สวัสดีครับทุกท่าน เว็บไซต์แห่งนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารทางการศึกษา ให้เป็นวิทยาทานสำหรับบุคคลทั่วไป

ข่าวการศึกษา

สนทนา

วันอาทิตย์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ผลการประชุม สสค.1/2557

สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) - พลเรือเอก ณรงค์ พิพัฒนาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย ดร.สุทธศรี วงษ์สมาน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมประชุมคณะกรรมการส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน ครั้งที่ 1/2557  โดยมีศาสตราจารย์ ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2557 ที่ห้องประชุม สสค. 1 ชั้น 13 อาคาร IBM โดยมีสาระสำคัญสรุปดังนี้

ผลการดำเนินงานของ สสค.
นายแพทย์ศุภกร บัวสาย ผู้จัดการ สสค. ได้รายงานสรุปให้ที่ประชุมได้รับทราบถึงผลการดำเนินงานว่า สสค.ได้จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2553 เพื่อทำหน้าที่เชื่อมช่วย” สร้างเครือข่าย ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ผ่านภาคท้องถิ่น ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ ส่งเสริมสังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ (Learning Society)
ผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ได้ดำเนินภารกิจ 4 กลุ่มหลัก ที่มีนัยสำคัญต่อการปฏิรูปการศึกษาของไทย คือ

1) สนับสนุนนวัตกรรมการจัดการเรียนการสอน  เพื่อให้เกิดนวัตกรรมการจัดการเรียนการสอนครอบคลุมทั่วประเทศ โดยการทำให้ครูผู้ปฏิบัติริเริ่มจัดการเรียนการสอนในรูปแบบใหม่ที่มีคุณภาพ เหมาะสมกับสภาพปัญหาของกลุ่มเป้าหมาย และบริบทของชุมชนท้องถิ่น ครอบคลุมทั้งระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาและอาชีวศึกษา โดยที่ผ่านมาได้สนับสนุนการสร้างนวัตกรรมไปแล้วกว่า 2,000 โครงการใน 2,580 โรงเรียน มีเด็กเยาวชนได้รับประโยชน์กว่า  350,000 คน (ในจำนวนนี้เป็นเด็กเยาวชนด้อยโอกาสมากถึง 250,000 คน)
2) พัฒนาสมรรถนะครูและเครือข่ายบุคลากร  เพื่อสร้างค่านิยมครูสอนดี และส่งเสริมให้เป็นต้นแบบทั่วประเทศ โดยได้เฟ้นหาครูสอนดีที่ “สอนเป็น เห็นผล คนยกย่อง” จากชุมชนทุกจังหวัดทั่วประเทศ เกิดเครือข่ายบุคลากร และให้ทุนครูสอนดีเพื่อสอนเด็กและเยาวชนด้อยโอกาส โดยในปีที่ผ่านมา สสค.ได้ต้นแบบครูสอนดี 18,870 คน และให้ทุนครูสอนดีเพื่อเด็กด้อยโอกาส 529 โครงการ ซึ่งครอบคลุมกลุ่มเด็กด้อยโอกาส 38,000 คน เด็กและเยาวชนทั่วไป 70,000 คน และเกิดเครือข่ายเพื่อการพัฒนากว่า 30,000 คน
3) ค้นหาและพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ  เพื่อให้เกิดพื้นที่ต้นแบบในจังหวัดนำร่องทุกภาค โดยพัฒนาระบบดูแลเฉพาะตัว (CMU) สำหรับเด็กและเยาวชนกลุ่มด้อยโอกาส  สนับสนุนให้จังหวัดปฏิรูปการเรียนรู้ด้วยตนเองเป็นจังหวัดนำร่องในทุกภาค โดยใช้ยุทธศาสตร์จังหวัดในการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งเท่ากับเป็นการย่อส่วนประเทศลงในระดับจังหวัด ที่จะช่วยให้การจัดการศึกษาและการบริหารงบประมาณมีความคล่องตัวมากขึ้น นอกจากนี้มีการริเริ่มให้ท้องถิ่นพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้เพื่อสัมมาชีพด้วยตนเอง  ซึ่งผลการดำเนินงานที่ผ่านมาทำให้เกิดต้นแบบ CMU 80 พื้นที่ใน 14 จังหวัด (ครอบคลุมเป้าหมายเด็ก 50,000 คน) และเกิดจังหวัดต้นแบบปฏิรูปตนเอง 10 จังหวัด รวมทั้งเกิดชุมชนเรียนรู้สัมมาชีพ 91 แห่งใน 27 จังหวัด
4) จัดการความรู้เชิงระบบ  เพื่อให้ได้องค์ความรู้เชิงระบบและข้อมูลเชิงลึกเพื่อพัฒนานโยบาย โดยได้พัฒนาความร่วมมือทางวิชาการกับองค์การระหว่างประเทศ เช่น UN, UNESCO, UNICEF, ธนาคารโลก เป็นต้น ที่ได้เน้นการศึกษาวิจัยเชิงระบบ วิจัยปฏิบัติการเชิงพื้นที่ เพื่อเตรียมชุดความรู้และต้นแบบสำหรับการพัฒนานโยบาย และร่วมพัฒนาหลักสูตรในส่วนทักษะชีวิตและโลกของงาน ซึ่งได้ดำเนินการจนเกิดระบบบัญชีรายจ่ายด้านการศึกษา (National Education Account : NEA) ที่ UNESCO ได้ให้ไทยเป็นประเทศต้นแบบด้วย นอกจากนี้ได้ร่วมสร้างชุดสิทธิประโยชน์เด็กด้อยโอกาส 9 ประเภท และ Unit Cost รวมทั้งมีการจัดทำ “แม่ฮ่องสอนโมเดล” ซึ่งเป็นรูปแบบในการพัฒนาระบบหลักประกันโอกาสทางการศึกษาสำหรับเด็กด้อยโอกาส โดยบรูณาการทำงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
รมว.ศธ. ได้กล่าวแสดงความชื่นชมผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของ สสค. ทั้ง 4 ภารกิจหลัก ซึ่งเป็นภารกิจที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนในระบบที่มี ศธ.ดูแลรับผิดชอบอยู่แล้ว แต่หากจะดูจากชื่อก็จะเห็นได้ว่า สสค.มีภารกิจเกี่ยวกับการเรียนรู้ ซึ่งการเรียนรู้นั้นไม่ได้มีเฉพาะในระบบการศึกษาหรือในโรงเรียนเท่านั้น จึงต้องการให้ สสค. สนับสนุนการเรียนรู้ นวัตกรรม และกิจกรรม สำหรับคนที่ไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษา เช่น เด็กที่ออกจากระบบการศึกษา ประชาชนทั่วไปทุกช่วงวัย เปรียบเสมือนกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่ดูแลสุขภาพของคนในสังคมทั่วไป ไม่ได้ดูแลคนไข้ที่อยู่ในโรงพยาบาลซึ่งกระทรวงสาธารณสุขดูแลอยู่แล้ว
 รศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ กรรมการ สสค. ได้แสดงความเป็นห่วงถึงการใช้จ่ายงบประมาณด้านการศึกษาที่ผ่านมา ซึ่ง ศธ.ได้รับงบประมาณในแต่ละปีมากถึง 6 แสนล้านบาท แต่ยังมีเสียงสะท้อนว่าไม่สอดคล้องกับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาเท่าที่ควร และจะเป็นจุดบอดของการศึกษาไทยหรือไม่อย่างไร จึงต้องการให้งบประมาณเหล่านี้ลงไปถึงโรงเรียนหรือนักเรียนให้มากที่สุด ทั้งยังได้เสนอว่าการปฏิรูปการศึกษาของไทยควรมีกำหนดวิสัยทัศน์และปรัชญาการศึกษาให้มีความชัดเจน เพื่อให้คนทั้งชาติรับรู้แนวทางการปฏิรูปร่วมกัน โดยให้ถือเป็นความสำคัญของทุกรัฐบาลที่จะต้องดำเนินการด้านนโยบายอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้การปฏิรูประบบการศึกษาต่างๆ อาจเกิดการต่อต้านจากครูหรือผู้บริหารบางส่วนในระยะแรกๆ ซึ่ง สสค.สามารถมีบทบาทเข้าไปช่วยสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง และช่วยส่งเสริมสนับสนุนได้ เช่น การให้ทุน สร้างนวัตกรรม หรือการสร้างครูเครือข่าย เพื่อให้ครูได้เข้าใจและสามารถเปลี่ยนบทบาทในการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปการศึกษาได้

เห็นชอบการแต่งตั้งที่ปรึกษาและคณะอนุกรรมการใน สสค.
ที่ประชุมได้เห็นชอบการแต่งตั้งที่ปรึกษาและคณะอนุกรรมการ ของ สสค. รวม 3 คณะ ดังนี้
1) ที่ปรึกษาของ สสค. จำนวน 9 ราย คือ พระพรหมมังคลาจารย์  ศาสตราจารย์ประเวศ วะสี  ศาสตราจารย์กิตติคุณสุมน อมรวิวัฒน์  คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา  นางสาวเจือจันทร์ จงสถิตอยู่  นายชุมพล พรประภา นายมานิจ  สุขสมจิตร  นายสมพร ใช้บางยาง  และนายนคร ตังคะพิภพ   
2) คณะอนุกรรมการกำกับทิศทางและนโยบาย โดยมีนางสุวรรณี คำมั่น เป็นประธาน นายนคร ตังคะพิภพ เป็นรองประธาน  มีอนุกรรมการ ประกอบด้วย นางนภา เศรฐกร นางเบญจลักษณ์ น้ำฟ้า นางปภัสวดี วีรกิตติ นายสมบัติ สุวรรณพิทักษ์  นายนพพร สุวรรณรุจิ  นายรังสรรค์ มณีเล็ก นางเพ็ญพรรณ จิตตะเสนีย์  นางเอื้ออารี หมื่นอินกุล
3) คณะอนุกรรมการเตรียมการเพื่อดำเนินภารกิจของกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมคุณภาพการเรียนรู้ โดยมีศาสตราจารย์วิจารณ์ พานิช เป็นประธาน  ศาสตราจารย์ภิชาน ไกรฤทธิ์ บุณยเกียรติ เป็นรองประธาน มีอนุกรรมการ ประกอบด้วย รองศาสตราจารย์ณรงค์ ใจหาญ นางสาวนวลอนันต์ ตันติเกตุ นายนพพร สุวรรณรุจิ

รับทราบการดำเนินงานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี
ที่ประชุมรับทราบการดำเนินงานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี (Princess Maha Chakri Award) ซึ่งเป็นรางวัลเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในวโรกาสที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะทรงเจริญพระชนมายุครบ 60 พรรษา ในปี 2558  ถือเป็นรางวัลยกย่องเชิดชูเกียรติครูผู้มีผลงานดีเด่น ครู ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงแก่ชีวิตลูกศิษย์” ที่สังคมให้การยอมรับและยกย่องร่วมกันว่าเป็นครูผู้เสียสละ ทุ่มเทให้แก่การทำงานเพื่อลูกศิษย์ตลอดชีวิตการทำงานของตน สร้างคุณประโยชน์ต่อการศึกษาในประเทศภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวม 11 ประเทศ (ประเทศไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ลาว กัมพูชา พม่า บรูไน และติมอร์-เลสเต) ประเทศละ คน รวม 11 รางวัล ในปี 2557-2558 นี้ โดยจะมีการเข้ารับพระราชทานรางวัลครั้งแรกในวันที่ 2 ตุลาคม 2558

● รับทราบร่างพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมคุณภาพการศึกษา
ที่ประชุมรับทราบความก้าวหน้าการเสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมคุณภาพการศึกษา พ.ศ. .... ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างนำเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา เนื่องจากเป็นร่าง พ.ร.บ.เกี่ยวด้วยการเงิน ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 มาตรา 14 บัญญัติให้เสนอได้เฉพาะโดยคณะรัฐมนตรี

ข่าวจากสำนักงานรัฐมนตรี

ไม่มีความคิดเห็น: