สวัสดีครับทุกท่าน เว็บไซต์แห่งนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารทางการศึกษา ให้เป็นวิทยาทานสำหรับบุคคลทั่วไป

ข่าวการศึกษา

สนทนา

วันอาทิตย์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2554

วันรักการอ่าน


รมว.ศธ.กล่าวว่า รัฐบาลได้ตระหนักถึงความสำคัญของการอ่าน ซึ่งมีความสัมพันธ์กับการเรียนรู้ที่มีคุณภาพตลอดชีวิต เพราะการอ่านเป็นเครื่องมือชนิดเดียวที่ทำให้คนสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้มาอย่างยาวนาน และสามารถสร้างสมองค์ความรู้เพื่อขยายผลไปยังผู้อื่นได้ โดยมุ่งหวังที่จะเชิญชวนให้ทุกภาคส่วนของสังคม ตั้งแต่ครอบครัว ชุมชน สถานที่ทำงาน สถานประกอบการ สถานศึกษา ตลอดจนองค์กรต่างๆ ของสังคม เข้ามามีบทบาทต่อการส่งเสริมการอ่าน ซึ่งในปัจจุบันเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า คนไทยให้ความสนใจต่อการอ่านมากขึ้น มีมาตรการและกลวิธีต่างๆ ที่เข้ามาสนับสนุนการอ่าน แต่จะต้องมีการระดมทรัพยากรจากทุกภาคส่วนเพื่อสร้างนิสัยรักการอ่านให้เป็นนิสัยประจำชาติให้ได้

คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเห็นชอบให้การอ่านเป็นวาระแห่งชาติเมื่อวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๕๒ และกำหนดให้วันที่ ๒ เมษายนของทุกปี เป็นวันรักการอ่าน ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี องค์ต้นแบบนักอ่านด้วย นอกจากนี้ยังได้เห็นชอบให้ปี ๒๕๕๒-๒๕๖๑ เป็นทศวรรษแห่งการอ่าน และมีมาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อจูงใจผู้ซื้อหนังสือและสื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ส่งเสริมการอ่านให้กับโรงเรียนและสถานศึกษา ตลอดจนองค์กรนิติบุคคลต่างๆ สามารถลดหย่อนภาษีได้ ๒ เท่าของราคาหนังสือ แต่ไม่เกินร้อยละ ๑๐ ของรายได้สุทธิ เพื่อส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนมีแรงจูงใจในการร่วมกันขับเคลื่อนการอ่านอย่างแท้จริง

ศธ.ในฐานะที่รับผิดชอบการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง ที่จะต้องส่งเสริมการอ่านเพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ ให้สอดรับกับเป้าหมายในการสร้างพลเมืองยุคใหม่ ที่มีความใฝ่รู้ ใฝ่ดี คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น มีความเป็นสากล มีความเป็นพลเมือง ภาคภูมิใจในความเป็นไทย ซึ่งการขับเคลื่อนให้พลเมืองมีคุณลักษณะและทักษะการเรียนรู้ข้างต้น การอ่านถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะสร้างเสริมลักษณะเบื้องต้นในการใฝ่รู้อย่างแท้จริง

จึงได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการอ่านเพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยมี รมว.ศธ.เป็นประธาน และได้จัดประชุมเพื่อกำหนดเป้าหมายและกำหนดแผนการดำเนินงาน จำนวน ๕ แผน ซึ่งมีงบประมาณเพื่อขับเคลื่อนในปี ๒๕๕๔-๒๕๕๕ วงเงินกว่า ๔๐๐ ล้านบาท ดังนี้

แผนงานรณรงค์นิสัยรักการอ่าน เพื่อสร้างนิสัยรักการอ่านให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริง

แผนงานเพิ่มสมรรถนะการอ่าน เพื่อพัฒนาสมรรถนะการอ่าน ให้มีการอ่านคล่อง เขียนคล่อง ทั้งเด็กในวัยเรียนและคนวัยทำงาน

แผนงานการสร้างบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมในการอ่าน เช่น ห้องสมุด ๓ ดี ห้องสมุดประชาชน ห้องสมุดเฉลิมราชกุมารี และแหล่งเรียนรู้ต่างๆ

แผนงานเครือข่ายความร่วมมือการอ่าน ซึ่งการส่งเสริมการอ่านไม่สามารถทำได้เฉพาะในส่วนราชการเท่านั้น จะต้องอาศัยสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) ช่วยขับเคลื่อนกับภาคีเครือข่าย เช่น สถานประกอบการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

แผนงานวิจัยและพัฒนาเพื่อการอ่าน โดยจะทำวิจัยเพื่อหาคำตอบว่า คนไทยชอบอ่านหนังสือแบบใด อ่านหนังสืออะไร กระบวนการพัฒนาจากการอ่านหนังสือแบบเดิม เป็นการอ่านหนังสือจากสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ควรทำอย่างไร การอ่านช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเด็กและเยาวชนได้อย่างไร

จากรายงานสถิติในปี ๒๕๕๑-๒๕๕๒ พบว่าคนไทยอ่านหนังสือเพียง ๕ เล่มต่อปี ซึ่งคาดว่าหากสามารถดำเนินการได้ตามแผนงานส่งเสริมการอ่าน ภายใน ๓ ปีจะมีแนวโน้มสถิติการอ่านที่ดีขึ้น และในปี ๒๕๖๑ จะสามารถเพิ่มจำนวนการอ่านหนังสือของคนไทยให้เป็น ๑๐ เล่มต่อปีได้อย่างแน่นอน โดยมีสิ่งสำคัญที่ ศธ.จะต้องเร่งผลักดันโดยเร็ว คือ การสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการส่งเสริมการอ่าน และการสร้างภาคีเครือข่ายในการส่งเสริมการอ่าน

ไม่มีความคิดเห็น: