สวัสดีครับทุกท่าน เว็บไซต์แห่งนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารทางการศึกษา ให้เป็นวิทยาทานสำหรับบุคคลทั่วไป

ข่าวการศึกษา

สนทนา

วันพฤหัสบดีที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2557

ผลการประชุมองค์กรหลัก ครั้งที่ 3/2557

ศึกษาธิการ - นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมผู้บริหารองค์กรหลัก ครั้งที่ 3/2557 โดยมีนายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ดร.พวงเพ็ชร ชุนละเอียด และ ดร.กิตติ ลิ่มสกุล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วมประชุม เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2557 ณ ห้องประชุมสำนักพัฒนาสมรรถนะและบุคลากรอาชีวศึกษา


  • เรื่องที่ประธานแจ้งให้ที่ประชุมรับทราบ


    • - ความเป็นรัฐบาลรักษาการ อาจจะใช้ระยะเวลาอีกนาน หาก ศธ.ไม่เร่งรัดการทำงาน ก็จะส่งผลเสียต่อการจัดการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนทั่วประเทศ จึงขอให้ทุกองค์กรเร่งดำเนินงานในเรื่องที่สามารถทำได้ตามอำนาจหน้าที่ ตามกฎหมาย รวมทั้งเรื่องที่กำลังหาข้อสรุป หรือที่ได้ประกาศออกไป เช่น ปฏิทินการเปิด-ปิดภาคเรียน มิฉะนั้นหลายเรื่องที่ดำเนินการแล้ว หรือที่ผ่านความเห็นร่วมกันว่าดี ก็จะไม่มีอะไรก้าวหน้าเลย จึงจะจัดให้มีการจัดประชุมหารือกับผู้บริหารระดับสูงของแต่ละองค์กร เพื่อติดตามความก้าวหน้าการทำงาน
      - การประชาสัมพันธ์การปฏิรูปการศึกษา ขอให้ประชาสัมพันธ์งานในแต่ละส่วนที่สามารถประชาสัมพันธ์ได้ เพื่อให้สังคม ผู้ปกครอง และชุมชนได้รับรู้ความก้าวหน้าการดำเนินงานของ ศธ. เช่น การมีส่วนร่วม และผลที่จะเกิดขึ้นจากการปฏิรูปการศึกษา รวมทั้งมีแผนปฏิบัติงานที่ชัดเจนสำหรับผู้บริหารทุกระดับ ทั้งในส่วนกลาง เขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษา
      • รายงานสถานการณ์และผลกระทบจากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง
      1) สถานศึกษาสังกัด ศธ.
      สถานการณ์เดิม (13-22 มกราคม 2557)
      มีผลกระทบเฉพาะในส่วนกรุงเทพฯ จำนวนสถานศึกษาที่ปิดเรียนสูงสุดในวันแรก (13 มกราคม 2557) จำนวน 117 แห่ง จาก 1,147 แห่งทุกสังกัด คือ สพฐ. อาชีวะ อุดมศึกษา และเอกชน
      จำนวนนักเรียนนักศึกษาที่ได้รับผลกระทบ 349,832 คน ครู บุคลากร 51,617 คน
      จนถึงวันนี้ สถานศึกษาทุกแห่งในกรุงเทพฯ เปิดเรียนครบแล้ว แต่ก็ยังมีผลกระทบกับการเดินทางมาเรียนของนักเรียนนักศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษามาก
      - ข้อมูลวันนี้ พบว่ามีนักเรียนนักศึกษาที่ขาดเรียนร้อยละ 1–29  บุคลากรไม่สามารถเดินทางมาทำงานได้ร้อยละ 1–4 ขึ้นอยู่กับสถานศึกษาที่อยู่ใกล้/ไกลจากสถานที่ชุมนุม
      สถานการณ์ปัจจุบัน (23 มกราคม 2557)  ได้มีการขยายการปิดสถานศึกษาใน 14 จังหวัดภาคใต้ โดยเฉพาะ สถานศึกษาของอาชีวศึกษา ซึ่งมีจำนวนทั้งหมด 80 แห่ง วันนี้ปิดเรียน 46 แห่ง ดังนี้
      จังหวัดที่ปิดเรียนทั้งจังหวัด รวม จังหวัด คือ ชุมพร แห่ง, สุราษฎร์ธานี แห่ง, นครศรีธรรมราช 11 แห่ง, พัทลุง แห่ง, สงขลาแห่ง, กระบี่ แห่ง และสตูล 3 แห่ง (รวม 44 แห่ง)
      - จังหวัดที่มีการปิดเป็นบางแห่ง รวม จังหวัด คือ ตรัง ปิด แห่ง จากจำนวนทั้งสิ้น แห่ง
      จังหวัดที่เปิดเรียนตามปกติ รวม จังหวัด คือ ภูเก็ต แห่ง, ระนอง แห่ง, พังงา แห่ง, ยะลา แห่ง, ปัตตานี แห่ง และนราธิวาส 2 แห่ง
      สถานศึกษาของเอกชน ใน จังหวัดชายแดนภาคใต้ทั้ง 280 แห่ง เปิดเรียนตามปกติแล้ว
      สถานศึกษาสังกัดอื่นๆ กำลังรอข้อมูล
      มาตรการในการรับมือผลกระทบของ ศธ.
      - แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังสภาวะวิกฤติฯ โดยมีปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน และแต่งตั้งคณะอนุกรรมการอำนวยการฯ โดยมีรองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (นายศุภกร วงศ์ปราชญ์) เป็นประธาน ซึ่งมีการประชุมทุกวัน เวลา 9.00 น.
      - จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังสภาวะวิกฤติฯ และคณะทำงานจัดตั้งศูนย์
      - กำหนดมาตรการเฝ้าระวังและการเผชิญเหตุจากการชุมนุมทางการเมืองของ ศธ.
      - กำหนดแนวปฏิบัติกรณีกลุ่มผู้ชุมนุมเดินทางมาปิดล้อมสถานที่ราชการ
      - แนวทางปฏิบัติงานในช่วงภาวะวิกฤติของหน่วยงานองค์กรหลักต่างๆ เช่น การติดต่อขอรับบริการผ่านสายด่วน 1579One Stop Service ที่โรงเรียนสตรีวิทยา และสถานที่ปฏิบัติงานสำรองต่างๆ ของแต่ละหน่วยงาน/องค์กรหลัก
      2) การปิดล้อมโรงพิมพ์องค์การค้าของ สกสค.
      เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2557 กลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมืองได้บุกรุกเข้ามาในพื้นที่โรงพิมพ์องค์การค้าของ สกสค. ซึ่งชนะการประมูลในการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้ง โดยได้ทำการตัดไฟฟ้า ทำลายเครื่องพิมพ์ อุปกรณ์ต่างๆ รวมทั้งบัตรเลือกตั้ง ทำให้เกิดความเสียหายจำนวนมาก เช่น โต๊ะควบคุมการจ่ายหมึกพิมพ์ จอควบคุมการทำงานและจอแสดงผลเครื่องพิมพ์ออฟเซทป้อนม้วน แผงวงจรตู้ควบคุมไฟฟ้า ตู้ควบคุมระบบไฟฟ้า ฯลฯ ซึ่งกำลังประเมินมูลค่าความเสียหายทั้งหมด นอกจากนี้ กลุ่มผู้ชุมนุมฯ ได้ให้พนักงาน/เจ้าหน้าที่องค์การค้าของ สกสค.ทุกคนออกจากโรงพิมพ์ และได้ปิดล้อมอีกครั้ง เมื่อวันที่ 18 และ20 มกราคม 2557 ทำให้องค์การค้าของ สกสค.ไม่สามารถดำเนินการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งต่อไปได้
      องค์การค้าของ สกสค. จึงได้รายงานให้ที่ประชุมรับทราบว่า ได้กำหนดแนวทางการแก้ปัญหาเพื่อให้การจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งเสร็จทันตามกำหนดเวลา ซึ่งขณะนี้ได้ขออนุญาตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้องค์การค้าของ สกสค.นำบัตรเลือกตั้งที่พิมพ์แล้วไปดำเนินการต่อให้แล้วเสร็จ และนำบัตรที่ยังไม่ได้จัดพิมพ์ไปจัดพิมพ์ที่โรงพิมพ์ภายนอก รวมทั้งขอกำลังทหารและตำรวจมาคุ้มกันทรัพย์สินขององค์การค้าของ สกสค. ตลอดจนได้แจ้งความต่อสถานีตำรวจนครบาลโชคชัย และแจ้งคณะกรรมการการเลือกตั้งแล้ว
      ทั้งนี้ รมว.ศธ.ขอให้เร่งดำเนินการ ดังนี้
      - เรื่องที่จะต้องทำให้ทันเปิดภาคเรียน ขอให้ สพฐ.ดำเนินการตามประกาศและปฏิทินการเปิดปิดภาคเรียน
      - การทดสอบภาษาอังกฤษ ภาษาจีน สพฐ.จะต้องประสานและทำงานเชื่อมโยงกับ สอศ. สช. ทั้งการจัดห้องเรียน มีระบบวิชาเลือก ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ หลักการคือ ต้องจัดห้องเรียนและลดจำนวนคน เช่น 20 คนต่อห้องเรียน แต่หากไม่มีระบบวิชาเลือกและมีการบังคับเด็กให้เรียนทั้งหมด ก็จะไม่ประสบความสำเร็จและเกิดการสูญเปล่า จะทำอย่างไรให้มีแนวปฏิบัติรองรับและมีการซักซ้อมเพื่อให้ระบบการเรียนวิชาภาษาจีนเกิดขึ้นได้จริงภายในปีการศึกษา 2557หากดำเนินการไม่ทันก็จะเกิดเสียเวลาไปอีก ปี  ซึ่งได้รับรายงานว่า สพฐ.ได้ตั้งคณะทำงานเพื่อจัดทำแนวปฏิบัตินำไปสู่การปฏิบัติในเรื่องภาษาจีน ได้ทบทวนระเบียบแนวปฏิบัติเดิมเกี่ยวกับการวัดและประเมินผล รวมทั้งภาษาอังกฤษที่จะส่งเสริมให้มีวิชาสนทนาและการจัดห้องเรียนนั้น แม้ว่าจะเป็นเรื่องของ สพฐ. แต่ฝากให้ช่วยกันหารือกับส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย
      ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี


      สพฐ.ชูเรียนทวิภาษาปี 57

                นายกมล รอดคล้าย รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวตอนหนึ่งในการเสวนาหาแนวทางและยุทธศาสตร์การพัฒนาการเรียนการสอนในโรงเรียนชายแดนและพื้นที่พิเศษ  ว่า เรื่องนี้ถือเป็นประเด็นสำคัญที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ได้พยายามหายุทธศาสตร์เพื่อพัฒนาการศึกษาสำหรับผู้ที่ใช้ภาษาท้องถิ่นตามแนวชายแดนและพื้นที่พิเศษ โดยเฉพาะ การจัดให้มีการเรียนการสอนแบบทวิภาษา-พหุภาษาศึกษา ดังนั้น กระบวนการแก้ปัญหาต่อจากนี้ไปจะทำอย่างไรให้เด็กที่อยู่ตามชายแดนและพื้นที่ พิเศษมีโอกาสเรียนรู้ภาษาไทย เพื่อนำไปสู่การพัฒนาตนเองอย่าง ต่อเนื่องได้ ซึ่งหาก สพฐ.ทำให้เด็กกลุ่มนี้อ่านออกเขียนได้ ก็จะทำให้เด็กได้ออกไปแสวงหาความรู้ด้านอื่นได้ด้วย
                "เมื่อเร็วๆ นี้ผมได้มีโอกาสเฝ้าฯรับเสด็จสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งสมเด็จพระเทพฯ ทรงเป็นห่วงเรื่องพร้อมรับสั่งว่า อยากให้ สพฐ.แก้ปัญหานี้อย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากมีความห่วงใยเด็กในพื้นที่เหล่านี้ เพราะหากเด็กอ่านออกและเขียนภาษาไทยได้ ก็จะสามารถไปเรียนรู้ด้านอื่น ๆ ได้เช่นกัน" รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าว
                นายกมล กล่าวต่อว่า สพฐ.ได้นำร่องการจัดการเรียนการสอนแบบทวิภาษา 4 ภูมิภาคมีภาคเหนือ  ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก และภาคใต้  ในโรงเรียน 11 แห่ง เน้นการพูดภาษาถิ่นเกิน 50% แต่หลังจากนี้ สพฐ.ตั้งเป้าจะขยายผลการเรียนการสอนในรูปแบบดังกล่าวไปอีก 29 โรง ในปี 2557 และในปี 2560 จะให้ครอบคลุม 1,600 โรงเรียน
                ด้าน น.ส.ไพรวัลย์ พิทักษ์สาลี ผอ.สำนักทดสอบทางการศึกษา สพฐ. กล่าวว่า จากการสำรวจพบว่ามีโรงเรียนที่เด็กใช้ภาษาท้องถิ่นนอกจากภาษาไทยจำนวนมาก อาทิ ภาษาละหู่ อาข่า กะเหรี่ยง เมียน ไทยใหญ่ จีนฮ่อ ลีซอ ม้ง คะฉิ่น ละว้า มูเซอ อีก้อ ซึ่ง สพฐ.มีแนวทางในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนแบบทวิ-พหุภาษา ตั้งแต่ปี 2557-2560 ให้ครอบคลุมทุกเขตพื้นที่ชายแดนในประเทศไทยรวมถึงให้สถาบันอุดมศึกษาในพื้นที่อย่างน้อย 4 แห่งจัดทำหลักสูตรปริญญาตรี เพื่อให้มีความรู้สามารถจัดการเรียนการสอนแบบทวิภาษาได้

                --คมชัดลึก ฉบับวันที่ 24 ม.ค. 2557

      ลดจำนวนนักเรียนต่อห้องไม่ทันปี57 สพฐ.ระบุต้องประกาศล่วงหน้า
                จากการประชุมสัมมนาการรับนักเรียน ปีการศึกษา 2557 ในโรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูง ที่ศูนย์การแสดงสินค้าอิมแพ็คเมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี ซึ่งมีผู้บริหารโรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูง 293 แห่งทั่วประเทศเข้าร่วมประชุม เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายอภิชาติ จีระวุฒิ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า ตนได้ขอให้ ผอ.โรงเรียนดังปฏิบัติตามประกาศนโยบายและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการรับนักเรียนปี 2557 อย่างเคร่งครัด เพราะที่ผ่านมามีข้อครหาว่าโรงเรียนมีการเรียกรับเงิน แลกที่นั่งเรียนมาโดยตลอด ซึ่งตนก็เข้าใจว่าโรงเรียนมีความจำเป็นที่จะต้องระดมทรัพยากร เนื่องจากรายจ่ายของโรงเรียนมากกว่างบประมาณที่รัฐจัดสรรให้ แต่โรงเรียนก็ต้องหาวิธีระดมทรัพยากรที่อธิบายต่อสังคมได้ ซึ่งไม่ใช่ ช่วงที่มีการรับนักเรียน รวมถึงการรับนักเรียนตามเงื่อนไขพิเศษและความสามารถพิเศษก็ต้องมีหลักเกณฑ์ที่โปร่งใสและผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการสถานศึกษา อย่าให้เกิดการประมูลเก้าอี้และต้องจำกัดจำนวนรับส่วนนี้ไม่เกิน 10 คนต่อห้องด้วย
                เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่า สพฐ. จำเป็นต้องเดินหน้าตามประกาศรับนักเรียนปี 2557 เรื่องรับนักเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาห้องละ 40 คน ขยายได้ 10 คน รวมเป็น 50 คน แม้ว่า นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ จะมีนโยบายให้ลดขนาดห้องเรียนเหลือห้องละไม่เกิน 40 คน แต่การปรับเปลี่ยนใด ๆ ต้องมีการประกาศล่วงหน้า จึงยังไม่สามารถสนองนโยบายดังกล่าวได้ในปีนี้ แต่หลังจากการรับนักเรียนปี 2557 ผ่านพ้นไปแล้ว สพฐ. ก็จะปรับหลักเกณฑ์การรับนักเรียนปี 2558 โดยเน้นลดจำนวนเด็กเหลือไม่เกินห้องละ 40 คน พร้อมทบทวนการรับนักเรียนชั้น ม.4 ด้วย ทั้งนี้การลดจำนวน เด็กอาจทำให้เกิดปัญหาขึ้นได้โดยเฉพาะในกลุ่มโรงเรียนดัง เพราะฉะนั้นโรงเรียนก็ต้องทำความเข้าใจกับผู้ปกครองก่อนที่จะมีการลดจำนวนเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาได้
                "นอกจากนี้ผมได้กำชับกับทางโรงเรียนด้วยว่า กระบวนการออกข้อสอบคัดเลือกนั้น จะต้องเป็นความลับและคณะกรรมการออกข้อสอบต้องไม่ส่งลูกหลานตัวเองเข้ามาสอบในโรงเรียนนั้น รวมถึงไม่ให้โรงเรียนออกข้อสอบเกินหลักสูตร และการออกข้อสอบจะต้องร่วมกันออกหลายคนไม่ใช่ให้คนใดคนหนึ่งเป็นผู้ออก" นาย อภิชาติ กล่าวและว่า พร้อมกันนี้ตนได้ย้ำให้โรงเรียนจัด เจ้าหน้าที่รับสมัครนักเรียนในช่วงพักเที่ยงด้วย เพราะที่ผ่านมามีผู้ปกครองร้องเรียนมามาก และยังได้กำชับด้วยว่าในวันประกาศผลสอบจะต้องประกาศในวันที่กำหนดและ ต้องติดประกาศให้ผู้ปกครองและนักเรียนทราบไม่เกิน 6 โมงเช้าของวันที่จะประกาศด้วย.
                --เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 24 ม.ค. 2557 

      ไม่มีความคิดเห็น: