในทำนองเดียวกันกับคุณสมบัติของ ผอ.สพท. ซึ่งเป็นคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองกลาง และศาลปกครองพิษณุโลก หากมีการดำเนินการสรรหาไปก่อนที่ศาลปกครองจะมีคำพิพากษาในคดีดังกล่าว อาจเกิดปัญหาการฟ้องร้องกันอีก จึงเห็นควรชะลอการสรรหารอง ผอ.สพท.ประถมศึกษาและมัธยมศึกษาไปก่อน จนกว่าศาลปกครองกลางและศาลปกครองพิษณุโลกจะมีคำพิพากษา เห็นชอบแนวทางการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ก่อนแต่งตั้งให้มีหรือเลื่อนวิทยฐานะ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้ขอหารือแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตั้งให้มีหรือเลื่อนวิทยฐานะ ซึ่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีผลการประเมินผ่านเกณฑ์ ก่อนวันที่ ๗ เมษายน ๒๕๕๔ ซึ่งเป็นวันที่ ก.ค.ศ.กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาก่อนแต่งตั้งให้มีหรือเลื่อนเป็นวิทยฐานะชำนาญการพิเศษและวิทยฐานะเชี่ยวชาญ โดยเสนอว่าเมื่อได้รับการพัฒนาตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ค.ศ. กำหนดแล้ว ให้มีผลอนุมัติในวันที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษารับคำขอและเอกสารหลักฐานครบถ้วน ซึ่ง อ.ก.ค.ศ. วิสามัญเกี่ยวกับการเสริมสร้างประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ราชการของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งทำการแทน ก.ค.ศ. พิจารณาแล้ว มีมติดังนี้ ๑) กรณีข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษายื่นคำขอตามหลักเกณฑ์ ว ๑๗ มีผลการประเมินผ่านเกณฑ์ ก่อนวันที่ ๗ เมษายน ๒๕๕๔ – ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๕ ซึ่งเป็นการดำเนินการพัฒนาเสร็จสิ้นในรุ่นแรกให้มีผลอนุมัติในวันที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษารับคำขอและเอกสารหลักฐานครบถ้วน กรณีให้มีการพัฒนาด้านที่ ๑ หรือด้านที่ ๒ หรือปรับปรุงด้านที่ ๓ ให้ได้รับการแต่งตั้งในวันที่อนุมัติ ซึ่งเป็นวันที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา หรือสำนักงาน ก.ค.ศ.ได้รับหนังสือที่ส่งรายละเอียดในการพัฒนาหรือปรับปรุงครบถ้วนสมบูรณ์ครั้งหลังสุด ๒) กรณียื่นคำขอตามหลักเกณฑ์ ว ๕ หากผ่านการพัฒนาก่อนแต่งตั้งตามหลักเกณฑ์ที่ ก.ค.ศ. กำหนดแล้ว ให้ได้รับการแต่งตั้งในวันที่อนุมัติ ซึ่งเป็นวันที่สำนักงาน ก.ค.ศ.ได้รับคำขอและเอกสารครบถ้วนจากส่วนราชการต้นสังกัด ๓) กรณีที่ยื่นคำขอรับการประเมินตามหลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีและเลื่อนเป็นวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ กรณีมีผลการประเมินไม่ผ่านด้านที่ ๓ ต่อมาผ่านการประเมินตามหลักเกณฑ์ที่ ก.ค.ศ.กำหนด แต่ผลการพัฒนาซึ่งได้เคยผ่านการพัฒนาเดิมหมดอายุ (๕ ปี ) หากต่อมาผ่านการพัฒนาก่อนแต่งตั้งตาม ว๓/๒๕๕๔ ให้ได้รับการแต่งตั้งในวันที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาได้รับเอกสารรายงานผลการปฏิบัติงานและผลงานทางวิชาการครบถ้วนสมบูรณ์ รับทราบการรายงานการดำเนินการคำขอตามหลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ผู้มีผลงานดีเด่นที่ประสบผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์ มีวิทยฐานะหรือเลื่อนเป็นวิทยฐานะชำนาญการพิเศษและวิทยฐานะเชี่ยวชาญ ตามหนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ. ด่วนที่สุด ที่ ศธ ๐๒๐๖.๓/ว ๕ ลงวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๕ (ว๕/๒๕๕๕) โดยสำนักงาน ก.ค.ศ.ได้รับคำขอในทุกสังกัด รวม ๔๕๗ ราย อ.ก.ค.ศ.วิสามัญเฉพาะกิจเพื่อพิจารณากลั่นกรอง ตรวจสอบ และวินิจฉัยคุณสมบัติของผู้ได้รับการคัดเลือก และพิจารณาคำร้องคัดค้าน ได้ประชุมเพื่อพิจารณาคุณสมบัติของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาแล้ว ๘ ครั้ง มีผู้ผ่านการคัดเลือกที่มีคุณสมบัติเข้ารับการประเมินตามเกณฑ์ ว๕/๒๕๕๕ จำนวน ๓๘๑ ราย - แยกตามวิทยฐานะ เป็นวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ ๑๔๙ ราย วิทยฐานะเชี่ยวชาญ ๓๒๓ ราย - แยกตามสังกัด สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ๓๑๐ ราย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ๔๔ ราย สังกัดสำนักงาน กศน. ๒๗ ราย สำนักงาน ก.ค.ศ.ได้แจ้งรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกให้ส่วนราชการต้นสังกัดทราบแล้ว เมื่อได้รับงบประมาณค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปประเมินจากส่วนราชการต้นสังกัดของผู้ขอรับการประเมินแล้ว สำนักงาน ก.ค.ศ.จะเร่งออกทำการประเมินต่อไป และได้มีมติให้มีการประกาศใช้เกณฑ์ ว๕/๒๕๕๕ ในปีนี้ต่อไป เพื่อเปิดโอกาสให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีผลงานและได้รับรางวัลต่างๆ ในรอบปีที่ผ่านมาได้มีโอกาสขอรับการประเมินได้ เพราะเห็นว่าเกณฑ์ดังกล่าวเป็นเกณฑ์ที่กระตุ้นให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาแข่งขันกันพัฒนางาน และพัฒนานักเรียนให้ได้รับความรู้ยิ่งขึ้น ที่มา ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี

วันอังคารที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

การปฏิรูปการศึกษาที่ถูกต้องเกิดขึ้นในห้องเรียน

เพชร เหมือนพันธุ์ ครู คือ กุญแจดอกแรกจะทำให้การปฏิรูปการศึกษาประสบผลสำเร็จ นักกีฬาที่เข้าร่วมแข่งขันกีฬาโอลิมปิก หรือกีฬานานาชาติทั้งหลายหากต้องการชัยชนะ จะต้องมีโค้ชที่มีความรู้มีความเชี่ยวชาญในการฝึกสอน โค้ชจึงมีความจำเป็นเบื้องต้นที่ทุกทีมต้องไปแสวงหา จ้างมาเป็นผู้ควบคุมทีม การปฏิรูปการศึกษาจะประสบผลสำเร็จก็อยู่ที่ครู อยู่ที่การออกแบบสอนที่ถูกต้อง อยู่ที่การออกแบบกิจกรรมให้ลูกศิษย์ได้ฝึกปฏิบัติอย่างหนัก และการใช้แบบทดสอบวัดผลความรู้ที่ถูกต้องเท่านั้น จึงจะทำให้รู้ว่าลูกศิษย์เก่งจริงมีความรู้ความสามารถจริง เสียดายที่ประเทศไทย ไม่มีโรงเรียนฝึกหัดครูมานาน วิทยาลัยครูเคยมีก็หายไปแล้ว ประเทศเราจึงขาดครูที่มีความเชี่ยวชาญในการจัดการเรียนการสอนที่เป็นมืออาชีพได้จริง ปัจจุบัน เรามีเพียงผู้รู้ เข้าไปบอกนักเรียนในห้องเรียนให้มีความรู้เหมือนตน แต่เราไม่มีครูที่จะทำหน้าที่ฝึกอบรมศิษย์ ให้มีความสามารถในการแข่งขัน ให้ไปเป็นสุดยอดมนุษย์ได้จริง เมื่อปี พ.ศ.2548 ผู้เขียนรับอุปการะนักเรียนแลกเปลี่ยนจากประเทศเยอรมนี ชื่อ Miss Frederike Weiner เธอมาเรียนในโรงเรียนมัธยมศึกษาในตัวจังหวัด เย็นวันหนึ่งครอบครัวเราพาเธอออกไปทานอาหารที่ร้านอาหารในเมือง เราทานกันไปเรื่อยๆ จนกำลังจะอิ่ม เด็กคนนี้ก็ร้องไห้เสียงดังขึ้นมาโดยเราไม่รู้สาเหตุ ทุกคนตกใจ ภรรยาผมเข้าไปกอดเธอไว้แล้วปลอบใจเธอ จนเธอสงบลง แล้วเธอก็ขอโทษเราที่เธอร้องไห้ เธอบอกเราว่าเธอไม่อยากไปโรงเรียนอีกแล้ว เพราะที่โรงเรียนไม่สนุก ไม่มีเพื่อนที่สนิท เด็กนักเรียนที่ห้องเรียนเธอไม่ตั้งใจเรียนหนังสือ น่าเบื่อ ครูไทยขยันเกินไป...... เธอระบายความคับข้องใจออกมาจนหมด ผมได้สอบถามข้อเท็จจริงว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ คำตอบที่น่าสนใจก็คือ เธอบอกว่า ครูไทยขยันเกินไป เด็กไม่ได้เรียนหนังสือ เพราะครูเอาแต่สอน เอาแต่บรรยาย เอาแต่อธิบาย นักเรียนส่วนมากก็ไม่ได้สนใจในเรื่องที่ครูสอน นักเรียนในห้องจำนวน 45-50 คน มีคนสนใจฟังครูอยู่ไม่เกิน 5 คน เฉพาะที่นั่งอยู่แถวหน้าเท่านั้น นอกนั้น เล่น ไม่สนใจ ในคาบการเรียนหนึ่งมีเวลา 50 นาที ครูไทยบรรยาย (สอน) 40 นาที นักเรียนมีเวลาเรียนเพียง 10 นาที วันนี้ (วันที่เธอร้องไห้) ในรายวิชา เคมีมีคาบเรียน 2 คาบ ติดต่อกัน 100 นาที ครูไทยใช้เวลาสอน 80 นาที มีเวลา 20 นาทีให้เด็กเรียน ซึ่งเด็กก็ไม่เรียน เอาแต่เล่น เธอบอกว่าเธอจะไม่ไปเรียนอีกแล้ว เธอจะกลับประเทศเยอรมนี ผมได้ถามเธอว่า แล้วที่ประเทศเยอรมนี ครูที่นั่นสอนต่างกับครูไทยอย่างไร เธอตอบว่า ครูที่เยอรมนี สอนนักเรียนต่างจากครูไทยมาก คือ ครูเยอรมนีจะใช้เวลาสอนน้อย แต่ให้นักเรียนได้เรียนให้มากได้ฝึกมาก ให้เวลานักเรียนได้ลงมือปฏิบัติได้ลงมือฝึกจริง นักเรียนทุกคนเมื่อได้รับข้อมูล ได้รับความรู้จากครู ได้รับคำสั่งงานเสร็จแล้ว เขาจะใช้เวลาลงมือฝึกปฏิบัติจริง ในห้องเรียน หรือนอกห้องเรียนได้เห็นผลงานจริง แล้วแต่ละลักษณะวิชา เด็กนักเรียนที่นั่น เรียนหนักมาก ทำงานหนักมาก ถ้าทำไม่เสร็จก็จะทำเป็นการบ้าน เด็กเยอรมนีเรียนหนักกว่าเด็กไทยมากแม้ว่าเขาจะเรียนเฉพาะภาคเช้า ภาคบ่ายกลับบ้านเลยไม่ต้องเรียน เมื่อเรียนจบแต่ละวิชาเด็กจะทราบว่าเขาได้รับความรู้อะไรไปบ้าง เด็กจะกล้าแสดงออก กล้าซักถาม โต้ตอบครูได้ เด็กจะมีความรับผิดชอบต่องานที่ครูมอบหมาย ต่างจากเด็กไทยมากที่ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร เพราะสิ่งที่เด็กไทยจะต้องไปเรียนรู้ ครูได้บอกหมดแล้ว จบชั่วโมง จบวันก็กลับบ้าน เวลาสอบก็ไม่ต้องไปค้นหาคำตอบ เพราะครูได้จัดเตรียมคำตอบไว้ให้เป็นชั้นๆ เหมือนจัดอาหารใส่ปิ่นโตไว้แล้ว ให้เด็กเลือกชั้นที่ถูกก็พอ ง่ายไปหมด ไม่ต้องเสียเวลาค้นหา คำพูดของเด็กฝรั่งได้ปลุกให้คนไทยตื่น ตื่นขึ้นมารู้ว่ามีครูไทยหลายคนขยันสอนมากเกินไป นักเรียนไม่ได้เรียนรู้อะไรจากการสอนของครู ครูจึงทำหน้าที่เพียงเป็นผู้บอกความรู้ให้แก่ลูกศิษย์จนจบหลักสูตรทุกวิชาเท่านั้น ครูบางคนสนุกในการบอกความรู้เด็ก ส่วนลูกศิษย์จะรับความรู้ไว้ได้เพียงไร เป็นเรื่องของเด็ก โค้ชนักกีฬาที่ประสบผลสำเร็จ ไม่ใช่โค้ดที่สามารถแสดงโชว์ให้นักกีฬาดูว่าตนเองเล่นกีฬาเก่งเท่านั้น แต่จะต้องเป็นผู้ฝึกสอนนักกีฬาที่ยังไม่เก่งให้เก่งได้ มีคนที่เล่นกีฬาเก่งหลายคนทำหน้าที่เป็นโค้ชได้ดี คนที่เรียนเก่งเป็นครูไม่เป็นสอนคนไม่เป็นก็มี ดังนั้น การปฏิรูปการศึกษาที่ถูกต้อง จึงต้องปฏิรูปคนที่มาทำหน้าที่เป็นครู ครูจึงต้องเปลี่ยนวิธีสอน ปฏิรูปคนที่มาทำหน้าที่เป็นโค้ชเป็นครู เป็นผู้ที่มีความสามารถในการออกแบบการฝึกอบรมให้แก่ผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพและควบคุมการฝึกซ้อมอย่างมีประสิทธิผล ผู้เขียนได้มีโอกาสไปเรียนที่อเมริกาในปี พ.ศ.2539 ได้ไปดูการฝึกสอนของนักศึกษา ที่เรียนวิชาครูที่ State University at Oneonta New York USA ในหลักสูตรครู จบปริญญาตรีแล้วเรียนวิชาครูเพิ่มอีก 1 ปี หลักสูตรครู 5 ปี หลักสูตรเรียนจบปริญญาตรีต่อวิชาชีพครู อีก 2 ปี มหาวิทยาลัยใช้เวลาฝึกสอนอยู่ 2 ภาคเรียน (หนึ่งปีการศึกษา) แปลว่าเรียนจบปริญญาตรี แล้วเรียนวิชาครูอีก 1 ปี หรือหลักสูตรเรียนครู 5 ปี ในช่วงที่มีการฝึกสอนปีสุดท้าย หรือปี 5 เป็นการฝึกปฏิบัติให้นักศึกษาได้ฝึกสอนจริง เฉพาะการฝึกเป็นครู อเมริกาใช้เวลาถึง 1 ปี นักศึกษาจะได้รับการฝึกทำแผนการสอน Lesson Plan โดยครูพี่เลี้ยงจะดูแลให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด นักศึกษาทุกคนจะนำแผนการสอนของตนเองมาเสนอในชั้นเรียน (Presentation) ให้นักศึกษา และอาจารย์ช่วยกันวิจารณ์ ปรับปรุงแก้ไข นักศึกษาทุกคนต้องฝึกทำแผนการสอนที่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง (แตกต่างจากแผนการสอนที่ครูไทยนำเสนอขอผลงานอาจารย์ 3 ซึ่งเป็นแผนการสอนที่มีความวิจิตรพิสดารเกินจริง นำไปสู่การปฏิบัติไม่ได้แต่ขออาจารย์ 3 ได้) เมื่อนักศึกษาได้ศึกษาหลักสูตร ได้ฝึกจัดทำแผนการสอน จนมีความมั่นใจแล้ว อาจารย์ก็จะนำนักศึกษาที่เรียนครูลงสนามฝึกจริง เดินทางสู่โรงเรียน คือนักศึกษาครูทุกคนต้องไปฝึกสอนจริงที่โรงเรียน ทางมหาวิทยาลัยได้ประสานงานกับโรงเรียนที่จะให้นักศึกษาไปฝึกสอนจริง ในระยะแรกจะให้นักศึกษาไปสังเกตการสอนในห้องเรียน ในหนึ่งห้องเรียนจะมีนักศึกษาไปสังเกตการสอน ตั้งแต่ 1-5 คน เลือกโรงเรียนในเส้นทางที่ รถบัสของมหาวิทยาลัยไปส่งถึง ประมาณ 5-15 โรงเรียน ตอนเช้ารถมหาวิทยาลัยไปส่ง ตอนเย็นรถมหาวิทยาลัยไปรับนักศึกษาไปสังเกตชั้นเรียนอยู่ประมาณสองเดือนไป 3 วัน พุธ พฤหัสบดี ศุกร์ กลับมาวิเคราะห์ 2 วัน คือ จันทร์ และอังคาร นักศึกษาจะไปเข้าชั้นเรียนที่มหาวิทยาลัย ทุกคนจะนำประสบการณ์ที่ไปเห็นมาจากโรงเรียนมาวิพากษ์วิจารณ์กันว่าประสบการณ์ที่เห็นมามีอะไรบ้างที่ดี ที่ไม่ดี ที่ควรแก้ไข โดยให้แต่ละคนนำเสนอ อาจารย์ที่ไปด้วยก็จะช่วยวิจารณ์ จนทุกคนเกิดความมั่นใจ การฝึกสอนและการสังเกตการสอนใช้เวลา 1 ปีการศึกษา การฝึกสอน นักศึกษาจะถูกส่งไปยังโรงเรียนที่จะฝึกสอน ขณะฝึกสอนครูที่ปรึกษา และเพื่อนนักศึกษา จะนั่งสังเกตการสอนอยู่หลังชั้นเรียน ใช้เวลาฝึกสอนอีกหนึ่งภาคเรียนในวันพุธ พฤหัสบดี ศุกร์ ในวันจันทร์ อังคาร นักศึกษาจะกลับมามหาวิทยาลัย มาพบกลุ่ม มาพบอาจารย์ ผู้ฝึกสอนจะได้รับฟังข้อสังเกตจากผู้ไปสังเกตการสอน เช่น คุณยืนหน้าชั้น ไม่เหมาะสม คุณยังใช้สื่อการสอนไม่เหมาะกับบทเรียน ให้ปรับแผนการสอนใหม่ คุณให้เด็กมีส่วนร่วมน้อยเกินไป แผนการสอนที่ทำไปยังไม่เหมาะสม เนื้อหาที่คุณสอนนั้น จะต้องให้เด็กได้ฝึกปฏิบัติจริง ไม่ใช่ครูเป็นผู้บอกให้เด็กรู้ นักศึกษาจะถูกวิพากษ์วิจารณ์จากนักศึกษา จากอาจารย์ผู้สอน จากครูพี่เลี้ยง สรุปแนวทางที่ครูควรปฏิบัติ การใช้เวลาฝึกสอนอยู่หนึ่งปี จึงทำให้ครูที่เรียนจบครูจากอเมริกา มีความเป็นครูมืออาชีพ เป็นครูที่มีวิญญาณของความเป็นครู ครูที่จะฝึกสอนคนให้เก่งได้จริงจึงต้องเป็นครูที่มีความรู้ มีความสามารถ มีความเชี่ยวชาญ ใช้เทคนิคการสอนที่เหมาะสมกับลักษณะวิชาได้ ให้เด็กได้ฝึกปฏิบัติจริงเต็มที่ ครูจึงเป็นกุญแจดอกแรกในการปฏิรูปการศึกษา ครูต้องเปลี่ยนแปลงวิธีสอน ปรับกิจกรรมการสอนให้เหมาะกับเนื้อหาวิชาที่จะเรียน ให้เวลาศิษย์ได้ฝึกปฏิบัติจนชำนาญให้ลูกศิษย์ได้ Learning By Doing เท่านั้น เด็กท่านจึงจะสามารถส่งลงสนามแข่งขันสู้กับนานาชาติได้ มติชน ฉบับวันที่ 31 พ.ค. 2555

วันอาทิตย์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ศธ.เดินหน้านโยบายสร้างพลังครูติวเข้ม180ชม.ผู้บริหารโรงเรียน

น.ส.ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ในปี 2555 กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีตำแหน่งผู้อำนวยการ (ผอ.) และรอง ผอ.สถานศึกษาว่างอยู่ 1,136 อัตรา ศธ.จึงนำนโยบายสร้างพลังครู สร้างโอกาสสำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษาของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรนายกรัฐมนตรี มาใช้ โดยตามนโยบายของรมว.ศึกษาธิการให้พิจารณาหลักเกณฑ์เรื่องการสอบแต่งตั้ง ผอ.และรอง ผอ. และให้ยกเลิกขั้นตอนการสัมภาษณ์ แต่ให้ใช้การสอบแบบวิทยาศาสตร์ เพื่อเน้นความโปร่งใสเป็นธรรม โดยมอบให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ซึ่งมีตำแหน่งว่างอยู่ จำนวน 1,018 อัตรา แบ่งเป็นตำแหน่ง ผอ.รร. 219 อัตรา รอง ผอ.รร.799 อัตรา ไปดำเนินการสอบคัดเลือกเมื่อวันที่ 13 พ.ค. ที่ผ่านมา และจะประกาศผลในวันที่ 30 พ.ค.นี้ ส่วนสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ซึ่งมีตำแหน่งรอง ผอ.สถานศึกษาว่างอยู่ 118 อัตรา ซึ่งไปจัดสอบคัดเลือกเสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 13 พ.ค.แล้วเช่นกัน และประกาศผลไปแล้วเมื่อวันที่ 24 พ.ค.ที่ผ่านมา ปลัด ศธ. กล่าวต่อว่า เมื่อได้ผู้ที่ผ่านการสอบคัดเลือกแล้ว ตามกฎของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ก่อนเข้ารับราชการแต่งตั้งจะต้องได้รับการอบรมผ่านหลักสูตร180 ชั่วโมง ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ เพิ่มความรู้ วมถึงการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ราชการเกิดประสิทธิภาพ การอบรมจะกระจายไปตาม 4 ภูมิภาค ภาคกลางสพฐ.จัดอบรมระหว่างวันที่ 6-25 มิ.ย.ใน 4 หน่วยพัฒนา โดย ผอ.สถานศึกษา 219 คนจะอบรมที่สถาบันพัฒนาครูคณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา (สคบศ.) วัดไร่ขิงภาคเหนือ ที่หน่วยพัฒนาสำนักงานเขตพื้นที่การประถมศึกษา (สพป.) พิษณุโลก เขต 1 เพื่อพัฒนารอง ผอ.สถานศึกษา 240 คนภาคใต้ ที่หน่วยพัฒนาของ สพป.เพชรบุรีเขต 1 มีรอง ผอ.สถานศึกษาร่วมพัฒนา259 คน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ สพป.นครราชสีมา เขต 1 พัฒนารอง ผอ.สถานศึกษา 300 คน ในส่วนของ สอศ. จะพัฒนาตำแหน่งรอง ผอ.สถานศึกษาทั้ง 118 คนที่หน่วยพัฒนาของสำนักพัฒนาสมรรถนะครูและบุคลากรอาชีวศึกษาระหว่างวันที่4-27 มิ.ย.นี้ "ผู้บริหารสถานศึกษาถือเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา เมื่อผ่านการอบรมพัฒนาก่อนเข้ารับตำแหน่งเสร็จเรียบร้อยแล้ว รมว.ศึกษาธิการ จะนำคณะผู้บริหารเหล่านี้ เข้าพบนายกรัฐมนตรีในวันที่ 28 มิ.ย.นี้ เพื่อรับนโยบายทางด้านการศึกษา ก่อนออกไปปฏิบัติหน้าที่ในสถานศึกษาต่อไป" ปลัด ศธ. กล่าว ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามรัฐ

วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ศธ.เดินหน้านโยบายสร้างพลังครู

เนื่องจากในปี 2555 กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) มีตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา และรองผู้อำนวยการสถานศึกษาว่างอยู่ จำนวน 1,136 อัตรา ดังนั้น ศธ. จึงได้นำนโยบายหลักด้านการศึกษาข้อ 10 สร้างพลังครู สร้างโอกาสสำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษาของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โดย ศ.ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่เน้นในเรื่องการสร้างความโปร่งใส เป็นธรรม อบรมเข้ม เร็วพร้อมบรรจุให้เสร็จ และไม่เน้นเรื่องการสอบสัมภาษณ์ และให้สอบที่ส่วนกลาง โดยมอบให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ซึ่งมีตำแหน่งว่างอยู่ จำนวน 1,018 อัตรา แบ่งเป็นตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียน 219 อัตรา รองผุ้อำนวยการโรงเรียนจำนวน 799 อัตรา ไปดำเนินการสอบคัดเลือกเมื่อวันที่ 13 พ.ค. ที่ผ่านมา และจะประกาศผลในวันที่ 30 พ.ค.นี้ สำหรับในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ซึ่งมีตำแหน่ง รองผู้อำนวยการสถานศึกษาว่างอยู่ จำนวน 118 อัตรา ซึ่งไปจัดสอบคัดเลือกเสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 13 พ.ค. แล้วเช่นกัน และจะประกาศผลในวันที่ 24 พ.ค.นี้ เมื่อได้ผู้ที่ผ่านการสรรหาและสอบคัดเลือกแล้ว ก่อนเข้ารับราชการแต่งตั้งก็จะต้องได้รับการอบรมพัฒนาผ่านหลักสูตรการพัฒนา ไม่น้อยกว่า 180 ชั่วโมง ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ เพื่อเพิ่มพูนความรู้ ทักษะ สมรรถนะทางการบริหาร เจตคติที่ดี รวมถึงได้รับการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ราชการเกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผลและความก้าวหน้าแก่ราชการ ตามนโยบายของ ศ.ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้จัดอบรมพัฒนา ระหว่างวันที่ 6-25 มิ.ย.นี้ ใน 4 หน่วยพัฒนา โดยตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา จำนวน 219 คน จะจัดที่สถาบันพัฒนาครูคณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา (สคบศ.) วัดไร่ขิง ส่วนภาคเหนือจัดที่หน่วยพัฒนาของสำนักงานเขตพื้นที่การประถมศึกษา (สพป.) พิษณุโลก เขต 1 เพื่อพัฒนารองผอ.สถานศึกษา จำนวน 240 คน ส่วนภาคใต้ที่หน่วยพัฒนาของสำนักงานเขตพื้นที่การประถมศึกษา (สพป.) เพชรบุรี เขต 1 มีรองผอ.สถานศึกษาร่วมพัฒนาจำนวน 259 คน ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่สำนักงานเขตพื้นที่การประถมศึกษา(สพป.) นครราชสีมา เขต 1 พัฒนารองผอ.สถานศึกษา จำนวน 300 คน ในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จะพัฒนาตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษาทั้ง 118 คน ที่หน่วยพัฒนาของสำนักพัฒนาสมรรถนะครูและบุคลากรอาชีวศึกษาระหว่างวันที่ 4-27 มิ.ย.นี้ นอกจากนี้ นายกฯ ยังได้ฝากเน้นย้ำไว้ว่าให้ผู้ที่ได้นรับการคัดเลือกเหล่านี้ได้รับการพัฒนาจิตตามวัดต่างๆ ด้วย ดังนั้น ในส่วนของสพฐ.จะพาผู้ที่ผ่านการสรรหาแล้วไปปฏิบัติธรรมที่วัดสามพระยา และสถานปฏิบัติธรรมในส่วนภูมิภาค สำหรับในส่วนของ สอศ.นั้นจะไปปฏิบัติธรรมที่วัดยานนาวา ระหว่างวันที่ 9-10 มิ.ย. นี้ เนื่องจากผู้บริหารสถานศึกษาถือเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา เมื่อผ่านการอบรมพัฒนาก่อนเข้ารับตำแหน่งเสร็จเรียบร้อยแล้ว ศ.ดร.สุชาติ มีกำหนดจะพาคณะผู้บริหารเหล่านี้ ไปเข้าเยี่ยมคารวะ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ในวันที่ 28 มิ.ย.นี้ด้วย เพื่อรับนโยบายทางด้านการศึกษา พร้อมเสื้อและวุฒิบัตร ก่อนที่ผู้บริหารเหล่านี้จะออกไปปฏิบัติหน้าที่ในสถานศึกษาที่ว่างอยู่ต่อไป จากที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีความคาดหวังและได้มีนโยบายเน้นย้ำในเรื่องของการสร้างพลังครู ที่ว่าจะทำอย่างไร ให้คนที่จะมาเป็นครู และบุคลากรทางการศึกษาเหล่านี้ มีจิตวิญญาณของความเป็นครู และมีทักษะทางการบริหาร รวมถึงทักษะเรื่องของการเรียนรู้และเป็นคนที่เรียนรู้อยู่ตลอดเวลานั้น ก็ถือได้ว่า ศธ.ได้จัดหลักสูตรการพัฒนาที่ครบถ้วนทั้งด้านการพัฒนาทักษะการบริหาร และยังได้เน้นย้ำในเรื่องการพัฒนาจิตวิญญาณของความเป็นครู และการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมครบถ้วนทุกด้านแล้ว ที่มา: หนังสือพิมพ์แนวหน้า

วันพุธที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

กุญแจ 5 ดอก ในการปฏิรูปการศึกษาเพื่อเข้าสู่อาเซียน

ในสนามแข่งขัน ผู้ชนะคือผู้ที่แข็งแรงที่สุดเท่านั้น เครื่องมือที่ใช้พัฒนามนุษย์ในโลกยุคนี้ใช้คือ การศึกษา การศึกษาที่มีคุณภาพจะช่วยพัฒนามนุษย์ธรรมดาให้เป็นคนวิเศษได้ ทำไมคุณภาพการศึกษาไทยจึงถอยหลัง ทั้งๆ ที่เราเพิ่มทุนสูงขึ้นทุกปี มีอะไรผิดปกติหรือ ถ้าเราปรารถนาจะให้เด็กไทยได้ก้าวขึ้นไปยืนอยู่บนเวทีอาเซียนในแถวหน้า เราจะทำอย่างไร คำตอบอยู่ที่การศึกษาเท่านั้น การปฏิรูปการศึกษาที่ผ่านมา ตั้งแต่ประเทศไทยมี พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ 2542 เป็นต้นมา นับว่าทุกรัฐบาลได้พยายามปฏิรูปมาอย่างทุ่มเทและเอาจริงเอาจังมาตลอด แต่ก็ยังมองไม่เห็นความสำเร็จ เหมือนคนเดินหลงเข้าไปในป่าลึก หรือเดินในที่มืด ไม่รู้แน่ว่าจะไปทางไหน ปัญหาที่จะแก้ไขคืออะไรยังไม่รู้ ได้แต่คลำทางไปเรื่อยๆ แบบใช้จินตนาการเอา มองไม่เห็นเป้าหมาย เหมือนคนหลงป่า หากปล่อยไปเช่นนี้ก็จะพบแต่หายนะแน่นอน ความจริงปัญหาการปฏิรูปการศึกษาเหมือนหญ้าปากคอก ที่ทุกคนมองข้าม คำตอบมันอยู่ที่ปากคอกนั้นแหละ แต่ทุกคนมองไม่เห็น นักวิชาการจากหลายสำนักต่างใช้จินตนาการไปต่างๆ นานา ไกลจากตัวปัญหาออกไปเรื่อยๆ เกาไม่ถูกที่คันเหนื่อยเปล่า คำตอบที่ถูกต้องอยู่ในโรงเรียน อยู่ใกล้ๆ ท่านนั้นเอง มีครูผู้หญิงชาวอินเดียคนหนึ่งบอกรัฐบาลของเขาว่า การปฏิรูปการศึกษาที่ถูกต้อง จะต้องอยู่ในห้องเรียน จะต้องอยู่ในโรงเรียน จะต้องอยู่ระหว่างครูกับนักเรียนเท่านั้น ขึ้นอยู่กับวิธีสอนที่ถูกต้องของครู ขึ้นอยู่กับวิธีเรียนของนักเรียน ขึ้นอยู่กับกิจกรรมการเรียนการสอนที่ครูมอบหมายให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยการกระทำ ขึ้นอยู่กับการจัดเนื้อหาหลักสูตรที่เหมาะสมกับผู้เรียน ขึ้นอยู่กับวิธีทดสอบวัดผลความรู้ของผู้เรียนที่ถูกต้อง เท่านั้น มีอยู่เพียง 5 ตัวปัญหาเท่านั้นเองที่จะต้องแก้ไข อินเดียใช้เวลาปฏิรูปการศึกษาเพียง 10 ปี ก็ประสบผลสำเร็จ ไทยเราปฏิรูปมาถึงรอบที่ 2 เกือบ 15 ปีแล้ว ยังมองไม่เห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ เราทุ่มงบประมาณลงไปมากมาย มากกว่าประเทศเพื่อนบ้าน หลายประเทศ เหมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ สิ่งที่ได้มาแทนที่จะเป็นคุณภาพการศึกษา กลับได้ผลรับข้างเคียง คือ โรงเรียนสวยขึ้น มีอาคารเรียนดีขึ้น สวยกว่าเพื่อนบ้านหลายประเทศ ครูอาจารย์ได้เป็น อาจารย์ 3 เพิ่มมากขึ้น แต่ผลการศึกษาลดลง ตรวจสอบดูหรือยังครับว่าเราไปหมุนน็อตผิดตัวหรือเปล่า แก้ไม่ถูกปัญหาหรือเปล่า เกาไม่ถูกที่คันหรือเปล่า ตั้งโจทย์ถูกก็แก้ปัญหาได้ถูก ตั้งโจทย์ผิดก็แก้ปัญหาได้ผิด ปัญหาที่ผู้เขียน ซึ่งเป็นครูเก่าเคยพบมาก็ไม่ได้ต่างไปจากที่ครูผู้หญิงอินเดียพบ การศึกษาไทยที่คุณภาพถดถอยลงทุกวันๆ นี้ มีสาเหตุพอประมวลได้ 5 ประการ เพื่อเป็นกุญแจเปิดไปสู่ทางแก้ปัญหา ได้ดังนี้ 1.ปัญหาที่เกิดจากวิธีการสอนที่ผิดพลาดของครู 2.ปัญหาที่เกิดจากวิธีเรียนที่ผิดพลาดของนักเรียน 3.ปัญหาที่เกิดจากกิจกรรมการเรียนการสอนที่ไม่เหมาะสมกับลักษณะวิชา 4.ปัญหาที่เกิดจากการวัดผลการศึกษา ที่ใช้เครื่องมือวัดผลที่ไม่เหมาะสมกับลักษณะวิชา เลิกใช้ข้อสอบปรนัยแบบฟุ่มเฟือย การไม่ใช้ข้อสอบอัตนัย และใช้เกณฑ์การให้คะแนนที่ไม่เหมาะสมกับวัยและช่วงชั้นของผู้เรียน 5.ปัญหาที่เกิดจากหลักสูตรการศึกษาที่ไม่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของผู้เรียน และสัมพันธ์กับวิทยาการในอนาคต การปฏิรูปการศึกษาที่ผ่านมาทั้ง 2 ครั้ง คือ การปฏิรูปครั้งที่ 1 พ.ศ.2542-2552 และการปฏิรูปครั้งที่ 2 พ.ศ.2552-2562 ไม่ได้นำปัญหาทั้ง 5 ข้อนี้ มาพูดถึงเลย กลับไปปรับโครงสร้างของกระทรวงศึกษาธิการ ยุบรวมกระทรวงศึกษาเสีย แล้วให้เกิดเขตพื้นที่การศึกษาขึ้นมาแทน การปฏิรูปการจัดการเรียนการสอนแทบไม่ได้สัมผัส การปฏิรูปครั้งที่ 2 พอประกาศข่าวปฏิรูปเสร็จรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาก็เปลี่ยนคน ไปปฏิรูปครูแทน ทำผลงานอาจารย์ 3 ซื้อแท็บเล็ตแจกเด็ก แล้วก็ยังมองไม่เห็นทางคำตอบ แถมยังมีสถาบันทดสอบมาตรฐานการศึกษาระดับชาติเข้าไปวัดผลโอเน็ต ให้วุ่นวายไปทั่วประเทศ แต่ก็ไม่ได้กระตุ้นให้นักเรียนเก่งขึ้น ไม่ได้มีคุณภาพขึ้น แก้ไม่ถูกปัญหา เกาไม่ถูกที่คัน ยิ่งขยันแก้ขยันปฏิรูปก็ยิ่งเหนื่อย ยิ่งเมื่อย เหมือนคนโง่ขยัน มีแต่จะสร้างความปั่นป่วนให้โรงเรียน โบราณบอกว่า คนโง่ขยันมีแต่สร้างปัญหา ให้เอาไปฆ่าทิ้ง หรือไม่ก็ให้ไปทำงานที่เสร็จไม่เป็น เช่น ไปรีดขน...ให้ตรงเป็นต้น ปัญหาทั้ง 5 ข้อนี้ เป็นปัญหาที่รวบรวมมาจากข้อเสนอของครูผู้หญิงอินเดีย 3 ข้อ และรวบรวมจากปัญหาที่พบในระบบการศึกษาไทย 2 ข้อ เพื่อนำเสนอต่อท่านผู้อ่าน ต่อผู้ปกครองนักเรียน ต่อสาธารณะ และต่อคณะรัฐบาล เพื่อนำไปเป็นโจทย์ปฏิรูปการศึกษาให้ทันในปี 2558 ที่กำลังก้าวเข้าสู่อาเซียนได้ทัน กระทรวงศึกษาอินเดีย รัฐบาลอินเดีย ปฏิรูปการศึกษาประสบผลสำเร็จเพราะเขารู้จักเลือกฟังผู้ที่ลงมือปฏิบัติจริง จึงเป็นการใช้กุญแจที่ไขได้ตรงปัญหา ถ้าหากประเทศชาติไทยโชคดีมีผู้นำที่เข้าใจปัญหาการศึกษาชาติอย่างแท้จริง แก้ไม่ยากเลย ใช้เวลาเพียง 3 ปี ก็แก้ไขได้แล้ว คำตอบอยู่ในโรงเรียน แก้ไขอยู่ในโรงเรียน แก้อยู่ในห้องเรียน แก้ระหว่างผู้สอนกับผู้เรียนเท่านั้น คือการให้นักเรียนได้เรียนรู้ด้วยการกระทำ Learning By Doing ตามปรัชญาของบรมครูทางจิตวิยาคือ John Dewy ครูพูดให้น้อย ให้นักเรียนได้ฝึกให้มาก เหมือนการสอนเรียนว่ายน้ำ ครูไม่ต้องอธิบายมาก แนะนำเบื้องต้นแล้วปล่อยลงน้ำเลย ครูคอยดูแลอย่างใกล้ชิด ฝึกเก่งแล้วปล่อยเลย ให้ว่ายน้ำให้ดูเลย ให้ทำจริง การสอบวัดผลไม่ต้องใช้ข้อสอบปรนัยแบบฟุ่มเฟือย ให้ใช้สอบเป็นแบบอัตนัย ที่ใช้วัดได้จริง ผลเป็นที่พอใจก็ให้ผ่าน ถ้าไม่เป็นที่พอใจก็ให้เรียนซ้ำชั้น นักเรียนที่มีความรู้ไม่เพียงพอต้องให้สอบตก เรียนซ้ำได้ หรือให้ไปเรียนวิชาอื่น ระบบการวัดผล การตัดสินผลการเรียน การตัดเกรด การแก้ 0, ร, มส. ควรทบทวน รายละเอียดทั้ง 5 ปัญหานี้ สามารถอธิบายได้อย่างละเอียด และนำไปสู่การแก้ปัญหาการศึกษาได้ถูกต้องจริง ลงมือทำใหม่ได้แล้ว ใช้เวลาไม่นาน ลงทุนน้อย เพราะครูทุกคน โรงเรียนทุกโรงเรียนมีต้นทุนอยู่แล้ว. "การปฏิรูปการศึกษาที่ผ่านมา ตั้งแต่ประเทศไทยมี พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ 2542 เป็นต้นมา นับว่า ทุกรัฐบาลได้พยายามปฏิรูปมาอย่างทุ่มเทและเอาจริงเอาจังมาตลอด แต่ก็ยังมองไม่เห็นความสำเร็จ เหมือนคนเดินหลงเข้าไปในป่าลึก หรือเดินในที่มืด ไม่รู้แน่ว่าจะไปทางไหน ปัญหาที่จะแก้ไขคืออะไรยังไม่รู้ ได้แต่คลำทางไปเรื่อยๆ แบบใช้จินตนาการเอา มองไม่เห็นเป้าหมาย เหมือนคนหลงป่า หากปล่อยไปเช่นนี้ก็จะพบแต่หายนะแน่นอน" เพชร เหมือนพันธุ์ มติชน ฉบับวันที่ 24 พ.ค. 2555

วันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

คอลัมน์: สถานี ก.ค.ศ.: พฤติกรรมใดที่ถือว่าเจ้าหน้าที่รัฐ มีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติด

ศิริพร กิจเกื้อกูล เลขาธิการ ก.ค.ศ. สถานี ก.ค.ศ. ในครั้งที่ผ่านมาได้พูดให้ทราบไปแล้วว่า ในกรณีที่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษายื่นคำขอมีหรือเลื่อนวิทยฐานะไว้แล้วภายหลังได้ย้ายหรือโอนไปสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแห่งใหม่หรือหน่วยงานอื่นหากต่อมาได้รับอนุมัติให้มีหรือเลื่อนวิทยฐานะย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่ยังสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแห่งเดิม ก็จะต้องให้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแห่งเดิมเป็นผู้ออกคำสั่งแต่งตั้งให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้นั้นมีหรือเลื่อนวิทยฐานะ ซึ่งทำให้เกิดความชัดเจนในทางปฏิบัติสำหรับกรณีดังกล่าวยิ่งขึ้นแล้ว สำหรับในครั้งนี้ จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการประพฤติตนของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญที่รัฐบาลได้ดำเนินการอย่างจริงจังในหลายรูปแบบ ทั้งการป้องกันและปราบปรามอย่างเข้มแข็งจริงจังตลอดมา รวมทั้งนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการโดยท่าน ศาสตราจารย์ ดร. สุชาติ ธาดาธำรงเวช ดังนั้น เพื่อให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้ทราบถึงระเบียบ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง และแนวทางในการประพฤติปฏิบัติตนได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ไม่พลั้งเผลอ เข้าไปเป็นผู้มีส่วนร่วมกระทำความผิด หรือเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติดจนต้องได้รับโทษทัณฑ์ในทางอาญาและในทางวินัยซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการป้องกันเจ้าหน้าที่ของรัฐมิให้เกี่ยวข้องกับยาเสพติด (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2544 ได้กำหนดมาตรการในการดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดไว้ว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีพฤติกรรมดังต่อไปนี้ ถือว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติด 1.สนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดโดยรู้หรือควรจะได้รู้ว่าผู้นั้นเกี่ยวข้องกับยาเสพติดเฉพาะในการกระทำที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดนั้น 2.จัดหาหรือให้เงินหรือทรัพย์สิน ยานพาหนะ สถานที่ หรือวัตถุใดๆ เพื่อประโยชน์หรือให้ความสะดวกแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด โดยรู้หรือควรจะได้รู้ว่าผู้นั้นเกี่ยวข้องกับยาเสพติดเฉพาะในการกระทำที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดนั้น 3.รับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดจากผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดโดยรู้หรือควรจะได้รู้ว่าผู้นั้นเกี่ยวข้องกับยาเสพติด 4.คบค้าสมาคมเป็นอาจิณกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด โดยรู้หรือควรจะได้รู้ว่าผู้นั้นเกี่ยวข้องกับยาเสพติด 5.เป็นผู้ประกันผู้ต้องหาหรือจำเลยโดยใช้หลักทรัพย์หรือสถานะการเป็น เจ้าหน้าที่ของรัฐในชั้นพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ หรือศาลในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ในข้อหาผลิต นำเข้าส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติด หรือในข้อหามีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 1 หรือประเภท 2 เกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดอันเป็นความผิดตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท แต่มีข้อยกเว้นเฉพาะในกรณีที่เป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายหรือตามธรรมจรรยาหรือเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่กับบุคคลซึ่งเป็นสามีหรือภริยา บุพการีหรือ ผู้สืบสันดานไม่ว่าชั้นใดๆ ของเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น ซึ่งอาจใช้สถานะการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐประกันบุคคลดังกล่าวได้ ในครั้งต่อไปจะแจ้งให้ทราบถึงแนวทางพิจารณาเกี่ยวกับการลงโทษทางวินัย หากเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติด จะต้องได้รับโทษสถานใดบ้างพบกันใหม่ฉบับหน้าค่ะ ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

วันพุธที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

โรงเรียนไทยไร้ทางเลือก

สายพิน แก้วงามประเสริฐ การพัฒนาประเทศเริ่มต้นที่การพัฒนาคุณภาพของคน ด้วยการพัฒนาคุณภาพการศึกษาเป็นสำคัญ ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการเน้นไปที่การยกระดับคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คะแนนสอบโอเน็ต หรือคะแนนอีกหลายคะแนน เหมือนกับว่าคะแนนเหล่านี้เป็นตัวชี้วัดคุณภาพของการศึกษา ทั้งที่การทำคะแนนสอบได้มาก อาจไม่ได้แสดงถึงความมีคุณภาพของเด็ก หรือไม่ได้แสดงว่าระบบการศึกษาพัฒนาเจริญก้าวหน้าแต่อย่างใด เพราะคุณภาพของคนไม่ใช่แค่การเรียนหนังสือเก่ง แต่น่าจะอยู่ที่ความสามารถในการนำความรู้ที่ได้เรียนมาไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและส่วนรวมได้ และมีจิตสำนึกที่ดีงาม รู้จักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อเพื่อนมนุษย์ เป็นไปตามคุณลักษณะอันพึงประสงค์ที่หลักสูตรได้เขียนไว้ ซึ่งคะแนนสอบกับคุณลักษณะอันพึงประสงค์อาจไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกันก็ได้ หากมัวคิดพัฒนาแต่ตัวเลขของคะแนนให้สูงเพียงอย่างเดียว ขณะที่เด็กถูกตีกรอบให้เรียนวิชาการอย่างเข้มข้นในโรงเรียน เพื่อให้ได้คะแนนมากๆ เพื่อให้คะแนนโอเน็ตสูงขึ้น และสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ เป็นหน้าเป็นตาของโรงเรียน ทำให้เด็กถูกบีบคั้นจึงต้องเรียนทั้งในโรงเรียน และเรียนกวดวิชา โดยเฉพาะยิ่งระบบการสอบแข่งขันรุนแรงมากขึ้น ข้อสอบระดับชาติโหดมากเท่าไร เด็กต้องเรียนกวดวิชาอย่างบ้าระห่ำ จนโรงเรียนกวดวิชากลายเป็นธุรกิจพันล้าน ที่ขยายจากกรุงเทพฯ เมืองใหญ่ๆ ออกสู่ชนบทจนแทบ ทุกหย่อมหญ้า ทั้งที่เดิมการเปลี่ยนระบบการคิดคะแนนเพื่อคัดคนเข้ามหาวิทยาลัย เกิดจากต้องการให้เด็กให้ความสนใจกับการเรียนในโรงเรียนมากขึ้น แต่เมื่อระบบการสอบยิ่งซับซ้อน ข้อสอบยิ่งยาก จึงกลายเป็นว่ากระทรวงศึกษาฯมีส่วนผลักดันให้เด็กเข้าสู่โรงเรียนกวดวิชามากกว่าการเรียนในโรงเรียน แม้แต่สังคมเองก็ยกย่องให้ความสำคัญกับการเรียนกวดวิชา สังเกตจากประเด็นคำถามที่สื่อมักจะถามเด็กที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยติดลำดับต้นๆ ของประเทศ คือ ประเด็นเรื่องการเรียนกวดวิชา ซึ่งเด็กจะชี้ไปว่า เพราะเรียนกวดวิชาอย่างต่อเนื่องจึงสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ขณะที่พ่อแม่ผู้ปกครองบางคนที่ลูกกำลังต้องเข้าสู่สมรภูมิสอบอาจอยากรู้ด้วยซ้ำว่ากวดวิชาที่โรงเรียนไหนจะได้ส่งลูกแห่ไปเรียนบ้าง ทั้งที่หากเด็กไม่มีพื้นฐานความรู้จากในโรงเรียนมาก่อน การไปเรียนกวดวิชาเพียงอย่างเดียวจะทำให้นักเรียนประสบความสำเร็จในการสอบ? รวมทั้งหากโรงเรียนกวดวิชาต้องปูพื้นฐานเอง ต้องใช้เวลามากน้อยแค่ไหนจึงจะจบแต่ละคอร์ส แล้วพ่อแม่ผู้ปกครองต้องเสียค่าใช้จ่ายมากขึ้นเพียงใด นโยบายด้านการศึกษาของประเทศไทยมุ่งเน้นไปที่การสอบเพื่อทำคะแนนได้มากๆ เพื่อเป็นหน้าเป็นตาของผู้ออกนโยบาย ของ ผู้กำกับการศึกษา ดังนั้นนโยบายจึงมักเน้นการกระตุ้นผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ยกระดับคะแนน เน้นการทำข้อสอบให้ได้มากกว่าจะไปสนับสนุนกระบวนการสอนให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติจริงสักเท่าไร เพราะเกรงว่าจะเสียเวลาเรียน จะทำให้คะแนนตกลงไปอีก การเรียนจึงมุ่งเน้นอยู่กับตำราเรียนในห้องเรียน ครูเป็นผู้สอน นักเรียนเป็นผู้ฟัง การฝึกกระบวนการคิด การทำกิจกรรมนอกห้องเรียนที่อาจไม่เกี่ยวกับเรื่องที่เรียนโดยตรง จึงแทบไม่ได้ทำ เพราะเกรงว่าจะเสียเวลา หรือเรียนแล้วไม่เป็นไปตามหลักสูตร ตัวชี้วัด การวัดผลประเมินผลก็ต้องยึดติดกับตัวชี้วัด ที่หลักสูตรกำหนด ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกรอบที่ผู้ใหญ่คิดว่าเด็กควรรู้อะไร เรียนแล้วควรเกิดอะไรขึ้นบ้าง การศึกษาไทยในโรงเรียนปกติๆ ของ ประเทศนี้ไม่เคยถามว่าเด็กอยากรู้อะไร ไม่เคยถามครูว่าอะไรที่เด็กควรจะรู้ ทั้งที่ครูเป็น ผู้ลงมือปฏิบัติ ใกล้ชิดเด็กมากที่สุด และที่สำคัญครูอยู่ในห้องเรียนที่รู้ว่ามีอะไรในห้องเรียน มีอะไรนอกห้องเรียนที่เด็กน่าจะรู้ แล้วนำไปใช้ประโยชน์ได้ เมื่อเป็นดังนี้โรงเรียนไทยแบบที่เห็นกันดาษดื่นจึงเป็นโรงเรียนที่ไม่มีทางเลือก เป็นไปตามกรอบประเพณีดั้งเดิมที่เรียนไปเพื่อตัวเลข ทั้งตัวเลขคะแนนและรายได้ ส่วนคิดเป็นหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง จะโทษเด็กที่ไม่มีคุณภาพได้อย่างไร ในเมื่อผู้ใหญ่เป็นผู้วางกรอบให้เป็นเช่นนี้ ขณะที่หลายหมื่นโรงเรียนในประเทศนี้ไม่มีทางเลือก แต่กลับพบว่าโรงเรียนที่ประสบความสำเร็จในการฝึกให้เด็กมีทักษะกระบวนการคิด เรียนอย่างสนุกสนานได้ลงมือปฏิบัติจริง กลับเป็น "โรงเรียนทางเลือก" ที่เน้นหลักการตามปรัชญาทางการศึกษาของสำนักต่างๆ เช่น มอนเตสซอรี่ วอลดอร์ฟ นีโอฮิวแมนนิสต์ ซัมเมอร์ฮิว คอนสตรัคติวิซึ่ม โดยภาพรวมโรงเรียนทางเลือกไม่ว่าจะจัดการศึกษาตามคิดปรัชญาของใคร ลักษณะร่วมกันของการจัดการศึกษาคือ มุ่งเน้นการจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อมให้เป็นธรรมชาติ มีความเป็นอิสระในการเลือกที่จะเรียน คิดหัวข้อศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง เน้นการลงมือทำ พัฒนาผู้เรียนตามศักยภาพของแต่ละคน และปลูกฝังเรื่องจิตใจ โดยไม่เน้นความรู้ด้านวิชาการ แต่ความรู้ด้านวิชาการและการพัฒนาด้านสติปัญญาจะเกิดขึ้นได้เอง โดยผ่านกระบวนการจัดกิจกรรมที่เน้นการฝึกกระบวนการคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ในโรงเรียนทางเลือกเน้นการเรียนรู้แบบโครงงาน (Project-Based Learning) ซึ่งเป็นกระบวนการแสวงหาความรู้ หรือค้นหาคำตอบด้วยตนเอง โดยเริ่มต้นจากความสนใจของผู้เรียนเป็นสำคัญ มีการวางแผนการทำงานร่วมกันระหว่างครูกับนักเรียน นักเรียนกับนักเรียน ใช้กระบวนการกลุ่ม การฝึกกระบวนการคิด จนไปถึงวิธีการหาความรู้หรือรู้วิธีการแก้ปัญหา ด้วยการตั้งประเด็นของเรื่องที่จะศึกษา ตั้งสมมติฐาน สืบค้นข้อมูล วิเคราะห์ตีความ จนกระทั่งนำเสนอข้อมูล มีการประเมินผล การอภิปรายผล ถือว่าเป็นการส่งเสริมการทำวิจัยเล็กๆ อย่างหนึ่ง นอกจากนี้ในการทำกิจกรรมต่างๆ ต้องมีการจดบันทึก สรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้ อาจเป็นรายงาน หรือเป็นแผนที่ความคิด (Mind map) แล้วนำมาเล่าให้เพื่อนๆ และครูฟัง แล้วช่วยกันประเมินผลการเขียน การนำเสนอ การเรียนที่เริ่มจากความสนใจของผู้เรียนเป็นหลัก แล้วนำไปสู่ขั้นตอนการลงมือปฏิบัติจริง แล้วนำผลที่ได้มานำเสนอ มีการวิพากษ์วิจารณ์โดยเสรีในรูปแบบการเรียนรู้แบบโครงงาน ตลอดจนการจัดการเรียนการสอนที่ไม่เน้นด้านวิชาการมากนัก เน้นการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้มากกว่านี้ น่าจะทำให้เด็กได้พัฒนาตนเองได้เต็มตามศักยภาพ อีกทั้งการให้อิสระจะทำให้เกิดการเรียนรู้ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของไวท์เฮด (Whitehead) ที่กล่าวว่า "เสรีภาพเท่านั้นที่จะเกิดความคิดที่มีพลัง เสรีภาพเป็นบ่อเกิดของความพึงพอใจ และความพึงพอใจจะทำให้คนมีพัฒนาการในตนเอง" แต่หากมองระบบการศึกษาในโรงเรียนทั่วไปแล้วจะพบว่า การเรียนการสอนที่กระทรวงศึกษาฯมุ่งอยู่กับการเรียนเพื่อสอบให้ได้คะแนนมากๆ ชีวิตของเด็กนักเรียนจึงเต็มไปด้วยความกดดัน กดดันที่ต้องทำให้คะแนนโอเน็ต คะแนนสอบเข้ามหาวิทยาลัยสูงขึ้น ไม่เพียงแค่นี้กระทรวงศึกษาฯยังคิดที่จะให้นำคะแนนสอบโอเน็ตมาเป็นองค์ประกอบในการพิจารณาการจบหลักสูตร ยิ่งเป็นการกดดันเด็กนักเรียนมากยิ่งขึ้น แล้วการพัฒนาความรู้ความคิด สติปัญญา ให้เต็มศักยภาพของแต่ละคนจะทำได้อย่างไร การเรียนเพื่อฝึกปฏิบัติ ลงมือทำจริงจะเกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะเวลาที่เสียไปคือ การเรียนเพื่อการทำข้อสอบมากกว่าการเรียนเพื่อลงมือทำจริงๆ จึงเหมือนโรงเรียนในประเทศไทยไม่มีทางเลือก เพราะวันๆ ผู้มีอำนาจในการจัดการศึกษาคิดแต่จะเอาคะแนนโอเน็ตมาใช้ทำอะไรดี คิดแต่จะใช้งบประมาณเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มากกว่าคิดว่าทำอย่างไรเด็กถึงจะได้ฝึกกระบวนการคิด ได้ลงมือปฏิบัติจริงจากการเรียน การให้ความสำคัญกับคะแนนสอบ ทำให้โรงเรียนกวดวิชาในประเทศนี้เติบโตเป็นธุรกิจพันล้าน และเพิ่มความเหลื่อมล้ำทางการศึกษามากยิ่งขึ้น ตราบใดที่ยังเน้นความเติบโตของคะแนนโอเน็ต เพราะเด็กที่ยากจนคงไม่มีปัญญาเรียนกวดวิชาเพื่อเรียนรู้เทคนิคการทำข้อสอบ มากกว่าจะไปมุ่งปลูกฝังคุณธรรมแต่อย่างใด การที่หน่วยงานที่จัดการศึกษามัวสาละวนอยู่กับคะแนน ทำให้ไม่เคยรู้ว่าการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ประสบความสำเร็จอาจไม่จำเป็นต้องอยู่ในห้องเรียนเท่านั้น และไม่เคยรู้ว่าสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยตามภูมิภาคต่างๆ ให้ทุนสนับสนุนนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการยุววิจัยประวัติศาสตร์ เพื่อให้เด็กได้สืบค้น เรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับท้องถิ่น ได้รู้รากเหง้าของตนเอง ได้ฝึกกระบวนการคิด การเขียน มีเวทีนำเสนอผลงาน และเกิดความภูมิใจในตนเอง ยุววิจัยประวัติศาสตร์ได้เติบโตต่อยอดเป็นโครงการโรงเรียนทำหนังสารคดีกับสถาบันรามจิตติ โดยมีการจัดเข้าค่ายทำสารคดี ฝึกการเขียนสคริปต์ ถ่ายภาพ ตัดต่อ การนำเสนอเรื่องราวต่างๆ การลงพื้นที่เก็บข้อมูล การถ่ายทำสารคดีจนกระทั่งเด็กๆ เหล่านี้สามารถบอกเล่าเรื่องราวดีๆ เกี่ยวกับท้องถิ่นของตนเองให้ผู้คนได้รับรู้ในรูปแบบของหนังสารคดี การทำหนังสารคดียังทำให้เด็กๆ ได้เชื่อมโยงสายสัมพันธ์ระหว่างเด็กนักเรียนกับผู้คนในชุมชน รู้จักอัตลักษณ์ของท้องถิ่น นอกจากนี้ยังมีมหกรรมประกาศผลรางวัลสารคดีระดับภาค และระดับประเทศ รวมทั้งจัดฉายหนังเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้กับเด็กๆ ได้เห็นเรื่องราวที่น่าสนใจของท้องถิ่นอื่นๆ ซึ่งมีโรงเรียนเข้าร่วมโครงการแต่ละครั้งทั่วประเทศเกือบ 100 โรงเรียน หากพิจารณาผลงานที่เด็กๆ ได้เข้าร่วมกิจกรรม ได้รับรู้กระบวนการทำงาน การแก้ปัญหา จนกระทั่งผลงานสำเร็จเป็นที่น่าภูมิใจ ทั้งวิธีเรียนแบบยุววิจัยประวัติศาสตร์ และการทำหนังสารคดี ล้วนเป็นวิธีการเรียนที่ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่ควรได้รับการส่งเสริมจากกระทรวงศึกษาฯ ทั้งด้านงบประมาณ วัสดุอุปกรณ์ การสร้างขวัญและกำลังใจแก่เด็กๆ ที่ได้ลงมือปฏิบัติจริง และหน่วยงานที่ไม่ได้มีหน้าที่จัดการศึกษา แต่กลับมองเห็นการณ์ไกลว่า ความรู้ไม่ได้อยู่เฉพาะในห้องเรียน หรือโรงเรียนเท่านั้น ซึ่งวิธีการเหล่านี้ คือวิธีหนึ่งที่ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพของเด็ก เยาวชนให้พัฒนาได้เต็มตามศักยภาพ จนบัดนี้ยังไม่แน่ใจว่ากระทรวงศึกษาฯรู้หรือไม่ว่ามีโครงการดีๆ แบบนี้ ที่ส่งเสริมให้เด็กได้เติบโตด้านสติปัญญาด้วยการลงมือปฏิบัติจริง มากกว่าก้มหน้าก้มตาเรียนกวดวิชา เพราะวันๆ กระทรวงศึกษาธิการคิดถึงแต่ความเติบโตของคะแนนสอบยิ่งกว่าสิ่งใด โรงเรียนในประเทศไทยจึงเดินไปอย่างไร้ทางเลือก นสพ.มติชน ฉบับวันที่ 18 พ.ค. 2555

วันอังคารที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

น.ส.จิรพรรณ ปุณเกษม รองเลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) จัดประชุมสมัชชา 4 ภูมิภาค (ร่าง) กรอบคุณวุฒิแห่งชาติ (ภาคกลาง) เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานและสถาบันการศึกษา ในการปรับแก้ไขกรอบคุณวุฒิให้สามารถใช้เป็นกรอบแนวทางในการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาที่สามารถเทียบได้กับมาตรฐานสากล และเพื่อรองรับการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ แรงงาน และการลงทุนที่จะเปิดอย่างเสรี และเตรียมความพร้อมในการก้าวสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558 โดยการพัฒนากรอบคุณวุฒิแห่งชาติ หรือเอ็นคิวเอฟ นับว่าเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ยกระดับและเพิ่มขีดความสามารถของกำลังแรงงานให้มีความรู้ความสามารถตรงตามความต้องการของตลาดแรงงานทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตผ่านกระบวนการเทียบโอนผลการเรียน ความรู้ และประสบการณ์การทำงาน น.ส.จิรพรรณกล่าวต่อว่า กรอบคุณวุฒิแห่งชาติประกอบด้วย การเรียนรู้ในระบบการศึกษา และการเรียนรู้จากประสบการณ์การทำงาน เมื่อนำมารวมกันจะเป็นคุณวุฒิทางวิชาชีพในด้านนั้นๆ เช่น ด้านปิโตรเลียม ด้านการจัดการโรงแรม ซึ่งผู้ที่จบการศึกษาในสายสามัญสายอาชีพ หรือในระดับปริญญา เมื่อทำงานได้ระยะหนึ่งแล้ว เช่น ผู้ที่จบในระดับ ปวช. อยากจะยกระดับให้มีวุฒิ ปวส.อยากจะเทียบเคียงคุณวุฒิเพื่อยกระดับตนเอง หากมีความรู้และประสบการณ์ที่เพียงพอตามสมรรถนะ ทักษะและคุณลักษณะที่กำหนดก็สามารถยกระดับคุณวุฒิวิชาชีพของตนเองได้ เป็นต้น รองเลขาธิการ กกศ. กล่าวต่อว่า สกศ.จึงศึกษาวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับกรอบคุณวุฒิแห่งชาติเพื่อให้สถาบันการศึกษาใช้เป็นกรอบแนวทางในการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาที่เทียบได้กับมาตรฐานสากล โดยนำประเทศต้นแบบที่ใช้กรอบคุณวุฒิแล้วประสบความสำเร็จ ได้แก่ อังกฤษ ไอซ์แลนด์ ฟินแลนด์ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ มาจัดทำเป็นร่างกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ และดำเนินจัดประชุมในระดับนานาชาติและในระดับอาเซียน เพื่อร่วมกันหาแนวทางในการจัดทำกรอบคุณวุฒินานาชาติให้มีมาตรฐานเดียวกัน นอกจากนี้ สกศ.เตรียมจัดประชุมสมัชชาใน 4 ภูมิภาคเพื่อชี้แจง ทำความเข้าใจ ตลอดจนรับฟังข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพื่อให้ร่างกรอบคุณวุฒิแห่งชาติมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ก่อนนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการสภาการศึกษา (กกศ.) ต่อไป ข่าวสด ฉบับวันที่ 16 พ.ค. 2555

วันพฤหัสบดีที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

การจัดกิจกรรมต้อนรับน้องใหม่

รมว.ศธ.กล่าวว่า กิจกรรมการรับน้องใหม่และการประชุมเชียร์ เป็นประเพณีที่สืบทอดมายาวนาน เพื่อถ่ายทอดความสัมพันธ์ของนิสิตนักศึกษารุ่นพี่สู่รุ่นน้อง ให้มีความสามัคคี มีระเบียบวินัย มีความภาคภูมิใจในสถาบัน มีการช่วยเหลือเกื้อกูลกันฉันพี่น้อง ดังนั้นเพื่อให้ประเพณีการรับน้องใหม่และการประชุมเชียร์ในสถาบันอุดมศึกษาเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ธำรงไว้ซึ่งปณิธานที่ดีงาม เป็นกิจกรรมที่สร้างสรรค์ อบอุ่น ประทับใจ และเสริมสร้างการพัฒนานิสิตนักศึกษา รมว.ศธ.จึงได้ลงนามในประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การจัดกิจกรรมต้อนรับน้องใหม่และประชุมเชียร์ในสถาบันอุดมศึกษา โดยกำหนดนโยบาย และมาตรการ ๘ ข้อ สรุปสาระสำคัญดังนี้ นโยบาย ๑) การจัดกิจกรรมฯ ควรเคารพสิทธิเสรีภาพและหลักความเสมอภาค ไม่มีความรุนแรง และห้ามล่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคลทั้งทางร่างกายและจิตใจ ไม่ดื่มสุรา และเสพสิ่งมึนเมาทุกชนิด และไม่กระทบกับการเรียนการสอน ๒) การจัดกิจกรรมฯ ควรอยู่ในความรับผิดชอบดูแลร่วมกันของผู้บริหาร อาจารย์ และบุคลากรทุกคณะ/ภาควิชา รวมทั้งรุ่นพี่ ที่จะต้องให้คำแนะนำกำกับดูแล ปรึกษาการจัดกิจกรรมให้มีลักษณะสร้างสรรค์ ไม่ขัดต่อระเบียบสถาบัน กฎหมาย วัฒนธรรม ประเพณี และมารยาททางสังคมที่ดีงาม ๓) การจัดกิจกรรมฯ ให้จัดกิจกรรมภายในสถาบันอุดมศึกษา ไม่ควรจัดนอกสถานที่ เพื่อความปลอดภัยและประหยัด โดยการอนุญาตการจัดกิจกรรมให้อยู่ในดุลยพินิจของแต่ละสถาบัน มาตรการ ๑) ให้สถาบันอุดมศึกษาออกกฎระเบียบ ข้อบังคับ หรือหลักเกณฑ์และมาตรการ ในการจัดกิจกรรมให้สอดคล้องกับนโยบาย ศธ. โดยกำหนดการพิจารณาอนุญาต การรับผิดชอบ การกำกับ ระยะเวลาการจัดกิจกรรม รูปแบบแนวทางกิจกรรม ตามความเหมาะสมและลักษณะเฉพาะของแต่ละสถาบัน ๒) องค์กรนิสิตนักศึกษาต้องเสนอขออนุมัติโครงการจัดกิจกรรมเป็นลายลักษณ์อักษร และจะจัดกิจกรรมได้ต่อเมื่อได้รับอนุมัติแล้วเท่านั้น ๓) ให้สถาบันอุดมศึกษารณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้สังคมเข้าใจรูปแบบกิจกรรม นโยบาย และมาตรการ มีทัศนคติที่ดีต่อการรับน้อง และร่วมตรวจสอบการจัดกิจกรรมได้ ๔) ให้นิสิตนักศึกษาใหม่ เข้าร่วมกิจกรรมด้วยความสมัครใจ เปิดโอกาสให้ผู้ปกครองเข้ามาสังเกตการณ์กิจกรรมได้ ๕) สถาบันอุดมศึกษาให้จัดตั้งศูนย์เฝ้าระวัง มีเว็บไซต์เพื่อติดตามแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แก้ไขปัญหา ประสานกับสื่อมวลชน ส่วนวิทยาเขต/คณะต่างๆ ควรจัดตั้งศูนย์บริการข้อมูลและให้การช่วยเหลือ (Call Center) หรือบริการสายด่วน (Hotline) ๖) ให้สถาบันอุดมศึกษาประเมินผลและแลกเปลี่ยนเรียนรู้การจัดกิจกรรม และควรมีการยกย่องชมเชยผู้ที่จัดกิจกรรมอย่างสร้างสรรค์ ๗) ให้สถาบันอุดมศึกษามีบทลงโทษทางวินัย กับนิสิตนักศึกษาและผู้เกี่ยวข้องที่จัดกิจกรรมที่ขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ความเสมอภาค และกฎระเบียบข้อบังคับของสถาบัน ๘) ให้ผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษา ถือเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบในการดำเนินการตามนโยบายและมาตรการนี้ ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี

วันพฤหัสบดีที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

เครือข่ายแก่งจันทร์ "นวัตกรรมแก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็ก"

ตัวแทนเครือข่ายแก่งจันทร์ (Kangjan Model) ได้รายงานผลการดำเนินงาน “แก่งจันทร์โมเดล” โดยกล่าวว่า สพฐ.ได้มีแนวทางพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็ก 5 รูปแบบ คือ 1) สอนแบบคละชั้น 2) สอนแบบบูรณาการ 3) ยุบรวมทั้งโรงเรียน 4) จัดครูเวียนสอนระหว่างโรงเรียนในกลุ่มสาระที่ขาดแคลน 5) รวมกันเป็นศูนย์เครือข่ายประมาณ 3-5 โรงเรียน การดำเนินงานของ “แก่งจันทร์โมเดล” ได้เลือกรูปแบบที่ 5 ในการแก้ปัญหา ซึ่งได้ผลดีมาตามลำดับ จนได้รับความสนใจเผยแพร่ผ่านสื่อทีวี หนังสือพิมพ์ วิทยุ อินเทอร์เน็ตจำนวนมากในรอบปีที่ผ่านมา เพราะเป็นการร่วมกันจัดการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็กใกล้เคียงกัน 4 โรง มีนักเรียนรวมกันทั้งสิ้น 250 คน ครู 16 คน แต่ละโรงเรียนห่างกันประมาณ 3-5 กม. ทั้งนี้เพื่อแก้ปัญหาครูไม่ครบชั้น ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็ก โดย - รร.บ้านหาดคัมภีร์ มีนักเรียน 68 คน ครู/ผู้บริหาร 4 คน - รร.บ้านปากมั่งห้วยทับช้าง มีนักเรียน 65 คน ครู/ผู้บริหาร 4 คน - รร.บ้านนาโม้ มีนักเรียน 83 คน ครู/ผู้บริหาร 4 คน - รร.บ้านคกเว้า มีนักเรียน 34 คน ครู/ผู้บริหาร 4 คน การวางแผนการดำเนินการ ได้เริ่มมาตั้งแต่ปี 2553 โดยผู้บริหารและรองผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาได้หารือร่วมกันก่อน จากนั้นได้มีการประชุมครู และประชุมสร้างความเข้าใจและการสนับสนุนทรัพยากร แก่กรรมการสถานศึกษา ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำชุมชน ผู้ปกครอง ทั้ง 4 หมู่บ้าน รวมทั้งเขตพื้นที่การศึกษา รูปแบบการจัดการเรียนการสอนแก่งจันทร์โมเดล ได้ร่วมจัดการเรียนการสอน โดยให้ รร. บ้านคกเว้า สอนชั้น ป.3-4 รร.บ้านหาดคัมภีร์ สอนชั้น ป.5-6 รร.บ้านปากมั่งฯ สอนชั้น อ.2,ป.2 และ รร.บ้านนาโม้ สอนชั้น อ.1,ป.1 ทำให้อัตราส่วนครูผู้สอนต่อนักเรียนเพิ่มขึ้น ไม่ขาดแคลนครู และสามารถจัดการสอน ดูแลนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ การรับส่งนักเรียน ได้ดำเนินการจัดรถรับส่งนักเรียนเดินทางเช้าไปเย็นกลับทุกวัน พร้อมทั้งจัดให้ครู 4 โรงเรียนเดินทางไปสอนตามความถนัด/ความสามารถ โดยขอให้ อบต.หาดคัมภีร์ อุดหนุนค่าน้ำมันรถทั้งระบบไปก่อน ส่วนรถยนต์รับส่งนั้น ได้วางแผนเป็นระยะๆ คือ - ระยะที่ 1 ได้รับการสนับสนุนจาก รร.บ้านห้วยขอบห้วยเหียม - ระยะที่ 2 ยืมรถปิ๊กอัพส่วนตัวของภารโรง รร.บ้านนาโม้ และยืมรถ รร.บ้านโพนทอ - ระยะที่ 3 ยืมรถตู้ สพป.เลย - ระยะที่ 4 ขอซื้อรถตู้เพิ่ม 1 คัน และค่าน้ำมันรถรับส่ง 2 ภาคเรียนๆ ละ 64,000 บาท หลังจากร่วมกันจัดการศึกษา พบว่าคุณภาพจัดการศึกษาสูงขึ้น โดยได้เปรียบเทียบผลสอบ O-NET ป.6 ในรายวิชาต่างๆ พบว่าในปี 2554 สูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาทุกรายวิชา ดังนี้ วิชา ปี 2553 ปี 2554 เพิ่ม/ลด ภาษาไทย 29.76 49.15 19.39 คณิตศาสตร์ 26.51 53.92 27.41 วิทยาศาสตร์ 38.81 43.57 4.76 สังคมศึกษา 42.06 47.87 5.81 สุขศึกษา 51.45 51.94 0.49 ศิลปศึกษา 33.14 44.81 11.67 การงานฯ 46.59 53.85 7.26 อังกฤษ 13.91 41.47 27.56 ผศ.ดร.มัณฑนา อินทุสมิต คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย ชี้แจงเพิ่มเติมว่า มหาวิทยาลัยได้ทำการศึกษาวิจัยการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็กมาโดยตลอด โดยมุ่งหวังที่จะช่วยพัฒนาคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งขณะนี้นอกจากจะพัฒนาครูผู้สอนในแก่งจันทร์โมเดลแล้ว ต้องการให้นักศึกษาครูไปฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูในโรงเรียนขนาดเล็ก แต่เนื่องจากติดขัดเกณฑ์การฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู ซึ่งคุรุสภาระบุให้นักศึกษาครูต้องไปฝึกสอนในโรงเรียนที่ผ่านการประเมินภายนอกจาก สมศ.เท่านั้น มิฉะนั้นจะไม่ได้ใบประกอบวิชาชีพครู ในขณะที่โรงเรียนขนาดเล็กส่วนใหญ่ไม่ผ่านเกณฑ์ประเมินภายนอกของ สมศ. จึงทำให้ไม่สามารถส่งนักศึกษาไปฝึกสอนในโรงเรียนขนาดเล็กเหล่านั้นได้ จึงต้องการให้คุรุสภาปลดล็อกเงื่อนไขดังกล่าว และยืนยันว่าไม่ต้องกังวลเรื่องคุณภาพการสอน เพราะ มรภ.จะเป็นพี่เลี้ยงช่วยดูแลการสอนของนักศึกษาครู ในขณะเดียวกันจะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนครูของโรงเรียนขนาดเล็กเหล่านี้ด้วย โดยจะได้รับประโยชน์ไปพร้อมๆ กัน รมว.ศธ.ได้มอบนโยบายให้ สพฐ.ดำเนินการและรายงานผลเป็นระยะๆ ดังนี้ 1. ให้ดำเนินการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็ก 14,000 โรงทั่วประเทศ โดยให้โรงเรียนขนาดเล็กรวมกันเป็นศูนย์เครือข่าย ซึ่ง สพฐ.จะต้องลงไปช่วยเขตพื้นที่การศึกษาวางแผนดำเนินการร่วมกัน ภายในช่วงเปิดเทอมคาดว่าอย่างน้อยจะมีประมาณ 1,000 เครือข่าย 2. ศธ.จะสนับสนุนพาหนะในการเดินทางมาเรียนของครูและนักเรียน โดยจะให้ สพฐ.ตั้งงบประมาณให้ทุกศูนย์เครือข่ายประมาณ 2,000 คันๆ ละประมาณ 1 ล้านบาท เพื่อให้แต่ละศูนย์เครือข่ายเลือกซื้อรถยนต์รับส่งนักเรียนและครูเอง แต่ไม่ใช่ประมูลจากส่วนกลาง ทั้งนี้เพื่อเป็นการกระจายอำนาจให้โรงเรียน 3. ให้ สพฐ.จัดหาครูผู้สอนภาษาอังกฤษและภาษาจีน ไปสอนในโรงเรียนศูนย์เครือข่าย 4. ให้ สพฐ.หารือกับคุรุสภาในการแก้ไขเกณฑ์การได้ใบประกอบวิชาชีพครู เพื่อให้ครูฝึกสอนจากมหาวิทยาลัยต่างๆ สามารถเข้าไปฝึกสอนในโรงเรียนขนาดเล็กได้ทุกแห่ง แม้จะยังไม่ผ่านเกณฑ์ประเมินจาก สมศ.ก็ตาม เพราะมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งที่ผลิตครู ต้องรับผิดชอบมาตรฐานของตนเองอยู่แล้ว 5. ให้ ผอ.สพป.มีบทบาทสำคัญที่จะต้องลงไปใส่ใจในนโยบายการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็กครั้งนี้ โดยให้ถือเป็นความรับผิดชอบโดยตรง ที่มา ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี