ภาพถ่ายของฉัน
สวัสดีครับ ทุกท่าน แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารทางการศึกษา ติดต่อผมและผอ.เจน ได้ที่E-Mail : jo_sk4@hotmail.com Tel - 087 4554552 / 089 5133032

ตารางติวเตรียมสอบผู้บริหารสถานศึกษา

ตารางติวสอบผู้บริหารสถานศึกษา

26 - 27 ก.ค.2557 สมาคมผู้บริหารฯ จันทบุรี สนใจติดต่อ ผอ.ดำรงค์ 089 8092554

2-3 ส.ค.2557 ร.ร.ฤทธิยะวรรณาลัย กทม. โดย สมาคมผู้บริหารฯ สพม.2 สนใจติดต่อ ผอ.วิสิทธิ์ 083 9065111

สมาคมฯจังหวัดใดมีโครงการ กรุณาติดต่อจองล่วงหน้านะครับ ขอบคุณ


ท่านใดสั่งหนังสือ โอนเงินแล้ว ยังไม่ได้รับหนังสือ กรุณาแจ้งด้วยครับ
ท่านใดได้รับหนังสือแล้ว ยังไม่ได้รับเฉลยข้อสอบ กรุณาแจ้งด้วยครับ
ขอบคุณครับ

ข่าวการศึกษา

วันพฤหัสบดีที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ดีเอสไอพบหลักฐานมัด พิรุธสอบครู ส่งข้อสอบล่วงหน้า 2 วัน

 "พงศ์เทพ" แย้มยกเลิกสอบครูผู้ช่วยเฉพาะพื้นที่มีปัญหา "บิ๊ก ศธ." แฉเหตุสมัครสอบซ้ำ
          ความคืบหน้ากรณีนายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิชรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)เข้าพบนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อขอให้ขยายผลการสอบสวนการทุจริตสอบคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการครูในตำแหน่งครูผู้ช่วยครั้งที่ผ่านมา หลังตรวจพบมีพนักงานราชการในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) 2 รายมีชื่อแต่ละรายเข้าสอบที่สนามสอบ 2 เขตพื้นที่การศึกษาในวันและเวลาเดียวกัน และทั้ง 2 รายมีชื่อเข้าสอบที่ สพป.ขอนแก่น เขต 3 เหมือนกันด้วย โดยรายแรกคือ นายภานุวัฒน์ ไชยวงศ์พนักงานราชการสังกัด สพป.ใน จ.ชัยภูมิ สอบติดลำดับที่ 1 กลุ่มวิชาเอกภาษาไทย ที่สพป.ศรีสะเกษ เขต 3 และปฏิเสธไม่ได้ไปสอบที่สพป.ขอนแก่น เขต 3 ทั้งที่มีชื่อสอบผ่านลำดับที่15 กลุ่มวิชาเอกทั่วไป ส่วนรายล่าสุดสอบติดลำดับที่ 1 กลุ่มวิชาเอกประถมศึกษา ที่สพป.นครปฐม เขต 1 ซึ่งเจ้าตัวยอมให้ข้อมูลกับกรรมการสืบสวนของ ศธ.เกี่ยวกับกระบวนการทุจริตครั้งนี้ โดยอ้างว่ามีข้าราชการระดับสูงในศธ.ร่วมขบวนการด้วย จึงถูกกันไว้เป็นพยานและมีแนวโน้มว่า ศธ.จะสั่งยกเลิกการสอบบรรจุครูผู้ช่วยครั้งนี้กว่า 2 พันอัตรานั้น
          เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการ ศธ. เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ตรวจสอบว่า ผู้มีรายชื่อขึ้นบัญชีซ้ำกันที่ สพป.ขอนแก่น เขต3 และ สพป.นครปฐม เขต 1 ดังกล่าว ได้รับการบรรจุไปหรือยัง ซึ่งปรากฏว่าได้รับการบรรจุที่สพป.นครปฐม เขต 1 ไปแล้ว จึงต้องหาวิธีแก้ปัญหาต่อไป ทั้งนี้ ในกรณีที่คนหนึ่งคนไปสอบ 2 ที่หากดูตามหลักฐานเบื้องต้นต้องคิดว่า เจ้าตัวส่อว่ามีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องกับการทุจริตด้วย เพราะคนหนึ่งคนจะไปสอบ 2 ที่พร้อมกันไม่ได้แน่นอน ซึ่งได้มอบหมายให้นายเสริมศักดิ์ไปตรวจสอบว่ามีกระบวนการที่ไม่ชอบมาพากลหรือไม่
          นายพงศ์เทพกล่าวต่อว่า ถ้าดีเอสไอชี้มูลว่ากระบวนการจัดสอบมีการทุจริตจริง จะต้องยกเลิกการสอบทั้งหมดหรือไม่นั้น ตนเห็นว่าเรื่องนี้ต้องดูกระบวนการทั้งหมดก่อนว่าอะไรที่ไม่ถูกต้อง เช่น มีคนเอาข้อสอบออกไปเผยแพร่ก่อนสอบ ก็ต้องตรวจสอบว่าเป็นพื้นที่ใด หากเป็นจริงก็หมายความว่า พื้นนั้นๆ มีปัญหา ต้องแก้ไขเป็นจุดๆ เพราะพื้นที่ใดจัดสอบแบบตรงไปตรงมาก็ไม่ควรได้รับผลกระทบ ซึ่งต้องรอข้อมูลการสอบสวนจากดีเอสไอก่อน ทั้งนี้ ถ้ามีเหตุผลก็ยกเลิกได้ แต่ถ้าไม่มีเหตุผลและไปยกเลิกทั้งหมดคนที่สอบตามกระบวนการอย่างถูกต้องจะต้องโต้แย้งผ่านศาลปกครองแน่นอน
          ผู้สื่อข่าวถามว่า มีกระแสข่าวว่าขบวนการทุจริตนำเอาข้อสอบออกไปจัดติวก่อนสอบมีผู้บริหารระดับสูงใน ศธ.เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยนายพงศ์เทพกล่าวว่า ต้องรอข้อมูลจากดีเอสไอก่อน อย่างไรก็ตาม ตนจะรายงานเรื่องที่เกิดขึ้นต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้ทราบด้วย
          นางรัตนา ศรีเหรัญ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) กล่าวว่า กำลังรอหารือนายพงศ์เทพในการนัดประชุมคณะกรรมการ ก.ค.ศ.วาระพิเศษในเร็วๆ นี้ เพื่อหารือเกี่ยวกับปัญหาการสอบบรรจุครูผู้ช่วยครั้งนี้ หลังพบว่ามีพนักงานราชการรายที่ 2 ล่าสุดมีชื่อโผล่เข้าสอบที่สพป.ขอนแก่น เขต 3 และ สพป.นครปฐมเขต 1 รวมทั้งจะนำข้อมูลจากการลงพื้นที่ของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีนายภานุวัฒน์มาพิจารณาด้วย ส่วนกรณีที่นายเสริมศักดิ์ระบุว่า หากดีเอสไอสรุปว่าการสอบบรรจุครูผู้ช่วยครั้งนี้มีการทุจริตจริง จะยกเลิกการสอบบรรจุครูผู้ช่วยครั้งนี้ทั้งหมดนั้น การยกเลิกในภาพรวมถือเป็นอำนาจของที่ประชุมก.ค.ศ.ดำเนินการได้ แต่ต้องพิจารณาข้อมูลหลักฐานต่างๆ อย่างรอบคอบ
          แหล่งข่าวระดับสูงใน ศธ.คนหนึ่งกล่าวว่าขณะนี้คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงชุดใหญ่ของศธ.ได้ส่งรายงานผลการตรวจสอบเบื้องต้นให้นายเสริมศักดิ์แล้ว ซึ่งมีข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับขบวนการทุจริต โดยในรายงานระบุถึงสาเหตุที่พนักงานราชการทั้ง 2 ราย ดังกล่าวสมัครสอบไว้2 เขตพื้นที่ฯแต่เข้าสอบได้เขตพื้นที่ฯเดียว ส่วนอีกเขตพื้นที่ฯจะมีตัวแทนเข้าสอบแทน คือที่สพป.ขอนแก่น เขต 3 นั้น จากการนำผังห้องสอบมาตรวจดูพบว่า จุดประสงค์ของการเข้าสอบแทนก็เพื่อบอกข้อสอบแก่ผู้ที่เข้าสอบที่สพป.ขอนแก่น เขต 3 อีก 2 ราย ซึ่งอยู่ในขบวนการติวข้อสอบ เพราะเมื่อตรวจสอบผลการสอบคัดเลือกแล้วพบว่า ผู้เข้าสอบที่นั่งอยู่ด้านหน้าคนที่เข้าสอบแทน สอบได้ในลำดับที่ 1 และผู้ที่นั่งด้านหลังคนที่เข้าสอบแทน สอบได้ในลำดับที่ 2
          ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ นายธาริตกล่าวว่าภายหลังดีเอสไอได้รับคำร้องให้ตรวจสอบกรณีดังกล่าว ในวันเดียวกันนี้ได้ออกหนังสือประสานไปยังสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เพื่อขอรายละเอียดจากคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงชุดที่ทาง สพฐ.ตั้งขึ้น ขณะเดียวกันตนได้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ โดยมีนายธานินทร์ เปรมปรีดิ์ รอง ผบ.สำนักคดีอาญาพิเศษ 2 เป็นหัวหน้าชุดสืบสวน ทั้งนี้ สำหรับประเด็นที่ต้องตรวจสอบมี 3 ประเด็น คือ 1.มีการนำกระดาษคำตอบไปเปิดเผยก่อนสอบหรือไม่ 2.มีการสอบแทนกันหรือไม่ และ 3.มีการใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ทุจริตสอบหรือไม่ คาดว่าจะใช้เวลา 15 วัน น่าจะมีความชัดเจน จากนั้นดีเอสไอจะส่งผลสอบให้ ศธ.พิจารณาว่าจะยกเลิกการสอบครั้งนี้หรือไม่
          นายธานินทร์กล่าวว่า ข้อมูลที่ดีเอสไอต้องการคือ พื้นที่ที่พบว่ามีการทุจริต เพราะดีเอสไอคงไม่สามารถไปตรวจสอบได้ทั่วประเทศและต้องนำข้อมูลที่คณะกรรมการตรวจสอบฯของ สพฐ.ไปตรวจสอบมาแล้ว มาตรวจสอบต่อในเชิงลึก เพื่อระบุให้ชัดเจนว่ามีการทุจริตในรูปแบบใด และเกี่ยวข้องกับบุคคลใดบ้าง ซึ่งขณะนี้ได้รับการประสานจากคณะกรรมการตรวจสอบฯของ สพฐ.แล้ว เบื้องต้นพบข้อมูลความผิดปกติหลายประเด็น เช่น การส่งข้อสอบทางไปรษณีย์ก่อนสอบ 2 วัน จากนั้นส่งกระดาษคำตอบกลับมายัง สพฐ.ทางไปรษณีย์ เช่นเดียวกับผลการสอบก็ส่งทางไปรษณีย์ไปให้เขตพื้นที่การศึกษาต่างๆ ประกาศ
          ด้านนายสมพงษ์ โรจน์ภัทรพงศ์ ผู้อำนวยการ (ผอ.) สพป.ขอนแก่น เขต 3 กล่าวว่า ได้รับแจ้งจากทาง สพฐ.ว่า มีกรณีพนักงานราชการอีกรายหนึ่งที่มีชื่อเข้าสอบคัดเลือกครูผู้ช่วยใน 2 เขตพื้นที่ฯคือที่ สพป.ขอนแก่น เขต 3 และสพป.นครปฐม เขต 1 จึงตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนแล้ว และจะเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในวันที่ 1 มีนาคมนี้ด้วย
          แหล่งข่าวใน สพป.นครปฐม เขต 1 กล่าวว่า สพป.นครปฐม เขต 1 มีหน้าที่รับสมัครและจัดสนามสอบตามคำสั่งของส่วนกลาง เมื่อจัดสอบเสร็จต้องส่งข้อสอบและกระดาษคำตอบทั้งหมดให้ส่วนกลางดำเนินการตรวจ และประกาศผลสอบเอง ทาง สพป.นครปฐม เขต 1 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และไม่ทราบด้วยว่าผู้สมัครสอบรายใดได้คะแนนเท่าไหร่ และในกรณีที่มีชื่อบุคคลเดียวกันเข้าสอบ 2 สนามสอบในวันและเวลาเดียวกันนั้น ทาง สพป.นครปฐม เขต 1 ก็ไม่สามารถรู้ได้ โดยมีการตรวจสอบผู้สมัครเข้าสอบตามขั้นตอน และไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ
          สำหรับความคืบหน้าทางคดีกรณีมีบุคคลแอบอ้างเข้าสอบแทนนายภานุวัฒน์ที่สพป.ขอนแก่น เขต 3 ซึ่งเจ้าตัวยอมรับว่าไปสมัครสอบจริง แต่ไม่ได้ไปสอบ และยืนยันว่าไม่รู้เรื่องการเข้าสอบแทน ตนเองไปสอบเฉพาะที่ สพป.ศรีสะเกษ เขต 3 และสอบติดในลำดับที่1 ในกลุ่มวิชาเอกภาษาไทยนั้น พ.ต.อ.ออมสินตรารุ่งเรือง ผกก.สภ.พล จ.ขอนแก่น เปิดเผยว่าหลังจากรับแจ้งความจากทาง สพป.ขอนแก่นเขต 3 ให้ดำเนินคดีเอาผิดกับผู้แอบอ้างเข้าสอบแทนนายภานุวัฒน์ ขณะนี้คดีมีความคืบหน้าไปส่วนหนึ่งแล้ว ทางตำรวจไม่ได้นิ่งนอนใจพยายามติดตามตัวบุคคลดังกล่าวอยู่ คาดว่าไม่นานคงได้ตัว ทั้งนี้ ได้ขอกำลังไปยังตำรวจฝ่ายสืบสวนสอบสวนภาค 4 เข้ามาช่วยติดตามอีกทางด้วย
          ทางด้านนายอดิศร เนาวนนท์ อาจารย์คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.)สพป.นครราชสีมา เขต 7 เปิดเผยว่า เมื่อช่วงปลายปี 2554 สพป.นครราชสีมา เขต 7 ได้จัดสอบบรรจุตำแหน่งพนักงานธุรการปฏิบัติงานพบขบวนการทุจริต โดยผู้สมัครสอบ 8 คน ได้เปลี่ยนชื่อตัวเองให้มีพยัญชนะนำหน้าชื่อขึ้นต้นด้วย "ปรา" เพื่อให้นั่งสอบใกล้กับชื่อผู้เข้าสอบที่ทำหน้าที่เป็นมือปืนรับจ้างบอกคำตอบให้ในลักษณะใช้ท่าทาง โดยพบข้อสอบ 100 ข้อของทั้ง 8 คน เลือกข้อถูกผิดเหมือนกัน ที่สำคัญเป็นผู้ที่สอบได้ในลำดับที่ 1-8 ด้วย ทาง อ.ก.ค.ศ.จึงมีมติให้ทั้ง 8 คนสอบตก พร้อมกับแจ้งความเอาผิดกับขบวนการดังกล่าว ซึ่งมีที่มาเป็นกลุ่มติวเตอร์หน้ามหาวิทยาลัยรามคำแหง หัวหมากเพียงแต่ไม่มีพยานหลักฐาน
          นายอดิศรกล่าวต่อว่า สำหรับกรณีการสอบบรรจุครูผู้ช่วยครั้งนี้ ถ้าตรวจพบทุจริตในเขตพื้นที่การศึกษาใด ให้ลงโทษทางวินัยและอาญากับผู้เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง และน่าเชื่อว่าขบวนการทุจริตไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะที่ สพป.ขอนแก่นเขต 3 สพป.ศรีสะเกษ เขต 3 และสพป.นครปฐม เขต 1 เท่านั้น เพราะช่วงก่อนการสอบที่ สพป.นครราชสีมา เขต 7 ได้ทราบเบาะแสมีการเรียกเก็บเงินจากผู้สมัครรายละ 4-7 แสนบาท จึงเป็นไปได้ที่จะมีการเผยแพร่คำตอบจากขบวนการทุจริตโดยออนไลน์ไปยังผู้เข้าสอบรายอื่นๆ ในสนามสอบเขตพื้นที่การศึกษาอื่นๆ ทั่วประเทศด้วย จึงขอเรียกร้องให้สพฐ.และเจ้าหน้าที่ตำรวจจัดการอย่างจริงจังเพื่อกำจัดขบวนการเหล่านี้ให้สิ้นซาก และหากพบมีการกระจายคำตอบข้อสอบจริง ต้องประกาศยกเลิกผลการสอบทั้งหมดด้วย นอกจากนี้ ขอให้ สพฐ.คืนอำนาจการจัดสอบให้กับอ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา เพราะใน พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 มาตรา 47 บัญญัติไว้ชัดว่า "ให้อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯเป็นผู้ดำเนินการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา"
--มติชน ฉบับวันที่ 2 มี.ค. 2556

วันพฤหัสบดีที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ผลประชุมกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ ๒/๒๕๕๖

ศึกษาธิการ - นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ ๒/๒๕๕๖ เมื่อวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ ณ ห้องประชุมราชวัลลภ โดยมีนายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยผู้บริหารฝ่ายการเมือง คือนายสุวัฒน์ ตันติพัฒน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. ภาวิช ทองโรจน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ประแสง มงคลศิริ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และ ดร.วรกร คำสิงห์นอก ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วมประชุมกับผู้บริหารองค์กรหลักและหน่วยงานในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีสาระสำคัญสรุปดัง

l ความก้าวหน้าการปฏิรูปหลักสูตรการเรียนการสอน
ที่ประชุมรับทราบรายงานความก้าวหน้าการดำเนินงานและเตรียมการในการปฏิรูปหลักสูตรการเรียนการสอนของหน่วยงานต่างๆ ดังนี้
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ดำเนินงานวางแผนเป็น ๒ ระยะ คือ - ระยะเร่งด่วน จะดำเนินการให้ทันเปิดภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๕๖ โดยจัดทำคู่มือแนวทางการจัดการเรียนรู้บูรณาการแบบครบวงจร จัดทำแนวทางการรายงานผลการประเมินที่เอื้อต่อการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ จัดการประชุมชี้แจงเขตพื้นที่การศึกษา เพื่อนำแนวทางการจัดการเรียนรู้บูรณาการลงสู่การปฏิบัติ - ระยะยาว จะดำเนินทบทวนหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.๒๕๕๑ จัดทำคู่มือการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ระดับชั้นเรียน และพัฒนาหนังสือเรียน ฉบับกระทรวงศึกษาธิการ ที่จะปรับปรุงให้มีความทันสมัย เป็นชุดการเรียนการสอนที่เน้นทักษะกระบวนการ เช่น รูปแบบ Interactive Textbooks กิจกรรมกระตุ้นการเรียนรู้ การคิดวิเคราะห์ เชื่อมโยงกับแหล่งความรู้ต่างๆ ได้ ฯลฯ 

สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้กำหนดกรอบมาตรฐานคุณวุฒิอาชีวศึกษาแห่งชาติ เพื่อเปิดโอกาสให้สถาบันอาชีวศึกษาแต่ละแห่งสามารถพัฒนาหลักสูตรได้เอง โดยยึดกรอบคุณวุฒิการศึกษาวิชาชีพ ตามสาขาวิชาในการพัฒนาหลักสูตรอาชีวศึกษา ในรูปแบบอาศัยแรงขับจากผู้ใช้ ซึ่งหลักสูตรที่พัฒนาจะต้องเป็นหลักสูตรแบบฐานสมรรถนะ (Competency Based Curriculum) ซึ่งนำสมรรถนะของผู้ประกอบอาชีพที่ปฏิบัติงานอาชีพ มาตรฐานอาชีพ หรือมาตรฐานสมรรถนะมาเป็นปัจจัยในการพัฒนาหลักสูตรอาชีวศึกษา เพื่อทำให้ผู้สำเร็จการศึกษามีสมรรถนะวิชาชีพที่ตรงกับสมรรถนะอาชีพ สามารถประกอบอาชีพได้ทันที โดยมีแนวคิดในด้านคุณภาพการอาชีวศึกษา ที่พัฒนาผู้เรียนให้ผู้สำเร็จการศึกษาเป็นไปตามกรอบคุณวุฒิวิชาชีพของแต่ละสาขาใน ๓ ด้าน คือ คุณลักษณะที่พึงประสงค์ สมรรถนะหลักและสมรรถนะทั่วไป และสมรรถนะวิชาชีพ ซึ่งจะมีการกำหนดระบบการประกันคุณภาพหลักสูตรใน ๔ ประเด็นคือ คุณภาพของผู้สำเร็จการศึกษา การบริหารหลักสูตร ทรัพยากรการจัดการอาชีวศึกษา และความต้องการกำลังคนของตลาดแรงงาน

สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ได้ดำเนินการ ๓ ด้าน คือ ๑) จัดทำกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ (Thai Qualifications Framework for Higher Education) โดยแบ่งระดับคุณวุฒิออกเป็น ๖ ระดับ คือ อนุปริญญา ปริญญาตรี ประกาศนียบัตรบัณฑิต ปริญญาโท ประกาศนียบัตรบัณฑิตชั้นสูง และปริญญาเอก ซึ่งกำหนดผลการเรียนรู้ที่คาดหวังให้บัณฑิตมี ๕ ด้าน คือ คุณธรรมจริยธรรม ความรู้ ทักษะทางปัญญา ทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ ทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ๒) การจัดการศึกษาเชิงบูรณาการกับการทำงาน (Work-integrated Learning) ซึ่งจะช่วยให้นักศึกษามีโอกาสในการประยุกต์ความรู้ ทักษะการทำงาน และทักษะเฉพาะที่สัมพันธ์กับวิชาชีพ ได้รู้จักชีวิตที่แท้จริงของการทำงานก่อนสำเร็จการศึกษา ๓) การประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษาระดับอุดมศึกษา (Internal Quality Assurance) ที่จะต้องมีการติดตามตรวจสอบคุณภาพการศึกษาอย่างน้อยหนึ่งครั้งในทุก ๓ ปี ตามตัวบ่งชี้ที่จะบ่งบอกถึงคุณลักษณะที่พึงประสงค์ตามมาตรฐานการอุดมศึกษา คือ ปรัชญา/ปณิธาน/วัตถุประสงค์/แผนดำเนินการ การผลิตบัณฑิต กิจกรรมการพัฒนานักศึกษา การวิจัย การบริการทางวิชาการแก่สังคม การทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม การบริหาร/จัดการ การเงิน/งบประมาณ และระบบ/กลไกการประกันคุณภาพ โดยปัจจุบันสถาบันอุดมศึกษาทุกแห่งต้องเสนอข้อมูลการประกันคุณภาพภายในผ่านระบบ CHE QA Online


2 แนวทางการยกระดับคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็ก
ที่ประชุมรับทราบแนวทางการยกระดับคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็กของ สพฐ. ซึ่งปัจจุบันมีโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนต่ำกว่า ๑๒๐ คน จำนวน ๑๔,๘๑๖ แห่ง ซึ่ง สพฐ.มีข้อเสนอให้ ศธ.ประกาศนโยบายการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กในระดับชาติ และต้องเป็นนโยบายที่ชัดเจนต่อเนื่อง สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้ทุกระดับ นอกจากนี้ควรให้สำนักงาน ก.ค.ศ.ปรับแก้กฎระเบียบหรือข้อบังคับต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงานตามนโยบาย โดยเฉพาะระเบียบบริหารงานบุคคล การไม่แต่งตั้งผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนที่มีนักเรียนต่ำกว่า ๖๐ คน ซึ่งการพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็กควรมีหลากหลายรูปแบบในการพัฒนา เพราะในแต่ละพื้นที่มีบริบทแตกต่างกัน

นอกจากนี้ สพฐ.ได้รายงานสรุปผลโครงการที่มีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็ก คือ โครงการโรงเรียนดี ศรีตำบล ซึ่งกระจายอยู่ทุกตำบลๆ ละ ๑ โรงเรียน รวมทั้งสิ้น ๖,๕๔๕ โรง โดยมีบันไดความสำเร็จตามลำดับ คือ ๑) กำหนดนโยบาย ๗-๗-๗-๗ ที่เน้นปัจจัย ๗ ประการ กระบวนการ ๗ ประการ กระบวนการฝึกนิสัย ๗ ประการ และผลลัพธ์ ๗ ประการ ๒) การสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กผ่านกระบวนการฝึกนิสัย ๓) การสร้างเครือข่าย "บวร" คือบ้าน วัด โรงเรียน หรือ "บรม" คือ บ้าน โรงเรียน มัสยิด โดยโครงการเน้นสร้างการบริหารจัดการโรงเรียนทั้งระบบ (Whole School Approach) การสร้างผู้บริหารและครูต้นแบบศีลธรรม การสร้างขวัญกำลังใจและแรงจูงใจ การนิเทศโรงเรียน การประเมินผลงาน การประเมินโรงเรียนที่มุ่งเน้นให้นักเรียนมีคุณธรรมนำวิชาการ เป็นเด็กดี เป็นศักดิ์ศรีของตำบล รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก และมีภูมิคุ้มกันตนเองเพื่อรองรับการเปิดประตูสู่อาเซียน ส่วนผู้บริหารและครูเป็นตัวอย่างคนดี มีศีล ๕ มีธรรมข้อวัตรปฏิบัติทั้งกาย วาจา ใจ เชื่อมโยงการมีส่วนร่วมเครือข่าย บวร หรือ บรม ซึ่งโรงเรียนใดที่ผ่านการประเมินตามเกณฑ์ที่กำหนดจะได้รับป้ายรับรองต้นแบบโรงเรียนดี ศรีตำบล ติดหน้าโรงเรียนและโล่เชิดชูเกียรติ ซึ่งสามารถขยายผลไปยังโรงเรียนต่างๆ ได้ (รายละเอียดโรงเรียนดี ศรีตำบล : ติดต่อ ดร.อรทัย มูลคำ ผู้อำนวยการโครงการ)

3 การเตรียมความพร้อมในการจัดการเรียนการสอนระดับปริญญาตรีของสถาบันการอาชีวศึกษา
สอศ.ได้รายงานให้ที่ประชุมรับทราบการเตรียมความพร้อมด้านหลักสูตร ด้านการส่งเสริมความพร้อมในการจัดการเรียนการสอนระดับปริญญาตรี ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานทั่วไป วิชาการ ทรัพยากร ความร่วมมือกับสถานประกอบการ จุดเด่นของสาขาวิชาที่เปิดสอน และจุดที่ต้องพัฒนาของสาขาวิชาที่เปิดสอน และการเตรียมการการได้มาของสภาสถาบันการอาชีวศึกษา ที่จะต้องเตรียมการสรรหากรรมการสภา จัดทำโครงสร้างอัตราตำแหน่ง หลักเกณฑ์การเข้าสู่ตำแหน่งและการกลับเข้าสู่ตำแหน่ง ร่างประกาศ ข้อบังคับต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการแต่งตั้งคณะกรรมการวิชาการในการเสนอขออนุมัติหลักสูตร

4 การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศ (Country Strategy)
จากการที่นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้หน่วยงานต่างๆ หารือกันในเรื่องการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศ (Country Strategy) นั้น ในส่วนของ ศธ. ได้เป็นเจ้าภาพในการปฏิรูปการศึกษาให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากลและสอดคล้องกับความต้องการของประเทศ ซึ่ง สป.ศธ.ได้ประชุมร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้ข้อสรุปถึงแนวทางการพัฒนา ๖ ประเด็น คือ ๑) พัฒนาคุณภาพการศึกษา ๒) สร้างโอกาสทางการศึกษา ๓) ปฏิรูปครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา ๔) พัฒนาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา ๕) ผลิตและพัฒนาคุณภาพกำลังคนรองรับการพัฒนาเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของประเทศ ๖) พัฒนาการศึกษารองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ซึ่ง รมว.ศธ.ได้เห็นชอบแล้วเมื่อวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖

5 (ร่าง) ยุทธศาสตร์การศึกษา พ.ศ.๒๕๕๖-๒๕๕๘
ที่ประชุมรับทราบรายงานความก้าวหน้าของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ในการดำเนินการจัดทำ (ร่าง) ยุทธศาสตร์การศึกษา พ.ศ.๒๕๕๖-๒๕๕๘ ที่ได้กำหนดวิสัยทัศน์ว่า "คนไทยได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ อย่างทั่วถึง เป็นธรรม และมีประสิทธิภาพ นำไปสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ พึ่งพาตนเองได้ และสามารถอยู่ร่วมกันในสังคมไทยและสังคมโลกอย่างสันติสุข" ซึ่งได้กำหนด ๗ ยุทธศาสตร์ ๖๓ มาตรการ ในการดำเนินการ คือ ๑) ยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพการศึกษาทุกระดับทุกประเภท ๒) ยุทธศาสตร์การสร้างโอกาสทางการศึกษาแก่ประชากรทุกกลุ่มอย่างเสมอภาคและเป็นธรรม ๓) ยุทธศาสตร์การปฏิรูปครู เพื่อยกฐานะวิชาชีพครูให้เป็นวิชาชีพชั้นสูง ๔) ยุทธศาสตร์การจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา อาชีวศึกษา และการฝึกอาชีพ ให้สอดคล้องกับตลาดแรงงาน ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ ๕) ยุทธศาสตร์การพัฒนาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาให้ทัดเทียมกับนานาชาติ ๖) ยุทธศาสตร์การสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างทุนปัญญาของชาติ ๗) ยุทธศาสตร์การเพิ่มขีดความสามารถของทรัพยากรมนุษย์เพื่อรองรับการเปิดเสรีประชาคมอาเซียน

6 แนวทางช่วยเหลือ รร.เอกชนจากนโยบายปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการวุฒิปริญญาตรี ๑๕,๐๐๐ บาท
ที่ประชุมได้รับทราบกรณีที่คณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร ได้มีมติเมื่อวันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๕๖ เห็นชอบแนวทางการช่วยเหลือโรงเรียนที่เงินอุดหนุนไม่พอจ่ายเงินเดือนครูในอัตรา ๑๑,๖๘๐ บาท (ค่าครองชีพ ๓,๓๒๐ บาท) ในระยะเร่งด่วน ด้วยวิธีอุดหนุนเพื่อจ่ายเงินเดือนครูส่วนที่ขาดโดยตรง (Fast Track) พร้อมทั้งมอบสมาคมทางการศึกษาเอกชน สำนักงบประมาณ และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ศึกษาหลักเกณฑ์การช่วยเหลือที่มีความเหมาะสมกับโรงเรียนแต่ละประเภทแต่ละขนาด งบประมาณที่ต้องใช้ รวมทั้งแนวทางการอุดหนุนค่าใช้จ่ายระยะยาว เสนอคณะกรรมาธิการ เพื่อให้ ศธ.ช่วยเหลือต่อไป ซึ่งขณะนี้ได้แก้ไขแล้วโดยให้ปรับอัตราเงินอุดหนุนรายบุคคลในส่วนของเงินสมทบ เป็นเงินเดือนครูในอัตราเดียวกันทุกครั้งที่มีการปรับเพิ่มเงินเดือนข้าราชการ
- ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๖ ปรับเงินเดือนครูจาก ๑๑,๖๘๐ บาท เป็น ๑๓,๓๐๐ บาท เพิ่มเงินอุดหนุนอีก ๗๗๗.๕๐ บาท / ๙๗๒.๐๐ บาทต่อคนต่อปี ใช้งบประมาณปี ๒๕๕๖ เพิ่มขึ้น ๑,๙๒๑.๘๔ ล้านบาท
- ตั้งแต่ ๑ มกราคม ๒๕๕๗ ปรับเงินเดือนครูจาก ๑๓,๓๐๐ บาท เป็น ๑๕,๐๐๐ บาท เพิ่มเงินอุดหนุนอีก ๘๑๖.๐๐ บาท / ๑,๐๒๐.๐๐ บาทต่อคนต่อปี ใช้งบประมาณปี ๒๕๕๗ เพิ่มขึ้นจากปี ๒๕๕๖ จำนวน ๓,๙๒๑.๑ ล้านบาท

7 โครงการผู้นำเพื่อการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษา
สป.และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้ร่วมจัดโครงการผู้นำเพื่อการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษา (Leadership for Education Change : LEC) โดยให้สถาบันพัฒนาครู คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา รับผิดชอบดำเนินการระหว่างปี ๒๕๕๖-๒๕๕๙ จำนวน ๒ รุ่นๆ ละ ๓๐ คน โดยเน้นให้ข้าราชการ ศธ.ระดับชำนาญการพิเศษ หรือเชี่ยวชาญ ที่มีอายุไม่เกิน ๔๕ ปี (ยกเว้นกรณีที่คณะกรรมการอำนวยการพิจารณาเห็นว่าเป็นผู้ที่มีความเหมาะสม) มีจิตอาสา ความเป็นผู้นำ มีความเสียสละ และความทุ่มเทในการปฏิบัติงานเพื่อส่วนรวมเข้าร่วมโครงการได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๘๐ ของระยะเวลาดำเนินงานโครงการ ซึ่งคาดว่าโครงการความร่วมมือดังกล่าวจะมีส่วนสำคัญต่อการเสริมสร้างให้ผู้นำมีกระบวนทัศน์ ทักษะ ภาวะผู้นำใหม่ ที่มีคุณสมบัติเอื้อต่อการพัฒนาการศึกษา และการพัฒนาสุขภาวะเด็กและเยาวชน
     นอกจากนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาประเด็นการปรับเวลาเปิดปิดภาคเรียนของสถาบันอุดมศึกษาให้ตรงกับอาเซียน ซึ่งที่ประชุมขอให้หน่วยงานที่มีสถานศึกษาทุกระดับไปหารือร่วมกับ ทปอ. และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งประเด็นการปฏิบัติตามนโยบายรัฐบาลด้านพลังงาน ซึ่งรัฐบาลได้ขอความร่วมมือประชาชนและทุกภาคส่วนช่วยกันประหยัดการใช้พลังงานและไฟฟ้า โดยได้ตั้งเป้าหมายให้หน่วยงานต่างๆ ลดการใช้พลังงานร้อยละ ๑๐ หากหน่วยงานใดมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นร้อยละ ๑๕ ให้สำนักงบประมาณดำเนินการปรับลดงบประมาณในปีต่อไป ซึ่งหน่วยงานต่างๆ ของ ศธ.จะมีมาตรการในการประหยัดพลังงาน (น้ำมัน) และไฟฟ้าต่อไป

สำนักงานรัฐมนตรี

วันพุธที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

เปิดช่อง 3 จ.ใต้จัดสอบผอ.ร.ร. 'รัตนา'ชี้คืนอำนาจอ.ก.ค.ศ.เขตกรณีพิเศษ


ตามที่กลุ่มครูในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ร้องขอให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) แก้ไขปัญหาเรื่องการขาดแคลนบุคลากรทางการศึกษา ในตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา และรองผู้อำนวยการสถานศึกษา เนื่องจากในพื้นที่มีการขาดแคลนบุคลากรตำแหน่งดังกล่าวอยู่จำนวนมาก จึงอยากขอให้มีการอนุมัติให้เขตพื้นที่ สามารถดำเนินการสรรหาตำแหน่งดังกล่าวเอง เพราะเคยมีการปฏิบัติมาก่อน แต่ปัจจุบันการจัดสอบถูกดึงมาให้ส่วนกลางเป็นผู้พิจารณาเองสมัยที่นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช เป็น รมว.ศึกษาธิการ เพื่อให้การสอบเป็นธรรมมากขึ้นนั้น
          ล่าสุดเมื่อวันที่ 19 ก.พ.56 นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่าต้องมีการหารือกับสำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ก่อน เพราะไม่แน่ใจว่ามีกฎระเบียบข้อใดที่ติดขัดอยู่บ้าง แต่โดยหลักเหตุผลนั้นพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่หาผู้บริหารโรงเรียนค่อนข้างยากอยู่แล้วซึ่งเรื่องใดที่สามารถกระจายอำนาจให้เขตพื้นที่ดำเนินการเองได้ และเกิดผลดีโดยมีการสรรหาที่มีความถูกต้องโปร่งใสยุติธรรมก็เห็นว่าเป็นเรื่องดี
          "ที่ผ่านมาการดำเนินการจัดสอบผู้อำนวยการสถานศึกษา และรองผู้อำนวยการสถานศึกษาส่วนกลางจะเป็นผู้ดำเนินการเอง ดังนั้นต้องขอเช็กรายละเอียดต่างๆ ก่อนหากไม่มีอุปสรรคอะไรก็สามารถดำเนินการได้ แต่คงให้เป็นข้อยกเว้นเฉพาะเขตพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เพียงพื้นที่เดียวเท่านั้น ส่วนพื้นที่อื่นก็คงต้องปฏิบัติตามเดิมไปก่อน"นายชินภัทร กล่าว
          ด้านนางรัตนา ศรีเหรัญ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) กล่าวว่า หากจะให้ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ จัดสอบแทน สพฐ.คงต้องมีการแก้ไขหลักเกณฑ์ปัจจุบันที่ให้อำนาจส่วนกลางหรือ สพฐ.เป็นผู้ดำเนินการจัดสอบ ซึ่งเรื่องนี้คงต้องรอให้ สพฐ. เสนอเหตุผลในการขอแก้ไขหลักเกณฑ์ดังกล่าวมายังสำนักงานก.ค.ศ.ก่อนเพื่อนำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการก.ค.ศ.ที่มี รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธานพิจารณาต่อไป
          
ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามรัฐ


ชงเงื่อนไขสอบครูผู้ช่วยสมัครที่เดียว

          นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมช.ศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการตรวจสอบข้อเท็จจริงการสอบคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ในตำแหน่งครูผู้ช่วยกรณีที่มีความจำเป็น หรือ เหตุพิเศษ ว 12 ที่ผ่านมา ซึ่งมีคนเดียวสอบได้ 2 เขตพื้นที่การศึกษา ว่า ขณะนี้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯได้ลงตรวจสอบในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือแล้ว คาดว่าอีก 4-5 วันจะได้รับข้อมูลเบื้องต้น ทั้งนี้ จากข้อมูลที่ตนได้รับการร้องเรียนมาจะมีการเปิดให้ผู้ที่สมัครสอบคัดเลือกไปลงทะเบียนติวโดยต้องจ่ายเงิน 7-8 พันบาท คนที่ติวก็จะได้รับกระดาษคำตอบมาดูก่อน และต้องจ่ายเงิน 5 แสนบาทเมื่อสอบคัดเลือกได้ จากข้อมูลดังกล่าวต้องไปตรวจสอบหาหลักฐานเกี่ยวกับวิธีการต่าง ๆ ตรวจสอบการโอนเงินเข้าบัญชีว่าโอนไปไหนบ้าง ซึ่งตนเชื่อว่าตรวจสอบได้ไม่ยาก โดยต้องไปดูว่ามีใครที่เกี่ยวข้องบ้างในแต่ละระดับ
          ด้าน ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สพฐ.กำลังพิจารณาหลักเกณฑ์การสอบครูผู้ช่วยทั่วไปประจำปีการศึกษา 2556 ที่จะเปิดสอบประมาณเดือน เม.ย.นี้ โดยจะเสนอที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) พิจารณาว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะให้สมัครสอบคัดเลือกได้เพียง 1 เขตพื้นที่การศึกษา จากเดิมที่เปิดให้สมัครได้หลายเขตพื้นที่ฯ หรือหากที่สุดแล้วยังต้องเปิดโอกาสให้สมัครได้หลายที่ก็จะต้องให้ผู้สมัครยืนยันว่าจะไปสอบเขตพื้นที่ใด ส่วนการออกข้อสอบในครั้งนี้ สพฐ.จะให้อาจารย์มหาวิทยาลัยมาช่วยออกข้อสอบแทนการให้คนใน สพฐ.เป็นคนออกข้อสอบ และจะกำหนดความยากของข้อสอบไว้ในระดับปานกลางเนื่องจากที่ผ่านมาเมื่อให้มหาวิทยาลัยออกข้อสอบจะมีความยากมากจึงทำให้มีผู้สอบผ่านเกณฑ์ที่กำหนดน้อย ส่วนข้อสอบที่จะจัดส่งไปยังเขตพื้นที่ฯต้องมีระบบรักษาความปลอดภัยที่สูงกว่าเดิมด้วย
          "การสมัครสอบครูผู้ช่วยรอบใหม่นี้จะให้สมัครผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งจะสามารถตรวจสอบได้ว่าใครไปสมัครและสอบที่ไหนบ้าง อีกทั้งยังสามารถควบคุมการพิมพ์ข้อสอบที่จะมีชื่อและหมายเลขบัตรประชาชนกำกับไว้ด้วย ซึ่งจะทำให้รัดกุมและมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น" เลขาธิการ กพฐ. กล่าว.

          ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอาทิตย์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

คอลัมน์: สถานี ก.ค.ศ.: เรื่องเกี่ยวกับการพัสดุ (การสอบราคา)


 ประสาน ยินดี
 ผู้อำนวยการภารกิจเสริมสร้างและมาตรฐานวินัย

          สำนักงาน ก.ค.ศ. ได้รับรายงานการดำเนินการทางวินัยจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาต่างๆ ว่าข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาตามเขตพื้นที่การศึกษาต่างๆ ยังขาดองค์ความรู้ในเรื่องระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นเนื่องจากข้าราชการครูซึ่งมีหน้าที่สอนหนังสือ แต่ในขณะเดียวกัน ภารกิจภายในโรงเรียนมิใช่จะมีเฉพาะการเรียน การสอน เพียงอย่างเดียว หากต้องเข้ามาเกี่ยวข้องในเรื่องพัสดุอีกด้วย ดังนั้น เมื่อข้าราชการครูขาดองค์ความรู้ในเรื่องระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 การดำเนินการในเรื่องเกี่ยวกับพัสดุจึงได้กระทำไปโดยไม่ได้เข้าใจในระเบียบ โดยที่ข้าราชการครูดังกล่าวไม่ทราบว่ากระทำไปตามที่ผู้บังคับบัญชาสั่งถูกต้องตามระเบียบพัสดุหรือไม่ ซึ่งหาเป็นความผิดของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาโดยตรงไม่ เพียงแต่ขาดการอบรม โดยไม่ทราบว่าระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 เป็นระเบียบที่มีการกำหนดโทษไว้ ซึ่งต่างจากระเบียบอื่น โดยกำหนดโทษไว้ในข้อ 10 ซึ่งแม้การ กระทำดังกล่าวไม่เป็นเหตุให้ทางราชการเสียหาย ก็ยังให้ลงโทษภาคทัณฑ์หรือว่ากล่าวตักเตือน โดยทำคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษร
          ดังนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ไม่ต้องถูกดำเนินการทางวินัยโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ สำนักงาน ก.ค.ศ.ใคร่หยิบยกในเรื่องที่พบบ่อยคือเรื่องการสอบราคา ซึ่งการสอบราคาจะกระทำได้ในการซื้อหรือการจ้างครั้งหนึ่งซึ่งมีราคาเกิน 100,000 บาท แต่ไม่เกิน 2,000,000 บาท ซึ่งกำหนดอยู่ในข้อ 20 ซึ่งข้าราชการครูบุคคลใดได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการสอบราคาจะต้องดำเนินตามระเบียบพัสดุดังนี้
          ในเรื่องการประกาศสอบราคา
          1.ให้ปิดประกาศการสอบราคาอย่าง 10 วัน (การสอบราคาในประเทศ) และให้เจ้าหน้าที่พัสดุส่งประกาศเผยแพร่การสอบราคาและเอกสารสอบราคาไปยังผู้มีอาชีพขายหรือรับจ้างทำงานนั้นโดยตรง หรือโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ กับให้ปิดประกาศเผยแพร่การสอบราคาไว้โดยเปิดเผย ณ ที่ทำการของส่วนราชการนั้น
          2.ในการยื่นซองสอบราคา ผู้เสนอราคาจะต้องผนึกซองจ่าหน้าถึงประธานคณะกรรมการ เปิดซองสอบราคาการซื้อหรือการจ้างครั้งนั้น และส่งถึงส่วนราชการผู้ดำเนินการสอบราคาก่อนวันเปิดซองสอบราคา โดยยื่นโดยตรงต่อส่วนราชการ หรือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียน ในกรณีที่ส่วนราชการกำหนดให้กระทำได้
          3.ให้เจ้าหน้าที่ลงรับโดยไม่เปิดซองพร้อมระบุวันและเวลาที่รับซอง ในกรณีที่ผู้เสนอราคามายื่นซองโดยตรงให้ออกใบรับให้แก่ผู้ยื่นซอง สำหรับกรณีที่เป็นการยื่นซองทางไปรษณีย์ ให้ถือวันและเวลาที่ส่วนราชการนั้นลงรับจากไปรษณีย์เป็นเวลารับซอง และให้ส่งมอบซองให้แก่หัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุทันที
          4.ให้หัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุเก็บรักษาซองเสนอราคาทุกรายโดยไม่เปิดซองและเมื่อถึงกำหนดเวลาเปิดซองสอบราคาแล้ว ให้ส่งมอบซองเสนอราคาพร้อมทั้งรายงานผลการรับซองต่อคณะกรรมการเปิดซองสอบราคาเพื่อดำเนินการต่อไป
          ส่วนในเรื่องหน้าที่ของคณะกรรมการสอบราคาจะต้องดำเนินการอย่างไรในวันเปิดซองสอบราคาโปรดติดตามฉบับหน้า

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน


สพป.ขก.เขต 3 สั่งสอบวินัย '4 กก.' แล้ว ตั้งหมื่นบ.ชี้เบาะแส'ไอ้โม่ง'สอบแทน ตร.เรียก'ภานุวัฒน์'ให้ปากคำ 20 ก.พ.

          เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ นางรัตนา ศรีเหรัญ เลขาธิการ คณะกรรมการข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เปิดเผยความคืบหน้าในการสอบข้อเท็จจริงกรณีการทุจริตสอบคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วยกรณีที่มีความจำเป็น หรือเหตุพิเศษ ว12 ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) ขอนแก่น เขต 3 และ สพป.ศรีสะเกษ เขต 3 ภายหลังปรากฏชื่อนายภานุวัฒน์ ไชยวงค์ พนักงานราชการสังกัด สพป.ชัยภูมิ มีชื่อผ่านการคัดเลือกทั้ง 2 เขตพื้นที่ฯ ว่า ตนได้เสนอรายชื่อให้นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจ
          สอบข้อเท็จจริงจำนวน 7 คน ประกอบด้วย ผู้แทนจากสำนัก งานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ฝ่ายละ 3 คน และผู้แทนในคณะกรรมการ ก.ค.ศ.อีก 1 คน เพื่อลงไปตรวจสอบข้อเท็จจริงปัญหาการสอบครูผู้ช่วยในครั้งนี้ โดยคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงชุดนี้ จะต้องตรวจสอบให้เร็วที่สุด เพราะต้องนำเรื่องเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการ ก.ค.ศ.ครั้งหน้า ซึ่งจะประชุมในเดือนมีนาคมนี้ และหากตรวจสอบพบว่ามีมูลในการทุจริตจริง จะต้องตั้งคณะกรรมการชุดอื่นๆ ลงไปสอบสวนทางวินัยผู้ที่เกี่ยวข้อง
          นางรัตนากล่าวต่อว่า สำหรับการสอบ คัดเลือกครูผู้ช่วยทั่วไปในปีการศึกษา 2556 ขณะนี้ยังไม่ได้พูดคุยในรายละเอียดกับหน่วยงานที่จะต้องเปิดสอบ เช่น สพฐ. และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ว่าจะเปลี่ยนแปลงขั้นตอนอะไรหรือไม่ รวมทั้ง จะต้องหารือปัญหาที่ครูโรงเรียนเอกชนลาออกเพื่อไปสอบครูผู้ช่วย จนกระทบกับโรงเรียนเอกชนด้วย ซึ่งจะต้องพิจารณาเกี่ยวกับการกำหนดปฏิทินการคัดเลือกด้วย ทั้งนี้ ในส่วนของหลักเกณฑ์การคัดเลือกนั้น ไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงอะไร เพราะปัญหาของการสอบบรรจุครูผู้ช่วยที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ เป็นเรื่องของการปฏิบัติมากกว่า ส่วนข้อสอบนั้น ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ยังให้ส่วนกลางเป็นผู้ออกข้อสอบเอง ซึ่งถือว่าได้มาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐมนตรีว่าการ ศธ.ด้วย และจะต้องนำหารือในที่ประชุมคณะกรรมการ ก.ค.ศ.ต่อไป
          ด้านนายศักดิ์สิทธิ์ ถิรทัฬหกุล ประธานคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) สพป.ขอนแก่น เขต 3 กล่าวว่า ตนได้รับรายงานว่า สพป.ขอนแก่น เขต 3 ได้เสนอตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยกรรมการคุมสอบ 4 คนแล้ว หลังจากปล่อยให้มีผู้เข้าสอบแทนนายภานุวัฒน์ และรอให้ ผู้อำนวยการ สพป.ขอนแก่น เขต 3 ลงนาม อนุมติซึ่งการตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยดังกล่าวเป็นไปตามมติที่ประชุม อ.ก.ค.ศ.สพป.ขอนแก่น เขต 3 ครั้งที่ผ่านมา และขณะนี้ถือเป็นอำนาจของทางเขตพื้นที่ฯ ที่จะต้องไปดำเนินการต่อ รวมถึงการเดินหน้าตรวจสอบเรื่องนี้ให้ถึงที่สุด
          นายสมพงษ์ โรจน์ภัทรพงศ์ ผู้อำนวยการ สพป.ขอนแก่น เขต 3 กล่าวว่า ขณะนี้ได้ลงนามคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยกรรมการคุมสอบ 4 คน ที่คุมสอบครู ผู้ช่วยเมื่อวันที่ 13 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งกำหนดกรอบระยะเวลาไว้ประมาณ 90 วัน ส่วนความคืบหน้าของคดีที่ สพป.ขอนแก่น เขต 3 ได้เข้าแจ้งความให้ดำเนินคดีกับผู้สอบแทนนายภานุวัฒน์ที่ สภ.พล จ.ขอนแก่น นั้น ขณะนี้ ได้ตั้งรางวัลผู้ชี้เบาะแส 1 หมื่นบาทแล้ว และ สภ.พลได้ออกหมายเรียกนายภานุวัฒน์มาให้ปากคำในวันที่ 20 กุมภาพันธ์นี้ คาดว่าคดีจะมีความคืบหน้ามากขึ้น


ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน


วันพุธที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

กมธ.เชื่อบิ๊กสพป.ขก.เอี่ยวทุจริต'ครูผช.'


 เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ที่รัฐสภา นายประกอบ รัตนพันธ์ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การศึกษาสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยภายหลังการประชุมเกี่ยวกับปัญหาการสอบคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วยกรณีที่มีความจำเป็นหรือเหตุพิเศษ ว12 ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) ขอนแก่น เขต 3 และ สพป.ศรีสะเกษ เขต 3 ที่มีชื่อนายภานุวัฒน์ ไชยวงศ์ พนักงานราชการใน สพป.ชัยภูมิ มีชื่อผ่านการสอบคัดเลือกทั้ง 2 เขตพื้นที่ฯ โดยได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ผู้บริหารระดับสูงจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ผู้อำนวยการ สพป.ศรีสะเกษ เขต 3 ผู้อำนวยการ สพป.ขอนแก่น เขต 3 และนายภานุวัฒน์ เข้าชี้แจงประมาณ 2 ชั่วโมง ว่า กมธ.การศึกษาฯไม่เชื่อว่าปัญหาที่มีคนเข้าสอบแทนนายภานุวัฒน์จะไม่เชื่อมโยงกัน เชื่อว่ามีกระบวนการที่ดำเนินการเรื่องนี้ และจะต้องเชื่อมโยงกับ สพป.ขอนแก่น เขต 3 ในการทุจริต โดย กมธ.การศึกษาฯได้หารือผู้แทน สพฐ.และย้ำว่า สพฐ.ต้องเร่งรัดดำเนินการเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด เพราะเป็นความผิดที่เห็นชัดเจน ไม่น่ายากหากจะนำคนผิดมาลงโทษ เพราะไม่มีความซับซ้อนมาก นอกจากนี้ ยังได้แจ้งผู้อำนวยการ สพป.ขอนแก่น เขต 3 รีบสอบสวนให้รู้ประจักษ์ว่าความผิดความบกพร่องเกิดขึ้นได้อย่างไร และทำไมจึงปล่อยให้คนที่ไม่ใช่นายภานุวัฒน์เข้าสอบได้
          นายประกอบกล่าวต่อว่า ส่วนนายภานุวัฒน์ได้ชี้แจงว่าได้ทำบัตรประจำตัวผู้เข้าสอบที่ สพป.ขอนแก่น เขต 3 หาย และในวันสอบจริงได้ไปสอบคัดเลือกที่ สพป.ศรีสะเกษ เขต 3 ส่วนคนที่เข้าสอบแทนที่ สพป.ขอนแก่น เขต 3 นั้นไม่ทราบ และสงสัยว่าทำไมมีคนไปสอบแทน ซึ่งประเด็นนี้ กมธ.การศึกษาฯเห็นว่าน่าจะพัวพันกัน เพราะอยู่ดีๆ ใครจะไปสอบแทนโดยไม่มีแรงจูงใจ และไม่มีผลประโยชน์ หรือไม่มีการจ้าง เพราะการสอบแทนมีความผิดทางอาญาด้วย อย่างไรก็ตาม กมธ.การศึกษาฯจะประสานขอสำนวนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองพล จ.ขอนแก่น เพื่อตรวจสอบอีกทางหนึ่ง
          "การดำเนินการของ สพป.ขอนแก่น เขต 3 ล่าช้า และยังไม่รู้ว่าใครสอบแทน ทั้งๆ ที่มีภาพจากกล้องวงจรปิด ซึ่งการแจ้งความดำเนินคดีเพียงอย่างเดียวคงไม่พอ เพราะเป็นแค่คดีอาญา แต่ในทางวินัยจะต้องเอาผิดกับคนที่เกี่ยวข้อง โดยทำควบคู่กันไป ไม่ใช่ปล่อยให้ตำรวจดำเนินการเพียงฝ่ายเดียว และถ้า สพป.ขอนแก่น เขต 3 มีความจริงใจ ก็ควรสอบสวนข้อเท็จจริงเลย เท่าที่ฟังข้อมูลน่าจะเชื่อมโยงกันหลายระดับ และน่าจะรู้กัน โดย สพป.ขอนแก่น เขต 3 น่าจะรู้เห็นด้วย เพราะปล่อยปละละเลยมากเกินไป ไม่เช่นนั้นคงไม่มีใครเข้าสอบแทนได้ หากตรวจเช็ก อย่างดี" นายประกอบกล่าว
          นายประกอบกล่าวอีกว่า ได้แจ้งที่ประชุม กมธ.การศึกษาฯว่าจะติดตามเรื่องนี้อย่างถึงที่สุด หาก สพฐ.ดำเนินการช้าหรือหาคนผิดมาลงโทษไม่ได้ จะเล่นงาน สพฐ.แทน และจากปัญหาดังกล่าว นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ. ได้โทรศัพท์ประสานมายังตน สนับสนุนให้ตรวจสอบเรื่องนี้ให้ถึงที่สุด เพราะทราบว่าเขตพื้นที่ฯดังกล่าวมีปัญหาจริง
          นายพงศกร อรรณนพพร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ. และรองประธาน กมธ.การศึกษาฯ กล่าวว่า กรณีที่เกิดขึ้นกับการสอบครูผู้ช่วย ดูเหมือนไม่มีระบบ แต่มีระบบ เพราะจู่ๆ คงไม่มีใครอยากไปสอบแทน และมองว่าเป็นกระบวนการภายนอกหรือภายในที่ทำกัน เพราะหากไม่รู้เห็นเป็นใจคงเข้าสอบแทนไม่ได้ ฉะนั้น ถึงเวลาที่จะต้องสะสาง และ สพฐ.กับเขตพื้นที่ฯจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการของข้อสอบหรือการจัดติวข้อสอบ รวมทั้งมือปืนรับจ้างสอบแทน
          "เป็นความโชคดีที่มีกรณีนี้โผล่ให้เห็น และกรณีที่ไม่เห็นในเขตพื้นที่ฯอื่นๆ ทำถูกต้องหรือไม่ ที่มีกระแสข่าวว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับนักการเมืองนั้น ถ้าพูดไปแล้วครูกับนักการเมืองใกล้ชิดกัน ฉะนั้น ครูจะสนิทสนมกับใครเป็นอีกกรณีหนึ่ง อย่างผมเป็นนักการเมืองก็รู้จักครู ใครจะดีใครจะชั่ว หรือใครจะมาแอบอ้างเราก็ไม่รู้ ปัญหาที่เกิดขึ้นน่าจะสืบเสาะไปถึงต้นเรื่องได้ ส่วนเวลาที่สอบครูผู้ช่วย จะมีกระแสข่าวทุกครั้งเกี่ยวกับการทุจริต ผมเชื่อว่าน่าจะมีมูล ไม่เช่นนั้นจะไม่มีข่าวออกมา และจำได้ว่าในการสอบครั้งที่ผ่านมา เขตพื้นที่ฯขอนแก่น ก็ยกเลิกการสอบมาแล้ว" นายพงศกรกล่าว
          นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า ที่มีกระแสข่าวว่าผู้บริหารเขตพื้นที่ฯบางคนใน จ.ขอนแก่น กังวลเกี่ยวกับปัญหาการสอบครูผู้ช่วย เพราะหากถูกยกเลิก จะกระทบกับผู้ที่จ่ายเงินให้กับกระบวนการทุจริตสอบครูผู้ช่วยประมาณ 20 คน ที่อยู่ในเขตพื้นที่ฯของผู้บริหารคนดังกล่าว เรื่องนี้ต้องยึดมติที่ประชุม ก.ค.ศ.เพราะยังไม่ยกเลิกผลสอบใน 2 เขตพื้นที่ฯ จึงต้องว่าไปตามขั้นตอน และยังจะไม่ยกเลิกเรื่องใดๆ ทั้งสิ้น ส่วนที่ตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีข้าราชการ สพฐ.เข้าไปเกี่ยวข้อง ทำให้ข้อสอบรั่ว และดำเนินการเป็นขบวนการนั้น เป็นการกล่าวอ้างมากกว่า เพราะบางคนที่สอบไม่ได้อาจสร้างเรื่องราวให้วุ่นวาย โหมกระแสให้บานปลายมากขึ้น ต้องระวังเพราะจะสร้างความเสียหายให้ สพฐ.
          รายงานข่าวจาก ศธ.แจ้งว่า ขณะนี้นายเสริมศักดิ์ ได้ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในส่วนของ ศธ. มีนายพิษณุ ตุลสุข ผู้ตรวจราชการ ศธ.เป็นประธาน และเร่งให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยเร็ว นอกจากนี้ นายเสริมศักดิ์ยังสั่งการไปยัง สพฐ.ให้เก็บกระดาษคำตอบ และผลคะแนนในการสอบครูผู้ช่วยครั้งนี้ไว้เป็นหลักฐาน
ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน


ชี้ 10 ปี กระจายอำนาจสพป.เหลว เกินครึ่งไม่พร้อม - 16 เขต ได้ระดับ'บี'

          เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ นายสมหวัง พิธิยานุวัฒน์ ประธานมูลนิธิสถาบันวิจัย และพัฒนาคุณภาพ (สวพ.) เปิดเผยว่า สวพ.ได้รับมอบจากสภาการศึกษา (สกศ.) ให้วิจัยเพื่อประเมินความพร้อมรองรับ การกระจายอำนาจจากส่วนกลางของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถม ศึกษา (สพป.) ทั่วประเทศ 183 เขต โดยวิจัยตลอด 2 ปีเต็ม ตั้งแต่ปี 2554 พบว่า เขตพื้นที่ฯ เกินครึ่งไม่มีความพร้อมรับอำนาจบริหารจัดการที่ผ่องถ่ายไปจากส่วนกลาง ซึ่งตามกฎหมาย และแนวคิดของการปฏิรูปการศึกษา ให้กระจายอำนาจจากส่วนกลางให้กับเขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษา โดยให้กระจายอำนาจการบริหารจัดการ 4 ด้าน คือ การบริหารวิชาการ การบริหารงานบุคคล การบริหารการเงินและงบประมาณ และการบริหารงานทั่วไป อย่างไรก็ตาม ทีมวิจัยได้นำผลการประเมินความพร้อมของเขตพื้นที่ฯ มาจัดเป็น 4 ระดับ พบว่าไม่มีเขตพื้นที่ฯ ใดมีผลการประเมินอยู่ในระดับ A หรือระดับที่มีความพร้อมสูงมาก และสมควรจะได้รับการกระจายอำนาจครบทุกด้าน และมีเขตพื้นที่ฯ เพียง 16 เขต หรือร้อยละ 8.65 ของจำนวนเขตพื้นที่ฯ ทั้งหมด ที่มีผลการประเมินอยู่ในระดับ B หรือระดับที่มีความพร้อมสูง สามารถกระจายอำนาจการบริหารจัดการทั้ง 4 ด้านให้ได้ โดยส่วนกลางกำกับดูแล
          นายสมหวังกล่าวต่อว่า ส่วนระดับ C หรือมีระดับที่มีความพร้อมปานกลาง มีเขตพื้นที่ฯ อยู่ในระดับนี้ 114 เขต หรือร้อยละ 61.62 เขตพื้นที่ฯ กลุ่มนี้เหมาะได้รับการ กระจายอำนาจให้ในบางเรื่องที่พร้อม โดยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด และต้องได้รับการพัฒนาในด้านที่ไม่พร้อม นอกนั้นมีเขตพื้นที่ฯ อีก 55 เขต หรือร้อยละ 29.75 อยู่ระดับ D หรือขาดความพร้อมอย่างมากที่จะรับการผ่องถ่ายอำนาจ ต้นสังกัดยังไม่ควรกระจายอำนาจให้ และต้องสร้างความพร้อมให้เขตพื้นที่ฯ ในกลุ่มนี้อย่างเร่งด่วน เพื่อให้ขยับมาอยู่ในกลุ่ม C แล้ว จึงเริ่มกระจายอำนาจให้บางเรื่อง ส่วนสาเหตุที่ทำให้เขตพื้นที่ฯ ยังไม่พร้อมรับการกระจายอำนาจ แม้ผ่านมาเกือบ 10 ปี ตั้งแต่ตั้งเขตพื้นที่ฯ เพราะกำหนดจำนวนเขตพื้นที่ฯ ไม่เหมาะสมตั้งแต่ต้น โดยตามแนวทางปฏิรูปการศึกษาที่วางแผนไว้ตั้งแต่ต้น ให้ประกาศเขตพื้นที่ฯ ทั่วประเทศ 219 เขต ซึ่งเป็นขนาดที่เหมาะสม ดูแลพื้นที่ไม่กว้างเกินไป ทำงานใกล้ชิดกับโรงเรียนได้ และให้ทยอยประกาศจัดตั้งเขตพื้นที่ฯ ที่มีความพร้อม อย่างไรก็ตาม รัฐบาลในขณะนั้นเลือกประกาศพร้อมกัน 175 เขต ทั้งที่บางเขตพื้นที่ฯ ไม่พร้อม ขาดอัตรา นอกจากนี้ พื้นที่ในความดูแลของแต่ละเขตพื้นที่ฯ กว้างเกินไป
          "เขตพื้นที่ฯ ยังไม่ได้รับการกระจาย อำนาจที่แท้จริง อำนาจการบริหารเงิน และคน ยังคงอยู่ที่ส่วนกลาง งบฯที่จัดสรรให้เขตพื้นที่ฯ มีสเปกจากส่วนกลางกำกับว่าใช้ในเรื่องใดบ้าง จึงไม่สามารถบริหารจัดการงบฯโครงการต่างๆ ให้สะท้อนความต้องการที่แท้จริงของท้องถิ่นได้ เขตพื้นที่ฯ ถูกกำกับให้ทำตามนโยบายจากส่วนกลางสูงมาก จึงไม่มีเวลาคิดอย่างอื่น ฉะนั้น ทุกวันนี้เขตพื้นที่ฯ จึงอยู่ในสภาพขาดอิสระในการบริหารจัดการด้านต่างๆ โดยเฉพาะคน และเงิน ถ้าปล่อยให้เป็นเช่นนี้ จะกระทบต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในพื้นที่ เมื่อเขตพื้นที่ฯ ไม่เข้มแข็ง จึงไม่สามารถเป็นผู้นำการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนในพื้นที่ได้ ไม่สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ และไม่สามารถวางแผนจัดการศึกษาให้ตอบสนองความต้องการของท้องถิ่นได้" นายสมหวังกล่าว
          นายสมหวังกล่าวอีกว่า สกศ.ยังได้มอบหมายให้ สวพ.ไปวิจัยเพื่อประเมินความพร้อมของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา การมัธยมศึกษา (สพม.) 42 เขต ด้วย ในเร็วๆ นี้

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน


สช. สสวท. และ พว. MOU พัฒนาครูวิทย์ คณิต และภาษาไทย

          นายชาญวิทย์ ทับสุพรรณ รองเลขาธิการรักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) และสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ได้ลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU : Memorandum of Understanding) การพัฒนาศักยภาพครูโรงเรียนเอกชนผู้สอนวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษาไทย ระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้นโดย สช. ร่วมกับ สสวท. พัฒนาครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ด้วยชุกอบรมครูระบบทางไกล ETV ปีที่ ๑-๓ (ฉบับปรับปรุง) และ พว. พัฒนาครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ตามหลักสูตรการจัดการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพการเรียนรู้และผลสัมฤทธิ์การสอนวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และภาษาไทย และสร้างเครือข่าวความร่วมมือทางวิชาการอย่างยั่งยืน โดยมีกรอบระยะเวลาในการทำ MOU. ๓ ปี
          นายชาญวิทย์ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากการลงนามฯเสร็จสิ้น ได้จัดให้มีการประชุมอบรมเชิงปฏิบัติการโครงการพัฒนาศักยภาพครูภาษาไทย วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์โดยมีโรงเรียนเอกชนที่ได้รับการคัดเลือกพัฒนาเป็นศูนย์ฝึก จำนวน ๖๘ ศูนย์ และรวมถึงผู้อำนวยการและเจ้าหน้าที่กลุ่มส่งเสริมการศึกษาเอกชน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาทั่วประเทศ ๔๒ เขต กว่า ๒๐๐ คน รับทราบนโยบายการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ และแนวทางการพัฒนาศักยภาพ ความสามารถการพัฒนาสมรรถนะในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษาไทย ของครูให้มีความพร้อม สามารถนำความรู้ ที่ได้ไปขยายผลให้กับครูในโรงเรียนเอกชนที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน อีกทั้งเป็นการช่วยเพิ่มทักษะและเทคนิคการสอนเชิงวิเคราะห์และสร้างสรรค์เพื่อให้ผู้สอนมีความชำนาญ ในการใช้สื่อและเทคโนโลยี รวมถึงการใช้ทักษะด้านภาษาในการสื่อสารเพื่อมาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนในทุกกลุ่มสาระ ให้มีประสิทธิภาพ รองรับการก้าวสู่ประชมคมอาเซียนในปี ๒๔๔๘ ซึ่งถือเป็นจุดเน้นในการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลด้านการศึกษา ของกระทรวงศึกษา ภายใต้การบริหารงานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา) ที่เน้นการพัฒนาคุณภาพบุคลากร ผู้เรียน รวมถึงเน้นให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องให้มากยิ่งขึ้น

--คมชัดลึก ฉบับวันที่ 14 ก.พ. 2556


วันจันทร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

สะท้อนนโยบาย สพฐ.ประกาศ"ลดการบ้าน"เน้นบูรณาการรับปฏิรูปหลักสูตร ระวัง..."ความหวังดี"เป็นพิษ


สั่งครูลดการบ้าน หวังปลดภาระนักเรียน
นโยบายล่าสุดของ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ. ที่กลายเป็นประเด็นร้อน และก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์เป็นวงกว้างในสังคม เพราะมีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย
     “
ในปีการศึกษา 2556 สพฐ.จะเน้นบูรณาการ ทั้งเนื้อหา เวลาเรียน การวัดผลประเมินผล ตลอดจนการให้การบ้านที่ต้องบูรณาการทุกกลุ่มสาระวิชาเพื่อลดภาระงานของนักเรียน และให้เด็กมีโอกาสเรียนรู้กิจกรรมนอกห้องเรียนมากขึ้น การบ้านและโครงงานที่ครูมอบให้จะมีการบูรณาการทุกกลุ่มสาระ ครูจะไม่สามารถให้การบ้านเด็กได้ตามใจชอบอีกต่อไป”  เป็นถ้อยแถลงของ ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) หลังการประชุมผู้บริหาร สพฐ. เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2556     พร้อมกันนั้น เลขาธิการ กพฐ. ยังตอกย้ำอีกครั้งหลังถูกสังคมตั้งคำถามถึงที่มาของนโยบายว่า เป็นการปรับลดการบ้านนักเรียนเพื่อให้สอดคล้องกับการปฏิรูปหลักสูตรการศึกษา ตามนโยบายที่ รมว.ศึกษาธิการเคยตั้งโจทย์เอาไว้ว่า ทำไมเด็กไทยเรียนเยอะแต่รู้น้อยอันเป็นผลสืบเนื่องมาจากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รวมทั้งผลการประเมินจากสถาบันต่างๆ ทั้งในและนอกประเทศที่ตกต่ำของเด็กไทย
     “
สพฐ.ได้นำเนื้อหาวิชา เวลาเรียนต่อวัน การให้การบ้าน รวมทั้งการประเมินทั้งระดับเขตพื้นที่และระดับชาติมาวิเคราะห์ พบว่าความหวังดีของผู้ใหญ่กลายเป็นภาระของเด็ก สภาวะเด็กไทยที่เรียนมากแต่รู้น้อย แสดงว่าควรเรียนเท่าที่จำเป็นแต่ได้ผลมากกว่านี้ ที่ผ่านมาครูทั้ง 8 กลุ่มสาระให้การบ้านพร้อมกันหมด เด็กก็มีการบ้านมากมายมหาศาล แต่ต่อไปครูจะต้องคุยกันก่อนเปิดเทอมว่าภาคเรียนนี้จะสอนอะไรบ้าง และกำหนดว่าควรจะให้การบ้านนักเรียนอย่างไรบ้างที่บูรณาการและประเมินร่วม โดยให้สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา ไปจัดทำคู่มือบูรณาการหลักสูตรการเรียนการสอนที่ครบวงจรให้แล้วเสร็จภายในเดือน เม.ย.นี้ จากนั้น สพฐ.จะเร่งจัดอบรมเชิงปฏิบัติการให้กับเขตพื้นที่การศึกษาและครู เพื่อให้มีความพร้อมก่อนเปิดภาคเรียนดร.ชินภัทร กล่าว
          หลังนโยบายกลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกหยิบยกขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา ในฐานะเจ้ากระทรวงศึกษาธิการก็ตอบคำถามสื่อว่า เรื่องนี้ต้องมองในภาพรวมเพราะนักเรียนแต่ละวัย แต่ละระดับไม่เหมือนกัน การจะลดการบ้านนักเรียนต้องแยกตามช่วงชั้น อย่างระดับประถมศึกษาไม่มีการเรียนอะไรมากก็ไม่ควรมีการบ้านเยอะ แต่ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายที่ต้องสอบเรียนต่อก็ไม่ควรลด ดังนั้น จะมาลดการบ้านเหมือนกันหมดไม่ได้ นอกจากนี้ คำว่าการบ้านควรต้องมากำหนดให้ชัดเจนว่าอะไรเป็นการบ้าน อย่างการให้เด็กอ่านหนังสืออย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 เล่ม อย่างนี้เด็กไม่รู้สึกว่าเป็นการบ้าน อยากให้มีการแยกแยะเรื่องนี้ให้ชัดเจน และควรลดการบ้านที่ไม่มีความจำเป็นลง
        หันมาทางด้าน ศ.ดร.ไพฑูรย์ สินลารัตน์ ประธานคณะกรรมการคุรุสภา ในฐานะนักวิชาการด้านการศึกษา ให้ความเห็นเรื่องนี้ว่า การลดการบ้านต้องมองให้ครบทั้งกระบวนการ เพราะคำว่าการบ้านคือ ให้เด็กทำที่บ้าน ถ้าลดการบ้านลงแล้ว เด็กจะใช้เวลาว่างทำอะไร หากใช้เวลาไปเสริมสร้างทักษะในสิ่งที่เด็กชอบ หรือมีกิจกรรมกับคนในครอบครัวมากขึ้นก็เป็นเรื่องที่ดี แต่หากนำเวลาว่างไปกวดวิชาหรือเล่นเกม การลดการบ้านก็ไม่เกิดคุณค่า เราควรวางระบบเข้ามาเสริมหลังจากลดการบ้านแล้ว และต้องทำความเข้าใจกับผู้ปกครองด้วยว่า เมื่อลดการบ้านแล้ว ไม่ควรเพิ่มการกวดวิชา เพื่อมุ่งเข้ามหาวิทยาลัย และครูในสถานศึกษาก็น่าจะเกิดกระบวนการหารือหรือพูดคุยกันเพื่อแบ่งการให้การบ้านเด็ก อย่างไรก็ตาม บางวิชาก็
ไม่ควรลด เช่น คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ เพราะเป็นวิชาที่ฝึกทักษะ นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการควรให้นโยบายลดการบ้าน ส่งผลต่อนักเรียนในสถานศึกษาทุกสังกัด ทั้งรัฐและเอกชน โดยชี้แนะการให้การบ้านที่เหมาะสม เป็นทางเลือกให้ผู้ปกครอง ครู สถานศึกษาตัดสินใจเอง ไม่ควรเป็นการบังคับจากส่วนกลาง
         ขณะที่ นายชัยวิทย์ บรรจงจิตต์ ครูโรงเรียนประถมศึกษาธรรมศาสตร์ จ.ปทุมธานี ที่เพิ่งได้รับรางวัล ครูดีในดวงใจในวันครูแห่งชาติ ประจำปี 2556 บอกว่า ในฐานะครู มองว่าการบ้านเป็นส่วนที่สำคัญและมีประโยชน์ เพราะนอกจากจะให้เด็กได้ทบทวนสิ่งที่เรียนไปให้เข้าใจมากขึ้นแล้ว ยังเป็นการปลูกฝังให้เด็กมีระเบียบ วินัย และความรับผิดชอบ หากเด็กไม่มีการบ้าน เด็กจะใช้เวลาว่างไปทำในเรื่องที่ไร้สาระ ดูทีวี เล่นเกม ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาเด็กติดเกมมากขึ้น ที่สำคัญผมมองว่าจะทำให้เด็กขาดความรับผิดชอบในตัวเอง และเกิดความกระด้าง กล้าที่จะทำความผิดมากขึ้น ส่วนตัวเห็นว่าเด็กในระดับประถมอาจจะลดการบ้านลงบ้างได้ เพราะเป็นการทบทวนความรู้ในสิ่งที่เรียนมา แต่ในระดับมัธยมยังมีความจำเป็นที่ต้องฝึกฝนทักษะ และศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม ส่วนที่ให้ครูบูรณาการการให้การบ้านร่วมกันนั้น มองว่าเป็นเรื่องดีแต่ก็มีคำถามว่าขณะนี้ครูทุกคน ทุกโรงเรียนมีการสอนแบบบูรณาการหรือไม่ และการบ้านของนักเรียนแต่ละโรงเรียนก็ไม่เหมือนกัน นอกจากนี้ การบูรณาการก็ได้ผลเฉพาะบางเรื่อง บางวิชา ดังนั้น การจะลดการบ้านหรือไม่นั้น ควรจะขึ้นอยู่กับดุลพินิจของครูผู้สอน
         และแล้วก็มาถึงคำตอบของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายลดการบ้าน นายเสฎฐวุฒิ ตั้งสถิตพร นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านฉางวิทยา จ.อุทัยธานี ในฐานะ ประธานสภานักเรียนแห่งประเทศไทย มองว่า การปรับลดการบ้านมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือ ทำให้เด็กนักเรียนมีเวลาในการไปทำอย่างอื่นมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย หากลดการบ้านลงได้ก็จะดีมาก เพราะทุกวันนี้วันหนึ่งเรียน 8 วิชา ทุกวิชาให้การบ้านกันหมด ปัญหาที่ตามมาคือ นักเรียนบางคนทำการบ้านไม่ทัน หรือส่วนที่ทำการบ้านทันก็มักจะไม่มีเวลาไปศึกษาค้นคว้า หรือทำอย่างอื่นที่อยากจะทำ โดยเฉพาะเรื่องนันทนาการ หรือกีฬา หรือแม้แต่การเรียนพิเศษ ดังนั้น หากลดการบ้านลงได้ก็จะเป็นเรื่องที่ดีมาก ส่วนข้อเสียนั้น หากครู อาจารย์บางท่าน หรือในบางโรงเรียนท่านให้ การบ้านน้อยเกินไปก็อาจจะส่งผลในแง่ที่ทำให้นักเรียนขาดการฝึกฝนทักษะที่น้อยจนเกินไปก็ได้ อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวมองว่าแนวคิดการปรับลดการให้การบ้านนักเรียนน่าจะเกิดผลดีกับเด็กโต ส่วนเด็กนักเรียนระดับอนุบาล และประถมศึกษาควรให้การบ้านมากเพราะจะเกิดผลดีทำให้ได้ฝึกฝนทักษะในการเรียน เนื่องจากน้องๆมีเวลาว่างค่อนข้างมาก และเอาเวลาไปใช้เล่นเสียมากกว่า แต่ทั้งนี้ไม่ใช่ว่าทุกวิชาต้องให้การบ้านมากจนไม่มีเวลาไปเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
        นโยบาย ลดการบ้านเท่าที่ดูแล้ว ทีมการศึกษาเห็นว่ายังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน ว่าการบูรณาการการให้การบ้านของครูจะเป็นอย่างไรและช่วยปลดภาระของนักเรียนได้จริง? หรือเป็นได้แค่ ความหวังดี ประสงค์ร้าย
        เพราะคำตอบสุดท้ายอยู่ในกำมือ ครูไทยทุกคน!!!
ทีมข่าวการศึกษา  นสพ.ไทยรัฐ


วันอาทิตย์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

จดหมายเปิดผนึกฉบับที่ 3/2556 ดร.รังสรรค์ มณีเล็ก

สวัสดีครับ  พี่น้องชาวแผนและผู้สนใจทุกท่าน
               จดหมายฉบับนี้เป็นฉบับพิเศษที่สุดในบรรดาจดหมายเปิดผนึกที่ผ่านมาทั้งหมด กล่าวคือเป็นจดหมายที่เขียนจากต่างแดน คือ สหรัฐอเมริกา เนื่องจากผมได้รับคำเชิญจาก สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน(สสค)ให้ไปสัมมนาและศึกษาดูงานที่นิวยอร์กและวอชิงตัน ดี ซี สหรัฐอเมริกา ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในช่วง 21-27 มกราคม 2556 ซึ่งเป็นช่วงที่หนาวเย็นสะใจดีจัง เพราะอุณหภูมิประมาณ -10 องศาเซ็นเซียส เรื่องที่ไปสัมมนาและศึกษาดูงาน ก็คือ 1) โครงการ Race to the Top  2) Harlem Children’s Zone และ  3) National Education Account ขอเสนอรายละเอียดพอสังเขป ดังนี้ครับ

               1. โครงการ Race to the Top
               โครงการ Race to the Top (RTT) เป็นโครงการนำร่องปฏิรูปการศึกษาของสหรัฐอเมริกา เริ่มเมื่อปี 2009 ภายใต้การนำของประธานาธิบดีบารัก โอบามา โดยสนับสนุนงบประมาณ 4.35 พันล้านเหรียญให้มลรัฐ (State) และท้องถิ่น (Local District) ดำเนินการ   ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้รับ    ผิดชอบโครงการ  งบประมาณที่สนับสนุนดังกล่าวเป็นลักษณะของทุนอุดหนุนเพื่อสร้างศักยภาพในการแข่งขัน (Competitive grants)   โดยมลรัฐ/ท้องถิ่นจะเป็นผู้เสนอโครงการว่าจะพัฒนาการศึกษา   อย่างไร ใช้งบประมาณเท่าไร เพื่อสร้างความเป็นเลิศและจะดำเนินการให้ยั่งยืนอย่างไร ตามประเด็นที่กำหนดซึ่งมีน้ำหนักแตกต่างกัน ดังนี้
      1) การพัฒนาประสิทธิภาพครูและผู้บริหารโรงเรียน    (ร้อยละ28)
      2) การมีส่วนร่วมในการพัฒนาและลดความเหลื่อมล้ำ (ร้อยละ25)
      3) มาตรฐานการศึกษาและการประเมินครูแบบ Value-added Modeling (ร้อยละ14)
      4) การพัฒนา Charter School และนวัตกรรมทางการศึกษา                (ร้อยละ11)
      5) การช่วยเหลือโรงเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ                     (ร้อยละ10)
      6) ระบบฐานข้อมูลเพื่อสนับสนุนการเรียนการสอน                            (ร้อยละ9)
      7) STEM (Science, Technology, Engineering, Mathematic)          (ร้อยละ3)

                การกำหนดจุดเน้นและจัดสรรงบประมาณดังกล่าว เป็นการจัดครั้งแรก เมื่อปี 2009 งบประมาณส่วนใหญ่จัดให้กับ 11 มลรัฐ(State) และปี 2012 ได้มีการจัดสรรงบประมาณโดยเน้นให้ท้องถิ่น(Local District)   และเครือข่ายโรงเรียน (Consortium) โดยจัดทุนอุดหนุน รายละ 10-40 ล้านเหรียญ โดยเพิ่มจุดเน้นเกี่ยวกับ การนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อการเรียนการสอน การสร้างบรรยากาศในการเรียนรู้ ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนและการพัฒนาทักษะอาชีพ

               เรื่องนี้คงไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับคนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน    นะครับ เพราะเราเคยให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจัดทำโครงการเสนอขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขึ้นพื้นฐาน ที่เราเรียกว่า   งบแลกเป้า ” มาก่อนแล้ว ซึ่งได้รับความพึงพอใจจากสำนักงานเขตพื้นที่และโรงเรียนมาก เพราะได้มีโอกาสคิดเอง ทำเอง และแก้ปัญหาได้ตรงตามความต้องการของตน  แต่เราต่างจากเขาก็คือ เราตั้งงบไว้ไม่มากนักเพื่อการนี้ และเราทำไม่ต่อเนื่อง บางปีก็มีบางปีก็ไม่มี

               2. Harlem Children’s Zone (HCZ)
Harlem Children’s Zone (HCZ)  เป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร  ก่อตั้งเมื่อ ปี 1970
ที่นิวยอร์ก โดยGeoffrey Canada มีพันธกิจที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กด้อยโอกาสในชุมชน   เสื่อมโทรม  โดยเริ่มตันจากการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ที่อยู่อาศัยใน 1 block ในปี 1990 และเมื่อ    ปี 2011 HCZ ดูแลเด็ก 11,043 คน วัยรุ่น 10,883 คน จากชุมชน 97 blocks มีเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน ในโครงการทั้งหมด 2,500 คน (ทำงานไม่เต็มเวลา(part time) 1,475 คน)  ได้รับงบประมาณ ปีละ 95 ล้านเหรียญ  สภาพใน Halem นั้น มีเด็กด้อยโอกาสร้อยละ 73  ครอบครัวยากจนรายได้ต่ำกว่า 15,000 เหรียญ ร้อยละ 28  เด็กกำพร้า ร้อยละ 64เด็กที่เป็นโรคอ้วน ร้อยละ 44 วัยรุ่นที่ไม่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษา ร้อยละ 36  โครงการสำคัญๆ ของ HCZ เช่น
   1)  โครงการพัฒนาชุมชน
   2)  โครงการครอบครัวศึกษา
   3)  โครงการให้บริการสังคมแบบ Single Stop
   4)  โครงการส่งเสริมสุขภาพอนามัย
   5)  โครงการสถานรับเลี้ยงเด็กอ่อน
   6)  โครงการป้องกันความรุนแรงในเด็กและเยาวชน
   7)  โครงการ Charter School
   8)  โครงการเตรียมตัวเพื่อศึกษาต่อและประกอบอาชีพ
หลักการที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ
  1) พัฒนาแบบครบวงจร
  2) สร้างสรรค์โครงการเพื่อพัฒนาเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนมีงานทำอย่างมีคุณภาพ
  3) สร้างชุมชนที่ดีแบบมีส่วนร่วม โดยผู้ปกครอง เด็ก และสถาบันในชุมชน
  4) ประเมินเพื่อการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
  5) สร้างวัฒนธรรมแห่งความสำเร็จในองค์กร
HCZ มีความเชื่อว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะนำไปสู่ความสำเร็จก็คือ ความมุ่งมั่นของชุมชนต่อการพัฒนาตามความต้องการของตนและโครงการพัฒนาที่ดีต้องสนองตอบเด็กเป็นรายบุคคลและรายครอบครัว
ใครนึกภาพ Halem ที่ผมเล่ามาไม่ออก ก็ให้นึกถึงชุมชนแออัดบางแห่งที่มีปัญหาสารพัน เช่น ความยากจน ยาเสพติด โจรกรรม อันธพาล ตั้งครรภ์ก่อนวัยกันควรก็แล้วกันครับ เรื่องนี้เป็นประโยชน์ต่อการจัดการศึกษาบ้านเราอย่างไร  แนวคิดที่ผมได้ก็คือ เป็นโครงการที่ช่วยป้องกันและแก้ไขเด็กออกกลางคัน เด็กจะอยู่ที่โรงเรียน ประมาณวันละ ชั่วโมง อยู่ที่บ้านวันละ 16 ชั่วโมง  HCZ พยายามหากิจกรรมต่างๆมาจัดในชุมชนเพื่อให้เด็กมีโอกาสทำประโยชน์เพื่อตนเอง ครอบครัวและชุมชน ปิดโอกาสไม่ให้ทำไม่ดี เมื่อไม่มีโอกาสเสี่ยงในเรื่องที่จะไม่ดี โอกาสที่จะเป็นคนดีและเรียนจนจบหลักสูตรและมีงานทำจึงมีสูง

3. National Education Account
               ระบบบัญชีรายจ่ายด้านการศึกษาแห่งชาติ (National Education Account : NEA) เป็นระบบการจำแนกทรัพยากร(Resources)เพื่อใช้สำหรับจัดการศึกษา ซึ่งทรัพยากรดังกล่าวอาจมาจากภาครัฐ  ภาคเอกชน(รวมทั้งจากครัวเรือนซึ่งเป็นผู้ปกครองนักเรียน) และทรัพยากรที่ได้รับจากการบริจาคจากแหล่งต่างๆ  ทรัพยากรดังกล่าวอาจเป็นเงิน วัสดุ ครุภัณฑ์ หรือแรงงานก็ได้  ซึ่งสรุปแล้วก็คือ ทรัพยากรที่นำมาลงทุนเพื่อการจัดการศึกษาทั้งหมดไม่ว่าจะมาจากแหล่งใด และเป็นอะไรก็ตาม  ทรัพยากรดังกล่าวจะถูกจัดสรร/ปันส่วนไปเป็นต้นทุนกิจกรรมและต้นทุนผลผลิตของหน่วยงานทางการศึกษาต่างๆเพื่อใช้ประโยชน์ในการจัดการศึกษา เช่น เป็นเงินเดือน ค่าจ้าง วัสดุ อุปกรณ์ ครุภัณฑ์ สิ่งก่อสร้าง ค่าอาหารเสริม(นม) ค่าอาหารกลางวัน ค่าจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ค่าบริหารจัดการ เป็นต้น ซึ่งท้ายที่สุดก็จะก่อให้เกิดผลแห่งการเรียนรู้ (Learning Outcome)ของผู้เรียน
               

            การจัดสรรทรัพยากรเพื่อการศึกษาในอดีตที่ผ่านมามักจะตอบคำถามว่า เราจะนำทรัพยากรไปใช้ทำอะไร แต่ถ้าเราต้องการต้องการให้เกิดผลแห่งการเรียนรู้ของนักเรียนตามที่เราต้องการแล้วละก็ เราต้องเปลี่ยนคำถามใหม่ว่า ทรัพยากรที่ได้รับมานั้นจะก่อให้เกิดอะไร และสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับผลแห่งการเรียนรู้ของผู้เรียนหรือไม่  ระบบบัญชีรายจ่ายทางการศึกษาแห่งชาติจะช่วยทำให้ทรัพยากรเพื่อการศึกษาจัดสรรอย่างถูกที่ถูกทางและพอเพียง แต่เพียงเท่านี้ยังไม่สามารถรับประกันได้ว่าทรัพยากรดังกล่าวจะก่อให้เกิดผลแห่งการเรียนรู้ที่คาดหวัง  ตัวแปรหรือองค์ประกอบที่ส่งผลต่อผลแห่งการเรียนรู้  จะต้องถูกนำมาใช้เป็นเกณฑ์ในการจัดสรรทรัพยากรเพื่อการศึกษา นอกจากนั้นทรัพยากรเพื่อการศึกษายังต้องได้รับการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพอีกด้วย
              
           จดหมายฉบับนี้ของผมคงเป็นจดหมายฉบับสุดท้ายสำหรับเวทีนี้ เนื่องจากขณะนี้ท่านเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้แต่งตั้งผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนคนใหม่แล้ว ส่วนผมคงไปทำหน้าที่ในตำแหน่งที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษา สพฐ.   ท่านผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนคนใหม่คงใช้เวทีนี้พูดคุยกับท่านในเรื่องราวของการวางแผนและงบประมาณ  สำหรับผมคงต้องไปหาเวทีใหม่ที่เหมาะๆ สำหรับเป็นเวทีพูดคุย แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน    ที่ผ่านมาต้องขอขอบคุณพี่น้องชาวแผนและผู้สนใจทุกท่านที่ให้การติดตามถามไถ่และให้ข้อเสนอแนะเรื่องราวต่างๆด้วยดีเสมอมา  ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านจงมีแรงกายแรงใจ มีความมุ่งมั่นที่จะช่วยกันผลักดันการศึกษาขั้นพื้นฐานของเราให้ก้าวไปสู่จุดหมายสมตามเจตนารมณ์ที่เราตั้งใจไว้ สวัสดีครับ

วันพฤหัสบดีที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

มติ 3 องค์กรครูมัธยม แยกพ้นสพฐ.ชี้เทอะทะปัญหาเยอะกระทบ'คุณภาพเด็ก'เสริมศักดิ์รับข้อเสนอ


3 องค์กรมัธยมศึกษาผนึกกำลังแถลงการร่วม เสนอ ศธ.ตั้ง สนง.คณะกรรมการการมัธยมศึกษาพร้อมจัดตั้งทุกจังหวัด แยกออกมาจาก สพฐ. เชื่อจะทำให้คุณภาพการศึกษาดีขึ้น
          เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 7 กุมภาพันธ์ ที่ห้องอุดรธานีฮอลล์ ชั้น 4 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซาอุดรธานี นายพิทยา ไชยมงคล นายกสมาคมผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาประเทศไทย นายวัชรินทร์ ศรีบุรินทร์ นายกสมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย (ส.บ.ม.ท.) และนายยงยุทธ ทิพรส ประธานสมาพันธ์ครูโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย พร้อมคณะผู้บริหารระดับสูง ร่วมกันแถลงข่าว มติร่วมสมาคมผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาประเทศไทย หลังจากมีการประชุมใหญ่สามัญประจำปี สมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย
          นายวัชรินทร์ ศรีบุรินทร์ นายก ส.บ.ม.ท. อ่านแถลงการณ์ระบุว่า สำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีหลายสำนัก ทำให้การทำงานไม่สามารถบูรณาการร่วมกันระหว่างสำนักได้ อีกทั้งมีจำนวนโรงเรียนประถมศึกษามากถึง 28,660 โรงเรียน และโรงเรียนมัธยมศึกษาอีก 2,362 โรงเรียน ทำให้ สพฐ.เป็นองค์กรขนาดใหญ่มาก เกินที่จะแก้ไขปัญหาคุณภาพการศึกษาทั้งระดับประถมศึกษาและระดับมัธยมศึกษา การบริหารเป็นไปด้วยความยากลำบาก การบริหารของทั้งสองระดับไม่ได้มีปัญหาหรือขัดแย้งกัน แต่ปรัชญาการจัดการศึกษา วัฒนธรรม ระบบ กระบวนการทำงาน มีความแตกต่างกัน ทำให้ไม่สามารถประสานเชื่อมต่อระหว่างเขตพื้นที่การศึกษาได้
          "รวมถึงปัญหาระบบโครงสร้าง การบริหารบุคลากรที่มีการจัดการรวมกันทั้งสองระดับ ปัญหาการบริหารราชการในกระทรวงศึกษาธิการ ไม่สอดรับกับการบริหารราชการแผ่นดินที่ต้องใช้จังหวัดเป็นตัวตั้งในการบริหารราชการ แต่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา มีพื้นที่บริการให้โรงเรียนในสังกัดมากกว่า 2 จังหวัด ทำให้การประสานงานด้านบุคลากร งบประมาณ และด้านอื่นๆ เกิดปัญหา ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อระบบการศึกษาของประเทศ" นายวัชรินทร์กล่าว
          นายวัชรินทร์กล่าวว่า จากปัญหาข้างต้นเพื่อเป็นการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ และเห็นผลชัดเจน มติที่ประชุมร่วมจึงเสนอแนวทางเพื่อแก้ปัญหาคุณภาพการจัดการศึกษาของประเทศ ดังนี้ ชัดเจน มติที่ประชุมร่วมจึงเสนอแนวทางเพื่อแก้ปัญหาคุณภาพการจัดการศึกษาของประเทศ ดังนี้ จัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการการมัธยมศึกษา ในกระทรวงศึกษาธิการ เพิ่มเป็นส่วนราชการ แยกออกมาต่างหาก เช่นเดียวกับ สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) มีฐานะเป็นนิติบุคคล ส่วนการจัดการประถมศึกษาคงอยู่ใน สพฐ. และจัดตั้งสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาให้ครบทุกจังหวัด ยกเว้นกรุงเทพฯ เป็นพื้นที่พิเศษมี 2 เขตพื้นที่การศึกษา รวมทั้งสิ้น 78 เขต นี่คือข้อเสนอกึ่งร้องขอต่อผู้มีอำนาจ หรือกระทรวงศึกษาธิการ ถ้าเห็นพ้อง หรือยังมีข้อมูลไม่เพียงพอ ทั้ง 3 องค์กรก็จะมีข้อมูลนำเสนอเพื่อประกอบการพิจารณาต่อไปตามลำดับ
          นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า จะรับข้อเสนอของ ส.บ.ม.ท.ไปหารือในที่ประชุมคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) โดยเร็วที่สุด ตอนนี้ยังให้ความเห็นไม่ได้ว่ามีความเป็นไปได้แค่ไหนกับข้อเสนอดังกล่าว เพราะเรื่องนี้ต้องหารือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาข้อยุติที่ดีที่สุด
          ด้านนายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (กพฐ.) กล่าวว่า ไม่รู้ว่าองค์กรครูออกมาเคลื่อนไหวทำไม ทั้งที่นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ บอกแล้วว่าจะไม่ปรับโครงสร้างใหญ่ น่าจะเอาเวลาไปมุ่งมั่นในการทำงานมากกว่า
ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน


ตั้ง 18 ผอ.กศน.'จังหวัด-อำเภอ'

          เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ นายประเสริฐ บุญเรือง เลขาธิการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ตนได้ลงนามในคำสั่งสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ที่ 194/2556 เรื่อง ย้ายและแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 7 ราย มีผลตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคม ได้แก่ นายทวีศักดิ์ เที่ยงธรรม ผู้อำนวยการสำนักงาน กศน.จังหวัดสุรินทร์ เป็น ผอ.กศน.จ.สตูล ให้ปฏิบัติหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านส่งเสริมมาตรฐานการศึกษานอกโรงเรียน, นายวสันต์ รัชชวงษ์ ผอ.กศน.จ.สตูล เป็น ผอ.กศน.จ.จันทบุรี, นายจักรกริช บุญเดช ผอ.กศน.จ.จันทบุรี เป็น ผอ.กศน.จ.ยโสธร, นางวิมลมาลย์ รินไธสง ผอ.กศน.จ.ยโสธร เป็น ผอ.กศน.จ.สุรินทร์, นายวรินทร์ วิรุณพันธ์ ผอ.กศน.จ.หนองบัวลำภู เป็น ผอ.กศน.จ.พิจิตร, นายชาตรี ม่วงสว่าง ผอ.กศน.จ.พิจิตร เป็น ผอ.กศน.จ.หนองบัวลำภู และ นายเกรียงศักดิ์ นวลสุทธิ์ รอง ผอ.กศน.จ.ระนอง เป็น รอง ผอ.กศน.จ.สตูล
          นายประเสริฐกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังได้ลงนามในคำสั่งสำนักงาน ปลัด ศธ. ที่ 195/2556 เรื่องย้ายและแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง 10 ราย ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม ได้แก่ นายไพรัช ศรีสำอางค์ ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) อำเภออัมพวา จ.สมุทรสงคราม เป็น ผอ.กศน.อ.เชียงกลาง จ.น่าน ,น.ส. รัตนาภรณ์ วงศาโรจน์ ผอ.กศน.เขตบางบอน กรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็น ผอ.กศน. อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม, น.ส.บุษพรรณ รุ่งช่วง ผอ.กศน.เขตบางรัก กทม. เป็น ผอ.กศน. เขตบางบอน กทม., นายรัฐเขต เชื้อมหาวัน ผอ.กศน.เขตยานนาวา กทม. เป็น ผอ.กศน. เขตบางรัก กทม., นางอัจฉนุช คำดีบุญ ผอ.กศน. อ.ช้างกลาง จ.นครศรีธรรมราช เป็น ผอ.กศน.เขตยานนาวา กทม., นายอดิศักดิ์ ชูวาธิวัฒน์ ผอ.กศน.อ.บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา เป็น ผอ.กศน.อ.ลาดบัวหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา, นางสุรัสวดี เลี้ยงสุพงศ์ ผอ.กศน.อ.เกาะจันทร์ จ.ชลบุรี เป็น ผอ.กศน.อ.พานทอง จ.ชลบุรี, นางธนณภัทร ศรีระนำ ผอ.กศน.อ.ยะหา จ.ยะลา เป็น ผอ.กศน.อ.ธารโต จ.ยะลา ,นางสุนิสา สุวรรณโน ผอ.กศน.อ.กรงปินัง จ.ยะลา เป็น ผอ.กศน.อ.ยะหา จ.ยะลา และ น.ส.อรวรีย์ ฟองจันทร์ ผอ.กศน.อ.ดอยเต่า จ.เชียงใหม่ เป็น ผอ.กศน.อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ นอกจากนี้ ยังมี คำสั่งให้ ร.อ.อาศิส เชยกลิ่น ผอ.กศน.อำเภอเมือง จ.นครนายก รักษาการในตำแหน่ง ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษารังสิต ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
มติชน ฉบับวันที่ 9 ก.พ. 2556

วันอาทิตย์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

สถานี ก.ค.ศ.: โทษของการคัดลอก หรือลอกเลียนผลงานทางวิชาการ

มาตรา 91 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547  บัญญัติไว้ว่า "ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ต้องไม่คัดลอกหรือลอกเลียน ผลงานทางวิชาการของผู้อื่นโดยมิชอบ หรือนำเอาผลงานทางวิชาการของผู้อื่น หรือจ้าง วาน ใช้ให้ผู้อื่นทำผลงานทางวิชาการเพื่อไปใช้ในการเสนอขอปรับปรุงการกำหนดตำแหน่ง การเลื่อนตำแหน่ง การเลื่อนวิทยฐานะ หรือการให้ได้รับเงินเดือนในระดับที่สูงขึ้น การฝ่าฝืนหลักการดังกล่าวนี้ เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ร่วมดำเนินการคัดลอก หรือลอกเลียนผลงานของผู้อื่นโดยมิชอบหรือรับจ้างทำผลงานทางวิชาการไม่ว่าจะมีค่าตอบแทนหรือไม่ เพื่อให้ผู้อื่นนำผลงานนั้นไปใช้ประโยชน์ในการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง"
          ในการประชุม ก.ค.ศ. เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2556 ที่ผ่านมา โดยมีนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน ได้มีการพิจารณาลงโทษทางวินัยแก่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาจำนวน 1 ราย ที่คัดลอกหรือลอกเลียนผลงานทางวิชาการของผู้อื่นโดยมิชอบตามมาตรา 91 ดังกล่าว แล้วมีมติให้ปลดออกจากราชการ ซึ่งในความผิดวินัยอย่างร้ายแรงกำหนดบทลงโทษไว้ 2 สถานคือ ปลดออก หรือไล่ออก และ ก.ค.ศ. เคยมีมติลงโทษข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่กระทำผิดวินัยในกรณีคัดลอกหรือลอกเลียนผลงานทางวิชาการอยู่เป็นระยะๆ มาแล้ว
          โดยประธาน ก.ค.ศ. ได้แสดงความคิดเห็นในที่ประชุมว่า มีความห่วงใยข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเป็นอย่างมาก เพราะเห็นว่าการลงโทษดังกล่าวเป็นโทษสถานหนัก และไม่ต้องการให้เรื่องนี้เกิดขึ้นกับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา จึงมอบหมายให้สำนักงาน ก.ค.ศ. ดำเนินการย้ำเตือนมายังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้มีความระมัดระวังในการนำบทความ ข้อคิดเห็นหรือข้อมูลเชิงวิชาการมาอ้างอิงในผลงานทางวิชาการของตนเอง โดยต้องศึกษาเรื่องนี้ให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ จะได้ไม่เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นอีก
          ดังนั้น สำนักงาน ก.ค.ศ. จึงขอใช้คอลัมน์นี้ย้ำเตือนมายังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกท่านให้ตระหนักถึงโทษของการคัดลอกหรือลอกเลียนผลงานทางวิชาการ การจ้าง วาน ใช้ให้ผู้อื่นทำผลงานทางวิชาการเพื่อขอมีหรือเลื่อนวิทยฐานะโดยมิชอบ มา ณ โอกาสนี้ เพราะโทษของการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงดังกล่าวจะทำให้ ผู้กระทำผิดถูกปลดออกหรือไล่ออกจากราชการทันที แล้วพบกัน ใหม่สัปดาห์หน้า
          
ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

การปรับหลักสูตรคือสูตรสำเร็จของการยกระดับคุณภาพการศึกษา?
          สายพิน แก้วงามประเสริฐ
          กระทรวงศึกษาธิการมีแนวคิดที่จะปรับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานให้เสร็จในปี 2556 ทั้งที่หลักสูตร พ.ศ.2551 พึ่งใช้ครบทุกระดับชั้นทั่วประเทศในปีนี้  ถือว่าใช้เพียงไม่กี่ปี  ความจำเป็นที่ทำให้กระทรวงศึกษาธิการคิดที่จะปรับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานใหม่ เนื่องจากผลการจัดอันดับการศึกษาของไทยที่มีอันดับไม่ดีนัก ทั้งอันดับต่ำกว่าเดิม ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน โดยฟันธงว่าอันดับการศึกษาของไทยตกต่ำ เป็นผลเนื่องมาจากปัจจัย 2 ประการ คือ หลักสูตร  และครู  ดังนั้น สิ่งที่กระทรวงศึกษาต้องเร่งรัดปรับปรุงปฏิรูป คือ หลักสูตรใหม่และปฏิรูปครู ทำให้เกิดความสงสัยว่า การที่อันดับทางการศึกษาของไทยตกต่ำเป็นลำดับ ไม่ว่าจะถูกจัดโดยหน่วยงานหรือสถาบันใดก็ตามนั้น เป็นเพราะหลักสูตรและคุณภาพของครูแค่นั้นจริง ?
          การที่อันดับทางการศึกษาของไทยต่ำ แสดงว่าคุณภาพการศึกษาของไทยตกต่ำจริงๆ หรือ และหากแก้ไขด้วยการปรับหลักสูตร ปฏิรูปครูแล้ว จะทำให้คุณภาพการศึกษาของไทยพัฒนาขึ้นจริงหรือไม่ โดยไม่ต้องไปพิจารณาเกณฑ์ที่ใช้ในการตัดสิน ชี้วัดว่าแต่ละหน่วยงานใช้เกณฑ์อะไรในการตัดสิน จัดอันดับการศึกษาของไทยหรืออย่างไร และหากเราไม่สนใจว่าแต่ละหน่วยงานใช้เกณฑ์อะไรเป็นตัวชี้วัด แต่สรุปรวมไปเลยว่าการศึกษาไทยตกต่ำด้วยเหตุปัจจัยสองอย่างคือ หลักสูตรกับครู นอกจากจะไม่เป็นธรรมกับผู้ปฏิบัติงานจริงแล้ว จะทำให้ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ถูกต้องตรงประเด็นอีกด้วย
          หากพิจารณาการจัดอันดับที่เกี่ยวกับการศึกษาไทย เช่น การจัดอันดับโดย IMD (International Institute for Management Development) อันดับการศึกษาของไทยปี 2553 โดยภาพรวมอยู่ในลำดับที่ 47 จากทั้งหมด 58 ประเทศ ที่เข้ารับการประเมิน ส่วนในด้านคุณภาพการศึกษาพบว่าอัตราส่วนนักเรียนต่อครูระดับประถมศึกษาอยู่ในอันดับ 41 คือมีอัตรานักเรียนอยู่ที่ 17.70 คนต่อครู 1 คน อัตรานักเรียนต่อครูระดับมัธยมศึกษา อยู่อันดับที่ 53 โดยมีอัตรานักเรียนอยู่ที่ 21  คนต่อครู 1 คน
          การประเมินในด้านโอกาสและความเสมอภาค พิจารณาจากจำนวนนักเรียนที่เข้าเรียนระดับมัธยมศึกษาสุทธิที่เรียนเต็มเวลา อยู่ที่ร้อยละ 92 อยู่ในอันดับ 47 อัตราการไม่รู้หนังสือของผู้ใหญ่ อยู่ในอันดับ 44 ผลสัมฤทธิ์ของการอุดมศึกษา โดยพิจารณาจากการจบการศึกษาตั้งแต่ระดับอุดมศึกษาขึ้นไป อยู่ในอันดับ 45 จำนวนคนใช้อินเตอร์เน็ตต่อประชากร 1,000 คน พบว่าคนไทยใช้อินเตอร์เน็ต 209 คน อยู่ในอันดับที่ 53
          นอกจากนี้ ในหัวข้อประสิทธิภาพการจัดการศึกษา การบริหารจัดการที่ตอบสนองต่อความต้องการของภาคธุรกิจ ไทยอยู่ในอันดับที่ 30
          ส่วนการจัดอันดับการศึกษาในมหาวิทยาลัยของเครือข่ายมหาวิทยาลัยโลก "ยูนิเวอร์ซิตาส 21"  จัดอันดับประเทศที่มีการจัดการคุณภาพการศึกษาขั้น
          สูงได้ดี 48 ประเทศ พบว่าประเทศไทยอยู่ในลำดับที่ 41 ในบรรดา 48 ประเทศ และลำดับที่ 8 ของอาเซียน ส่วนสิงคโปร์ ได้ลำดับ 1 ของเอเชีย และเป็นลำดับที่ 11 ใน 48 ประเทศ เกณฑ์ที่ใช้ในการวัดคุณภาพการศึกษา ได้แก่ การวิจัย  บรรยากาศในการเรียนการสอน ผลผลิตทางการศึกษา รวมทั้งความแตกต่างด้านการพัฒนาทางเศรษฐกิจ
          บริษัทเพียร์สัน บริษัทด้านการศึกษาและธุรกิจสิ่งพิมพ์ยักษ์ใหญ่ เผยผลการจัดอันดับประเทศที่มีการพัฒนาทางการศึกษา ซึ่งจัดทำโดยหน่วยข่าวกรองเศรษฐศาสตร์ (อีไอยู) พบว่าไทยได้อันดับที่ 37 จาก 40 ประเทศ โดยการศึกษาในระดับอุดมศึกษาอยู่อันดับ 8 ของอาเซียน ตามหลังฟิลิปปินส์  และกัมพูชา ส่วนการศึกษาขั้นพื้นฐานอยู่ในลำดับ 6 ของอาเซียน ตามหลังเวียดนาม
          เกณฑ์ที่ใช้ในการจัดอันดับครั้งนี้ ได้แก่ ผลการสอบทางวิชาการระดับนานาชาติ อัตราการสำเร็จการศึกษา อัตราการเข้าเรียน อัตราการอ่านออกเขียนได้ในแต่ละประเทศ มาตรฐานด้านการเรียนการสอน คุณภาพของครูผู้สอน โดยเก็บข้อมูลระหว่างปี 2549-2553 พบว่าประเทศที่ติดอันดับที่ดี  ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับครูผู้สอน รวมทั้งมีวัฒนธรรมด้านการศึกษาที่ดี ซึ่งมีประเทศในทวีปเอเชียติด 4 ใน 5 อันดับแรก ได้แก่ เกาหลีใต้ ถูกจัดอยู่ในอันดับ 2 ตามด้วยฮ่องกง ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ตามลำดับ
          ประเทศในเอเชียเหล่านี้ให้ความสำคัญกับการศึกษามากเป็นพิเศษ รวมทั้งผู้ปกครองทุ่มเทอยากให้ลูกหลานของตนได้รับการศึกษาที่ดีมีคุณภาพ เพื่อความสำเร็จในชีวิต
          อีกทั้งจากการประเมินผลการศึกษานานาชาติ ไทยถูกจัดอยู่ในลำดับที่ 50 ซึ่งเป็นอันดับที่ตกต่ำลงเรื่อยๆ จนกระทรวงศึกษาธิการต้องเตรียมการปรับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พร้อมทั้งพัฒนาความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ให้สูงขึ้น เพื่อสนับสนุนการยกระดับด้านการผลิตอุตสาหกรรมที่ขาดแคลนบุคลากรที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้านให้เพียงพอ
          การประเมินของ PISA คือการประเมินเด็กที่อยู่ในกลุ่มอายุ 15 ปี โดยไม่เน้นความรู้ที่อยู่ในห้องเรียน แต่ต้องการสำรวจว่าเยาวชนที่อยู่ในวัยจบการศึกษาภาคบังคับ มีศักยภาพที่จะใช้ความรู้และทักษะที่เรียนไป ในชีวิตจริงได้ดีเพียงใดในอนาคต
          PISA จึงไม่ได้ประเมินความรู้ตามหลักสูตร ในโรงเรียน แต่เน้นความรู้และทักษะที่จำเป็นสำหรับการเรียนรู้ตลอดชีวิต  ซึ่งกำหนดว่าความรู้และทักษะที่จำเป็นสำหรับการเรียนรู้ตลอดชีวิตมี 3 ด้าน คือ การอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์
          ประเทศไทยเข้าร่วมโครงการ PISA ตั้งแต่ปี 2000 ผลการประเมินล่าสุดคือ ปี 2009 มีการสุ่มเด็กที่อยู่ในวัย 15 ปี ทั่วประเทศประมาณ 6,000 คนเศษ พบว่าเด็กไทยมีความสามารถอยู่อันดับที่ 50  จาก 65 ประเทศ แต่การพิจารณาแค่อันดับ แล้วมาสรุปในทันทีว่าคุณภาพการศึกษาไทยต่ำ จนต้องปรับหลักสูตรหรือพัฒนาคุณภาพครูอย่างเดียว คงไม่เป็นการแก้ปัญหาที่ถูกจุดนัก ควรพิจารณา รายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับการประเมินคุณภาพของเด็กในวัยนี้ของ PISA ด้วยว่าประกอบไปด้วยอะไรบ้าง
          จากรายงานผลการประเมิน PISA ปี 2009 ของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือ สสวท. ให้ความรู้ที่น่าสนใจว่า การประเมินของ PISA เป็นการประเมินทุก 3 ปี โดยมีเกณฑ์การให้คะแนนแบ่งเป็น 6 ระดับ โดยระดับที่ 1 (ต่ำสุด) ถึงระดับที่ 6 (สูงสุด) และกำหนดให้ระดับ 2 เป็นระดับพื้นฐานที่แสดงให้เห็นว่านักเรียนรู้และพอจะใช้ประโยชน์จากความรู้ในชีวิตได้
          การประเมินแต่ละครั้งจะให้ความสำคัญกับวิชาต่างๆ แตกต่างกันดังนี้
          ปี 2000 ให้ความสำคัญกับการอ่านเป็นหัวใจหลัก ปี 2003 ให้ความสำคัญกับการประเมินด้านคณิตศาสตร์ ปี 2006 ให้ความสำคัญกับการประเมินด้านวิทยาศาสตร์ และปี 2009 ให้ความสำคัญกับการอ่าน เพื่อเป็นการประเมินซ้ำรอบที่สอง โดยวิชาที่เป็นหัวใจหลักจะมีน้ำหนัก 60% ของภารกิจการประเมิน วิชารองวิชาละ 20%
          เมื่อพิจารณาการประเมินของ PISA ปี 2009 ด้านการอ่าน พบว่ามีคะแนนเฉลี่ยนานาชาติเท่ากับ  493 คะแนน นักเรียนที่สามารถนำทักษะการอ่านไปใช้ในชีวิตจริงได้เป็นอันดับหนึ่งคือ นักเรียนในเขตเศรษฐกิจเซี่ยงไฮ้ มีคะแนนเฉลี่ย 556 ส่วนเด็กไทยมีคะแนนเฉลี่ย 421 อยู่ในลำดับประมาณ 47-51 จาก 65 ประเทศ และยังพบอีกว่าเด็กไทยมีความสามารถนำการอ่านไปใช้ในชีวิตจริงได้ไม่ถึงระดับพื้นฐานถึงร้อยละ 43 ส่วนการอ่านของเด็กไทยที่อยู่ในระดับ 5 (สูง) และระดับ 6 (สูงสุด) อยู่ในอันดับที่ 59 ใน 65 ประเทศ
          การอ่านของเด็กไทยปี 2009 ต่ำกว่าปี 2000 ที่เด็กไทยมีคะแนนเฉลี่ยด้านการอ่าน 431 โดยเด็กไทยที่มีความสามารถด้านการอ่านไม่ถึงระดับพื้นฐานเพิ่มขึ้น นักเรียนกลุ่มต่ำมีจำนวนสูงขึ้น  แสดงให้เห็นว่าเด็กไทยกลุ่มต่ำถูกละเลย อาจเป็นผลมาจากการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้สูงขึ้น โดยเน้นไปที่เด็กกลุ่มเก่งมากกว่า
          ดังนั้น ผลการประเมินปี 2009 ที่ทำให้กระทรวงศึกษาธิการต้องลุกขึ้นมาเสนอแนวคิดที่จะปรับหลักสูตรการศึกษานั้น เป็นการประเมินที่ PISA ให้ความสำคัญกับการอ่าน
          แล้วหลักสูตรที่ปรับปรุงจะให้ความสำคัญกับการอ่านของเด็กอย่างไรหรือ การส่งเสริมการอ่านยังถือเป็นวาระแห่งชาติอยู่ไหม เพราะอันดับที่ 50 ที่ได้หากพิจารณาจากน้ำหนักการประเมินก็ย่อมต้องเน้นแก้ปัญหาการอ่านเป็นภารกิจที่สำคัญ
          การประเมินของ PISA ปี 2009 ด้านคณิตศาสตร์ คะแนนเฉลี่ยนานาชาติเท่ากับ 496 โดยคะแนนวิชาคณิตศาสตร์ของเด็กไทยร้อยละ 52.5 ต่ำกว่าระดับพื้นฐาน จัดอยู่ในลำดับที่ 50 เมื่อเรียงตามสัดส่วนของนักเรียนที่รู้และสามารถนำความรู้ด้านคณิตศาสตร์ไปใช้ในชีวิตจริงได้ ในระดับ 5 และระดับ 6 และ เมื่อประเมินตามกลุ่มโรงเรียนพบว่ามีโรงเรียนสาธิตกลุ่มเดียวที่มีคะแนนทัดเทียมกับนานาชาติ ส่วนกลุ่มโรงเรียนขนาดเล็กเป็น กลุ่มที่อยู่ล่างสุด
          เมื่อเทียบกับคะแนนการประเมินของ PISA ปี 2003 นักเรียนที่มีคะแนนคณิตศาสตร์ลดลง คือนักเรียนภาคกลาง นักเรียนกรุงเทพฯและปริมณฑล ส่วนนักเรียนที่มีคะแนนสูงขึ้นคือ นักเรียนภาคเหนือตอนบน ภาคตะวันตก ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ตามลำดับ
          การประเมินของ PISA ปี 2009 ด้านวิทยาศาสตร์ พบว่าเด็กไทยมีคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่าคะแนนเฉลี่ยนานาชาติ โดยอยู่ในลำดับประมาณ 47-49 ในจำนวน 65 ประเทศ นักเรียนไทยร้อยละ 42.8  รู้และนำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ไปใช้ในชีวิตจริงต่ำกว่าระดับพื้นฐาน และเมื่อพิจารณาความรู้และความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ในระดับ 5 และระดับ 6 เด็กไทยอยู่ในลำดับที่ 51 แต่เมื่อเปรียบเทียบกับการประเมิน PISA ปี 2009 สูงกว่า ปี 2006
          เมื่อพิจารณาตามกลุ่มโรงเรียนพบว่า ความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ของนักเรียนโรงเรียนสาธิตมีคะแนนเฉลี่ยทัดเทียมกับคะแนนเฉลี่ยนานาชาติ ส่วนกลุ่มที่มีคะแนนเฉลี่ยต่ำสุดเป็นนักเรียนโรงเรียนขนาดเล็ก ที่สอนเฉพาะชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น
          นอกจากนี้ การรายงานสรุปของ สสวท. เกี่ยวกับการประเมินของ PISA ปี 2009 ชี้ให้เห็นปัจจัยที่สำคัญที่มีผลต่อคะแนนเฉลี่ย คือ ครู รองลงมาคือ วัสดุอุปกรณ์การเรียน เช่น หนังสือเรียน คู่มือครู  หนังสืออ่านประกอบ แต่สิ่งที่ไม่ส่งผลต่อคะแนนคือ อุปกรณ์เทคโนโลยี (ICT) และยังพบว่านักเรียนที่ใช้ ICT มาก กลับมีคะแนนเฉลี่ยต่ำที่สุดทั้งสามวิชา
          จากรายงานยังพบอีกว่า การขาดครูมีผลต่อคะแนน PISA ประเทศไทยเมื่อเทียบระหว่างปี 2006  กับปี 2009 พบแนวโน้มขาดครูเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับจำนวนนักเรียนคิดเป็นร้อยละ เช่น นักเรียนร้อยละ 40 ขาดครูภาษาไทย นักเรียนร้อยละ 45 ขาดครูวิทยาศาสตร์ นักเรียนร้อยละ 47 ขาดครูคณิตศาสตร์ และนักเรียนร้อยละ 50 ขาดครูวิชาอื่นๆ
          ผลการประเมินโดยรวมของ PISA พบว่ากลุ่มโรงเรียนที่มีความแตกต่างกัน ในด้านผลการเรียนและปัจจัยที่เป็นทรัพยากรการเรียน จะมีผลคะแนนแตกต่างกัน เช่น นักเรียนในกรุงเทพฯ มีคะแนนสูงกว่านักเรียนในชนบท นักเรียนโรงเรียนสาธิตมีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่ามาก ซึ่งเป็นเครื่องชี้วัดความเท่าเทียมกันทางการศึกษา รวมทั้งไม่ได้สื่อให้เห็นว่ากลุ่มที่อ่อนแอ ได้รับการสนับสนุนปัจจัยทางการศึกษาแตกต่างจากกลุ่มที่เข้มแข็งอยู่แล้ว และข้อมูลไม่ได้ชี้ว่ากลุ่มที่อ่อนแอได้รับการสนับสนุนปัจจัยการเรียนรู้อย่างเพียงพอ
          นอกจากนี้ ในรายงานยังนำเสนอจุดอ่อน ของการศึกษาของไทยคือ การพุ่งเป้าไปที่การสนับสนุนด้านไอซีที แต่กลับปล่อยให้ขาดแคลนครูจำนวนมาก ทั้งปล่อยให้ครูสาขาที่ขาดแคลนเกษียณอายุก่อนกำหนด และยังเก็บอัตราครูเกษียณ ซึ่ง PISA เห็นว่าการขาดครูตามคุณวุฒิ ส่งผลลบต่อการเรียนรู้ของเด็กอย่างมีนัยสำคัญ
          การกวดวิชานอกโรงเรียนส่งผลกระทบทางลบต่อคุณภาพการเรียนรู้ และการคิดวิเคราะห์ของเด็ก  รวมทั้งควรให้ความสำคัญกับนักเรียนและโรงเรียนที่อ่อนด้อยให้ได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนอย่างเพียงพอ การที่รัฐจัดหาทรัพยากรให้นักเรียนอย่างเท่าเทียมกันทุกคน ยิ่งจะทำให้ช่องว่างระหว่างกลุ่มเด็กเก่งเด็กอ่อนเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากฐานเดิมของเด็กไม่เท่าเทียมกัน
          การยกระดับมาตรฐานการเรียนรู้ในวิชานั้นๆ ในประเทศสิงคโปร์ จะส่งนักเรียนที่สอบวิชาคณิตศาสตร์ไม่ผ่านไปให้ครูที่ดีที่สุด เพื่อให้เรียนรู้เรื่อง และสอบผ่านได้ ซึ่งอาจจะตรงข้ามกับบ้านเราที่ครูชอบสอนเด็กที่เก่งๆ ให้เก่ง และเข้าใจว่าเป็นเพราะครูเก่งเด็กถึงเก่ง
          แต่ในความเป็นจริงแล้ว ครูที่เก่งน่าจะเป็นครูสอนเด็กไม่เก่งให้เก่งได้ หรือพัฒนาขึ้นได้มากกว่า
          ผลการประเมินของ PISA ยังบ่งชี้ว่า ตัวแปรที่จะทำให้เด็กพัฒนาขีดความสามารถได้สูงหรือไม่  ประกอบด้วยจำนวนนักเรียนต่อห้องเรียน เงินเดือนครู ความเป็นอิสระของโรงเรียนในการจัดการทรัพยากร ระบบการบริหารจัดการโรงเรียนที่ดีจะมีผลต่อผลการเรียนของนักเรียน โรงเรียนที่มีคุณภาพจะจัดห้องเรียนขนาดเล็ก และให้เงินเดือนครูสูง ส่วนโรงเรียนที่มีความสัมพันธ์อันดีระหว่างครูกับนักเรียน จะส่งผลให้นักเรียนรักการอ่าน และพัฒนาทักษะการอ่านได้ดีขึ้น เป็นต้น
          จากอันดับการศึกษาของไทยที่ถูกจัดอันดับ ไม่ว่าจะจัดโดยองค์กรใดก็ตาม พบว่าเกณฑ์ที่ใช้ในการจัดอันดับล้วนประกอบด้วย ผลการสอบทางวิชาการระดับนานาชาติ อัตราการสำเร็จการศึกษา  อัตราการเข้าเรียน อัตราการอ่านออกเขียนได้ โอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษา อัตราส่วนระหว่างนักเรียนต่อครู จำนวนคนใช้อินเตอร์เน็ต อุปกรณ์ การเรียนที่จำเป็นต่อวิชานั้นๆ ตลอดจนการจัดสรรทรัพยากรในการพัฒนาการศึกษาอย่างทั่วถึง
          โดยเฉพาะปัญหาการขาดแคลนครูเป็นปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาไม่น้อย แต่กลับพบข้อมูลว่า ครูที่สอนอยู่ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานยังขาดแคลนอีกจำนวน 58,805 อัตรา  แยกเป็นครูคณิตศาสตร์ 8,255 อัตรา ครูวิทยาศาสตร์ 6,815 อัตรา ครูภาษาอังกฤษ 7,884 อัตรา  ส่วนโรงเรียนในชนบทประมาณ 13,000 โรงเรียน ยังคงขาดครู
          มีประเทศใดในโลกที่ถูกจัดอันดับทางการศึกษาอยู่ในระดับสูงหรือที่พัฒนาแล้ว ขาดแคลนครูทัดเทียมกับประเทศไทยหรือไม่ ในขณะเดียวกันมีครูในประเทศใดที่มีภาระงานวุ่นวายด้วยการทำเอกสารโน่นนี่มากมายเหมือนครูไทยหรือไม่ ทั้งที่เคยมีนโยบายคืนครูให้ห้องเรียน แต่ภาระงานของครูที่นอกเหนือการเรียนการสอน ยังทำให้การเรียนการสอนไม่เต็มศักยภาพหรือไม่
          อีกทั้งระบบการให้ความดีความชอบแก่ครูของโรงเรียนทั่วประเทศมีกี่มากน้อย ที่เน้นการพิจารณาความดีความชอบที่ความตั้งใจเอาใจใส่ในการจัดการเรียนการสอนของครู เท่ากับการทำงานพิเศษ  งานที่ดึงครูหลุดออกไปจากห้องเรียน หรือความสามารถในการใกล้ชิดสนิทสนมกับผู้บริหารเท่านั้น
          ระบบการให้ความดีความชอบของครู โดยไม่ยึดโยงกับการสอน รวมทั้งการไม่ส่งเสริมให้เห็นความสำคัญของการทำงานเป็นทีม ทั้งที่ความสำเร็จในการจัดการศึกษาไม่อาจสำเร็จได้ด้วยบุคคลเพียงคนเดียวหรือกลุ่มเดียว
          ดังนั้น จึงน่าจะยกเลิกการให้ความดีความชอบแบบรายบุคคล เพราะทำให้เกิดการประจบสอพลอบ้าง การเสียขวัญและกำลังใจของคนตั้งใจสอน รวมทั้งการไม่ร่วมกันทำงาน จึงควรประเมินภาพรวมเป็นโรงเรียน ถ้าโรงเรียนไหนทำงานได้ประสบความสำเร็จจัดการเรียนการสอนได้ดี ครูทุกคนควรได้รับผลตอบแทนเท่ากัน เพื่อให้ร่วมมือร่วมใจกันทำงานมากขึ้น และขจัดระบบสอพลอเล่นพรรคเล่นพวก ที่ทำให้ระบบราชการเชื่องช้า ล้าหลัง
          นอกจากนี้ การปฏิรูปครูอาจไม่ใช่การจัดอบรมครูทั้งระบบผ่านระบบอีเทรนนิ่งเท่านั้น ซึ่งอาจได้สถิติตัวเลขว่าครูผ่านการอบรม
          เท่านั้นเท่านี้ แต่คุณภาพมีมากน้อยเพียงใดยังไม่แน่ใจ หรือไม่ใช่การจัดสอบวัดความรู้ด้วยการทำข้อสอบ ซึ่งใช้งบประมาณจำนวนไม่น้อย แต่ไม่ได้อะไรเท่าไร  เพราะครูที่ทำคะแนนได้ดี อาจไม่ใช่ครูที่สอนได้ดีมีความตั้งใจก็เป็นได้
          ในบางประเทศ เช่น ญี่ปุ่น จะเปิดโอกาสให้ครูต่างโรงเรียนได้พบปะพูดคุยเสวนาถึงเรื่องการเรียนการสอน เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอน เป็นแบบอย่างให้นำไปใช้จัดการเรียนการสอนได้จริง โดยที่ครูเหล่านี้มีความเข้าใจในบริบทของสภาพโรงเรียนที่ไม่แตกต่างกัน ย่อมให้แง่คิดประสบการณ์ที่ดีได้มากกว่า
          ผิดกับประเทศไทยเมื่อจะพัฒนาครูครั้งหนึ่ง ต้องเชิญผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยบ้าง บุคลากรภายนอกที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าบริบทของโรงเรียน และการศึกษาอย่างที่เป็น จริง ไม่ใช่อย่างที่นั่งคิดกันในห้องแอร์เป็นอย่างไร
          การปรับหลักสูตรการศึกษา อาจไม่ใช่คำตอบทุกอย่างของการยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย แต่อาจต้องคิดให้ชัดเจนว่า เวลาเราตั้งท่าจะพัฒนาคุณภาพการศึกษากันครั้งหนึ่ง มักเฮโลทำพร้อมกันทั้งประเทศ และอยากพลิกแผ่นดินให้เห็นผลกันในเร็ววัน ทั้งที่การศึกษาจะพัฒนาได้นั้นรากฐานจะต้องดี หลายประเทศที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาการศึกษาเขาใช้เวลากี่ปี  เขาวางรากฐานกันตั้งแต่ครอบครัว และตั้งแต่เด็กเล็กๆ ให้มีวินัย รักการเรียนรู้ ให้มีเป้าหมายในชีวิต
          แม้จะใช้เวลานานกว่าจะเห็นผล เราอาจไม่จำเป็นต้องให้ใครมาจารึกชื่อว่าเราเป็นผู้ปฏิรูปการศึกษาประสบความสำเร็จก็ย่อมได้ แต่อาจเป็นแค่คนทำทางส่วนหนึ่งให้คนอื่นเดิน และมีคนมาทำทางต่อไปเรื่อย ๆ จนถึงเป้าหมายในที่สุดก็น่าจะเป็นสิ่งที่ควรภูมิใจไม่ใช่หรือ
          การยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย มิอาจสำเร็จได้ง่าย เพียงเพราะการปรับหลักสูตรเพียงอย่างเดียว แต่กลับละเลยที่จะแก้ที่สาเหตุหลายอย่าง ที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาการศึกษาอย่างแท้จริง

มติชน ฉบับวันที่ 5 ก.พ. 2556