สวัสดีครับทุกท่าน เว็บไซต์แห่งนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารทางการศึกษา ให้เป็นวิทยาทานสำหรับบุคคลทั่วไป

ข่าวการศึกษา

สนทนา

วันจันทร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2556

เปิดผลวิจัย 'ทุกข์ของครู' ปมสู่ความสิ้นหวัง

ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตครู โดยคณะกรรมการการศึกษาวิจัยและประเมินของศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตครู มี ดร.พลสัณห์ โพธิ์ศรีทอง เป็นประธานคณะกรรมการ ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง "เหตุแห่งทุกข์ที่นำไปสู่ความสิ้นหวังในการปฏิบัติหน้าที่ของครูไทย" โดยมอบหมายให้ ดร.จันทร์แรม เรือนแป้น และคณะจากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เป็น ผู้ดำเนินการวิจัย เนื้อหาสาระเพื่อนำเสนอกระทรวงศึกษาธิการ ในช่วงสัปดาห์แห่งงานวันครู วันที่ 16 มกราคม 2556

การศึกษาวิจัยเรื่องเหตุแห่งทุกข์ที่นำไปสู่ความสิ้นหวังในการปฏิบัติหน้าที่ของครูไทยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจใช้วิธีการเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) สำรวจเหตุแห่งทุกข์ของครูไทยและระดับความรุนแรงของเหตุแห่งทุกข์ที่พบ (2) สำรวจระดับความสิ้นหวังต่อการปฏิบัติงานในหน้าที่ของครูไทย (3) หาความสัมพันธ์ของเหตุแห่งทุกข์แต่ละสาเหตุกับความสิ้นหวังในการปฏิบัติงานในหน้าที่ของครู (4) เปรียบเทียบความแตกต่างของเหตุแห่งทุกข์ของครูไทยเมื่อจำแนกตามลักษณะส่วนบุคคล ลักษณะงาน และปริมาณของการปฏิบัติหน้าที่ (5) เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างระดับความรู้สึกสิ้นหวังในการปฏิบัติงานในหน้าที่ของครูไทยเมื่อจำแนกตามลักษณะส่วนบุคคล ลักษณะงานและบริบทของการปฏิบัติงานและ (6) สังเคราะห์ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อวิธีการขจัดเหตุแห่งทุกข์ที่นำไปสู่ความสิ้นหวังในการปฏิบัติหน้าที่ของครูไทย

ผลการวิจัยครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า สถานการณ์ปัจจุบันในการปฏิบัติหน้าที่ของครูไทยโดยรวมมิได้อยู่ในสภาพที่เลวร้ายเท่าใดนัก ดังจะเห็นได้จากระดับความรุนแรงของเหตุแห่งทุกข์ในภาพรวมที่ปรากฏอยู่ในระดับน้อย และระดับความสิ้นหวังในการปฏิบัติหน้าที่ของครูไทยในภาพรวมที่ปรากฏอยู่ในระดับน้อยเช่นกัน และยังพบว่าเหตุแห่งทุกข์ทั้ง 4 ด้าน คือ (1) ด้านการทำงาน (2) ด้านชีวิตส่วนตัวและครอบครัว (3) ด้านสุขภาพ และ (4) ด้านศาสนา และความเชื่อส่วนบุคคล มีความสัมพันธ์ทางบวกกับความสิ้นหวังในการปฏิบัติหน้าที่ของครูไทยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

ข้อค้นพบที่ได้จากการวิเคราะห์เชิงปริมาณดังกล่าวนี้ สอดคล้องกับข้อมูลเชิงคุณภาพที่ได้จากการสัมภาษณ์เชิงลึกที่พบว่ามีครูจำนวนมากที่ระบุว่าตนเองยังไม่สิ้นหวังกับการปฏิบัติหน้าที่ครู โดยอธิบายความรู้สึกของตนเองอันเป็นผลมาจากสภาพปัญหาที่ต้องเผชิญว่าเป็นความรู้สึก "ท้อแท้" มากกว่า "ความสิ้นหวัง" และยังอยู่ในวิสัยที่ครูจะสามารถคลี่คลายความรู้สึกท้อแท้ที่เกิดขึ้นด้วยตนเอง เช่น การหาทางแก้ไขปัญหาที่นำมาซึ่งความรู้สึกท้อแท้ การระบายความรู้สึกของตนเองกับสมาชิกในครอบครัว การมองโลกในแง่บวก การใช้หลักธรรมทางศาสนาเป็นเครื่อง ยึดเหนี่ยวจิตใจ เป็นต้น

แต่การสัมภาษณ์เชิงลึกยังชี้ให้เห็นอีกด้วยว่า ยังมีครูที่ระบุว่าตนมีความรู้สึกสิ้นหวังกับการปฏิบัติหน้าที่ครูรวมอยู่ด้วย โดยพบว่าปัญหาด้านการงานเกือบทุกปัญหาสามารถทำให้ครูมีความรู้สึกสิ้นหวังในการปฏิบัติหน้าที่ครูได้ทั้งสิ้น

ข้อค้นพบในส่วนนี้ มีความสอดคล้องกับผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ที่พบว่าเหตุแห่งทุกข์ด้านการงานสามารถอธิบายระดับความสิ้นหวังของครูไทยได้มากกว่าด้านอื่น และเมื่อนำค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานระดับความรุนแรงของเหตุแห่งทุกข์ด้านการงานเป็นรายข้อมาพิจารณารวมด้วย จะพบว่าปัญหาด้านการงานนี้มีค่าเฉลี่ยระดับความรุนแรงมากที่สุด 3 ลำดับแรกในกลุ่ม ยังคงเป็น

(1) เรื่องเงินเดือนและค่าตอบแทน (2) เรื่องสวัสดิการ และ (3) เรื่องของงานสนับสนุน ที่ยังไม่เป็นที่น่าพอใจสำหรับครูส่วนใหญ่ ข้อค้นพบนี้ชี้ให้เห็นว่าปัญหาสำคัญของครูที่มีการกล่าวถึงกันมาตลอด โดยเฉพาะปัญหารายได้ที่ไม่เพียงพอกับรายจ่าย ที่ส่งผลโยงใยไปสู่ปัญหาหนี้สินครู ปัญหาคุณภาพชีวิตและขวัญกำลังใจของผู้ที่เป็นครู ปัญหาผลสัมฤทธิ์ในการเรียนการสอนที่ต่ำลง ปัญหาวิกฤตศรัทธาในวิชาชีพครู (พิมพิดา โยธาสมุทร, 2553 ; สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2543) และปัญหาภาระงานที่ครูส่วนใหญ่ต้องใช้เวลาร้อยละ 10-20 ของเวลาสอนตามปกติไปกับงานธุรการ (อมรวิชช์ นาครทรรพ,2553) ยังคงเป็นปัญหาสำหรับครูส่วนใหญ่และยังคงมิได้รับการแก้ไขให้หมดสิ้นไปจากสภาพการปฏิบัติงานของครูในปัจจุบัน

การวิจัยยังพบว่า ความแตกต่างในตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับบริบทของการทำงาน (การปฏิบัติงานของครู) ลักษณะส่วนบุคคลและลักษณะงาน เกือบทุกตัวแปรสามารถส่งผลให้เกิดความแตกต่างในระดับความรุนแรงของเหตุแห่งทุกข์ และระดับความสิ้นหวังในการปฏิบัติงานในหน้าที่ของครูได้ทั้งสิ้น

เช่น (1) เมื่อนำตัวแปรภูมิภาคในการปฏิบัติงานมาพิจารณาร่วมด้วย จะพบว่ากลุ่มครูที่มีระดับความรุนแรงของเหตุแห่งทุกข์มากกว่ากลุ่มอื่นได้แก่ "ครูที่ปฏิบัติงานในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้" เป็นผลมาจากสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ที่ส่งผลถึงขวัญกำลังใจและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของครูอย่างต่อเนื่อง

(2) เมื่อนำตัวแปรอายุมาพิจารณารวมด้วย จะพบว่ากลุ่มที่มีระดับความรุนแรงของเหตุแห่งทุกข์มากกว่ากลุ่มอื่นคือกลุ่มครูที่มีอายุระหว่าง 25-35 ปี เป็นช่วงวัยที่มีภาระทางการเงินสูง เนื่องจากอยู่ระหว่างการสร้างครอบครัว และฐานะทางเศรษฐกิจ ทางสังคม

(3) เมื่อนำตัวแปรประสบการณ์การทำงานมาพิจารณารวมด้วย จะพบว่ากลุ่มที่มีระดับความรุนแรงของเหตุแห่งทุกข์มากกว่ากลุ่มอื่น คือ กลุ่มครูที่มีประสบการณ์การทำงานมาเป็นเวลา 6-10 ปี อันเป็นช่วงเวลาที่มีประสบการณ์ตรงกับการทำงานในหน้าที่ครูมาแล้วในระดับหนึ่ง ในขณะที่ยัง "มีไฟ" หรือความกระตือรือร้นที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง สิ่งที่ไม่ปรารถนาต่างๆ

(4) เมื่อนำตัวแปรระดับตำแหน่งมาพิจารณาร่วมด้วย จะพบว่ากลุ่มครูที่มีความรุนแรงของเหตุแห่งทุกข์มากกว่ากลุ่มอื่น คือ กลุ่มครูที่มีตำแหน่งครูพิเศษ หรือครูอัตราจ้าง เป็นกลุ่มที่มีความมั่นคงในอาชีพน้อย และมักได้รับเงินเดือนค่าตอบแทน รวมทั้งสิทธิประโยชน์อย่างอื่นต่ำกว่าครูในตำแหน่งอื่น

(5) เมื่อนำตัวแปรรายได้ของตนเองต่อเดือนมาพิจารณาร่วมด้วย จะพบว่ากลุ่มที่มีระดับความรุนแรงของเหตุแห่งทุกข์มากกว่ากลุ่มอื่น คือ กลุ่มครูที่มีรายได้น้อยกว่า 10,000 บาท และ 10,001-20,000 บาท อันเป็นอัตราที่ยากต่อการดำรงชีพอย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีในสังคมปัจจุบัน

(6) เมื่อนำตัวแปรจำนวนหนี้สินมาพิจารณาร่วมด้วย จะพบว่ากลุ่มที่มีระดับความรุนแรงของเหตุแห่งทุกข์มากกว่ากลุ่มอื่น คือ กลุ่มครูที่มีหนี้สิน 3,000,001 บาทขึ้นไป อันเป็นผลจากความวิตกกังวลในภาระหนี้สินที่มีเป็นจำนวนมาก เท่ากับมีระดับความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาในการชำระหนี้มากกว่าผู้ที่มีจำนวนหนี้สินต่ำกว่า

(7) เมื่อนำตัวแปรหน่วยงานที่สังกัดมาพิจารณาร่วมด้วย จะพบว่ากลุ่มที่มีระดับความรุนแรงของเหตุแห่งทุกข์มากกว่ากลุ่มอื่น คือ กลุ่มครูที่ปฏิบัติงานในโรงเรียนเอกชน เป็นกลุ่มที่มีความมั่นคงในอาชีพน้อย และมักได้รับเงินเดือนค่าตอบแทน รวมทั้งสิทธิประโยชน์อย่างอื่นต่ำกว่าครูในสังกัดอื่น เป็นต้น

สำหรับสภาพปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหาที่เป็นเหตุแห่งทุกข์ด้านการงาน เป็นด้านที่มีอิทธิพลสูงสุดในการอธิบายระดับความสิ้นหวังในการปฏิบัติหน้าที่ครูตามที่พบในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่

(1) ปัญหาจากภาระงานโดยเฉพาะภาระงานอย่างอื่นนอกเหนือจากการสอนที่มากเกินไปจนทำให้ครูไม่สามารถปฏิบัติงานสอนได้อย่างเต็มที่และมีคุณภาพ โดยแนวทางในการแก้ไขปัญหาจะได้แก่ การลดภาระงานอื่นนอกเหนือจากการสอนให้น้อยลง และการจัดบุคลากรสายสนับสนุนเพื่อรับผิดชอบงานเหล่านี้โดยตรง เพื่อให้ครูสามารถปฏิบัติหน้าที่การจัดการเรียนการสอนและการพัฒนาผู้เรียนได้อย่างเต็มที่

(2) ปัญหาจากตัวผู้เรียนและผู้ปกครอง โดยปัญหาจากตัวผู้เรียนจะมีทั้งปัญหาเชิงปริมาณจากจำนวนนักเรียนในชั้นที่ไม่เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด และปัญหาเชิงคุณภาพที่เป็นผลจากกระบวนการเรียนการสอนที่ไม่เหมาะสม ไม่มีคุณภาพรวมทั้งลักษณะความประพฤติของเด็กแต่ละคน โดยแนวทางแก้ไข ครูต้องพัฒนาพฤติกรรมการสอนของตัวครูเอง และรวมทั้งปรับแก้พฤติกรรมของเด็กเป็นรายบุคคล ก็จะทำความยุ่งยากและต้องใช้เวลากับตัวครูพอสมควร ส่วนปัญหาจากผู้ปกครองจะมีตั้งแต่ความคาดหวังที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนของครู/โรงเรียน ความไม่เข้าใจกันระหว่างครูกับผู้ปกครอง การมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในกิจกรรมของทางโรงเรียนที่ลดน้อยลง จนขาดโอกาสในการสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจระหว่างกัน การแก้ไขต้องสร้างความร่วมมืออย่าง ใกล้ชิดระหว่างครูกับผู้ปกครอง

(3) ปัญหาจากการบริหารสถานศึกษาและความสัมพันธ์กับผู้บังคับบัญชา ส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจและการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ใต้บังคับบัญชา แนวทางแก้ปัญหา อาจได้แก่ การปรับปรุงระบบสรรหาผู้บริหารโดยเน้นในเรื่องคุณธรรม จริยธรรม ภาวะผู้นำ และความสามารถในการบริหารจัดการสถานศึกษายุคใหม่

(4) ปัญหาจากระบบเงินเดือน และค่าตอบแทนอื่นๆ ที่ไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพในสังคมปัจจุบันและความไม่เท่าเทียมกันระหว่างครูแต่ละสังกัด แนวทางแก้ปัญหา ต้องแก้ปัญหาเป็นภาพรวมของประเทศ และหาทางชดเชยโดยวิธีการต่างๆ

(5) ปัญหาจากระบบสวัสดิการที่ยังไม่น่าพอใจและไม่เท่าเทียมกันระหว่างครูแต่ละสังกัด ต้องร่วมกันพิจารณาแก้ปัญหาเป็นภาพรวม

(6) ปัญหาเกี่ยวกับเส้นทางความก้าวหน้าในวิชาชีพครูที่ผูกโยงกับการทำผลงานทางวิชาการเพื่อเลื่อนระดับเงินเดือนหรือระดับวิทยฐานะที่ยังไม่เป็นที่น่าพอใจทั้งในตัวระบบ วิธีการ เกณฑ์ และผลลัพธ์ แนวทางแก้ปัญหา ได้แก่ การปรับปรุงกฎ ระเบียบ และการปรับปรุงวิธีวัด วิธีประเมินผลงานให้เหมาะสมกับครู แต่ละกลุ่ม

(7) ปัญหาเกี่ยวกับความมั่นคงในอาชีพ โดยจะพบปัญหานี้เฉพาะกลุ่มครูที่ปฏิบัติงานในโรงเรียนเอกชน รวมทั้งกลุ่มครูพิเศษ และกลุ่มครูอัตราจ้างในโรงเรียนสังกัดหน่วยงานภาครัฐ แนวทางแก้ปัญหา การเปิดโอกาสให้ครูกลุ่มเหล่านี้ได้รับการบรรจุ หรือมีหลักประกันความมั่นคงในอาชีพมากกว่าที่ เป็นอยู่

--มติชน ฉบับวันที่ 15 ม.ค. 2556

ไม่มีความคิดเห็น: