สวัสดีครับทุกท่าน เว็บไซต์แห่งนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารทางการศึกษา ให้เป็นวิทยาทานสำหรับบุคคลทั่วไป

ข่าวการศึกษา

สนทนา

วันพุธที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ชี้สมศ.ยังสำคัญแต่ต้องปรับปรุง

ชี้สมศ.ยังสำคัญแต่ต้องปรับปรุง
          ดร.สมเกียรติ ชอบผล ที่ปรึกษาสำนักงานโครงการสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สำนักพระราชวัง อดีตรองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวถึงกรณีที่มีผู้เสนอให้ปรับปรุงหรือยุบเลิกสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพ การศึกษา (สมศ.) ว่า พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ กำหนดให้มีการประกันคุณภาพภายในโดยสถานศึกษา และ  ประกันคุณภาพภายนอกที่ประเมินโดย สมศ. ซึ่งในฐานะที่ตนเคยเป็นผู้บริหารการศึกษาขั้นพื้นฐาน และดูแลงานด้านวิชาการมาก่อน ไม่เห็นด้วยกับการยุบเลิก สมศ. เพราะการปฏิรูปการศึกษาที่ผ่านมามีผลงานเป็นรูปธรรม มีการปรับปรุงด้านต่าง ๆ ไปมาก โดยเฉพาะตัวชี้วัดเรื่องผู้เรียนเป็นคนดี เมื่อมีหน่วยงานภายนอกมาประเมินคุณลักษณะนักเรียนอย่างจริงจัง ก็เป็นแนวทางให้โรงเรียนดำเนินการเรื่องนี้ไปสู่เป้าหมาย แต่ถ้าไม่มีหน่วยงานภายนอกมาตรวจ
          สอบการทำงานก็อาจจะไม่เข้มแข็ง อย่างไรก็ตาม สมศ.ยังมีจุดอ่อนเรื่องการนำผลการประเมินไปใช้ ซึ่งต้องทำให้เข้มแข็งมากขึ้น รวมถึงปรับปรุงตัวบ่งชี้บางตัวที่ซ้ำซ้อนกับการประกันคุณภาพภายใน ทั้งนี้ ตนไม่เห็นด้วยถ้าจะทำให้การประกันคุณภาพภายใน และการประกันคุณภาพภายนอกเหมือนกันทั้งหมด เพราะจะไม่เกิดประโยชน์อะไร
          ด้าน รศ.นพ.กำจร ตติยกวี เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) กล่าวว่า หากต้องยุบ เลิกหน่วยงานที่เทียบเคียงกับต่างประเทศในเรื่องการประเมินคุณภาพการศึกษาคงน่าเสียดาย ซึ่งตนมองว่า สมศ.ควรทบทวนบทบาทของตนเอง เพราะที่ผ่านมา สมศ.ทำงานโดยคิดกติกาจากข้างบนลงมาข้างล่าง และตัวชี้วัดบางตัว เมื่อนำมาใช้ประเมินจริงก็ไม่เกิดประโยชน์ จึงอยากให้นำการประเมินและการรับรองมาตรฐานที่เป็นสากล มาใช้.
        
  --เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 17 ก.ค. 2557

สพฐ.รับลูกคสช.สร้างค่านิยมคนไทยใหม่

          ดร.กมล รอดคล้าย เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้น พื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่า  ที่ประชุมได้หารือถึงการสร้างค่านิยมหลักของคนไทยตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อสร้างสรรค์ประเทศไทยให้เข้มแข็ง โดยต้องสร้างคนในชาติให้มีค่านิยมไทย 12 ประการ ได้แก่ 
1. มีความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ 
2. ซื่อสัตย์ เสียสละ อดทน 
3. กตัญญูต่อพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครูบาอาจารย์ 
4. ใฝ่หาความรู้ หมั่นศึกษาเล่าเรียนทั้งทางตรง และทางอ้อม 
5. รักษาวัฒนธรรมประเพณีไทย 
6. มีศีลธรรม รักษาความสัตย์ 
7. เข้าใจเรียนรู้การเป็นประชาธิปไตย 
8. มีระเบียบ วินัย เคารพกฎหมาย ผู้น้อยรู้จักการเคารพผู้ใหญ่ 
9. มีสติรู้ตัว รู้คิด รู้ทำ 
10. รู้จักดำรงตนอยู่โดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 
11. มีความเข้มแข็งทั้งร่างกาย และจิตใจ ไม่ยอมแพ้ต่ออำนาจฝ่ายต่ำ  
12. คำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวมมากกว่าผลประโยชน์ของตนเอง 

ซึ่ง สพฐ.จะนำหลักการดังกล่าวมาขยายผล โดยได้เตรียมเผยแพร่เรื่องดังกล่าวไปสู่สถานศึกษาด้วยการบรรจุไว้ในหลักสูตรวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง พร้อมกับการจัดกิจกรรเสริมสร้างเด็กและเยาวชนในเรื่องนี้อย่างจริงจัง
          "สพฐ.ได้มีการวิเคราะห์ค่านิยมหลักของคนไทย 12 ประการ พบว่า หลักสูตรของ สพฐ.ก็มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์อยู่ 8 ข้อ ประกอบด้วย มีความรักชาติศาสน์ กษัตริย์ ซื่อสัตย์ สุจริต มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ อยู่อย่างพอเพียง มุ่งมั่นในการทำงาน รักความเป็นไทยและมีจิตสาธารณะ โดยทั้งหมดได้บรรจุไว้ในหลักสูตรอยู่แล้ว ส่วนที่ คสช.กำหนดค่านิยมหลัก 12 ประการ ก็ถือว่าครอบคลุมคุณลักษณะของ สพฐ.แล้ว และการผลักดันเรื่องนี้ก็คงไม่ใช่แค่ภาคการศึกษาเพียงฝ่ายเดียว แต่สังคมทุกภาคส่วนต้องร่วมกันทำ โดยเฉพาะการเริ่มต้นจากครอบครัวที่จะต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่เด็กและยาวชน" เลขาธิการ กพฐ. กล่าว.
         
 --เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 17 ก.ค. 2557


สกสค.เลิกสัญญาสร้างหอพักครู

          นางสุทธศรี วงษ์สมาน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) เปิดเผยภายหลังประชุมคณะกรรมการ สกสค.เมื่อเร็วๆ นี้ ว่า สำนักงาน สกสค.ได้เสนอขอให้พิจารณายกเลิกสัญญา กับบริษัทผู้รับเหมาโครงการก่อสร้างอาคารศูนย์พัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ ตามสัญญาจ้างเลขที่ 18/2554 ลงวันที่ 3 พ.ค. 54 เพราะที่ผ่านมาได้ขยายสัญญาจ้างมาแล้ว 3 ครั้ง โดยครั้งที่ 3 ครบกำหนดเมื่อวันที่ 8 ก.ค.ที่ผ่านมา แต่บริษัทกลับดำเนินงานได้เพียง 9.52 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งที่ประชุมสรุปว่าหากบริษัทมีศักยภาพจริงคงทำงานได้แล้วเสร็จ หรือเกือบเสร็จตามกรอบเวลาไปแล้ว จึงมีมติให้สำนักงาน สกสค.ยกเลิกสัญญาจ้าง พร้อมดำเนินการตามกฎหมาย เพื่อเรียกค่าเสียหายตามสัญญาจ้างต่อไป
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ย้อนกลับไปในการประชุมบอร์ด สกสค.ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการอำนวยการโครงการเคยเสนอให้บอร์ด สกสค.ยกเลิกสัญญาการก่อสร้างก่อนวันที่ 8 ก.ค. หลังจากบริษัททำหนังสือขอยกเลิกสัญญามีผลวันที่ 11 มิ.ย. โดยระบุเหตุผลในหนังสือว่า โครงการนี้ไม่มีความชัดเจน เพราะเปลี่ยนแปลงแบบกลับไปกลับมาจาก 7 ชั้นเป็น 9 ชั้น และไม่ชัดเจนเรื่องเงินค่าจ้างตามสัญญา ซึ่งการเปลี่ยนแปลงแบบแปลนทำให้เสียเวลา ส่งผลให้ระยะเวลาที่เหลืออยู่ไม่เพียงพอที่จะดำเนินงานให้แล้วเสร็จตามสัญญาได้
          อย่างไรก็ดี บอร์ด สกสค.พิจารณาแล้วเห็นว่าเหตุผลฟังไม่ขึ้น และการยกเลิกสัญญา ก่อนครบกำหนดจะทำให้บริษัทไม่ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งสิ้น จึงมีมติ ไม่ยกเลิกสัญญาก่อนกำหนด แต่กลับมีมติให้ยกเลิกสัญญาจ้างหลังครบกำหนดการขยายเวลา 8 ก.ค. และดำเนินการทางกฎหมายในการประชุมล่าสุด ดังนั้น บริษัทผู้รับเหมารายนี้จึงเตรียมฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจาก สกสค.กลับด้วย
          --ข่าวสด ฉบับวันที่ 17 ก.ค. 2557 

ไม่มีความคิดเห็น: