สวัสดีครับทุกท่าน เว็บไซต์แห่งนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารทางการศึกษา ให้เป็นวิทยาทานสำหรับบุคคลทั่วไป

ข่าวการศึกษา

สนทนา

วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ก.ค.ศ.เสนอต่ออายุราชการ "ครู" ปีต่อปี

างเกณฑ์สุขภาพดี-จริยะรางวัลเลิศ / อาชีวะเชียร์เหตุขาดครูช่าง อยากดึงวิศวกร-สถาปนิกฝึกทักษะใหม่ๆ ให้ผู้เรียน
          เมื่อวันที่ 28 พ.ย.56 นางศิริพร กิจเกื้อกูล เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.) เปิดเผยถึงแนวคิดที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) จะเสนอให้ต่ออายุราชการของข้าราชการครูในสาขาที่ขาดแคลน เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนครูว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการประชุมหารือ กำหนดรายละเอียดและวางกรอบกำหนดร่างหลักเกณฑ์และวิธีการ ที่จะต่ออายุราชการให้ข้าราชการครู ซึ่งจะต้องไปศึกษาการต่ออายุราชการของข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา ที่ใช้ในมหาวิทยาลัยมาเป็นแนวทางการกำหนดร่างหลักเกณฑ์และวิธีการของ ก.ค.ศ.ด้วย
          ทั้งนี้ การจะให้ข้าราชการครูต่ออายุราชการ จะต้องทำเป็นหลักเกณฑ์ออกมาพิจารณา เช่น การเน้นสาขาที่ขาดแคลน จะมีสาขาอะไรบ้าง และครูที่จะต่ออายุราชการได้ควรมีคุณสมบัติอย่างไร โดยอาจจะต้องดูสุขภาพ ผลงาน รางวัลที่ได้รับ เป็นต้น
          ส่วนการให้ต่ออายุราชการนั้นอาจจะไม่ได้ให้ต่อไปจนถึง 65 ปี เช่นเดียวกับของมหาวิทยาลัย แต่อาจจะพิจารณาต่ออายุราชการเป็นสัญญาปีต่อปี ที่วางกรอบไว้ต้องมองดูที่อื่นของมหาวิทยาลัย อย่างไรก็ตาม เมื่อจัดทำร่างหลักเกณฑ์และวิธีการต่ออายุราชการเสร็จแล้ว จะต้องนำเสนอเข้าคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(อ.ก.ค.ศ.) ระบบที่เกี่ยวข้องพิจารณา และจากนั้นจึงจะนำเสนอให้ที่ประชุม ก.ค.ศ.เห็นชอบต่อไป
          นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นด้วยกับการต่ออายุราชการครู ถึง 65 ปี เพื่อมาทดแทนการขาดแคลน เนื่องจากสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) มีครูเกษียณอายุราชการปีละหลายร้อยคน และอีกสองปีข้างหน้าจะเกษียณฯ หลายพันคน และถึงแม้จะมีการบรรจุครูใหม่มาทดแทน แต่ก็ยังไม่สามารถทดแทนครูที่มีประสบการณ์ได้ ซึ่งหากมีการต่ออายุราชการให้ครูจะเป็นสิ่งดีมากเพราะนอกจากจะมาทำหน้าที่สอนแล้ว ยังสามารถทำหน้าที่เป็นครูพี่เลี้ยง นำประสบการณ์มาฝึกอบรมให้กับครูอาชีวะรุ่นใหม่ๆ ได้ ทั้งนี้การต่ออายุราชการ อาจจะต้องต่อปีต่อปีและเน้นสาขาช่าง ที่ขาดแคลนเป็นหลัก
          "ที่จริงแล้วก็อยากจะให้กลุ่มวิศวกร สถาปนิกได้มาสอนเพื่อให้ได้ความรู้ใหม่ๆ แก่เด็กอาชีวะ ส่วนการแก้ปัญหาข้าราชการครูเกษียณอายุราชการนั้น ก็ควรต้องวางแผนระยะยาวเพื่อลดช่องว่างครูรุ่นใหม่ที่จะมาทดแทนครูที่มีประสบการณ์" เลขาธิการ กอศ. กล่าว
ที่มา: http://www.siamrath.co.th


เดินหน้า 9 มาตรการทำ ร.ร.ปลอดบุหรี่ หวังลดนักสูบรุ่นเยาว์
          สธ. เซ็นเอ็มโอยูร่วม สพฐ. และมูลนิธิไม่สูบบุหรี่ เดินหน้า 9 มาตรการให้ ร.ร.เป็นเขตปลอดบุหรี่ ก่อนขยายผลไปยัง ร.ร.มัธยมศึกษาตอนปลายสังกัด สพฐ. 469 แห่งทั่วประเทศ หวังลดเยาวชนสูบบุหรี่ หลังพบอายุเฉลี่ยน้อยลงเรื่อยๆ
          วานนี้ (28 พ.ย.) ที่โรงแรมรามาการ์เดนส์ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ร่วมกับ เครือข่ายครูเพื่อโรงเรียนปลอดบุหรี่ จากการสนับสนุนของมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ และสำนักควบคุมการบริโภคยาสูบ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) จัดทำพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการดำเนินการโรงเรียนปลอดบุหรี่ของทั้ง 3 หน่วยงาน เพื่อนำบทเรียนการดำเนินงานโรงเรียนปลอดบุหรี่ ขยายผลไปยังโรงเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายสังกัด สพฐ. รวม 469 แห่ง ทั่วประเทศ
          นพ.นพพร ชื่นกลิ่น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค (คร.) กล่าวว่า จากรายงานองค์การอนามัยโลกล่าสุด พบว่า บุหรี่เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคและประชากรทั่วโลกเสียชีวิต ปีละกว่า 6 ล้านคน หรือ เฉลี่ยนาทีละประมาณ 11 คน ส่วนประเทศไทยมีรายงาน เสียชีวิต ปีละมากกว่า 50,000 คน เฉลี่ย 1 คนในทุก ๆ 10 นาที โดยอันดับ 1 คือ โรคถุงลมปอด โป่งพอง มะเร็งปอด และโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งผลการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติล่าสุดในปี 2554 พบว่า คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปสูบบุหรี่ 11.5 ล้านคน หรือร้อยละ 21.4 ในจำนวนนี้เป็นผู้ติดบุหรี่ สูบเป็นประจำ 9.9 ล้านคนผู้ชายมีอัตราสูบบุหรี่มากกว่าผู้หญิง 20 เท่าตัว ประการสำคัญยังพบว่า เยาวชนไทย (อายุ 15-24 ปี) เริ่มสูบบุหรี่เร็วขึ้น จากในปี 2550 เริ่มสูบอายุเฉลี่ย 16.8 ปี แต่ในปี 2554 เริ่มสูบอายุเฉลี่ย 16.2 ปี
          นพ.นพพร กล่าวต่อว่า คร. ร่วมกับ สพฐ. และมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ได้ร่วมลงนามดำเนินการโรงเรียนปลอดบุหรี่ เพื่อให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติคุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่ พ.ศ. 2535 และประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 19) พ.ศ. 2553 ซึ่งกำหนดให้โรงเรียนเป็นเขตปลอดบุหรี่ 100% ตามกฎหมาย และสนับสนุนการดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์การควบคุมยาสูบแห่งชาติ โดยเพิ่มความเข้มข้นในการดำเนินงานควบคุมยาสูบในโรงเรียนให้มากขึ้น ป้องกันมิให้เกิดผู้บริโภคยาสูบรายใหม่ มุ่งหวังคุ้มครองสุขภาพของเยาวชน และบุคลากรในโรงเรียน โดยกลวิธี เฝ้าระวังมิให้มีการสูบบุหรี่ในบริเวณโรงเรียน การบูรณาการความรู้เรื่องพิษภัยของบุหรี่ สนับสนุนและช่วยเหลือนักเรียนรวมทั้งบุคลากรในโรงเรียนที่ต้องการเลิกบุหรี่ ส่งเสริมให้นักเรียนและบุคลากรในโรงเรียนได้มีส่วนร่วม เป็นต้น
          นางสุวิมล จันทร์เปรมปรุง หัวหน้าคณะทำงานเครือข่ายครูเพื่อโรงเรียนปลอดบุหรี่ กล่าวว่า จากผลการสำรวจของสำนักควบคุมการบริโภคยาสูบ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ในปี 2554 พบว่า เยาวชนที่เริ่มสูบบุหรี่เป็นประจำอายุเฉลี่ยที่น้อยลง คือ จาก 18.5 ปี เป็น 17.4 ปี หรือประมาณชั้น ม.5 ดังนั้น เครือข่ายครูเพื่อโรงเรียนปลอดบุหรี่ จึงได้คิดค้นรูปแบบการดำเนินงานโรงเรียนปลอดบุหรี่ เพื่อเร่งป้องกันเด็กและเยาวชนจากการสูบบุหรี่ในช่วงอายุดังกล่าว โดยกำหนดมาตรการ 9 ด้าน ของการดำเนินงานเพื่อโรงเรียนปลอดบุหรี่ และได้นำมาตรการนี้ไปดำเนินการในโรงเรียน 5 จังหวัดพื้นที่นำร่อง ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ ขอนแก่น ชลบุรี สงขลา และกรุงเทพมหานคร และได้สรุปบทเรียนจากการดำเนินงานของโรงเรียน 285 แห่งที่เข้าร่วมโครงการออกมาเป็นชุดบทเรียนการดำเนินงานโรงเรียนปลอดบุหรี่ เพื่อให้โรงเรียนและหน่วยงานที่สนใจได้นำไปประยุกต์ใช้
          นางสุวิมล กล่าวด้วยว่า มาตรการ 9 ด้าน เพื่อโรงเรียนปลอดบุหรี่ ได้แก่ 1.ตั้งคณะทำงานเพื่อรับผิดชอบการดำเนินงานโรงเรียนปลอดบุหรี่ 2.ผู้บริหารสถานศึกษาประกาศนโยบายโรงเรียนปลอดบุหรี่ 3.ติดป้ายประกาศให้ทราบว่าโรงเรียนเป็นเขตปลอดบุหรี่ในจุดที่เห็นได้เด่นชัด 4.ติดสติกเกอร์เขตปลอดบุหรี่ทั่วบริเวณโรงเรียน 5.ประชาสัมพันธ์นโยบายและเฝ้าระวังการสูบบุหรี่ในบริเวณโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง 6.สอดแทรกเรื่องบุหรี่ในการเรียนการสอนและกิจกรรมนอกหลักสูตร 7.ส่งเสริมให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการดำเนินงานโรงเรียนปลอดบุหรี่ 8.มีมาตรการดูแลช่วยเหลือนักเรียนให้เลิกสูบบุหรี่ และ 9.ขยายผลการดำเนินงานไปยังผู้ปกครองนักเรียนและชุมชนรอบโรงเรียนการสร้างค่านิยมไม่สูบบุหรี่และจัดสภาพแวดล้อมให้ปลอดควันบุหรี่
          "ที่ผ่านมา เครือข่ายครูฯ ได้จัดอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพคุณครูในโรงเรียนต่าง ๆ เพื่อขยายผลการนำบทเรียนดังกล่าวไปใช้ ยังจังหวัดใหม่เพิ่มขึ้นอีก 8 แห่ง ได้แก่ เชียงราย พิษณุโลก นครราชสีมา มหาสารคาม อุบลราชธานี นนทบุรี ระยอง และสุราษฎร์ธานี รวมทั้งเผยแพร่ข้อมูลและแนวทางผ่านทางเว็บไซต์โรงเรียนปลอดบุหรี่ 
www.smokefreeschool.netซึ่งการร่วมมือทั้ง 3 หน่วยงานหลักในครั้งนี้จะทำให้เกิดโรงเรียนปลอดบุหรี่ต้นแบบเกิดขึ้นในทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดยมีหน่วยงานของทั้ง ศธ. เครือข่ายครู ฯ และ สธ.ร่วมกันสนับสนุนเพื่อเป็นแกนหลักในการดำเนินงาน" นางสุวิมล กล่าว
Source - ASTV ผู้จัดการออนไลน์ (Th)


ไม่มีความคิดเห็น: